สรุปเนื้อเรื่อง Path To Nowhere: Shalom (Rain Burst & Flora Unfurl)
คำเตือน
เนื้อหาเหล่านี้เป็นการสรุปมหากาพย์ชีวประวัติเนื้อเรื่อง Shalom ทั้งหมด ตั้งแต่ต้นจนจบถึงปัจจุบันตัวละครในเนื้อหานี้เยอะมากๆ กรุณาใช้ความจำในการแยกตัวละครด้วยวานรทั้งหลายพยายามเขียนออกมาให้เข้าใจง่ายที่สุดและละเอียดทุกข้อมูลเท่าที่ทำได้ เนื้อหามีการใส่สีตีไข่ตรงช่วงเพิ่มเติมโดยทีมผู้เขียน อาจจะถูกเปลี่ยนแปลงทฤษฎีเนื้อหาตอนนี้ได้ทุกเมื่อในอนาคต
หากมีอัปเดตเนื้อเรื่อง Shalom กลับมาอีกครั้ง ทางทีม EDGETH จะอัปเดตใหม่อีกครั้ง
และสำหรับผู้เล่นใหม่และเก่า เนื้อเรื่องนี้มีศัพท์เฉพาะเยอะมาก ทางทีมแปลเลยรวบรวมข้อมูลหลักศัพท์บางอย่างในเกมนี้ ให้ทางผู้อ่านได้เข้าใจเนื้อเรื่องเพิ่มขึ้น สามารถอ่านข้อมูลได้ที่ (จิ้ม)
เทียบภาษา : EN(100%) | KR(100%) | JP(100%) | CN(100%)
0:17 ━❍──────── 2:06
↻ ⊲ Ⅱ ⊳ ↺
↻ ⊲ Ⅱ ⊳ ↺
━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━
13 เดือนตุลาคม N.F.112 13:21 ณ ออฟฟิศ Chief ที่ MBCC เรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้นจากขวดแห่งความฝันเบาลงเสียที งานที่ต้องทำในวันนี้ก็หมดสิ้นเช่นกัน Wynn อยู่ในออฟฟิศ รอเอาเอกสารที่ Chief ต้องเซ็นไปเก็บเข้าคลัง แต่ Chief บอกจะเอาไปให้ Nightingale เองทีหลัง Wynn แจ้งทันทีว่า Nightingale ไม่อยู่ ออกไปทำภารกิจด้านนอก แถมบอกว่าให้จับตามอง Chief ทำงานให้ดี ไม่งั้นเดี๋ยว Chief อู้ไปเดินเล่นทำอย่างอื่น แน่นอนว่า Chief หลบตาแถมไม่ตอบอะไรด้วย
Eugene ติดต่อมาว่ามี ‘Sinner ไม่ทราบตัวตนมาที่ MBCC’
ได้ยินดังนั้น Chief พร้อมจะออกไปจับทันทีอย่างร่าเริง(หนีงาน) แต่ Eugene ห้ามไว้ก่อน ช้าก่อน Sinner คนนั้นเป็นแขก VIP ที่เบื้องบนส่งมา ไม่ต้องใช้ Shackle ในขณะเดียวกัน ที่จอโทรศัพท์ Chief มีข้อความมาว่า
“ผู้สังเกตการณ์ Shalom เป็น Sinner ค่ามาเนียอยู่ที่ 463 สภาพจิตใจปกติ ไม่มีความสามารถทางมาเนีย ไม่เป็นภัยอันตราย ปฏิบัติงานในภาครัฐมาเป็นเวลา 8 ปี และเป็นผู้ที่ได้รับความไว้วางใจสูง จากนี้เธอจะเข้ามาช่วยงานประจำวันและภารกิจต่อสู้ของ MBCC ยืนยันโดย FAC, 9th และ Paradeisos ไม่จำเป็นต้องใช้ Shackle แต่อย่างใด เธอคือคู่หูของคุณ”
เมื่ออ่านข้อความจบ Chief ถาม Eugene ทันทีว่า Shalom อยู่ที่ไหนแล้ว Eugene บอกว่า ไปนั่งที่ห้องสอบสวนแล้ว อยากคุยกับ Chief มากๆด้วย
Chief เดินเข้ามาในห้อง สายตาจ้องมอง สังเกตทุกอย่างทุกการกระทำของ Shalom มีเสื้อโค้ต ถุงมือ กระโปรงยาว ปกปิดมิดชิดแทบทั้งตัว ราวกับทุกอย่างเป็นความลับไปหมด แถมมีผลึกเพชรสามเหลี่ยมสีดำลอยอยู่ข้างๆด้วย คนที่นั่งในห้องที่ท่าทางเพียบพร้อมทุกสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ Shalom กล่าวอย่างนิ่งๆ
“เราควรจะได้เจอกันเร็วกว่านี้นะ ฉันเองก็ไปที่งานเลี้ยง Midsummer Night เหมือนกัน แต่น่าเสียดายที่ฉันไม่ได้เข้าไปคุยกับเธอ คืนนั้นเธอดูเด่นสง่างามมาก ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ Chief”
เพิ่มเติม
-ขวดแห่งความฝัน คือขวดน้ำหวาน Ambrosia ที่พอดื่มแล้วจะเข้าสู่ความฝันตามชื่อ กับ งานเลี้ยง Midsummer Night มาจากอีเว้นท์ Serpent
-เพิ่งจบอีเว้นท์ Midsummer Night(Serpent) ได้ 1 สัปดาห์
-ระยะเวลาตอนนี้เท่ากับว่าตั้งแต่เริ่มเกมมาทั้งหมด ผ่านมาแค่ 2 เดือนเอง
-Eugene เป็นกัปตันทีมจับกุม Sinner
-ผลึกเพชรสามเหลี่ยมสีดำคือ Schorl ซึ่งในเวลาตอนนี้ Chief ยังไม่รู้จักดี แต่ตอนหลังได้กลายเป็นไม้เบื่อไม้เมา

Shalom นั่งอยู่ตรงหน้า Chief ด้วยรอยยิ้มจางๆ แววตาจ้องมอง Chief อย่างสงบนิ่ง ตามปกติแล้ว Sinner ที่ได้นั่งในห้องนี้จะมีความลุกลี้ลุกลนเล็กน้อย เป็นความบ้าและคลุ้มคลั่งที่ควบคุมไม่อยู่จากมาเนีย แต่ Shalom นั้นแตกต่างมากๆ สำหรับ Chief แล้ว Shalom กลับทำให้ Chief รู้สึกคุ้นเคย ราวกับว่า Shalom รู้จัก Chief ดี Chief เลยเปิดบทสนทนาก่อนว่า
[ตัวเลือก 1: “คุณคือใคร?”] Shalom จะตอบว่า “ฉันได้ยินมาว่า หลังจากเหตุชุลมุน ‘คุณ’สูญเสียความทรงจำส่วนใหญ่ไป หัวหน้าแห่ง MBCC คงจำฉันไม่ได้แล้วสินะ ถ้าเช่นนั้นแล้ว ฉันขอแนะนำตัวใหม่”
[ตัวเลือก 2: “ไม่ได้เจอกันนานนะ”] Shalom จะตอบว่า “ไม่ต้องกังวลนะ เพราะฉันรู้ว่าเหตุชุลมุนใน MBCC ทำให้ระบบฟื้นฟูขัดข้อง ความทรงจำของ‘เธอ’เลยไม่ครบสักเท่าไหร่ คงจำฉันไม่ได้แล้ว ใช่ไหม?”
เพิ่มเติม
-พอเริ่มสอบสวน เพลง Sonata Pathétique จะดังขึ้น โดยรวมคือเป็นเพลงที่แสดงถึงความรู้สึกน่าสมเพชเวทนาสงสาร อาจจะสื่อว่า Shalom สมเพชตัวเองก็ได้ ที่เป็นหุ่นเชิดทำตามคำสั่งเบื้องบน โดยไร้อิสระอย่าง Chief หรือจะมองว่าสมเพชเวทนาตัวของ Chief ที่ไร้ความทรงจำก็ได้ทั้งคู่
-ถ้าเลือกตอบแบบเป็นกันเอง(ตัวเลือก 2) Shalom จะยิ้มบ่อยมาก น้ำเสียงดูตื่นเต้น มีชีวิตชีวามาก ต่างจากการตอบแบบทางการ(ตัวเลือก 1)ที่น้ำเสียง Shalom จะทางการแข็งสุดๆ เรียกเราว่าคุณ เป็นทุกภาษาในเรื่องของน้ำเสียง

“ฉันชื่อ Shalom ได้รับมอบหมายงานให้มาประเมินสถานการณ์ของ MBCC รวมถึงตัวเธอด้วย อาจจะมีบางอย่างที่ฉันสามารถช่วยเหลือได้ เพราะฉะนั้นแล้ว คงอยู่รบกวนสักพักหนึ่งนะ Chief” Chief ถามออกไปอย่างสงสัยสุดๆว่า
“เราเคยเจอกันมาก่อนเหรอ?”
“ใช่ เส้นทางของเราเคยบรรจบพบเจอกันที่ MBCC มีปฏิสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง เธอได้สร้างความประทับใจแรกพบให้กับฉันได้ตราตรึงใจมาก และด้วยเหตุนี้ พวกเราเป็นมากกว่าแค่คนรู้จักกัน เป็น‘เพื่อน’เลยล่ะ” Shalom ตอบอย่างเรียบง่ายเป็นกันเอง
Chief ได้แต่สงสัยมากกว่าเดิมหลายเท่า เหลือจะเชื่อ… ว่าก่อนที่จะสูญเสียความทรงจำไป มีเพื่อนเป็น Sinner ที่ไม่ถูกตรึง Shackle แถมเป็นคนตำแหน่งสูงด้วยเหรอ? Shalom พูดขัดความคิดของ Chief ว่า
“เธอดูตกใจนะ”
Chief ตอบกลับไปว่า…
[ตัวเลือก 1: “เป็นเรื่องหายากนะ ที่ Sinner จะอยู่ในตำแหน่งสูงๆ”] Shalom จะตอบว่า “งั้นหรอกเหรอ? คุณผู้หญิง Langley แห่ง 9th ก็เป็น Sinner อำนาจมากพอสมควร และด้วยนิสัยของคุณผู้หญิง ไม่เคยซ่อนเรื่องนี้ไว้เลย หรือว่า Chief อาจจะลืมหัวหน้าของตัวเองไปด้วยแล้ว? ระวังนะ คุณผู้หญิงอาจจะมาเคาะประตูตอนไหนก็ได้”
[ตัวเลือก 2: “เธอเป็นเพื่อนที่ฉันไม่คาดคิดว่าจะมี เธอไม่คิดแบบนั้นเหรอ?”] Shalom จะตอบว่า “ใช่ เธอมีสิทธิที่จะมองว่านี่เป็นความรู้สึกส่วนตัวของฉันเอง ไม่ต้องกังวลไปหรอก มิตรภาพขึ้นอยู่กับความทรงจำและความผูกพันทางอารมณ์ที่มีร่วมกันทั้งสองฝ่าย ดังนั้น ในตอนนี้ ขอให้ฉันได้เป็นผู้ดูแลความทรงจำอันแสนล้ำค่าของเรานะ แต่ถ้าเธอจะมองว่าฉันคือเพื่อนร่วมงานคนใหม่ แบบนั้นก็ได้เช่นกัน ฉันยินดีที่จะเริ่มต้นใหม่กับเธอ”
“สงสัยอะไรถามได้หมดเลยนะ นั่นเป็นเหตุผลที่ฉันขอการสอบสวนเพิ่มเติม ในครั้งนี้ กว่าจะจัดการประชุมนี้ได้ มันค่อนข้างยากมากเลย ฉันไม่ชอบที่เห็นเธอวิตกกังวลขนาดนี้”
Shalom พูดจบ นั่งยิ้มสบายๆ ไม่ทุกข์ร้อนใดๆ แต่มีความรู้สึกของการยอมแพ้ ยอมจำนนให้เห็นผ่านแววตาของ Shalom ที่แสดงออกมาเล็กน้อยจนแทบไม่เห็นแล้วด้วยซ้ำ หากไม่สังเกต

หลังจาก Chief คิดสักพัก ตัดสินใจถามเรื่องง่ายๆก่อน แล้วชี้ไปที่วัตถุแปลกๆที่ลอยอยู่ข้างๆ Shalom แล้วถามว่า “นั่นคืออะไร?” Shalom อธิบายว่า
“สิ่งนี้เรียกว่า Schorl เป็นนวัตกรรมล่าสุดจากศูนย์วิจัย Ring เนื่องจากตัวฉันไม่มีความสามารถในการปกป้องตัวเอง Schorl เลยได้รับหน้าที่ในการช่วยเหลือ ปกป้อง ติดต่อสื่อสารประสานงาน รวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูล รวมถึงเรื่องอื่นๆด้วยเช่นกัน วัตถุดิบเพิ่มประสิทธิภาพจาก MBCC ที่ออกแบบมาเพื่อใช้งานกับ Sinner แต่ใช้กับฉันไม่ค่อยได้ผลสักเท่าไหร่ อย่างไรก็ตาม หากฉันนำวัตถุดิบไปให้ Schorl ก็จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการต่อสู้ด้วยการวิเคราะห์ได้ ทำให้สามารถปกป้องทุกคนได้ดียิ่งขึ้น เป็นคู่หูที่พึ่งพาได้อย่างดีเลยล่ะ”
อุปกรณ์สามเหลี่ยมสีดำที่เหมือนหินเริ่มกระพริบไฟปิ๊บๆ หลังจากที่ถูกชมราวกับว่าต้องการพิสูจน์‘ความสามารถ’แล้ว Schorl เริ่มเปลี่ยนรูปร่างเพื่อฉายจอออกมา แสดงเอกสารทางการใบหนึ่งให้เห็น เป็นเอกสารที่มีตราประทับของ MBCC, FAC และ 9th รวมถึงตราประทับขององค์กรอื่นๆที่เคยเห็นในเอกสารอื่นๆ ไม่นานหลังจากที่ปิดฉากภารกิจ BR-001 ได้ ตราประทับนี้ก็ปรากฏขึ้นบนจอบุคคลที่สอบสวน Chief ทำให้พอจะเดาที่มาที่ไปได้ไม่ยาก Chief จึงพูดออกไปว่า
“เธอมาจาก Paradeisos สินะ”
เพิ่มเติม
-“นั่นคืออะไร?”คำถามนี้จะสำคัญอีกครั้ง ในตอนที่เจอ Shalom ตอนท้าย
-Paradeisos คือสถานที่ลับที่ผู้คนชาว DisCity แอบพูดถึงอยู่เรื่อยๆ มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับมรดกหรือสิ่งที่ ดอกเตอร์ Keylan ได้ทิ้งไว้ให้ ไม่มีคำอธิบายอย่างเป็นทางการ บอกแค่ว่า “เน้นการสืบหาและพัฒนาเพื่อความเจริญรุ่งเรืองของมนุษยชาติ” ในขณะเดียวกันก็หลีกเลี่ยงการเกี่ยวข้องกับผู้คนในเมือง และแทบไม่ใช้อำนาจที่พวกเขามีอยู่ มีอำนาจอยู่เหนือหัวหลายองค์กรมากมาย รวมถึง FAC และ 9th Agency
-Chief ในตอนนี้พอจะเคยเจอกับ Paradeisos มาบ้าง(ในรูปแบบโฮโลแกรมเสียงเท่านั้น) แต่ก็ไม่ได้รับการปฏิบัติที่ดีสักเท่าไหร่ มันก็เป็นเรื่องเข้าใจได้ที่ Chief จะมีความรู้สึกที่ไม่ค่อยดีกับเหล่าชนชั้นสูงที่น่าสงสัยพวกนี้
-Schorl การละครกระพริบไฟปิ๊บๆ สารพัดประโยชน์เกิน

“ฉันเข้าใจ เธอมีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างไม่ดีกับ Paradeisos ฉันไม่อยากปิดบังอะไรจากเธอ พูดตามตรง Paradeisos จับตามองเธออยู่ เพราะเข้าไปเกี่ยวข้องกับ Black Ring ถึงสองครั้ง” Shalom ตอบ Chief ถามกลับ
“จับตามองหรือระแวง? ก่อนหน้านี้ได้คุยกับพวกเธอแค่ครั้งเดียว ตอนกักบริเวณและสอบปากคำ 2 สัปดาห์นั้นเท่านั้นเอง”
“ยอมรับเถอะว่าเธอเกลียดพวกเรา เธอเป็นคนที่ตรงไปตรงมา ไม่ต้องเสแสร้งกับฉันหรอก นอกเหนือจากความเข้าใจผิดของคนทั่วไปแล้ว Paradeisos ไม่ได้โด่งดังหรือเป็นที่ชื่นชอบขนาดนั้นหรอก พวกเขารู้ตัวดี มีเพื่อนร่วมงานที่ทำงานเกินเวลาคนหนึ่งของฉันมักพูดเกี่ยวกับท่าทีลักษณะของ Paradeisos อยู่เสมอว่า ‘เห้อ จะอะไรก็ช่างเถอะ ทำๆ ไปเถอะน่า’ ” Shalom ตอบพลางล้อเลียนเสียงประโยคท้าย แม้จะดูแข็งไปหน่อย
ในฐานะหัวหน้าคนแล้ว Chief แทบสำลักกับคำพูดเล่นประโยคท้าย Shalom จ้องมองปฏิกิริยาตอบสนองของ Chief จนแววตาขี้เล่นเปล่งประกายออกมา ราวกับว่า Shalom กำลังเพลินกับช่วงเวลานี้ พึงพอใจมากๆ แต่แล้วรอยยิ้มนั้นก็หายไปทันทีราวกับธานอสดีดนิ้ว เมื่อเริ่ม Shalom บอกว่า
“ด้วยยศอำนาจของเธอในตอนนี้ คงอธิบายเกี่ยวกับสถานการณ์ไม่ได้มากนัก แต่จุดยืนของ Paradeisos ไม่ใช่ความลับอะไร ตั้งแต่วินาทีที่ก่อตั้ง Paradeisos มีเป้าหมายเดียวเท่านั้น นั่นคือการตามหาคำตอบที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ในการรักษาความเจริญรุ่งเรืองของมนุษยชาติเผชิญหน้ากับวันสิ้นโลก นี่คือความทุ่มเทที่ไม่มีวันสั่นคลอนของ Paradeisos และพวกเขาพร้อมสละทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะอะไรก็ไม่สามารถสั่นคลอนความตั้งใจได้ ในขณะเดียวกัน พวกเขาต้องละทางโลกเพื่อวิเคราะห์และเข้าใจความเป็นจริงที่ซับซ้อน การกระทำจึงดูเย็นชาและไร้ความเมตตาอยู่บ่อยครั้ง”
Chief ถามว่า “พวกเขาเหมือนกับ FAC เหรอ?” แต่ Shalom แค่ยักไหล่ “FAC มีชื่อเสียงมากกว่าเยอะ”

ยิ่งคุย คำถามเสียงในหัวก็เยอะแยะมากมาย อยากจะรู้จักคนตรงหน้า และอยากรู้อดีตของตน Chief ยังถามต่อ
“แล้วเธอล่ะ? เพื่อนที่ฉันไม่รู้จักจาก Paradeisos การมาเยี่ยมเยือนอย่างเป็นกันเองในครั้งนี้…ฉันต้องคิดยังไง?”
“จากความจริงใจของพวกเขา รวมถึงความโหยหาเล็กน้อยของฉันที่อยากจะได้มาพบเธออีกครั้ง” Shalom ตอบ
“Paradeisos รับรู้ทุกความพยายามของเธอจนถึงปัจจุบัน พวกเขาต้องการเธอและอยากบอกให้เธอรู้ พวกเขารู้ตัวดีว่า ขาดความผูกพันทางอารมณ์ที่จำเป็นต่อการได้ความไว้วางใจจากเธอ นั่นคือเหตุผลที่พวกเขาตั้งใจเลือกส่งฉันมาโดยเฉพาะ จากปฏิสัมพันธ์ระหว่างเราในอดีต เลยคิดว่าการที่ฉันเป็นคนมาเยี่ยม จะได้รับการตอบสนองที่ดีกว่า” Shalom ยังคงตอบอธิบาย
“…นี่เป็นความใจดีของพวกเขา หรือเป็นกลอุบายบางอย่างกันแน่? เธอในฐานะตัวแทนของ Paradeisos มีคำสั่งอะไรมาให้ฉัน?” Chief ถามออกไปด้วยความลังเล Shalom ยังคงฟังอย่างตั้งใจ ก่อนจะตอบออกมา
“ถ้าไม่นับความรู้สึกส่วนตัวของฉัน และพูดจากมุมมองทางการและมีเหตุผล ฉันอยากให้เธอรู้ว่า แต่ละฝ่ายต่างก็มีมุมมองของตัวเอง แต่ด้วยความหลากหลายของบุคคลภายใน ความคิดเห็นที่แตกต่างและการตีความที่ไม่เหมือนกันจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เธอมีพลังที่ทั้งทรงพลังอำนาจและลึกลับ ทำให้ผู้คนในทุกองค์กรต่างๆ รู้สึกหวาดกลัว เกลียดชัง หรืออิจฉา มุมมองของคนอื่นที่มองเธอสามารถเปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อ เพราะงั้นจงยึดมั่นในความเชื่อของตัวเอง มองดูโลกรอบตัวเสมอ รวบรวมข้อมูลให้มากที่สุด ตามหาสิ่งที่เธอสามารถใช้งานและเชื่อมั่นได้ นั่นคือสิ่งที่เธอควรทำมากที่สุดในตอนนี้ เธอไม่ได้เห็นต่างจากพวกเขาหรอก เธอไม่ใช่คนที่จะใช้มาเนียเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว เพราะแบบนั้น เธอก็ไม่ได้อยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับ Paradeisos หรอก นั่นแปลว่า เรายังหาจุดร่วมกันตรงกลางได้ อย่างน้อยๆ ฉันก็หวังไว้อย่างนั้น”
Shalom มอง Chief ด้วยสายตาที่เปิดเผยอย่างตรงไปตรงมา คำพูดเต็มไปด้วยความจริงใจ จน Chief รู้สึกพูดไม่ออกไปครู่หนึ่ง ก่อนถามกลับไปว่า
“…แล้วจากความรู้สึกส่วนตัวล่ะ?”
“ก็แน่นอนว่า ฉันอยากเจอเธอน่ะสิ” Shalom ตอบพร้อมรอยยิ้ม

Shalom พิงพนักเก้าอี้ห้องสอบสวนราวกับว่าได้ทำงานที่แสนน่าเบื่อซ้ำซากของวันศุกร์จบลงแล้ว ราวกับว่ากำลังพิงเคาน์เตอร์บาร์ยามดึก ทั้งๆที่เก้าอี้นี้เป็นเพียงเก้าอี้ธรรมดา เพลิดเพลินไปกับบทสนทนาเพื่อนเก่าที่คิดถึงไม่ได้เจอกันนาน
“เล่าเรื่องที่ผ่านมาของเธอให้ฟังหน่อยสิ ตื่นมาได้ประมาณ 2 เดือนแล้ว ฉันได้ยินมาว่า เธอได้เดินทางไปมาไกลแสนไกล ได้เจอผู้คนใหม่ๆเยอะแยะ ดูสุขภาพดีขึ้นนะ เปล่งประกายมากกว่าเดิมเยอะเลย แถมเป็นที่ชื่นชอบของทุกคนด้วย มีเพื่อนใหม่เยอะด้วยใช่ไหม? จะเรื่องดีหรือไม่ดี ได้อะไรมาบ้าง เสียอะไรบ้าง เล่าได้หมดเลยนะ เราไม่ได้เจอกันมาสักพักแล้ว ฉันสงสัยน่ะ ว่าเธอเป็นยังไงบ้าง”
บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไป ราวกับดึง Chief กลับไปสู่ความทรงจำเก่าๆ ที่รู้สึกคุ้นเคยอย่างแปลกประหลาด จนรู้สึกงุนงงอยู่ชั่วครู่ จน Chief ตอบกลับไปว่า
[ตัวเลือก 1: ฉันโอเคดี] Shalom ตอบว่า “ถ่อมตัวเหรอ? จากรายงานที่ผ่านมา เธอประสบความสำเร็จเยอะมาก เกินกว่าจะใช้คำว่า โอเคดีแล้วนะ เอาล่ะ อย่าปล่อยให้ฉันลุ้นนักสิ ฉันตั้งใจรอฟังมานานแล้ว เล่าให้ฉันฟังสิ”
[ตัวเลือก 2: เหนื่อยงานซะส่วนใหญ่] Shalom ตอบว่า “ขนาดมีเลขาแสนดีขนาดนี้อยู่ข้างกายก็ตาม? ฮึ ได้ยินมาว่าเธอเป็นคนกล้าเสี่ยง ไปยุ่งพัวพันกับเรื่องระทึกจนใครๆ ก็ใจหายกันไปหมด เอาล่ะ เล่าให้ฉันฟังสิ ฉันสัญญาว่าความลับของเธออยู่กับฉันเท่านั้น ปลอดภัยแน่นอน”
[ตัวเลือก 3:โดนลักพาตัวตลอดเลย] Shalom อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “ว้าว เธอนี่ใช้ชีวิตเสี่ยงจริงๆ เธอเป็นกำลังสำคัญในปฏิบัติการของเรานะ จะปล่อยให้เธอถูกลักพาตัวไม่ได้เด็ดขาด ว่าแต่ ใครบ้าบิ่นจนกล้ามาเล่นงานเธอเหรอ? แล้ว Chief ของเราเอาชนะมาได้ยังไงกัน?”
Shalom แหย่ Chief เบา ๆ แต่สายตากลับจ้องมอง เต็มไปด้วยความอ่อนโยนและความคาดหวัง ราวกับว่าแค่ได้แหย่ Chief ก็ทำให้ Shalom มีความสุขมากๆ เหมือนว่าช่วงเวลาเหล่านี้คุ้มค่าที่จะเก็บบันทึกเอาไว้ทุกช่วงเป็นความทรงจำที่ดี

“รายงานเขียนให้ทุกอย่างดูเรียบง่ายจริงๆ แต่การใช้ชีวิตผ่านแต่ละเหตุการณ์ ไม่ง่ายเหมือนในรายงานเลยจริงๆ แล้วตอนนี้ล่ะ? การได้ตื่นขึ้นมาเจอโลกใบนี้ ทำให้ความน่ากลัวของมันลดลงบ้างรึเปล่า?” Shalom ตอบ
“ไม่รู้เหมือนกัน โลกนี้ก็ยังคลุมเครือสำหรับฉันอยู่ดี ฉันพยายามตามหามานานว่าฉันทำอะไรได้ และควรทำอะไร แค่มีชีวิตรอดทุกวันก็งานหนักแล้ว” Chief ตอบ
“แต่เธอก็ผ่านพ้นมาแล้ว แถมมี MBCC เป็นฐานทัพที่ตั้งด้วย เธอปลอดภัย ยังเป็นที่พักพิงให้กับคนอื่นๆอีกมากมาย Sinner แต่ละคนได้กำลังใจจากเธอ ได้พบกับทางออกของตัวเองเพราะ Chief ทุกคนเชื่อในตัว Chief นั่นก็เป็นความสำเร็จค่อนข้างที่ยิ่งใหญ่เลยนะ เธอไม่คิดแบบนั้นบ้างเหรอ?” Shalom บอก
“ไม่ได้อลังการน่าทึ่งแบบที่เธอพูดหรอก” Chief ปฏิเสธไป
แล้วเริ่มเล่าสิ่งที่ตัวเองเสียและพลาดไป มีสิ่งที่ Chief ทำอะไรไม่ได้อยู่เช่นกัน ยิ่งเล่า Chief ก็เริ่มรู้สึกเจ็บปวด พยายามก้มหัวลง ปกปิดความอ่อนแอ ไม่ให้เห็นดวงตา
“มีคนช่วยเยอะ อยากจะช่วยเมืองนี้ แต่ก็ไม่รู้ว่าต้องทำยังไง เพราะไม่เคยมีใครบอกว่าต้องทำยังไง” แล้ว Chief ถึงเงยหน้าขึ้นมาสบตา Shalom
“เธอบอกว่า เธอเคยเป็นเพื่อนกับฉันคนเก่า.. ฉันเป็นคนยังไง? ถ้าเจอเรื่องแบบนี้ ฉันจะทำยังไง? ผลลัพธ์จะดีกว่านี้ไหม?” Chief พูดต่อ แต่แล้ว Shalom ก็ถอนหายใจออกมา
“ฉันไม่ค่อยมีโอกาสได้เจอเธอบ่อยนัก จะให้เดาว่าเธอจะเลือกทำอะไรมันก็ยาก แต่ทุกครั้งที่ฉันได้เจอเธอ เธอทำให้ฉันตกใจอยู่เสมอ”
เพิ่มเติม
-Chief เล่าเรื่องตั้งแต่ที่ตื่นมาเจอ Suspect R ตามไปที่ Syndicate เจอ Zoya / Hamel / Stargazer / Serpent ไปมาแล้วหลายที่ Syndicate / the Rust / WhiteSands / Eastside / Black Ring
-ส่วนเรื่องเศร้าๆที่เล่าคือ เด็กที่ช่วยไม่ได้ที่ Syndicate / ทหาร FAC 036 / Earl(เป็นพี่ชาย Horo เพื่อนของ Zoya ด้วย)

Shalom เริ่มหรี่ตาลง ราวกับว่ากำลังดื่มด่ำกับความทรงจำเก่าๆ และช่วงเวลาในตอนนี้ แล้วพูดออกมาอย่างนุ่มนวลว่า
“ครั้งแรกที่เราเจอกัน เมื่อตอนต้นปี ก่อนที่เธอจะเสียความทรงจำ เธอเป็นดั่งมรสุมอารมณ์ที่บริสุทธิ์ ไร้การกลั่นกรอง ทำให้ไม่เคยยอมแพ้ ไม่เคยลังเลที่จะพุ่งตรงไปข้างหน้า ฉันก็ไม่ได้อยู่ด้วยนานหรอก แต่ก็นานมากพอที่จะได้เห็นความวุ่นวายที่เธอทิ้งไว้เบื้องหลัง เป็นปัญหาต่อเนื่องสำหรับ MBCC เลยทีเดียว”
“ครั้งสองที่ได้เจอกันคือเดือนที่แล้ว ที่งานเลี้ยง Midsummer Night เป็นคืนที่ไม่คาดฝันเลย Chief ที่แต่งตัวสวย มองแวบเดียวก็รู้ว่าเธอกำลังทำภารกิจ ฉันเลยยับยั้งตัวเองไว้ ไม่เข้าไปทักน่ะ แต่คนที่เข้าไปหาเธอก็เป็นคนที่ไม่คาดคิดเหมือนกัน”
“Sinner คนนั้นทั้งหลอกล่อเธอ ยั่วโมโหเธอ ทำให้แผนการของเธอวุ่นวายไปหมด ในอดีตเธอคงโมโหไปแล้ว แต่ในตอนนั้นเธอคิดคำนวณสถานการณ์ ยับยั้งอารมณ์ของตัวเอง ทำให้พวกเขาไม่สามารถทำอะไรได้ ส่วนครั้งที่สาม คือครั้งนี้ไงล่ะ” Shalom มองเราด้วยรอยยิ้ม
“เธอเล่นคำกับฉันเก่งขึ้น เปิดเผยความรู้สึกมากพอให้ฉันไว้ใจเธอมากขึ้น แล้วเธอก็คอยแอบถามข้อมูลของตัวเธอในอดีตอยู่เรื่อยๆ ข้อมูลที่ไม่มีใครยอมบอกเธอ”
Chief บ่ายเบี่ยงไม่ยอมตอบ บอกแค่ว่าไม่ได้ฉลาดขนาดนั้น แต่ Shalom ก็ยังยิ้มกลับบอกว่า
“อย่าเข้าใจผิดไปเลย ฉันไม่ได้โกรธอะไรหรอก ฉันกลับรู้สึกโล่งใจซะด้วยซ้ำ โลกใบนี้มันซับซ้อน การที่ได้แต่ดูความเคลื่อนไหวของเธอผ่านเอกสารที่เยือกเย็นมันทำให้ฉันใจสั่น การที่ฉันอยู่เคียงข้างเธอไม่ได้ ฉันเลยทำได้แค่กังวลเท่านั้น แล้วตอนนี้ฉันก็ได้เจอเธอ ฉันโล่งใจแล้ว เธอกำลังเติบโต เติบใหญ่อย่างมั่นคง คิดวิเคราะห์ทำความเข้าใจสิ่งรอบตัว อย่างน้อยๆตอนนี้เธอก็แข็งแกร่งมากพอจนไม่มีใครมาทำให้เธอแตกสลายได้ ที่สำคัญที่สุด ถึงแม้ว่าเธอจะเปลี่ยนไปมากแค่ไหน ตัวตนของเธอก็ยังเหมือนเดิม”

“พวกเราเคยจับมือกันแบบนี้ ฉันยังจำสัมผัสนั้นได้ดี เหมือนกับที่ฉันยังจำได้ว่าเธอเคยเป็นคนยังไงในตอนนั้น ยังคงกล้าหาญไม่ยอมแพ้เหมือนเดิม ซื่อตรงต่อตัวเองเสมอ ฉันชื่นชมและนับถือเธอในเรื่องนี้มากเลยนะ” Shalom กล่าว
“..เหรอ?” Chief ถามย้ำ
“ใช่ กลับเข้าคำถามของเธอ เธอถามว่า ตัวเธอในอดีตจะทำได้ดีกว่านี้ไหม? คำตอบของฉันคือ ไม่ เธอเดินหน้าอยู่ตลอด ขนาดเสียความทรงจำ เธอก็ยังเดินหน้าต่อไป ทุกก้าวที่เธอก้าวไปคือการตัดสินใจที่ดีที่สุดของเธอในสิ่งที่เธอทำได้ในขณะนั้น แต่ฉันจะทำแค่ปรบมือให้กับเรื่องที่เธอผ่านมาคงไม่ได้ ความเจ็บปวดและการสูญเสียของเธอมันสร้างบาดแผลให้เธอลึกมาก ลึกจนฉันเองก็รู้สึกเช่นเดียวกัน” Shalom บอก
ถุงมือที่สวมกั้นผิวมือของ Shalom เริ่มค่อยๆอุ่นขึ้นมาจากอุณหภูมิของร่างกายทั้งสองคน ทำให้รู้สึกเหมือนมือสัมผัสกันอยู่จริงๆอย่างไม่มีอะไรขวางกั้น Shalom บอก
“ตอนนี้ ฉันไม่ได้รับอนุญาตให้ถอดถุงมือเพื่อสัมผัสเธอแล้ว พวกเราต่างก็มีเส้นแบ่งที่ไม่ควรก้าวข้าม แต่เธอคงจะรู้สึกได้ถึงความรู้สึกของฉันที่มีต่อเธอนะ พวกเราต่างก็ต้องเคยสูญเสียอะไรไป แต่ตราบใดที่เธอยังก้าวต่อไปข้างหน้า ณ จุดสิ้นสุดของการเดินทาง คนที่เธอรักจะต้องได้กลับมาเจอเธออีกแน่นอน ท่ามกลางทุ่งทะเลดวงดาวแห่งดอกไม้สีน้ำเงินที่เบ่งบาน ส่วนความทรงจำที่เธอเสียไปไกลเกินกว่าจะเอื้อมถึงหรือไว้อาลัยได้…” Shalom บีบมือ Chief แน่นขึ้น
“ไม่ต้องห่วงนะ ถึงแม้ว่าจะเป็นเศษเสี้ยวเล็กๆ แต่ฉันจะเป็นคนรักษามันไว้ให้เธอเอง”
Chief พูดอะไรไม่ออก ไม่ว่าจะพูดยังไง แต่การสัมผัสที่เกิดขึ้นก็บ่งบอกถึงความจริงใจทุกอย่าง จะมีแผนการอะไรก็ตาม ก็สู้ความจริงใจนี้ตอนนี้ไม่ได้เลย Chief เริ่มรู้สึกว่า ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่านี้แล้ว ทุกอย่างเบลอหายจากหัวไปหมด ความรู้สึกที่เหนื่อยล้าและความเหงาที่ฝังรากลึกอยู่ในตัว Chief เริ่มโผล่ขึ้นมา ความรู้สึกหลงทางและไร้ทางไปเมื่อเจอกับอดีตที่มืดบอด ตอนนี้รวมผสมกันกลายเป็นสัญชาตญาณที่ควบคุมไม่ได้ Chief จ้องตา Shalom กุมมือกลับไป จากสัมผัสที่นุ่มของฝ่ามือ Shalom ทำให้ Chief รับรู้ถึงความรักที่ลึกซึ้งแต่เก็บซ่อนเอาไว้ ทำให้ Chief โหยหา และกระหาย อยากให้ Shalom เปิดเผยมากกว่านี้ Chief กำลังจะขอร้องให้บอกมากกว่านี้
เพิ่มเติม
-“คนที่เธอรักจะต้องได้กลับมาเจอเธออีกแน่นอน ท่ามกลางทะเลดวงดาวแห่งดอกไม้สีน้ำเงินที่เบ่งบาน” ประโยคนี้เป็นบทพูดเดียวกับ Suspect R ตอนเริ่มเกม
-ท่ามกลางทุ่งทะเลดวงดาวแห่งดอกไม้สีน้ำเงินที่เบ่งบาน คือหน้าเลือกเพศตัวละคร เราจะได้เห็นทุ่งดอกไม้สีขาว ส่วนทะเลดวงดาว คือหน้า Login ที่จะถูกอัปเดตเข้ามาตอนเนื้อเรื่อง N7-N8 เข้า


(*รูปหน้า Login จากเซิร์ฟจีน)
*ปึง*
เสียง Nightingale ผลักประตูเปิด รีบเข้ามาเรียก Chief ดึงสติซะก่อน ใบหน้าของ Nightingale ค่อยๆเปลี่ยนจากความกังวล กลายเป็นความตกใจที่ Chief ไม่เคยเห็นมาก่อน สายตาของ Nightingale จ้องมองไปที่แขกจาก Paradeisos
“… ไม่คาดคิดว่าคุณจะมาด้วยตัวเองค่ะ ตอนนี้มีเอกสารเร่งด่วนที่ต้องการให้ Chief อนุมัติ ขอเวลาสักครู่ได้ไหมคะ?” Nightingale พูดออกมาอย่างเป็นทางการ
บรรยากาศเต็มไปด้วยความอึดอัดตึงเครียด ทำลายความรู้สึกที่โหยหาอะไรบางอย่างทันที Shalom ชำเลืองมอง Nightingale ก่อนจะหันมามอง Chief พร้อมรอยยิ้มจางๆ ละมือของ Chief ออก
Shalom บอกให้ Chief ไปหา Nightingale ก่อนได้ เพราะยังมีเวลาให้กันและกันได้อีกเยอะ
Nightingale ตอบขอบคุณที่เข้าใจ และเรียกให้ Chief ตามออกไปข้างนอก อย่างสุภาพมากๆ เหมือนเป็นลูกน้องเลขาผู้แสนดี
Chief เดินตามออกมา แต่แทนที่จะคุยเรี่องเอกสาร Nightingale เอื้อมมาจับ Chief ด้วยความประหม่า แล้วถามว่า
“ตรึง shackle คนนั้นไปรึยัง?”
“ยัง เพราะเป็นเจ้าหน้าที่ตรวจสอบจาก Paradeisos ความเสี่ยงต่ำ ไม่จำเป็นต้องใช้มาตรการควบคุมมาเนียของ MBCC มีอะไรรึเปล่า?” Chief ตอบและถามกลับ
Nightingale พยักหน้า แต่ร่างกายยังดูตึงเครียดและกังวล Nightingale พึมพำออกมาเสียงเบา แถมตัวสั่นๆ ว่า
“...เข้าใจแล้วค่ะ ต้องขอโทษด้วยที่ฉันตื่นตระหนกเกินไป นางเป็นบุคคลสำคัญจริง ๆ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น Chief ต้องผ่านบททดสอบนี้ไปอย่างปลอดภัย แต่ขอร้อง อย่าถามอะไรเพิ่มเติมเลย ฉันต้องไปแล้ว”
ซึ่ง Nightingale ไม่ได้อธิบายความรู้สึกหรืออะไรต่อเลย แถมรีบเดินออกไปทันที ทิ้ง Chief ให้ยืนงงเป็นไก่ตาแตกโดดเดี่ยวเดียวดายในท้องเล

Chief ตอบไม่ได้ เลยหาชื่อตัวเองในเอกสารแทน แต่ในบันทึกการทำงานของ MBCC ในปีที่ผ่านมา ไม่มีชื่อของ Chief ไม่มีแม้กระทั่งยศตำแหน่งของ Chief หาดูก็พบว่า ตำแหน่งนี้ว่างไม่มีใครเป็นมาได้ประมาณเกือบปี งานทุกอย่างเลยตกไปเป็นของทีผู้รักษาการแทน(Nightingale) Chief ยิ่งงง ถ้า Chief ไม่ได้ทำงานตำแหน่งนี้ แล้ว Shalom มาหาใคร? ถ้ามาหา Chief แล้วตอนนั้น Chief อยู่ในฐานะอะไร? ตอนนั้นมาทำไม? ทำอะไร? แล้วตอนนี้กลับมาอีกครั้ง ต้องการอะไรกันแน่? Chief คิดอยู่นานจนสุดท้ายแล้ว มีอยู่ 2 คำถามในใจ
1. Chief คือใครก่อนที่จะเสียความทรงจำ
2. Shalom ที่ทุกคนห้ามตรึง Shackle เนี่ย คือใคร?
เพิ่มเติม
-Nightingale ทรงงานหนักมาก เป็นมนุษย์ธรรมดาที่คอยรักษาการแทนก่อนหน้า Chief จะตื่นเสียอีก

“ปกติเรามีดอกไม้ในออฟฟิศด้วยเหรอ?”
“มีคนแถวนี้มีคนไม่เข้าใจความสวยงามเอาซะเลย” Wynn บ่นทันทีว่า
“ก่อนหน้านี้ Wynn สงสัยและระแวงไม่ใช่เหรอ? เปลี่ยนใจไวจัง” Eugene ตอบกลับ
Wynn เริ่มบรรยายว่า Shalom อ่อนโยนและมีเสน่ห์มากแค่ไหน แถมตำแหน่งการงานก็สูง ยอมลงชื่อผู้เข้าเยี่ยมชม MBCC อย่างว่าง่ายด้วย ไม่ดื้อไม่อะไรเลย นึกว่าคนจาก Paradeisos จะน่าสงสัยกว่านี้ แต่ Shalom อ่อนโยนมาก
ต่างจากเลขา Nightingale ไม่มีความสุขกับการมี Shalom ใน MBCC แม้แต่น้อย พอเจอหน้ากัน Nightingale ก็หน้าซีด หลบตา เดินหนีเนียนๆ ผิดกับ Shalom ที่จ้องล็อกเป้าหมายไม่วางตา แม้ว่าจะคุยกับพนักงานคนอื่นอยู่ก็ตาม และ Chief ก็เป็นบุคคลที่ 3 ที่แอบมองอยู่ จับตามอง Shalom อยู่ตลอด เพราะแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับ Shalom เลย แต่ตอนนี้รู้แล้วว่า บุคคลนี้อันตรายมาก ไม่เหมือน Sinner คนอื่นๆที่จะมีพลังอันตราย แต่ Shalom อันตรายในเชิงที่สามารถหาจุดอ่อนและตีสนิทคนรอบตัวได้ ซึ่ง Chief ควบคุมอะไรไม่ได้เลย ไม่เข้าใจจนเริ่มสงสัยว่า MBCC ตกอยู่ในการควบคุมของ Shalom แล้วเหรอ? ถ้าตรึง Shackle ได้ สถานการณ์จะดีขึ้นรึเปล่า?
เพิ่มเติม
-Wynn กับ Eugene สนิท(หวาน)กันดีนะ
-พนักงานคนอื่นๆ ก็มีผลเช่นกัน บางคนก็เกร็งมาก ไม่กล้าคุยเล่นกับ Sinner คนอื่นเวลาอยู่ใกล้ Shalom บ้าง บางคนก็พยายามฉวยโอกาส ตีสนิทเผื่อได้เลื่อนขั้นเพิ่มเงินเดือน
-Shalom พักอยู่ในห้องคุกของ Sinner ตามปกติไม่ได้อยู่ห้องพิเศษอะไรเลย
-Chief มอง Shalom แล้ว Shalom มอง Nightingale มองกันเป็นทอดๆ

“คิดอะไรอยู่เหรอ?”
Chief สะดุ้งโหยงเป็นแมวตกใจ หันขวับหา Shalom ในตอนนี้ใส่ถุงมือมิดชิด ราวกับว่า Paradeisos พยายามย้ำเตือน Chief เรื่องความไม่จำเป็นในการใช้ Shackle กับบุคคลนี้ แต่ส่วนที่เปิดเผยจนเห็นผิวกายก็ท้าทายว่า ต่อให้เป็น MBCC แต่ตราบใดที่ยังอยู่ภายใต้สายตาของ Paradeisos MBCC ก็ไม่สามารถทำอะไรได้
ตอนนี้ยังไม่แพ้เสียงในหัว พยายามเนียนกลบเกลื่อน Chief ทำทรงเป็นดูเอกสารภารกิจในมือแล้วยิ้มออกไป ชวน Shalom ออกไปปฏิบัติงานด้วยกัน อ้างว่า งานไม่ได้ยากมาก แต่การทำงานของ MBCC อาจจะหละหลวม เลยอยากได้คำแนะนำ ถ้า Shalom สะดวกไปด้วยกัน Shalom ยังคงยิ้มอยู่ จ้องตา Chief ด้วยท่าทีเหมือนกำลังคิดอยู่ ยืนเงียบอยู่สักพักก็ตอบด้วยท่าทีสบายๆไม่รีบร้อนว่า
“ยินดีอย่างยิ่งที่จะได้ไปด้วย ฉันอยากเห็นการต่อสู้ของ Chief”

Hella เริ่มบ่น หาว่าข้อมูลที่ได้มาไม่ถูกต้อง Hecate ก็พยายามเตือนให้ Hella เบาเสียงพูดแถมเตรียมตัวให้พร้อมตลอดเวลา ศัตรูจะมาตอนไหนก็ไม่รู้ Hella พยายามยั่วโมโห แต่ Hecate ก็ยังทำหน้าที่ได้ดี แถมพูดด้วยว่า ต้องปกป้อง Chief และผู้สังเกตการณ์(Shalom) Hella ถึงหันไปมอง Shalom หัวจรดเท้าพร้อมถอนหายใจ เน้นย้ำว่า อ๋อใช่ ตอนนี้ไม่ได้มีแค่ Chief ที่สู้ไม่ได้นี่นาา Shalom ตอบกลับอย่างมืออาชีพว่า Chief เคยเล่าว่า Chief มี Sinner คู่กายสองคนที่พึ่งพาได้ ไว้ใจได้มากๆ คนนึงมาจาก Syndicate ด้วยนะ การทำงานของพวกเธออยู่ในรายงานเสมอ น่าทึ่งสุดๆ พวกเราซาบซึ้งในการเสียสละที่พวกเธอได้มอบให้ DisCity Hella โดนชมยกยอไปก็หน้าบาน
ต่างจาก Chief ที่ตอนนี้เริ่มขมวดคิ้ว สลับดูข้อมูลที่มีอยู่ในตอนนี้ไปมา แล้วติดต่อสายส่วนตัวไปหา Nightingale ว่าอยากให้ Hella กับ Hecate ไปช่วยทีมอื่น Chief อยู่กับ Shalom ตรงนี้สองคนได้ แน่นอนว่า Nightingale ปฏิเสธทันที เตือนไม่ให้ Chief วู่วาม(จะแพ้เสียงในหัวแล้ว) Chief สบตา Shalom แต่ Shalom จ้องจดจ่ออยู่กับ Hecate ที่อยู่ด้านหลัง Chief ด้วยสีหน้าที่แปลก ระหว่างการสังเกต การคิดหนัก และการระมัดระวัง
เพิ่มเติม
-แผนล่ม โดนคุณเลขารู้ทันซะได้…

ความหวาดผวาบางอย่างพลุ่งพล่านขึ้นมาจน Chief รีบพุ่งไปขวางระหว่างกลาง Hecate กับ Shalom โดยที่ไม่ได้มองสถานการณ์แม้แต่น้อย ทำให้มีก้อนพลังมาเนียบางอย่างพุ่งเข้าใส่ Hecate รีบส่ง Nightmare ปกป้องทันที แม้ Chief จะหวังว่า Hecate จะไม่ทำแบบนั้น เพราะมันทำให้ทั้ง 3 คนตกอยู่ในอันตราย Chief พยายามยกมือขึ้นมาใช้ Shackle แต่ก็พลาดเช่นกัน แต่แล้วก็มีลำแสงเลเซอร์สีน้ำเงินพุ่งทะลุผ่านไป แล้วมีระเบิดเกิดขึ้นห่่างไปไม่กี่เมตร
Shalom เดินขึ้นหน้าบังทั้งสองคน Hecate และ Chief โดยที่เจ้าตัว จับ Hecate ให้ปลอดภัยที่สุด มี Schorl ลอยตามมาข้างๆ และด้วยการสั่งด้วยมือของ Shalom วงลำแสงพุ่งล็อกเป้าศัตรูที่ซ่อนตัวอยู่ และสังหารอย่างเย็นชา ไร้เสียง Shalom พูดพึมพำว่า ‘โจมตี’ แต่ Chief ได้ยินชัด ทันทีที่สั่งก็มีลำแสงเลเซอร์จากท้องฟ้า ผ่าลงมาแสงจ้า พื้นสะเทือนไปหมด สุดท้ายเหลือเพียงแค่ Chief และผองเพื่อนในพื้นที่นี้ ทุกอย่างโดนทำลายไปหมด Hella ตกใจมาก แต่ Shalom พูดเสียงเย็นชาว่า ภารกิจสำเร็จแล้ว Chief พวกเรากลับกันเถอะ
Shalom ถอยหลังกลับมา ทำให้เห็นว่าด้านหลังมี Hecate ที่หลบอยู่ ซึ่ง Hecate ผงะตกใจกับแผลที่เห็นบนไหล่ของ Shalom เลยพยายามพูดทัก แต่ Chief รู้สึกเครียดขึ้นมา กลัวว่า Shalom จะพูดอะไรไม่ดีออกไป แต่ Shalom กลับไม่พูดอะไร ปล่อยมือ Hecate แล้วเดินตรงมาหา Chief หลบสายตา แต่พอเดินผ่าน Chief กลับกระซิบด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินกันแค่สองคนว่า
“คิดว่าฉันจะทำอะไรเหรอ?”
Chief หายใจกระตุกทันที Shalom ยังคงยิ้มอยู่ แต่แฝงไปด้วยความเย็นชาและเย้ยหยัน Shalom เยาะเย้ยที่ Chief ระวังเกินไปจนทำให้ Chief ตาบอด มองไม่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นจนใจร้อนและตัดสินใจพลาด ถึงแม้ว่า Shalom จะไม่พูดอะไรแต่ Chief ก็พูดไม่ออก Shalom ยังคงพูดต่อว่า
“ไม่ต้องห่วง ฉันไม่มีเจตนาทำร้ายทุกคน คนพวกนี้คือคนที่มีความหมายกับเธอมากที่สุด ไปเถอะ... เธอคนนี้(Hecate)ต้องการเธอมากกว่าใคร” แล้ว Shalom ก็เดินจากไป ทิ้ง Chief ยืนทื่ออยู่กับที่ แต่พอมองดูแผลที่ไหล่ Shalom ดีๆแล้ว Shalom บาดเจ็บค่อนข้างสาหัส แต่ปกปิดได้แนบเนียนมาก
เพิ่มเติม
-จุดประสงค์ Shalom ตั้งใจปกป้อง Hecate จริงๆ แต่ต้องทำตัวเย็นชาการละครกลบเกลื่อนเพราะมี Schorl จับตามองอยู่


ทุกการกระทำของ Shalom จะตีความได้สองด้านเสมอ ถ้าเชื่อใจ ก็จะถูกโอบอ้อมด้วยความอบอุ่น แต่ถ้าไม่ไว้ใจ ก็จะสงสัยอย่างไร้ที่สิ้นสุด กระวนกระวายใจกับความคลุมเครือของ Shalom แต่แปลกดีที่ความไม่แน่นอนนี้กลับทำให้ Chief รู้สึกโหยหาช่วงเวลาสั้นๆ ที่ Chief ยอมเปิดใจ แสดงความอ่อนแอต่อหน้า Shalom Chief นึกถึงคำพูดของ Shalom ที่บอกเรื่อง ‘มุมมองคนอื่นต่อพลังที่ Chief มี และ Chief ต้องยึดมั่นในความเชื่อของตัวเอง’ ซึ่ง Chief เห็นด้วย ไม่ว่าใครจะเป็นคนพูดก็ตาม ไม่อยากหลับหูหลับตาเดินตามรอยของใคร แล้ว Chief ก็ยกโทรศัพท์ขึ้นมา ติดต่อขอเข้าพบตัวแทน Paradeisos
เพิ่มเติม
-Chief ผู้อยู่โหมดเดียวกับ Nightingale ไม่มีความสุขกับการมี Shalom ใน MBCC แม้แต่น้อย

“ฉันอยากจะคุยกับเธอหน่อย” Chief พูดออกไปตรงๆ
“หืมม? อยากคุยเกี่ยวกับอดีต หรือปัญหาใหม่ที่พบเจอล่ะ?” Shalom ถามกลับอย่างอารมณ์ดี
“ไม่ใช่ ครั้งนี้ฉันอยากคุยเรื่องเธอ” Chief บอก
ทุกอย่างเงียบทันที Schorl ยังลอยอยู่เงียบๆ ข้างๆ Shalom
“ฉันสังเกตเห็นอยู่ เธอตั้งใจจับตามองฉันมาทั้งวันเลย สงสัยว่าฉันมาทำอะไรที่ MBCC ใช่มั้ย ต้องการใช้ Shackle กับฉันใช่มั้ยล่ะ?” Shalom พูดขึ้นมา แน่นอนว่า Chief ไม่ปฏิเสธสักนิด
“ขอบคุณที่ช่วยเหลือทุกคนในวันนี้ แต่หลังจากที่ไปคิดไตร่ตรองมา การที่มาทำตัวคลุมเครือกันอย่างไร้สาระมันไม่มีความหมายอะไร แถมฉันก็เคยเป็นแค่หุ่นเชิดของคนอื่น แต่ต่อจากนี้จะไม่ทำอะไรวู่วามจนกว่าจะมีข้อมูลและรู้ทุกอย่าง แถมบอกว่าเธอมา MBCC ในครั้งนี้ก็เพื่อทำให้ฉันรู้สึกไว้ใจ Paradeisos ได้ แต่จากสถานการณ์แล้ว Paradeisos ต่างหากที่ไม่ไว้ใจฉัน พวกเขาเลยต้องส่งเธอมา”

“การทำให้เธอไม่สบายใจไม่ใช่เจตนาของฉัน มันขัดกับทุกสิ่งที่ฉันพยายามทำ”
“ไม่เป็นไร ฉันไม่โทษเธอหรอก แต่ถ้าเธอไม่ชอบฉันจริงๆ ทำไมถึงไม่โจมตีตรงๆ แต่กลับแสดงใช้อำนาจกับทุกคนยกเว้นฉัน หรือว่า Paradeisos พยายามเข้าหาฉันอยู่แบบมัดมือชกเหรอ? ถ้างั้นฉันจะพูดตรงๆ เลยแล้วกันว่า Paradeisos ต้องการอะไรกันแน่?” Chief ตอบไป
“ฉันไม่สามารถเปิดเผยได้” Shalom ตอบ
“อย่างที่เธอพูดไป เป้าหมายของ Paradeisos คือการตามหาวิธีทำให้มนุษยชาติรอดพ้นต่อไปแม้จะเจอกับหายนะสิ้นโลก แต่สิ่งที่ฉันต้องการเป็นเพียงแค่การปกป้องที่แห่งนี้(MBCC) และคนที่สำคัญสำหรับฉัน มันไม่ได้ซับซ้อนอะไรจนฉันต้องได้รับการปฏิบัติแบบนี้่จากเธอ ฉันไม่มีอดีตที่ต้องปกปิด เธอเห็นยังไงก็ได้แบบนั้น พวกเธอคือคนที่ทำให้ฉันเป็นแบบนี้เอง ฉันไม่มีอะไรที่จะต้องปกปิด” Chief ยังคงพูดต่อ
“ถ้าพวกเธอสนใจจะสร้างสัมพันธ์ไมตรีที่ดีต่อกัน แค่ให้เกียรติกันก็พอ ถ้ากลัวว่าฉันจะสร้างปัญหา ก็แค่อย่าล้ำเส้นมา วันนี้ฉันหมดความอดทนเพราะฉันรู้สึกเหมือนโดนเธอคุกคาม ฉันมาพูดอย่างจริงใจและหวังอย่างยิ่งว่าเธอจะเลิกทำพฤติกรรมแบบนี้ นอกเหนือจากนั้นแล้ว ฉันไม่เห็นว่าเราจะสร้างปัญหาหรือเป็นศัตรูกันได้ยังไง ฉันค่อนข้างเปิดใจ พร้อมหาทางออกร่วมกันได้ ตรงตามสิ่งที่เธอต้องการที่บอกก่อนหน้านี้”

“บทสนทนาเมื่อกี้ ฉันถือว่าคุยกับตัวแทนจาก Paradeisos แต่หลังจากตรงนี้ ฉันขอคุยกับ Shalom ที่เป็นตัวเอง ถ้าเธอเป็นเพื่อนของฉันจริงๆ ฉันก็อยากได้ความช่วยเหลือ แต่ถ้าจะคุยต่อในฐานะตัวแทนจาก Paradeisos ล่ะก็ เราไม่มีอะไรต้องคุยแล้ว ฉันมีงานรออีกเยอะ อย่ามาเสียเวลาเล่นตุกติกกันเลยดีกว่า” Chief พูดออกไป
Shalom ถอนหายใจออกมาดังๆ ทีหนึ่ง ก่อนจะหันไปคุยกับ Schorl ว่าขอเวลาคุยส่วนตัวได้ไหม? Schorl นิ่งอยู่แปปนึงถึงลอยออกไปที่อื่น กลายเป็นว่า Chief ได้อยู่กับ Shalom สองต่อสอง โอกาสหายากมากๆ ยากจนมันทำให้ Chief รู้สึกไม่สบายใจแปลกๆ จนต้องยอมพูดออกไป
“Paradeisos ไม่อยากให้เธอโดน Shackle ตรึง เลยพยายามไม่ให้สร้างความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับฉัน แต่การทำแบบนี้มีแต่จะทำให้ Paradeisos สงสัยนะ”
Shalom แค่ยิ้มตอบ ทำให้ Chief รู้สึกว่า นี่คือตัวตนที่แท้จริงของ Shalom จริงๆ แล้วสินะ
“ต่อให้ไม่มีตาเห็น Schorl ก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นอยู่ ฉันให้มันออกไปที่อื่นเพื่อเธอน่ะ” Shalom อธิบาย

“เธอคงจะอึดอัด ถ้าเราไม่ได้อยู่กันสองต่อสอง ใช่ไหมล่ะ?”
ครโดนงี้ก็ตกใจผวาทั้งนั้น เพียงแค่ Shalom ออกแรงดันเบาๆ Chief ก็ล้มลงนอนบนเตียงอย่างง่ายดาย ราวกับตุ๊กตาล้มลุก ทั้งๆที่ควรจะต่อต้านได้ แต่กลับทำไม่ได้ ร่างกายไม่รักดีขยับอะไรไม่ได้เลย ทั้งร่างรู้สึกหนักอึ้ง แถมความคิดพร่าเลือนสับสนไปหมด เหมือนมีอะไรบางอย่างมาผูกล่าม Chief เอาไว้ อะไรบางอย่างที่ไม่ใช่ Shalom และไม่มีรูปร่าง ไม่มีกายหยาบ แสงสลัวๆ ค่อยๆ ไหลเลื้อยขึ้นมาตามเรือนร่างของ Chief ดูน่าขนลุก
เพิ่มเติม
-ตอน Shalom จะเข้ามาประกบตัว ไฟในห้องมืดพรึ่บทันที แต่ตอนนี้สว่างเพราะแสงสลัวๆ ของ Shalom
-อะไรบางอย่างที่ไม่ใช่ Shalom ในคำบรรยายภาษาจีนกับเกาหลีบอกว่าสัมผัสคล้ายกับหนวดล่องหน

“ปล่อยนะ! นี่เธอจะทำอะไรฉัน!?”
สถานการณ์แบบนี้ Chief เริ่มโวยวายลั่น Shalom ยิ้มกว้าง สายตาจ้องลงมาที่ Chief ที่อยู่ข้างใต้ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเบา
“ทำไมเกร็งล่ะ? เธอก็ผ่านอะไรมาเยอะแล้วนะ ทำไมยังทำตัวไร้เดียงสาอยู่เลย” ยิ่ง Shalom พูด Chief พยายามดิ้นเรื่อยๆ แต่ Shalom ส่งเสียง ‘ชู่ว…’ อยู่ข้างหู ก่อนจะบอกว่า
“อยู่นิ่งๆสิ ฉันไม่ทำให้เธอเจ็บหรอก ไม่ต้องห่วง ฉันจะไม่ลงลึกมากกว่านี้ ทำตัวให้สบาย ไม่เจ็บหรอก ถ้าเธอเอาแต่ฝืนเกร็ง มันก็ยากสำหรับฉันนะ เธอจะทำให้เราเจ็บกันทั้งคู่...”
*ฟึ่บ*
เสียงถุงมือร่วงลงพื้น แม้จะเป็นแรงกระทบที่แผ่วเบา แต่มันช่างดังสำหรับในห้องที่อยู่กันเพียงแค่สองคน Shalom ในตอนนี้ถอดถุงมือสีดำของตัวเองออก ทิ้งลงพื้น เป็นของใช้ที่ไม่จำเป็นอีกต่อไป เมื่อไร้กำแพงกั้นผิวสัมผัสซึ่งกันและกัน ฝ่ามือที่เย็นของ Shalom สัมผัสข้อมือ Chief อีกครั้ง นิ้วที่เรียวยาวค่อยๆ เลื่อนผ่านจากข้อมือ ขึ้นมาประสานมือกับนิ้วของ Chief ในขณะเดียวกัน แสงสลัวๆ นั่นก็เริ่มเลื้อยคล้ายหนวดบางอย่างขึ้นมาถึงเอว Chief และเริ่มรัดแน่นขึ้น ทำให้ Chief สับสน เสียงหัวเราะที่นุ่มนวลของ Shalom ดังกระทบติ่งหูของ Chief พร้อมกับพูดว่า
“เธอลังเลว่าจะหนีหรือเข้าใกล้กว่าเดิม จะกลัวหรือเอาชนะฉัน หลบสายตาของฉันที่จับจ้อง แต่ก็โหยหาอยากเปิดเผยทุกอย่างของฉัน อยากรู้ความคิดที่แท้จริงของฉัน อยากให้ฉันเปิดเผยตัวตนทุกอย่างต่อหน้าเธอ ถ้าเช่นนั้นแล้วก็ใช้ Shackle สิ ฉันจะให้เธอเห็นก้นบึ้งของดวงวิญญาณฉัน”
เพิ่มเติม
-Sinner ห้องข้างๆ ที่ได้ยินหูโตหมดละ…

“หนึ่งในเงื่อนไขในการใช้งาน คือการสัมผัสร่างกายกันโดยตรง ใช่ไหม? ถ้าการไม่ได้ใช้ Shackle ทำให้เธอไม่สบายใจล่ะก็ ใช้สิ ไม่เป็นไรหรอก ฉันเข้าใจ ฉันจะตอบสนองความต้องการของเธอเอง ไม่ใช่ว่านี่คือสิ่งที่เธอโหยหาเหรอ? พยายามทุ่มเทมาขนาดนี้ เธอสมควรได้รับโอกาสนี้นะ”
มีอะไรบางอย่างกำลังแทรกแซงสติของ Chief อยู่ ยิ่งพยายามต่อต้านก็ยิ่งหมดแรง ทำอะไรไม่ได้นอกจากมอง Shalom ที่โน้มตัวลงมาใกล้ทีละนิดอย่างช้าๆ เสียงของ Shalom ค่อยๆ เลือนรางแทรกเข้ามาในหูของ Chief ว่า
“ฉันอนุญาตให้เธอทำในสิ่งที่ปรารถนา ทุกอย่างที่เธอต้องการ ไม่ใช่เรื่องที่เธอต้องกังวลเลย เธอมีสิทธิ์นั้นอยู่แล้ว ขอแค่เธอมั่นใจ ว่าเธอปรารถนาอะไรจากฉัน? เอาให้มั่นใจ...แล้วลงมือซะ”

พลัง Shackle ทิ่มทะลุออกมาจากร่างกายของ Shalom เป็นหนามแหลมราวกับหอกที่ทิ่มแทงร่างกายจนทะลุซ้ำๆ จน Shalom แทบล้มลง รูปร่างของพลังมันชวนอึดอัด เหมือนจะแตกสลายออกเป็นเสี่ยงๆ พลังนี้คือ Shackle นั่นเอง
“Shackle ของใคร!? ใครหน้าไหนมันใช้แบบฉัน?”
Chief ขึ้นเสียงเต็มไปด้วยคำถามมากมายที่เต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด ไม่น่าจะมีใครหน้าไหนใช้ได้แล้วไม่ใช่เหรอ แต่ Shalom กลับทำสีหน้าเสียใจพร้อมกับพูดว่า
“เธอจำไม่ได้จริงๆ สินะ... ดูดีๆ สิ... คนที่มอบ shackle เหล่านี้ให้ฉัน... คือเธอ”
ตาขวาของ Shalom มีสัญลักษณ์สามเหลี่ยมโผล่ออกมา และมีอะไรบางอย่างทิ่มทะลุเนื้อกายของ Chief ทำให้ความคิดเชื่อมต่อกัน ไม่รู้เลยว่าเป็นเพราะ Shackle หรือแสงสลัวปริศนานั่น แต่จะตัวเลือกไหน Chief ก็ไม่รู้สึกคุ้นเคยเลยสักอย่าง ร่างกายของ Chief เริ่มชา แต่จิตวิญญาณของสั่นคลอนจากการเชื่อมต่อ เริ่มรู้สึกล่องลอยจนหมดสติไป
เพิ่มเติม
-คนที่มอบ shackle เหล่านี้ให้ฉัน... คือเธอ บอกชัดเจน ว่าตัวตน Chief ในอดีตก่อนเสียความทรงจำ เป็นคนตรึง Shalom เอง
-ช่วงนี้จอผู้เล่นสั่นตลอดหลังจากใช้ Shackle จนถึงตอนที่ Chief รู้ว่าตัวเองในอดีตเคยใช้ Shackle กับ Shalom ไปแล้ว


เพิ่มเติม
-หลักฐานในการเริ่มต้นการสอบสวน 3 คือดอกไม้คริสตัลปริศนา (ดอกไม้มาเนียจากทุ่งทะเลดอกไม้สีน้ำเงิน)


[ตัวเลือก 1: เข้าใกล้] Shalom จะเตือนว่า “อย่าเข้าใกล้จะดีกว่านะ”
[ตัวเลือก 2: ถอยห่าง] Shalom ตอบว่า “ดูเหมือนว่าเธอจะระวังตัวเก่งขึ้นนะ ต่อจากนี้ฉันคงไม่ต้องเป็นห่วงเธอมากแล้วสินะ”
เพิ่มเติม
-ที่นี่คือ Corridor Zone ซึ่งคืออะไรยังไม่มียืนยัน แต่ทีมงานเข้าใจว่าเป็นพื้นที่มาเนียชนิดหนึ่ง ในเกมมีการ์ดชื่อพื้นที่คล้ายๆ อยู่ คือ Corridor Echo เป็นพื้นที่ที่ Dravyn จากเนื้อเรื่อง Augustus เคยเข้าไปเห็นเมื่อเข้าถึงแก่นแท้มาเนีย

“ยอมแพ้เถอะ พลังมาเนียรวมถึง Shackle ของเธอไม่มีผลกับที่นี่” Shalom อธิบาย Chief รีบถามออกไปทันที
“ที่นี่ที่ไหน? เธอใช้พลังอะไร? เป็นการบิดเบือนมิติหรือครอบงำจิตใจ หรือเป็นภาพหลวงตาที่ถูกสร้างขึ้นมา?” Shalom ที่ได้ยินคำถามรัวมา เลือกตอบกลับไปว่า
“ฉันมีความสามารถในด้านระบบประสาทอยู่เล็กน้อย แต่ฉันไม่ได้สร้างที่นี่ ฉันแค่นำทางจิตสำนึกของเธอให้มาที่นี่ ที่นี่คือห้องสังเกตการณ์จิตสำนึก เป็นมิติที่ Paradeisos พัฒนามาหลายปีอย่างยากลำบาก เป็นขอบเขตที่ไกลที่สุดที่เหตุผลของมนุษย์จะสามารถก้าวเข้าไปใน Mania ได้”
Shalom ชี้ไปยังรอยแยกมิติ พร้อมกับอธิบายต่อ
“พ้นรอยแยกนั้นไป คือดินแดนต้นตอแห่งมาเนีย จุดเริ่มต้นของทุกสรรพสิ่ง ทุกสิ่งที่เข้าไปจะถูกบิดเบือนจนแตกสลาย หากเป็นผู้มีสติก็จะถูกกลืนกินจนไม่หลงเหลือตัวตน เธอก็เคยเห็น Black Ring มาแล้ว ถ้า Black Ring มีพลังมาก จนถึงจุดหนึ่งก็จะสามารถเชื่อมต่อมายังที่นี่ได้ นี่คือแนวหน้าของการศึกษาวิจัยหายนะ และเป็นพื้นที่ที่อันตรายที่สุด เพราะแบบนั้น Paradeisos ถึงได้ใช้มาตรการที่เข้มงวดที่สุดในฝั่งนี้ของรอยแยก เพื่อป้องกันไม่ให้พลังชั่วร้ายจากอีกฝั่งฝ่าทะลุเข้ามายังมิติฝั่งนี้ได้”

Shalom ยิ้มออกมาเหมือนคนที่สยบยอมจำนนกับคำถามของ Chief
“เธออยากคุยกันอย่างเปิดอกเปิดใจไม่ใช่เหรอ? ฉันเลยเลือกที่เธอกับฉันสามารถคุยได้ทุกอย่าง จักรวาลที่ใกล้ชิดกับเราทั้งสองอย่างแท้จริง ไม่มีเครื่องจักรหรือใครแอบฟัง มีเพียงแค่ผู้ที่มีสายสัมพันธ์พิเศษกับดินแดนมาเนียเท่านั้นที่สามารถมาที่นี่ได้ ตอนนี้เป็นโลกของเรา” Shalom เสริมต่อ
“ฉันเป็น Sinner ที่ถูกกำหนดสถานะตายตัว ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่ง ต้องอยู่แถวหน้าเพื่อเฝ้าดูความเปลี่ยนแปลงของมาเนียและโลกความเป็นจริง เพื่อรายงานให้เบื้องบนและเสนอแนวทางกลยุทธ์ในการแทรกแซง ฉันพูดทุกอย่างของฉันแล้ว แต่เธอคงจะรู้สึกว่ามันห่างเหิน เธอคงมีคำถามอยู่ในใจ ถามออกมาได้นะ ฉันจะพูดอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับสิ่งที่ฉันสามารถพูดได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องที่ฉันบอกไม่ได้เพราะกฎบางอย่าง ฉันก็จะพูดอย่างตรงไปตรงมาเช่นกัน ฉันเชื่อว่าเธอจะเข้าใจความแตกต่างระหว่างสองสิ่งนั้น” นั่นคงเป็นคำพูดที่จริงใจที่สุดของ Shalom
เพิ่มเติม
-ช่วงแรกๆของเนื้อเรื่อง หลายๆอีเว้นท์ Chief โดนลักพาตัวบ่อยมาก จนกลายเป็นเรื่องฝังใจ จนกระทั่งถึงยุค Sinner ของ Vautour Bleu ก็ไม่ค่อยมีเหตุการณ์ลักพาตัวแล้ว

“เป็นการทักทายที่เป็นการทดสอบด้วยเช่นกัน เพื่อวัดระดับความจงรักภักดีของ Chief แห่ง MBCC ในปัจจุบัน Paradeisos จับตาดูเธออยู่เพราะพลังที่พิเศษของเธอสำคัญกับเมืองนี้มากๆ พวกเขากำลังพิจารณาจะมอบภาระหน้าที่ที่ใหญ่กว่านี้ให้กับเธอ พวกเขาเลยอยากสนิทและเข้าใจเธอมากกว่านี้ อยากรู้ว่าสามารถไว้ใจเธอได้มากน้อยแค่ไหน” Shalom ตอบ
การได้รับมอบหมายหน้าที่ที่ใหญ่กว่าเดิม จะมองว่ามันก็เป็นการยอมรับในตัว Chief ก็ได้มั้ง แต่ที่แน่ๆคือไม่ได้รู้สึกดีใจสักเท่าไหร่ แถมคำพูดที่ Shalom ใช้ก็คลุมเครือตลอดเวลา เหมือนพยายามบอกใบ้อะไรบางอย่างอยู่เสมอ เช่น ถ้าไม่ผ่านแบบทดสอบล่ะ? จะเกิดอะไรขึ้น
“การทดสอบจบรึยัง? แล้วฉันผ่านไหม?” Chief ถามคำถามใหม่
“ใกล้จบแล้ว จนถึงตอนนี้ ทุกอย่างอยู่ในเกณฑ์เป็นที่ยอมรับได้ เก่งมาก” Shalom ตอบ
“เกณฑ์ที่นับไม่ได้คือเป็นแบบไหน?” Chief ถามเพิ่ม
“Paradeisos มีเกณฑ์การให้คะแนนเป็นของตัวเอง ซึ่งเรื่องนี้บอกไม่ได้ แต่ถ้าจะไม่ผ่านเกณฑ์ สิ่งที่ต้องทำมันโหดร้ายเกินกว่าที่ Chief จะรับได้” Shalom ตอบ
คำตอบที่ได้รับ มันคลุมเครืออีกแล้ว จน Chief เปลี่ยนคำถามใหม่
“ถ้าฉันเข้าเกณฑ์ที่ยอมรับไม่ได้ พวกเขาจะทำยังไง?”
“วิธีการเดียวกันในการจัดการกับภัยคุกคามต่อมนุษยชาติ ซึ่งเธอเองก็คงจะมองว่าเหมาะสม แต่น่าเสียดายที่บอกรายละเอียดไม่ได้ แต่ไม่ต้องกังวลไปหรอก เธอเป็นคนดีที่ซื่อสัตย์ ตราบใดที่เธอไม่ใช่ศัตรูของเมือง เธอก็จะไม่เป็นศัตรูของ Paradeisos”
Shalom ยิ้มด้วยรอยยิ้มที่สามารถละลายหัวใจคนอื่นได้ แต่ครั้งนี้ Chief กลับรู้สึกว่ามันแปลกจนไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก ไม่ใช่รอยยิ้มปลอมๆ อย่างชนชั้นสูง มันว่างเปล่าจนรู้สึกผิดธรรมชาติ ราวกับว่าคนตรงหน้าคือเอเลี่ยนในคราบมนุษย์ แต่ก็อาจจะเป็นการหลอกลวงอีกขั้นของ Shalom ก็ได้ ยิ่งคิด Chief ก็ยิ่งหงุดหงิด
เพิ่มเติม
-แล้วรอยยิ้ม Shalom ครั้งก่อนๆ ทำให้ Chief หัวใจละลายเหรอ???

“แล้ว Shackle ที่ตรึงเธออยู่คืออะไร?” Chief ถาม
“อาจจะดูแตกต่าง แต่นั่นก็คือ Shackle ของเธอ จากตัวเธอในอดีต ฉันเป็น Sinner และเธอได้มอบ shackle เหล่านี้ให้ฉันในวันแรกที่เราได้พบกัน เธอจำได้รึเปล่า?” Shalom ตอบ
“จำไม่ได้ และฉันก็ทำอะไรกับ shackle นั้นไม่ได้ด้วย ไม่รู้ว่ามีตัวตนอยู่ด้วยซ้ำ” Chief ตอบ
Chief รู้สึกว่า Shackle ในตัว Shalom เป็นสิ่งแปลกปลอม ควบคุมไม่ได้ แถมใช้เพื่อชักนำ Shalom ก็ไม่ได้ ไม่รู้สึกด้วยซ้ำว่ามีตัวตนอยู่ Shalom ทำเสียงสงสัยครุ่นคิด
“ฮืมมม... บางทีการที่เธอความจำเสื่อมอาจจะเป็นผลให้ตัวตนของเธอเปลี่ยนไป ก็เลยเชื่อมต่อกับ shackle ของตัวเองในอดีตไม่ได้ ส่งผลให้พลังอ่อนแอลงไม่เหมือนเมื่อก่อน Shackle เป็นพลังของจิตใจ และพลังนั้นก็หายไปพร้อมกับความทรงจำของเธอ” Shalom วิเคราะห์ แต่ Chief สงสัยอยู่ดี
“ฉันในอดีตเป็นยังไง? ฉันคือใครก่อนที่จะเสียความทรงจำนั้น ทำไมถึงใช้ shackle กับเธอ? เกิดอะไรขึ้นระหว่างเรา? ตัวฉันในตอนนั้นต้องโดนจับตามองขนาดนี้เหมือนกันไหม? ผ่านแบบทดสอบของ Paradeisos รึเปล่า?”
แต่ถามออกไปยังไง Shalom ก็ไม่ตอบ จน Chief ถอนหายใจออกมา
“นี่ก็เป็นหัวข้อที่บอกไม่ได้สินะ เธอบอกว่าเธอจะพูดทุกอย่างของเธอ แต่ทุกคำตอบคือ ‘เรื่องนี้ไม่สามารถบอกได้’ ทุกครั้ง ฉันไม่ได้โกรธเธอหรอก แต่มันไร้ประโยชน์น่ะ แต่การที่เธอบอกไม่ได้ก็เป็นการบอกไปในตัวแหละ ท่าทีของเธอก็ชัดเจนมากพอแล้ว ถ้าเป็นแบบนี้ ก็อย่าคาดหวังว่าฉันจะเปิดใจกับเธอแล้วกัน ถ้าเธอไม่มีอะไรพูดแล้วก็ปล่อยฉันไปได้แล้ว ฉันไม่มีอะไรจะถามแล้ว” Chief บ่นยาว แต่ Shalom ถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วแซวด้วยรอยยิ้มว่า
“ใช้วิธี ‘เข้าหาแล้วถอยกลับ’ เพื่อล่อให้ฉันเข้าหาเหรอ? ฉลาดนะเราน่ะ”
เพิ่มเติม
-ทันทีที่ Shalom ถอนหายใจ เพลงที่บรรเลงอยู่จะหยุดลงทันที แล้วเริ่มบรรเลงเพลง Moonlight Sonata ซึ่ง โดยรวมคือเป็นเพลงที่สื่อถึงการท้าทายขัดขืน แต่เพลงนี้สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ช่วง ซึ่งช่วงแรกคือช่วงที่ถูกใช้มากที่สุด จะเป็นเพลงช้า สื่อถึงเปลือกนอกที่ว่างเปล่า ซึ่งช่วงกลางจะเป็นเพลงที่ร่าเริงขึ้นมา แต่ช่วงสุดท้ายคือเพลงที่รุนแรง อาจจะสื่อถึงตัวตนของ Shalom ที่แปรเปลี่ยนกลายเป็นอารมณ์ที่รุนแรงบางอย่างเช่นความรักหรือความโกรธ

“Paradeisos ไม่มีอะไรอยากบอกเธอ แต่ฉันมี ที่ฉันบอกว่าฉันคิดว่าเธอเป็นเพื่อน ฉันคิดแบบนั้นจริงๆ ถ้าเป็นไปได้ ฉันก็อยากหา ‘เพื่อน’ คนนั้นของฉัน แต่ถ้าฉันเล่าเรื่องอดีตของเธอแล้วจะได้อะไร?”
Shalom เงยหน้าขึ้นมาสบตา Chief เสียวสันหลังวาบไปหมด อยากจะถอยหนี แต่โดน Shalom จับหน้าเอาไว้แน่นสุดๆ แน่นจนอุณหภูมิในห้องที่ไร้ชีวิตนี้แทบจะร้อนเป็นไฟ Chief ทำได้แค่จ้องตาเพียงเท่านั้น
“ถ้าฉันบอกว่า เธอในอดีตคือปีศาจที่น่ากลัว ถูกโลกทั้งใบรังเกียจและผลักไส ทุกย่างก้าวของเธอสร้างแต่หายนะ เธอจะเชื่อฉันรึยัง? ถ้าฉันบอกว่า สิ่งที่เธอรักเป็นเพียงสายจูงกำมะหยี่นุ่มๆ ที่ถูกสร้างเพื่อควบคุมเธอล่ะ? ความรักที่เธอได้รับเป็นเพียงแค่การหลอกให้เชื่อง และสิ่งที่สำคัญจริงๆ ของเธอถูกแย่งชิงไป แทนที่ด้วยสิ่งที่ว่างเปล่า เธอยังจะมีความกล้าที่จะทำลายภาพลวงตานี้ไหม?”
แววตาว่างเปล่าดั่งตุ๊กตาของ Shalom ยังคงเหมือนเดิม แต่ Chief กลับใจเต้นระรัว ความปรารถนาอันไม่สิ้นสุด แรงดึงดูดที่ไม่อาจต้านทาน ชั่วขณะหนึ่ง Chief ได้ร่วงหล่นสู่ห้วงอดีตที่มืดมิด ไม่เคยถูกแตะต้อง แต่เบื้องหน้ามีแสงริบหรี่ แสงที่ Chief อยากเปลี่ยนให้เป็นเปลวไฟที่เผาผลาญโลกทั้งใบ
“ครั้งหนึ่ง เธอเคยเป็นพลังที่ไม่มีใครกล้าท้าทาย แข็งกร้าว ไม่ยอมก้มหัว และไม่ยอมแตกหักเพื่อสิ่งใด พร้อมจะเผาตัวเองเพื่อทำลายโลกทั้งใบให้มอดไหม้ แต่พลังนั้นได้เลือนหายไปจากตัวเธอนานแล้ว เธออยากเผชิญหน้ากับตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง เพื่อพาตัวเธอคนนั้นกลับมาเหรอ?”
เพิ่มเติม
-เธอคนนั้น ในคำพูดของ Shalom คือการแยกตัว Chief ในอดีตออกจากปัจจุบัน

“แล้วทำไมเธอถึงอยากให้ฉันคนเดิมกลับมาล่ะ?” Chief ถาม
“เพราะเธอคือ ‘เพื่อน’ ของฉันไงล่ะ ฉันอยากช่วยเธอนะ” Shalom ตอบ
“ฉันไม่สนว่าเธอจะมองฉันยังไงหรือต้องการอะไรจากฉัน สิ่งที่ฉันถามคือ เธอต้องการอะไร?”
Chief กระชาก Shalom ให้เข้ามาใกล้ จ้องตาเพื่อสลัดความรู้สึกไม่ดีแปลกๆ ที่เริ่มปะทุในตัวเอง พยายามมองหาอะไรสักอย่างที่เป็นของจริงในดวงตาที่ไร้สีหน้าเหมือนตุ๊กตา เพื่อไม่ให้ตัวเองเสียสติไปมากกว่านี้
“เธอจะได้อะไร ถ้าฉันย้อนกลับสู่อดีต ทำลายทุกอย่างจนสุดท้ายแล้วเป็นคนที่บอบซ้ำและพังทลายซะเอง? ท้ายที่สุดแล้วเธอต้องการอะไรจากฉันกันแน่? ถ้ามีคำสั่งหรือความปรารถนาอะไรก็บอกมาตรงๆ เหมือนกับที่เธอบังคับให้ฉันบอกเธอตรงๆ เธออยากจะให้ฉันจริงใจ เธอก็ต้องแสดงความจริงใจของเธอก่อน นั่นถึงจะเรียกว่าบทสนทนา”
Chief พูดจบ Shalom หลับตาลงไม่ตอบ ความเงียบของ Shalom บ่งบอกถึงจุดอ่อน ตอนนี้ในใจ Chief มีอารมณ์หนึ่งที่ร้อนแรงมากๆ เป็นความรู้สึกจากจิตใต้สำนึก พยายามบอกให้ Chief เข้าไปให้ลึกกว่านี้เพราะนี่อาจเป็นโอกาสเดียวที่จะได้รับ Chief รีบฉวยโอกาสถามต่อทันที
“ทำไมถึงไม่ตอบ? เมื่อกี้บังคับกันจัง พอถึงตาเธอแล้วเธอกลับไม่มีอะไรพูดเลย? สุดท้ายแล้วทุกอย่างก็เป็นแค่แบบทดสอบ ไม่ใช่บทสนทนาอะไรทั้งนั้น ทุกคำหลอกล่อและคำขู่คือความต้องการของ Paradeisos ล่ะสิ ทดสอบว่าฉันภักดีแค่ไหน ถูกไหม คุณตัวแทน”
เพิ่มเติม
-ทันทีที่ Chief เริ่มฉวยโอกาสถามเค้น Shalom เพลง Moonlight Sonata ที่บรรเลงอยู่จะหยุดลงทันที

Shalom ถอยกลับไป 1 ก้าว กลับไปยืนด้วยท่าทางที่งดงาม แต่ก็เป็นเหมือนตุ๊กตาที่ไม่ยึดติดกับอะไร คำนวณเว้นระยะห่างจาก Chief ไว้อย่างพอดี สิ่งเดียวที่ยืนยันเหตุการณ์เมื่อครู่ได้คือรอยแดงจากมือ Chief ที่ข้อมือของ Shalom
“เธอมองฉันออกหมดแล้วสินะ” Shalom กล่าวแล้วยิ้มให้ พร้อมน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป
“ทั้งหมดนี้เป็นแบบทดสอบจาก Paradeisos คุณมอบคำตอบให้กับฉันได้แล้วใช่ไหม?”
ห้วงมิตินี้ค่อยๆ ปิดลง ท้ายที่สุดแล้ว Shalom ก็ได้ให้คำตอบที่ชัดเจน หญิงสาวที่เคยเป็นเพื่อนของ Chief ในอดีตได้หายไปแล้ว ที่ยืนอยู่ตรงหน้าเป็นเพียงตัวแทนจาก Paradeisos เท่านั้น
เพิ่มเติม
-Shalom ใช้คำว่า ‘คุณ’ พูดในฐานะตัวแทนของ Paradeisos
-ท่อนนี้จะมีเพลงเปียโนประกอบพิเศษที่ออฟฟิเชี่ยลยังไม่ปล่อย จะดังขึ้นทันทีที่ Shalom สบตากับ Chief เพลงนี้ถูกใช้ในบทสอบสวนที่ 3 ของ Siglinde ด้วยเช่นกัน โดยรวมเป็นเพลงที่แทบไม่ถูกใช้
-พอมิตินี้เริ่มปิดลง รอบๆ เริ่มมีกลีบดอกไม้ปลิว


(*รูปจากสอบสวน 3 Siglinde)
วินาทีนี้ Chief เห็นเหวลึกที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน เหวลึกที่ Shalom ทอดสะพานเชื่อมมาอยู่เสมอ แต่เมื่อ Shalom ถอยออกไป เหวนี้ก็ชัดเจนว่ามันไม่ได้เกิดจากการตัดสินใจหรือมุมมองที่ต่างกัน มันคือกาลเวลา
“ฉันคิดว่าฉันเข้าใจพวกเธอแล้ว ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าฉันเคยทำอะไรหรืออยากทำอะไร แต่เกิดจากอดีตที่ฉันไม่รู้จัก เธอกลัวมัน ทำให้กลัวฉันด้วย เพราะงั้น เราไม่มีอะไรต้องคุยกันแล้วล่ะ เธอปกป้องตัวเองอย่างรอบคอบจากฉัน เชื่อแค่ในสิ่งที่ตัวเองเห็น แต่นั่นก็ไม่เป็นไรหรอก จุดยืนของฉันยังคงเหมือนเดิม ฉันทุ่มเทให้กับการปกป้องปัจจุบันของฉันอย่างสุดความสามารถ ส่วนเรื่องของอดีต ฉันไม่คิดว่าตัวฉันในอดีตจะไม่ยอมรับตัวฉันในตอนนี้ ตราบใดที่ตัวฉันในอดีตยังเป็นตัวฉัน ฉันก็คิดว่าตัวฉันในอดีตจะเข้าใจ ในทุกก้าวที่ฉันเดินมาอย่างยากลำบาก เป็นเรื่องน่าเสียดายที่ฉันคงจะไม่ได้ฟังเรื่องเล่าต่างๆ จาก‘เพื่อนเก่า’ แต่ฉันคงทิ้งภารกิจตามหาความทรงจำที่สูญหายให้ตัวฉันในอนาคตแล้วกัน”
Chief หยุดพูด ทุกอย่างมันชัดเจนแล้ว แต่กลับรู้สึกเสียใจขึ้นมานิดๆ
“ฉันคิดมาได้ขนาดนี้ต้องขอบคุณเธอ ไม่ว่าเธอจะโกหกหรือไม่ แต่สิ่งที่เธอพูดในการเจอกันครั้งแรกของเรามีผลกับฉันมาก ทำให้ฉันมั่นใจกับเส้นทางที่ฉันเลือกเดิน ฉันแค่หวังว่าเธอจะเป็นเพื่อนของฉันจริงๆ ฉันอยากจะรู้ว่าข้างในหัวใจของเธอเป็นยังไง”

“งั้นเหรอ...เธอเชื่อจริงๆเหรอว่า...”
Shalom คิดคำนวณครู่หนึ่งก็ลืมตาขึ้นมามองพร้อมรอยยิ้มจางๆ
“ถูกต้อง ฉันไม่มีอะไรจะเปิดเผยแล้ว ต่อจากนี้ไป ‘คุณ’จะสนทนากับ Paradeisos เท่านั้น ขอแสดงความยินดีด้วย แบบทดสอบได้จบลงแล้ว คุณได้พิสูจน์ว่าคุณเป็นคนที่ซื่อสัตย์และโอบอ้อมอารีอย่างแท้จริง Paradeisos รอฟังข่าวดีนี้อยู่ ฉันคงต้องขอตัวออกจาก MBCC คุณไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตอย่างวิตกกังวลอีกต่อไป”
คำพูดของ Shalom เหมือนพนักงานจาก Paradeisos มากจริงๆ แต่สีหน้ากลับเป็นสีหน้าที่จริงใจ ราวกับว่า Shalom กำลังบอกลาครั้งสุดท้าย
“ฉันดีใจที่ได้เจอเธออีกครั้ง และดียิ่งกว่าที่ได้เห็นเธอมีความสุข ลาก่อน”
Shalom ยกมือขึ้นมาจะจับมือ ซึ่ง Chief ลังเลว่าจะจับมือด้วยดีไหม แต่ยังไม่ทันเลือก Shalom ก็ผลัก Chief เบาๆ ทำให้หงายท้องเข้าสู่รอยแยก ล้มลงที่ทุ่งทะเลดอกไม้ที่รู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก รู้สึกเหมือนกำลังอาบอยู่ในแสงอ่อนโยนบางอย่าง แต่แล้วก็เห็นรูปร่างเลือนรางบางอย่าง ไม่สามารถละสายตาได้ ทั้งสองจ้องตากัน Chief ก็อยู่ในอ้อมกอดของรูปร่างที่เลือนราง ในช่วงเสี้ยววินาทีที่จิตใจเชื่อมกัน ได้เหลือบเห็นเศษเสี้ยวความทรงจำที่แตกสลายของมัน(Rebel)
เพิ่มเติม
-รูปร่างเลือนรางบางอย่าง คือตัว Rebel


(*รูปบอส Rebel จากในอีเว้นท์ Flora Unfurl)
━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━
ย้อนไปในอดีต(ในความทรงจำที่ Chief เห็น)
นักวิจัย A คุยว่าได้ผลลัพธ์ดีกว่าที่คาดไว้ การทดลองกำลังไปได้ดี Project HUSH เข้าระยะที่ 3 ได้ สามารถเพิ่มตัวแปรได้ แต่แล้วก็มีเสียงแก้วแตก(Shalom พังของ) นักวิจัย B รายงานมาว่า ตัวทดลองหมายเลข 17 เกลียดชังผู้ดูแลอย่างมาก มีการใช้ความรุนแรงหลายครั้ง ความไม่เสถียรทางอารมณ์อาจจะส่งผลให้ความน่าเชื่อถือของการทดลองผิดเพี้ยน ต้องการหาตัวทดลองใหม่มาแทนที่ นักวิจัย A คิดหนัก
“ผู้แตกต่างในหมู่ Sinner งั้นเหรอ... เอาไปลองทดสอบก่อนแล้วกัน”
เมื่อทดสอบแล้ว ค่ามาเนียอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ จึงเริ่มเข้าสู่ระยะสุดท้ายของ Hush ซึ่งก็คือการแยกสกัดมาเนียออกจากร่างตัวทดลอง Hush ในขณะที่ทำการแยกมาเนีย ก็ได้มีเสียงคำรามกรีดร้องของมอนสเตอร์ที่ถูกตรึงไว้ เมื่อแยกมาเนียออกได้แล้ว ก็นำการทดลองเข้าเชื่อมกับ Corridor Zone และเริ่มใช้ระบบ Rule Control เข้าควบคุมทันที เชื่อมตัวตนมาเนียที่สกัดแยกออกมาได้เข้ากับตัวทดลอง Hush
นับว่าเป็นการทดลองที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก แทบจะสมบูรณ์แบบ สร้างจุดสังเกตการณ์ที่มั่นคงที่สุดได้ พร้อมตั้งชื่อให้ว่า Rebel ให้สมกับนิสัยในอดีต เพราะจะไม่ได้เห็น ตัวทดลองหมายเลข 17 ดื้อต่อต้านอีกแล้ว ต่อจากนี้ ตัวทดลองหมายเลข 17 จะสามารถ Mark Sinner ที่แตกต่างได้ทุกคน แล้วนักวิจัยทุกคนก็เริ่มพูดอวยพร
“ขอให้ได้พบเจอกับคำตอบที่แท้จริง”
เพิ่มเติม
-พอเริ่มเห็นความทรงจำในอดีต เพลง Moonlight Sonata กลับมาบรรเลงอีกครั้ง
-ตัวทดลองหมายเลข 17 ที่มาของรหัส Sinner ของ Shalom ซึ่งก็คือ MBCC-S-017
-Rebel แปลว่า กบฏ
-Mark คือระบบลอกเลียนแบบ Shackle
-Rebel คือตัวตนมาเนียของ Shalom ซึ่งเกิดจาก “ความรู้สึกของ Shalom ที่ผสมมาเนีย”
-Rebel สามารถสื่อถึง Leviathan ได้จากรูปร่างที่คล้าย งู/มังกร และอาศัยอยู่ในทะเล (ทุกๆ ครั้งที่พูดถึงทุ่งดอกไม้สีขาวแห่งนี้ ในเกมจะใช้คำว่า ทุ่ง‘ทะเล’ดอกไม้ ทุกครั้ง) ซึ่ง Leviathan มีหลายตำนานความเชื่อ
-ชื่อไฟล์ของ Rebel คือ Leviathan
-ในรูปความทรงจำตอนดึงตัว Shalom จะเห็นโหลทดลอง Hush


Schorl หมายเลข 2 ฝังรากลึกไว้ใน Rebel ทำให้ข้อมูลสังเกตการณ์ทั้งหมดสามารถถูกประสานและรวบรวมโดยอัตโนมัติ พลังนี้จะเป็นแหล่งพลังงานของ Schorl คำสั่งจาก Paradeisos ทั้งหมดจะถูกส่งผ่าน Schorl เวลาทำงาน 90% คือการสังเกตการณ์ ในช่วงพิเศษจะมีคำสั่งพิเศษมาให้ และจะปลุก Shalom ขึ้นมาปฏิบัติหน้าที่ ความสเถียรคือเรื่องสำคัญที่สุด Schorl จะคอยตรวจสอบอยู่เรื่อยๆ Shalom ได้รับความสามารถในการ Mark ด้วยเช่นกัน แต่ด้วยทรัพยากรที่จำกัด Mark จะถูกใช้งานกับ Sinner ผู้แตกต่างเท่านั้น เพราะ Paradeisos ต้องการเครื่องมือที่เชื่อถือได้ โดยใช้ Shalom เป็นคนควบคุม
เมื่อเชื่อมต่อกับระบบแล้ว ได้รับข้อมูลว่า Nirvana ขอความช่วยเหลือเรื่องความวุ่นวายในเหมืองที่ Inner Bay … Paradeisos มองว่านี่คือโอกาสที่จะได้พบแก่นแท้ของ XXX ที่ซ่อนอยู่ในฐาน Lone Island รวมถึงเข้าใจ Underground ว่าต้องการทำอะไรกับ XXX ทาง Paradeisos ต้องการที่จะทดลองพัฒนาเกี่ยวกับ XXX เข้าใจให้มากยิ่งขึ้น เพราะงั้น ภารกิจแรกของ Shalom จึงเป็นภารกิจ ตามหาคำตอบที่แท้จริงและหนทางที่ถูกต้องให้มนุษยชาติ
เพิ่มเติม
-ยืนยันชัดเจนว่ามี Hush ก่อนหน้า Shalom และหมดอายุการใช้งานก่อนกำหนด
-Lone Island คือพื้นที่ของ Underground ใน DisSea ที่ Paradeisos สั่งให้ FAC ไปโจมตีใน ปฏิบัติการ Eclipse (N.F.103) และแย่งชิง XXX มาได้ ภายหลัง XXX ก็กลายเป็น Project Shepherd(SHP-13)
-SHP-13 ก็คือตัวละครที่เราเล่น Chief
- Eclipse หมายถึง อุปราคา หรือก็คือการที่ ดวงดาวมาบดบังแสงสว่างจากดาวอีกดวง เช่น สุริยุปราคา (จันทร์บังแสงอาทิตย์) ซึ่งมีความหมายโดยนัยกับเป้าหมายของปฏิบัติการ ประกาศบอกประชาชนว่า เพื่อปกป้องเมืองจากคลื่น DisSea ที่ท่วมขึ้นมา แต่เบื้องหลังคือโจมตี Lone Island และได้ XXX มา
-ปฏิบัติการ Eclipse มีทหาร FAC ล้มตายเยอะมาก ทำให้มีเด็กกำพร้าเยอะเช่นกัน จะได้เข้าใจปฏิบัติการนี้ในเนื้อเรื่อง Rain Burst กับ Flora Unfurl

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━
กลับมาปัจจุบัน
อีกฟากของรอยแยก เงาร่างของ Shalom อันบอบบางค่อยๆ ถอยหายไป เหลือไว้เพียงพายุอารมณ์ความรู้สึกที่ถูกกักขังชั่วนิรันดร์ในทุ่งดอกไม้อันกว้างไกลนี้ และคงไม่อาจบอกได้ว่า ระหว่างสองตัวตนที่ถูกฉีกขาดจากกัน ใครกันแน่คือผู้ถูกจองจำที่แท้จริง
Chief อ้าปากจะเรียกอีกฝ่าย แต่ก็ลืมไปแล้วว่าเขาชื่ออะไร แต่แล้วก็มีแสงสีฟ้ากระพริบบดบังแสงสีแดงฉานและเสียงคำรามอันดุร้ายของอสุรปีศาจ ผลักไล่ Chief ออกจากมิตินี้

“เกิดอะไรขึ้น? เหมือนมีใครบางคนอยู่ด้วยเมื่อกี้นี้...”
Nightingale รีบตอบทันที
“ผู้ตรวจการกำลังเดินทางกลับ Paradeisos แล้ว คุณ Shalom ได้ฝากบอกอย่างเจาะจงว่า ‘การทดสอบจบลงแล้ว Paradeisos พึงพอใจเป็นอย่างมาก คุณทำได้ตรงตามที่เราคาดหวังไว้’”
พูดจบ Nightingale ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ชัดเจนมากๆ ว่าการที่ Shalom ไม่อยู่แล้วทำให้ Nightingale สบายใจขึ้นมากทันที คงมีอะไรเกิดขึ้นเยอะ
Chief นึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ก็ยังงงๆ อยู่ว่าเกิดอะไรขึ้น รู้สึกเหมือนงีบไปแปปเดียว แต่ตา Chief แห้งมาก ยังคงนึกถึงและสงสัยว่า Shalom คือใครกันแน่
Hella เข้ามาในห้องด้วยความเป็นห่วง เข้ามาในห้องก็ปากดี แต่ก็บ่นว่าเพราะเป็นห่วง ทำให้ขัดความคิดของ Chief ที่กำลังแล่นอยู่ Chief เลยปัดตกไปว่า คงไม่สำคัญขนาดนั้น ไว้ถามทีหลังแล้วกัน
เพิ่มเติม
-Chief ตาแห้งเพราะร้องไห้


Shalom ลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความเหนื่อยเพลีย Schorl ยังคงลอยอยู่ข้างๆ แจ้งเตือนระดับ 4 กระพริบไฟรอคำตอบ Shalom รู้ทันทีว่าถ้าทำอะไรมากกว่านี้กับ Chief เธอคงได้กะพริบตาตื่นขึ้นอีกทีคือตอนที่โดน Schorl ทำลายล้างสถานที่นี้ Shalom ลุกขึ้นยืน ยิ้มออกมา แม้ว่าข้อมูลที่ได้จะถูกรวบรวมแล้วก็ตาม แต่การพูดรายงานออกมาก็เป็นการชวนคุยที่ดี Shalom เริ่มรายงาน
“การตรวบสอบเสร็จสิ้น เป้าหมาย(Chief) ได้กลืนเข้าไปแล้วอย่างน้อย 3 ชิ้นส่วน ได้แก่ BR-004 ส่วนหนึ่งของ BR-001 และ Black Ring ที่ยังไม่ถูกใช้งาน เวอร์ชั่นที่ถูกจำกัดจากลูกบาศก์สีขาว ดูเหมือนการติดต่อระหว่าง Underground กับ เป้าหมาย(Chief) จะเกิดขึ้นไปแล้ว”
Shalom รายงานจบ Schorl เสริมว่า
“จากข้อมูลในอดีต เคยมีการบันทึกการกลืนกิน Corpus ได้มากขนาดนี้ ภาชนะร่างกายควรจะใกล้พังทลายได้แล้ว นับว่าเป็นเรื่องน่ากังวลมากเพราะ SHP-13 ไม่สมบูรณ์แบบ Hush มีความคิดเห็นว่าอย่างไร? เสี่ยงเกินไปรึเปล่า? ควรจะทำลายไหม?”
เพิ่มเติม
-แจ้งเตือนระดับ 4 ของ Schorl คือสัญญาณอันตรายมากๆ ถ้าเป็น 6 ก็ทำลายทิ้งแล้ว Shalom แอบปาดเหงื่อกลบเกลื่อนเนียนอยู่
-Corpus คือ สสารหรือสิ่งมีชีวิตที่มีมาเนียเยอะมาก เชื่อกันว่ามีความคิดความรู้สึกคล้ายมนุษย์ ส่วนมากจะหลับอยู่ แต่ถ้า Sinner คนไหนหลอมรวมเข้ากับ Corpus ที่ตื่นขึ้นจะกลายเป็น Corpseborne หรือก็คือ จุดหลอมรวมมาเนียที่กลายเป็นแกนกลางของ Black Ring อีกที อย่างเช่น Zoya
-ลูกบาศก์สีขาว = สุดยอด key item!!


(*รูป Corpus จากบท 4 Unclaimed Crypt)
Shalom ตอบว่าไม่จำเป็นเพราะ Chief มีความสเถียรที่สุดเมื่อเทียบกับตัวทดลองที่ผ่านมา ตรึง Sinner และกิน Corpus ขนาดนั้นยังไม่เป็นอะไรเลย แถมอาจจะเป็นเพราะอดีตที่พิเศษ แม้ว่าจะเป็นตัวอย่างการทดลองที่มีข้อบกพร่อง แต่ความสเถียรเกินกว่าที่คาดมาก
Schorl ตกลง และอยากให้เริ่มต้นใช้งาน Rule ในตัว Chief ก่อนที่จะต้องสู้กับ Black Ring วงถัดไป ถ้าเกิดว่า Rule ทำลายตัว Chief ตามกฎแล้วก็น่าเสียดาย แต่เรื่องบางเรื่อง มนุษย์ก็ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว อีกทั้งยังพูดถึงการพัฒนาความสามารถของ Hush โดยคาดหวังว่า รุ่นที่ 8 หรือ 9 ที่กำลังสร้างล่าสุด ควรที่จะสามารถใช้ระบบ Mark ได้อย่างสมบูรณ์แล้ว ควรที่จะทำหน้าที่ตรึง sinner แทนที่ Shepherd ได้
Shalom ที่ได้ยินแบบนั้น สวมใส่เสื้อโค้ทตัวเองแล้วเดินออกจากห้อง ทิ้ง Schorl ทันทีด้วยสีหน้าที่อ่านไม่ออก เดินออกจากห้องมาได้สักพักถึงบอกว่า “เป็นการตัดสินใจที่มีเหตุผล ไม่ขอแย้งอะไร” Schorl จึงชม X ว่าทำงานมาได้ดีตลอด Shalom ตอบกลับว่า การมาเจอ Chief ทำให้เหนื่อย ต้องการเวลาพักฟื้น
เพิ่มเติม
-เน้นย้ำอีกรอบว่า Shalom เป็น Hush รุ่นที่ 7
-บทนี้เหมือน Shalom งอน Schorl ไม่อยากให้มี Hush ตัวใหม่มาแทน
-Shalom เหมือนจะไม่เห็นด้วยกับการใช้ Rule ที่ Chief แต่ก็หาเหตุผลมาแย้งไม่ได้เลยตอบแบบนั้น
-Shalom เคยพูดเอาไว้ว่า “เธอจะไม่ถูกมองว่าเป็นศัตรูหรอก... เป็นได้แค่เครื่องมือเท่านั้นแหละ เครื่องมือที่ไม่มั่นคง พึ่งพาไม่ได้ ถูกสังเวยเพื่อสิ่งที่เรียกว่า ‘ความจำเป็น’ ได้ทุกเมื่อ แต่ถ้าถึงตอนนั้นแล้ว ฉันอาจจะเป็นคนที่ต้องลงมือทำ”


━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━
ย้อนไปในอดีต
ในอดีต Inner Bay หรือพื้นที่แม่น้ำเล็กๆที่ติดกับขอบของ DisSea คือแหล่งขุด Hypercube ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เรียกได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของอุตสาหกรรมการขุดแร่ Hypercube ที่เป็นความหวังหนึ่งเดียวของมนุษยชาติในการต่อสู้กับมาเนีย ทำให้ฝั่งตะวันตกเข้าสู่ยุคทองอันรุ่งเรือง ใครได้ทำงานที่เหมืองจะเป็นคนมีหน้ามีตา เหมือง W-31 คือเหมืองที่ใหญ่ที่สุดใน Inner Bay คนขุดเหมืองกว่าหนึ่งหมื่นชีวิต ต่างก็ต้องยอมทนเข้าพื้นที่มาเนียเพื่อขุดหา Hypercube เพราะในยุคนั้นไม่มีเทคโนโลยีอะไรที่สามารถช่วยเหลือได้ มีเพียงเครื่องจักรที่ช่วยทุ่นแรงลดระยะเวลาในการขุดเท่านั้น
จนกระทั่งปี N.F.84 DisSea เกิดระเบิดให้กำเนิด BR-000 ทำให้พื้นที่ Inner Bay กว่า 95% ติดเชื้อมาเนียอย่างหนักจนไม่สามารถเข้าไปได้ ทำให้เศรษฐกิจและการเมืองของ DisCity พังไม่เป็นท่า คนขุดเหมืองของ Inner Bay บางส่วนยังคงพยายามขุดเหมืองต่อ ปกป้องเหมืองที่ยังขุดได้ กลางวันขุดเหมือง กลางคืนป้องกันไม่ให้อันตพาลเข้ามา ทำให้ DisCity ผ่านพ้นช่วงยากลำบากมาได้
ในปี N.F. 104 Nirvana เริ่มมีการใช้งานเครื่องขุดเจาะอัตโนมัติ จึงย้ายฐานบริษัทไปที่ Eastside ทำให้เหมือง Inner Bay ที่เป็นพื้นที่เสี่ยงใกล้ DisSea มาก มีการปนเปื้อนมาเนีย แถมยังใช้เครื่องจักรล้าสมัย ยังต้องมีคนงานควบคุมที่ต้องคอยจ่ายค่ารักษาจากอุบัติเหตุการทำงาน ทำให้กลายเป็นภาระ ทาง Nirvana จึงประกาศทิ้งเหมืองที่ Inner Bay ทั้งหมด
เพิ่มเติม
-DisSea / BR-000 เกี่ยวข้องกับ Eternal Nightmare
-Nirvana คือบริษัทขนาดยักษ์ที่เชี่ยวชาญด้านการขุด Hypercube ทำงานภายใต้ Paradeisos โดยตรง

แต่แล้วในวันที่ 28 November N.F.104 เกิดเหตุระเบิดที่เหมือง W-31 ทำให้มาเนียเริ่มแทรกซึมเข้าไปจนไม่สามารถอยู่ต่อได้ แต่คนงานขุดเหมืองติดอยู่ข้างใน เครื่องจักรบางส่วนเริ่มทำงานเอง ทำร้ายคนข้างใน และท้ายที่สุดก็กลายเป็น BR-002 จนต้องปิดตายพื้นที่ Inner Bay
เพิ่มเติม
-BR-000 กับ BR-002 เกิดห่างกันไม่นาน ทำให้มาเนียแพร่กระจายไวมาก FAC เองก็ควบคุมสถานการณ์ไม่ค่อยได้ กำลังคนไม่พอ
-คนงานขุดเหมืองจำนวน 13,004 ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ติดเหมืองถูกจารึกชื่อไว้ที่อนุสาวรีย์ Romanesque (ที่ Chief ไปเจอ Oak Casket)
-N.F.104 Donald อายุประมาณ 20 กลางๆ ตอนนี้ปี N.F.115 แล้ว ผ่านมา 11 ปี แปลว่า Donald อายุประมาณ 30 ปลายๆ
-Rust มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดของ BR-002
-Rustfire คือ คือกลุ่มคนขุดเหมืองยุคบุกเบิก ในปี N.F.108 กลับมาใหม่ มี Julien เป็นหัวหน้า อ่านเพิ่มเติมได้ในเนื้อเรื่องหลักบท 9-13 และมี Donald เกี่ยวข้องในอดีต

“จากการสังเกตการณ์ของเรา ชายคนนี้คือ Sinner ที่ทรงพลังที่สุดในหมู่กลุ่มกบฏ อีกทั้งยังเป็นจุดสำคัญของกำลังใจทุกๆ คน ถ้าเขาหายไป กลุ่มกบฏ รากฐานของ Rustfire จะสั่นคลอนแน่นอน”
“Nirvana คงหงุดหงิดกับชายคนนี้มากน่าดู อดใจที่จะทำให้เขาสลายจนตัวสั่น เธอมีแผนการที่ดีกว่านี้ใช่มั้ย?ลองว่ามาซิ” เสียงปริศนาที่คุ้นเคย(คุ้นมากจ้า)ชื่นชมการวิเคราะห์ของ Shalom พร้อมพูดเสริมว่า
“วิธีการของ Nirvana หยาบกระด้างเกินไป ทำให้เมืองนี้ต้องจ่ายหนักอย่างมาก เป็นราคาที่ไร้ความจำเป็น ถ้าเป็นไปได้ ฉันอยากจะปรับปรุงแผนการนี้ ชายคนนี้คือหัวหน้าพวกเขา ถ้าฉันสามารถใช้งานเขาได้ คงลดค่าใช้จ่ายลงได้บ้าง” Shalom ตอบ
เพิ่มเติม
-เสียงปริศนาที่คุ้นเคย คือ EDGE-02

“ถ้าอย่างนั้น จุดประสงค์ของ Black Ring ในฝั่ง Underground… เราจะอธิบายมันว่าเป็นการ ‘หล่อเลี้ยง’ ได้ไหม? ปล่อยให้เหล่า Corpseborne ดูดซับมาเนียของมนุษย์ผ่าน Black Ring จากนั้นก็นำ Corpseborne ที่แข็งแกร่งขึ้นไปหล่อเลี้ยง SHP... การทดสอบครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง จากบันทึกของ BR-002 เราพอจะมองเห็นเจตนาที่แท้จริงของ Underground ในการสร้าง Black Ring ได้คร่าว ๆ และเข้าใจความสำคัญของ SHP ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ข้อเสียเพียงอย่างเดียวคือ ค่าใช้จ่ายสูงเกินกว่าที่ฉันประเมินไว้ในตอนแรก”
Shalom กล่าวทั้งหมด วิเคราะห์สถานการณ์ของ BR-002 ที่อยู่ดีๆ ก็หายไป สรุปแล้ว Shepherd ของ Underground เป็นคนเข้าไปกิน แต่ Donald ที่ได้ยินแบบนั้น จิตใจเริ่มแตกสลาย การเห็นมนุษย์เป็นเพียงการทดลองเป็นเรื่องที่ให้อภัยไม่ได้ ชีวิตมนุษย์เป็นเพียงแค่เงินตราค่าใช้จ่ายได้ยังไงกัน
เพิ่มเติม
-Chief(Shepherd) และ Shepherd ของ Underground นับเป็นพี่น้องกันก็ได้เพราะเกิดจากห้องแลปเดียวกัน ในเวลาเดียวกัน
-เป็นการยืนยันว่า Underground ต้องการสร้าง Black Ring เพื่อป้อนให้ Shepherd กินเสริมพลัง

Shalom คุยกับใครบางคนผ่าน Schorl
“อืม… ฉันเข้าใจความรู้สึกนั้น ชายคนนี้ใช้ชีวิตทั้งชีวิตติดอยู่ใน Inner Bay ภายใต้กรอบจำกัดของ Syndicate เขาไม่เคยสัมผัสโลกที่กว้างใหญ่กว่านี้มาก่อน เหตุการณ์ทั้งหมดจึงน่าจะเป็นความสะเทือนใจอย่างมากสำหรับเขา การมองเห็นความแตกต่างระหว่างพวกเรากับ Eastside แสดงให้เห็นถึงสติปัญญาของเขา เขามีมุมมองที่กว้างกว่าสหายผู้ดื้อรั้นของเขา สมแล้วกับการเป็นผู้นำที่ไม่ยอมตกเป็นทาสของความเกลียดชังอย่างไร้เหตุผลได้โดยง่าย”
เสียงปริศนาที่คุ้นเคยพูดคุยผ่าน Schorl ก่อนจะหันไปคุยกับ Donald
“ถ้าเช่นนั้น คุณช่วยลองไปพูดคุยกับพวกของคุณได้ไหม เราเสียเวลากับการสอบสวนอย่างโหดร้ายมามากเกินพอแล้ว ความช่วยเหลือของคุณจะมีความหมายอย่างมากต่อสถานการณ์นี้”
แน่นอนว่า Donald ปฏิเสธสุดใจ ตะโกนสุดเสียง เสียงปริศนาที่คุ้นเคยหัวเราะขึ้นมาทันที
“เห็นไหม X? เพียงเท่านี้ เราก็ทำให้เขาติดกับดักของเราได้แล้ว” เสียงปริศนาที่คุ้นเคยยังคงพูดต่อ แต่เปลี่ยนเรื่องใหม่
“ความเคลื่อนไหวของ Underground ที่ BR-002 ถูกปิดตายเรียบร้อย ฮ่าๆ มันเหลือเชื่อจริงๆ ใครจะคิดว่าแม้แต่สิ่งประหลาดอย่าง Black Ring หรือ Corpus อันน่าสะพรึงก็เป็นแค่ของกินเล่นสำหรับมัน ข้างล่างนั่นมันกำลังเกิดอะไรขึ้นกันแน่นะ? อย่างไรก็ตาม เป้าหมายสำเร็จแล้ว ถึงเวลาปิดฉากและควบคุมความเสียหายให้เหลือน้อยที่สุด ลงมือ Mark เขาเลย นั่นแหละคือหน้าที่ของ HUSH”
ด้วยเหตุนี้ Donald จึงโดน Shalom ใช้ Mark ใส่
เพิ่มเติม
-Mark คล้ายๆ กับ Shackle แต่ต่างกันตรงที่ว่า Mark จะค่อยๆ กลืนกินสติจิตสำนึกของ Sinner ทุกๆ ครั้งที่มีการใช้พลังมาเนีย ซึ่งถ้า Mark กินไปจนหมดแล้ว Sinner คนนั้นจะกลายเป็นแค่หุ่นเชิดที่ไร้ความคิดของตัวเอง
-เป็นเหตุผลที่ทำไมในเกม Donald ถึงแทบไม่ใช้พลังสายฟ้าให้เห็น ยกเว้นเหตุจำเป็นจริงๆ ไม่อยากโดน Shalom ควบคุม แต่ Shalom สามารถควบคุม Donald ใหม่ได้เสมอ
-EDGE-02 ฝึกเทรน Shalom เป็นอย่างดี

“ฉันเสียใจกับความผิดพลาดของ Nirvana ในเหตุการณ์ W-31 แต่เราไม่สามารถปล่อยให้สถานการณ์นี้บานปลายและทำร้ายผู้คนไปมากกว่านี้ได้ ถึงเวลาปิดฉากเรื่องนี้แล้ว”
“ยอมจำนนซะเถอะ ให้ฉันได้เป็นเสียงของเธอ ฉันจะควบคุมทั้งหมดเอง นี่คือพลังของ Mark และฉันสามารถช่วยเพื่อนของเธอได้นะ”
“การเสียสละของคุณจะไม่สูญเปล่า ฉันจะทำงานร่วมกับ Paradeisos เพื่อปรับปรุงปฏิบัติการของเรา และลดค่าใช้จ่ายลง ควบคุมต้นทุนไปด้วย”
“ฉันจะไม่ลืมคุณ พวกเราทั้งหมดทำสิ่งนี้ลงไป… เพื่อประโยชน์สูงสุดของมนุษยชาติ”
Shalom คุยกับ Donald ทั้งหมด

Donald โดน Shalom ควบคุมร่างกายจนกระทั่งสภาพจิตใจของ Donald ย่ำแย่ จนตัวของเขาแทบจะสูญสิ้นความเป็นคน ไม่ไหวจากทั้งมาเนียของ BR-002 และ Mark ของ Shalom ตัวของ Donald ไม่ยอมรับตัวเองอย่างหนัก มีอาการหลอนทางจิตขั้นรุนแรง ไม่ตอบสนองต่อสิ่งรอบข้างจนไม่สามารถสื่อสารพูดคุยกับใครได้ จนท้ายที่สุดถูกส่งตัวไปอยู่โรงพยาบาลจิตเวช ที่เบื้องหลังความเป็นจริงคือสถานที่ทดลองของ Nirvana Donald โดนทดลองและทรมานอย่างหนักจนปางตายนับครั้งไม่ถ้วน
เพิ่มเติม
-หลังจากที่ Donald หายไป ผ่านไปหลายปี จู่ๆ มาเนียในพื้นที่ Inner Bay ก็หายไปอย่างไม่ทราบสาเหตุ (ความจริงคือ Shepherd จาก Underground กินเข้าไป) เหล่าผู้เหลือรอดชีวิตราว 200 คนจึงเริ่มสร้าง Drifter Camp ขึ้นมากับ Julien จนกลายเป็นแถบสลัม Drifter Camp ที่เห็นทุกวันนี้
-เบื้องหลังโรงพยาบาลคือสถานที่ทดลอง อย่างกับเกม Outlast ภาคแรก

ทำให้ Donald มีความหวังและตอบสนองกับสิ่งรอบข้างเหมือนคนปกติ หายเป็นปลิดทิ้งทันที แต่ Donald ยังคงแกล้งทำเป็นบ้าจนถึงปี N.F. 112 จนวันที่ Donald จะหนีออกมา Donald วางแผนจัดฉากว่าตัวเองตาย มีการฝังจริงเกิดขึ้น Donald ใช้เวลาอยู่ในหลุมศพนาน 1 เดือน เพราะเอาตัวเองออกมาไม่ได้…(สภาพอนาถแท้) แต่หนีออกมาได้เพราะ อยู่ดีๆ ในหัวก็ได้รับคำสั่งจาก Paradeisos โดยที่มีลายเซ็นต์ของ Hush X บนเอกสาร แต่ Donald บอกไม่รู้ๆๆ ผมแกล้งบ้าอยู่ว่า
Shalom เป็นคนสั่งจริงๆ ไหม?
Donald ได้สติอีกทีก็ถูกพาตัวไปที่คณะกรรมการบริหารฝั่งตะวันตกซะแล้ว(นี่ได้สติหรือเลเวลอัพ?) Donald ที่เริ่มเข้าทำงานในคณะกรรมการบริหารฝั่งตะวันตกได้ Matilda มาเป็นพรรคพวก ทำให้สองคนนี้ทำงานด้วยกันเสมอ แม้ว่า Matilda จะไม่รู้ความจริงที่อยู่เบื้องหลังของ Donald ก็ตาม แต่ก็มีข่าวลือว่า Donald มี Paradeisos เป็นเบื้องหลังอยู่(อนาคตป้าของ Matilda ก็กลายเป็น EDGE-05)
เพิ่มเติม
-Samuel คือเพื่อนของ Donald ที่อยู่ใน Rustfire คนที่พยายามช่วยมาตลอด ปัจจุบันก็ยังคงช่วยอยู่
-Donald ให้ Raven ปล่อยข่าวปลอมว่า Donald ตาย ทางโรงพยาบาลจะได้กำจัด Donald รวมถึง Rustfire จะได้ไม่เข้ามายุ่งเกี่ยว เผื่อว่ายังมีคนเชื่อมั่นใน Donald อาจจะบุกเข้าโรงพยาบาลมาเจออันตราย (Donald ยังคงห่วง Rustfire)
-ตรงนี้ทำให้คิดว่า Paradeisos ต้องการลดอำนาจของ Nirvana(เกมการเมือง Shalom)
-Matilda Cavendish เป็นคนจากตระกูลนักการเมือง แต่เกิดอุบัติเหตุระหว่างการทำงานทำให้ติดเชื้อมาเนีย เกือบจะกลายเป็น Corruptor แต่ Donald พาใครบางคนมาช่วย คาดว่าน่าจะเป็นคนของ Paradeisos โชคเข้าข้าง Matilda รอดตายแต่กลายเป็น Sinner ทำให้ตระกูลรู้สึกว่าการมี Sinner อยู่ในตระกูลเป็นความเสื่อมเสีย Matilda จึงถูกส่งมาทำงานที่คณะกรรมการบริหารฝั่งตะวันตก ร่วมมือทำงานกับ Donald

(*Samuel ในปัจจุบัน จากเนื้อเรื่องหลักบท 13)

(*Matilda ในชุด Sinner จากเนื้อเรื่องหลักบท 13)
━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━
กลับมาปัจจุบัน
วันที่ 14 เดือนมีนาคม N.F.113 Chief ถูกส่งให้ไปตรวจสอบพื้นที่ซากของ BR-004 เพราะยังคงมีมาเนียที่ไม่ทราบที่มาอยู่ Chief ตรวจสอบแล้วเจอว่าเป็นมาเนียจาก Corpus อีกตัว รีบติดต่อบอก Nightingale แต่คนรับสายกลับเป็น Rust จาก 9th Agency ซึ่งรายงานว่ามีการเคลื่อนไหวของ Parma ที่ Drifter Camp ทำให้ Chief เดินทางไปตรวจสอบทันที
ตั้งแต่ BR-004 เกิดขึ้น ทาง DisCity ได้ก่อตั้งคณะกรรมการบริหารขึ้นมาเพื่อควบคุมสถานการณ์ แต่โดยรวมคือ Nirvana ต้องการเข้ามาแทรกแซงฝั่งตะวันตกด้วยวิธีการนี้ ทำให้ Drifter Camp ในตอนนี้ไม่ไว้ใจคนนอกอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนมียศอำนาจ Chief จึงต้องวางแผนหาทางให้เข้า Drifter Camp ให้ได้ ซึ่ง Chief เลือกที่จะโดนลักพาตัวเข้าไป (Nightingale ไม่เห็นด้วยเด็ดขาด!) Rust เองก็ช่วย ซึ่งทุกอย่างแทบจะเป็นไปตามแผน Chief ได้เข้าปะทะกับ Taran และกลุ่มกองกำลังของ Drifter Camp โดย Rust สามารถสร้างสถานการณ์ เข้าไปยิง Chief จนหลอกว่า Chief ตาย ทำให้ตัว Chief (สภาพคนตายในโลงศพ) ถูกส่งลงไปที่ชั้นใต้ดินของ Drifter Camp ใกล้ๆ กับอนุสาวรีย์ Romanesque ที่เป็นสถานที่จัดงานศพแด่ผู้ล่วงลับ
เพิ่มเติม
-BR-004 คือ Black Ring ที่มี Zoya เป็น Corpseborne ในเนื้อเรื่องบท 6
-Parma คือคนถือร่มจาก Underground เป็นเหมือนบอสใหญ่คนหนึ่ง
-Rust เป็นตัวละครที่สำคัญมาก ในบทหลังจากนี้ จะออกเต็มๆ ในเนื้อเรื่อง N7-N8

Dudu เลยจะพา Chief ทัวร์ Drifter Camp ก่อน เพื่อไปดูมาเนียที่อื่นด้วย ทางด้าน Oak Casket จึงได้ให้ชุดผ้าคลุมสไตล์ Drifter Camp กับ Chief เพื่อปกปิดตัวตน
เพิ่มเติม
-ชุดที่ได้รับเป็นสกิน Stalker ของ Chief
-Dudu เป็น Sinner ที่อยู่กับ Oak Casket เสมอ มีพลังในการรักษาด้วยดนตรีซัวน่า(Suona เป็นเครื่องดนตรีแบบเป่าของจีน) ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ Chief ฟื้น
-K.K. เป็น Sinner ที่ Chief จับกุมแล้ว เป็นคนจาก Drifter Camp ในครั้งนี้ Nightingale จึงส่งตัว(จ้าง)ให้มาช่วย Chief

แต่แล้ว Donald และคณะกรรมการบริหารก็มาที่ Drifter Camp อ้างว่า มีการตรวจจับพบมาเนียที่ Drifter Camp แถมจับกุม Sinner ระดับ A ได้ จึงต้องตรวจสอบและกวาดล้าง เกิดการปะทะเกิดขึ้น ศึกแรกฝั่ง Drifter Camp ชนะ Chief แอบได้ยิน Taran คุยติดต่อกับหัวหน้าสูงสุดของ Drifter Camp ว่าจะให้ใช้ Chief เป็นตัวประกัน นั่นทำให้ Chief รู้ว่าตัวเองกำลังถูกทดสอบ แต่พอเริ่มศึกที่ 2 Donald นำรถถังยักษ์ที่ FAC ใช้สู้กับ DisSea มายิง Chief เลยใช้โอกาสนี้สู้กับรถถังยักษ์เพื่อพิสูจน์ตัวเอง จนชนะและได้เข้าพบกับหัวหน้าสูงสุดของ Drifter Camp คนปัจจุบัน Julien นั่นเอง
เพิ่มเติม
-K.K. ขอแยกทางออกไปก่อนเพราะเจอ Che

ยังไม่ทันไปไหนไกล Underground เข้าโจมตี Julien จึงเริ่มกดใช้กลไกต่างๆ ของ Drifter Camp ในการกำจัดมาเนีย รวมถึงสั่งให้ Taran ที่ติดตามมาให้มอบแผนที่ผังเมือง Drifter Camp ให้ Chief เพื่อที่จะได้ไปตรวจสอบโดยไม่ต้องมีใครนำทางได้
ในขณะเดียวกัน K.K. ที่ได้เจอ Che หลังจากหาไม่เจอมาครึ่งปี กำลังหนีตายจาก Underground อยู่ Parma เองก็มาด้วยเช่นกัน โชคดีที่ Chief ได้เข้ามาช่วยได้ทัน Che เองก็ได้บอกข้อมูลที่สำคัญไว้กับ Chief ว่า Parma เกี่ยวข้องแถม Corpus ตัวนี้ซ่อนตัวเก่งมาก และตำแหน่งที่ Chief ควรไปตรวจสอบ
เพิ่มเติม
-Julien เหนื่อยใจมากที่ Chief บอกว่าอาจจะเป็น Corpus จริงๆ Julien เลยนึกถึงเหตุการณ์ BR-002 ที่เกิดขึ้นที่นี่เมื่อ 8 ปีก่อน
-Chief ตอนได้พักสารภาพว่า ข้าวมื้อที่กินล่าสุดคือข้าวเย็นของเมื่อวาน (อดข้าวครบ 28 ชั่วโมง) กินแค่ไก่ย่าง เต้าหู้ กับเนื้อแผ่น (มีแต่โปรตีนเพิ่มพลังงาน...) แถมนอนครั้งล่าสุดคือ เมื่อวานตอนบ่าย ตอนที่สลบแกล้งตายในโลงศพ (นอนไปไม่กี่ชั่วโมง)
-ร่างกาย Chief แย่มาก กินข้าวไม่รู้รสแล้ว ตอนดื่มกาแฟเลยใส่น้ำตาล 10 ก้อน เลียนแบบ Julien ซึ่ง Chief บอกว่าอร่อย (ติดหวาน...)

สถานการณ์ภายใน Drifter Camp ไม่ดี Julien เริ่มประกาศให้ทุกคนอพยพหนีออกไป ชาว Underground ใช้มาเนียพูดสร้างความกลัวให้ทุกคนจนเหตุการณ์วุ่นวาย จน Chief สั่งให้ Hecate กับ Hella ออกไปด้านนอกพร้อมผู้อพยพ หาทางติดต่อ Nightingale เพื่อบอกสถานการณ์ทั้งหมด ติดต่อ 9th Agency ก็ได้ FAC ก็ดี แต่ห้ามให้คณะกรรมการบริหารเข้ามายุ่งเด็ดขาด
Chief ขึ้นไปที่ห้องสั่งการที่ Julien ยังคงนั่งประกาศบอกให้คนอพยพอยู่ แล้วแย่งไมค์เพื่อพูดออกโทรทัศน์ โกหกว่า Zoya จะมาเพื่อให้ทุกคนมีความหวัง ให้สามารถใช้อารมณ์เชิงบวกสู้กับมาเนียที่พุ่งสูง แล้วเรียกหา Corpus ซ้ำๆ จน Corpus ยอมปรากฏตัว พุ่งเข้าห้องสั่งการเพื่อทำร้าย Chief เริ่มสู้กับ Corpus เห็นพระจันทร์แดงเป็นครั้งแรก แต่แล้ว Hecate ก็โผล่เข้ามาในห้อง ทำให้ Corpus หันไปโจมตี Hecate แทน
Chief รีบใช้ Shackle ตัวเอง ตัดสินใจกิน Corpus ตัวนี้ แต่แล้ว Shackle ของ Chief ก็กลายเป็นสีน้ำเงินที่ Chief เองก็ไม่รู้จัก Chief ทรมานมาก Shackle สีน้ำเงินนี้พุ่งเข้าทำร้ายจิตสำนึกของ Chief ละลาย Shackle สีแดงของ Chief จนหายไปหมดสิ้น เหตุการณ์ไม่คาดฝัน ห้องสั่งการยื้อไม่ไหวแล้ว พังจนถล่ม Chief ร่วงหล่นลงไป กระแทกสิ่งปลูกสร้างต่างๆ จน Chief ปางตาย
เพิ่มเติม
-Che รู้จัก Underground เป็นอย่างดีเพราะรู้วิธีรับมือและหลอกพวก Underground
-Che เพิ่งโดน Chief ตรึง Shackle ตรงนี้เพื่อควบคุมค่ามาเนียที่พุ่งสูงจนสลบไปแล้ว
-Chief ได้สัมผัสความตายจาก Oak Casket เป็นครั้งแรก
-Shackle สีน้ำเงินคือ Rule ที่ Paradeisos สั่งใช้งานเอาไว้ก่อนหน้านี้

Corpus ตามลงมาเพื่อจะฆ่า Chief ให้ได้ Oak Casket จึงได้ช่วยสู่จนกำจัด Corpus ได้ แต่น่าแปลกที่ Chief กลับไม่ได้กินอะไรเข้าร่างมาเลย
เพิ่มเติม
-Corpus ยังไม่ตายจริง ตรงนี้ Chief ไม่รู้

Chief ลงไปที่จุดพักเหมือง W-31 พร้อมกับทีมงานของ Rustfire เห็นตราสัญลักษณ์ของ Nirvana ที่กระจายไปตามเครื่องจักร เห็นสภาพเหมือง ได้ไปเจอกับ Raven ผู้อธิบายตอบคำถามเกี่ยวกับเหมืองนี้เพิ่มเติม อีกทั้งยังเป็นคนพา Chief ลงไปที่จุดขุดแร่ Hypercube ที่ในตอนนี้กลายเป็นแอ่งน้ำมาเนียที่ยังคงสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะค่ามาเนียจากท่อนล่างของ Corpus สูงมากตามที่ Chief คาดคิดไว้ แถมก็สูงและลึกจนไม่สามารถเข้าไปกำจัดได้แน่นอน Chief กลับไปวางแผนใหม่ ตัดสินใจที่จะออกไปล่าท่อนบนของ Corpus ใหม่อีกครั้ง โดยทิ้งให้ Hecate กับ Hella อยู่กับ Rustfire
เพิ่มเติม
-Taran ในตอนนี้ค่อนข้างนับถือ Chief แล้ว จากตอนแรกที่ไม่ยอมรับ ไม่ยอมฟังคำสั่งของ Julien ที่ให้ดูแล Chief
-BR-002 ถูกแยกออกเป็น 2 ท่อน Chief เลยสันนิษฐานว่าที่ไม่สามารถตรวจจับมาเนียที่ท่อนบนของ Corpus ได้เกิดจากการที่ Corpus กินมาเนียเข้าไปแล้วส่งพลังไปรวมกันที่ท่อนล่าง

ณ ช่องแชทของ Paradeisos
EDGE-03: ตรวจพบความเคลื่อนไหวผิดปกติที่ซาก BR-004 ยืนยันว่ากำเนิดมาจาก Corpus 02 ที่สงบมานาน 9 ปี
EDGE-07: ตามที่คาดไว้ จากการสังเกตการณ์ของ X BR-002 ไม่ได้ถูกกำจัดทั้งหมด Corpus 02 ได้รับความสามารถใหม่ คือการล่องหน ระดับความเสี่ยงของมันเกินกว่าเกณฑ์ที่รับได้
EDGE-03: มีการเคลื่อนไหวจาก Underground รึเปล่า? Shepherd ของพวกเขากิน BR-002 พลาดในปี N.F.104 แล้วตอนนี้พวกเขาอาจจะเปิดเผยตำแหน่ง เธอคนนั้น(Shepherd ของ Underground)ชอบ Corpus 02 มาตลอด
EDGE-04: 9th รายงานความเคลื่อนไหวที่เพิ่มขึ้นของศัตรู แต่ยังไม่ทราบเป้าหมาย ถ้า Shepherd ของ Underground ปรากฏตัว เธอต้องถูกหยุดไว้ให้ได้ พวกเราจะปล่อยให้เธอมีพลังมากกว่านี้ไม่ได้ ความเสี่ยงสูงเกินไป แล้วค่ามาเนียในฝั่งตะวันตกเป็นยังไงบ้าง? โอกาสเกิด Black Ring อีกอันจาก Corpus 02 มีมากน้อยแค่ไหน? สภาเมืองพลาดอย่างมากที่ให้กฎการจัดการเขตตะวันตกผ่าน การตัดสินใจนั้นไม่ได้ตั้งอยู่บนเหตุผล แต่เป็นการกระทำผิดที่เกิดจากความเห็นแก่ตัว
EDGE-07: กำลังจะบอกว่าเราควรใช้ Purge Order งั้นเหรอ?
EDGE-04: ไม่งั้นมีวิธีไหนที่จะควบคุมความเสี่ยงนี้ได้อีก? นี่คือเหตุการณ์เสี่ยง Black Ring ครั้งใหญ่ที่ 2 ของฝั่งตะวันตกในระยะเวลาปีเดียว ครั้งแรกเป็นแก๊งอันตพาล ครั้งนี้เป็น Rustfire จากทรัพยากรที่มีอยู่ในปัจจุบัน เราจัดการ Underground ที่แทรกซึมอยู่ในฝั่งตะวันตกไม่ได้ ทำให้ที่นั่นกลายเป็นพื้นที่เอื้อต่อการเกิด Black Ring ของ Underground
EDGE-03: ตัวแทนจากฝั่ง Eastside และสมาชิก Paradeisos หลายๆ คนได้ส่งยื่นคำร้องเพิ่มเติม พวกเขากังวลเรื่องสถานการณ์ในฝั่งตะวันตกที่ทรุดลง และต้องการสกัดกั้นก่อน เพื่อไม่ให้ลุกลามเป็นหายนะครั้งใหญ่กว่าเดิม
Shalom ที่อ่านแชทอยู่ เริ่มคำนวณในใจทันทีว่า ฝั่งตะวันตกมีประชากร 6.5 ล้านคน ไม่ถึง 3 แสนคนที่เกี่ยวข้องกับแก๊งอันตพาล และน้อยกว่า 1 แสนคนที่สามารถทำให้เกิด Black Ring ได้ และน้อยกว่า 2 แสนคนที่จะได้รับผลกระทบจากรัศมีของ Black Ring ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่ Paradeisos พร้อมจ่ายเพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งที่เรียกว่า ‘ความเสี่ยง’ รวมถึงความเสียหายที่ Paradeisos กำลังจะสร้างขึ้นนั้น สร้างอันตรายมากกว่าสิ่งที่ Black Ring เคยทำไว้ซะอีก ทั้งที่อ้างว่าเกลียด Black Ring นัก
เพิ่มเติม
-Purge Order ถ้าแปลตรงตัวคือ คำสั่งกวาดล้าง แต่ในเกมนี้จะสื่อถึงการใช้ ฝนสีคราม ในการกำจัดมาเนียเป็นขั้นตอนแรก ขั้นตอนถัดๆ ไปอาจจะน่ากลัวกว่านี้มาก

EDGE-07: ก็จริง ไม่ต้องห่วงเรื่องจำนวนประชากรเพราะตัวเลขค่อนข้างคงที่ สามารถใช้โอกาสนี้ยกระดับมาตรฐานของเมืองนี้ได้ด้วย การเสียสละครั้งนี้อยู่ในขอบเขตการสูญเสียที่รับได้ ปัญหาที่แท้จริงคือ... ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่ Corpus 02 พัฒนาจนมีพลังล่องหน อาจจะอยู่ที่ฝั่งตะวันตก หรือที่ไหนก็ได้ในเมือง คาดเดาไม่ได้เลย
Shalom บ่นในใจว่า เคยชินกับการหลอกตัวเองว่าทุกอย่างเป็นการเสียสละ หลอกทุกคนว่าทำเพื่ออนาคตที่ดีกว่า ต้นทุนที่เสียไปแล้วกลับยิ่งตอกย้ำให้ยึดติดกับมุมมองของตนเองมากขึ้น
EDGE-03: เวลาจะหมดลงแล้ว ความเสี่ยงสูงเกินไป จะปล่อยให้ Underground แข็งแกร่งขึ้นไม่ได้ เราไม่รู้เลยว่า Shepherd นั่นใกล้ถึงต้นกำเนิดแค่ไหนแล้ว ...เพื่อมนุษยชาติ เพื่อยืนหยัดสู้กับศัตรูที่ยิ่งใหญ่ที่สุด พวกเราต้องใช้เหตุผล เป็นเพียงหนทางเดียวเท่านั้น
Shalom บ่นในใจต่อว่า สิ่งเดียวที่สืบทอดกันมาคือตรรกะไร้ความเป็นมนุษย์และเหตุผลที่เย็นชา จุดเริ่มต้นและเป้าหมายบิดเบี้ยวไปเพราะความกลัว กลัวต่อความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจนปิดกั้นโอกาสที่จะได้ก้าวไปอีกขั้น แต่แน่นอนว่า Shalom จะไม่มีวันพูดความคิดเหล่านี้ออกไป(พูดก็โดนบึ้มสิ…) เครื่องมือไม่มีสิทธิ์ตั้งคำถามต่อคำสั่ง ถ้าการเตือนภัยระดับ 6 ดังขึ้นคงหายนะ ในฐานะ Hush แล้ว จะไม่มีวันยอมรับความผิดพลาดไร้สาระแบบนั้น
Shalom ยกมือขึ้นมาแตะที่ Schorl ด้วยนิ้วชี้อย่างไร้อารมณ์ Schorl สั่นและเริ่มสแกนระดับ 1 ตั้งแต่หัวถึงเท้าทันที การกระทำนี้เป็นความไร้เหตุผลที่ระดับต่ำที่สุด Shalom เริ่มใช้วิธีการนี้ได้ไม่นานนัก เพื่อทดสอบระบบตรวจวัดความเสี่ยง แต่ในปัจจุบันทำเพื่อฆ่าเวลา แม้ว่าสิ่งที่ทำเพื่อความบันเทิงจะไม่น่าสนใจก็ตาม
Schorl ยังคงชม Shalom ออกมาว่ายอดเยี่ยม แต่ถ้าครั้งหน้าเหม่อคิดอะไรอยู่ โปรดควบคุมพฤติกรรมทางกายที่ไม่จำเป็น มันอาจก่อความผิดพลาดของระบบได้
เพิ่มเติม
-จุดนี้ยืนยันชัดเจนว่าการสแกน Shalom ของ Schorl มีถึง 6 ระดับ ระดับ 4 ก็ว่าแย่แล้ว 6 คงไม่เหลืออะไร

EDGE-03: ด้วยเหตุนี้ คุณจึงได้รับภารกิจรอง สังเกตการณ์ต่อไปโดยใช้ Rebel Schorl จะเป็นผู้กำหนดจังหวะที่เหมาะสมที่สุดในการเผชิญหน้ากัน Paradeisos จะบังคับใช้ Rule เต็มรูปแบบเพื่อกวาดล้างทั้ง SHP-13 และ Corpus ของ BR-002 เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ในฐานะทรัพยากรซึ่งใกล้เสื่อมสภาพ แต่นี่คือบทบาทสุดท้ายและยิ่งใหญ่ที่สุดที่ SHP-13 จะถูกใช้งาน
Shalom คิดในใจว่า ก็ตามที่คาดไว้ว่า Shalom คือคนที่ต้องไป แต่นั่นก็ดี ทุกอย่างจะได้ง่ายขึ้น แล้ว Shalom ก็หัวเราะลั่น จน Schorl ต้องลอยสูงขึ้น (ไม่กี่เซน) แล้วสแกนระดับ 3 เนื่องจาก HUSH-X แสดงอารมณ์ที่ไม่จำเป็น Shalom ปล่อย Schorl สแกนด้วยแสงสีฟ้าหัวจรดเท้าไป แล้ว Shalom ถึงเริ่มตอบแชท
X: รับทราบ ด้วยการเดิมพันที่สูงของปฏิบัติการนี้ ฉันขอสรุปให้ชัดเจนอีกครั้ง ว่า ไม่ว่าแนวทางจะเป็นการกำจัดต้นตอของ Black Ring เพื่อบังคับใช้ Purge Order หรือ ใช้ SHP-13 เพื่อกำจัด Corpus 02 เป้าหมายของเรามีเพียงหนึ่งเดียวคือหยุดยั้งการกลับมาของ BR-002 ดังนั้นหัวใจของปฏิบัติการนี้ คือการเผชิญหน้ากับภัยคุกคามสูงสุดของ Paradeisos นั่นคือ Shepherd ของ Underground โดยไม่คำนึงถึงต้นทุน ถูกต้องหรือไม่?
EDGE-03: ถูกต้อง แต่ฉันไม่เชื่อว่าคุณจะสบายใจกับราคาที่ต้องจ่าย แล้วครั้งนี้คุณมีแผน ‘ปรับแก้’ ในครั้งนี้ไหม?
X: ค่าใช้จ่ายเป็นเรื่องรอง ความจำเป็นของ Paradeisos สำคัญกว่า ถ้านับต้นทุนทุกอย่างถือว่าสมเหตุสมผลถ้าสามารถหยุดภัยจาก Shepherd ได้ แต่การตั้งรับอย่างเดียวทำให้เราไม่มีวันยึดการควบคุมได้ และนี่จะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่จะได้เห็น Black Ring ความสามารถในการหลบซ่อนของพวกเขาทำให้เราเสียเปรียบเสมอ อย่างไรก็ตาม นี่คือโอกาสที่จะทดลองกลยุทธ์ที่กล้าขึ้นแต่ยังมีประสิทธิภาพ นั่นคือการจุดชนวนให้ BR-002 ปะทุ เพื่อใช้เป็นเหยื่อล่อ Shepherd ของ Underground ออกมา แล้วเราจะได้กำจัดนางได้ ฉันจะรับผิดชอบรายละเอียดทั้งหมดเอง ไม่จำเป็นต้องเพิ่มทรัพยากรหรือค่าใช้จ่ายใดๆ สิ่งเดียวที่ต้องการจาก Paradeisos คือคำยืนยันว่า การกำจัด Shepherd ของ Underground สอดคล้องกับเป้าหมายของคุณจริงหรือไม่?
เพิ่มเติม
-Moonlight Sonata บรรเลงขึ้นตอนที่ Shalom หัวเราะ ยิ่งเป็นการเน้นย้ำว่า เพลง Moonlight Sonata สื่อถึงเปลือกนอกที่ว่างเปล่า

Shalom นึกถึงคำถามของ Chief ที่ถามว่า “สิ่งที่ฉันถามคือ เธอต้องการอะไร?” แล้ว Shalom ถึงตอบในใจตอนนี้ว่า
‘สิ่งที่ฉันต้องการน่ะเหรอ? ก็เธอน่ะสิ ฉันดีใจที่เห็นว่าเธอยังคงความเฉียบคมเหมือนเดิม หากตัวเธอในอดีตยังอยู่ เธอก็คงรู้สึกโล่งใจไม่ต่างจากฉันเช่นกัน’
Shalom มองไปที่ช่องแชท มองเหล่าผู้ปฏิบัติการไร้ใบหน้าของเหล่า Hush ที่อ้างตนว่าเป็นผู้ชอบธรรม ก่อนจะยิ้มออกมาพร้อมคิดว่า
‘ฉันมีเวลาเหลืออีก 6 เดือน มาตามหาคำตอบที่แท้จริงกันเถอะ’


Chief ออกไปที่ Syndicate เห็นสภาพบ้านเมืองที่วุ่นวาย วางแผนก่อกวนคณะกรรมการบริหาร (ตั้งใจก่อกวนให้กระทบถึง Nirvana) โดยให้ Rust เป็นคนดำเนินแผนการให้ อีกทั้งยังได้เข้าช่วยเหลือกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งให้ปลอดภัย ในกลุ่มนั้นมี Shepherd ของ Underground ที่ปลอมตัวมาเป็นยายแก่คนหนึ่งเนียนอยู่ ร้องขอความช่วยเหลือจาก Chief ทำให้ Shepherd จาก Underground ได้กุมมือ สัมผัสตัว Chief โดยตรง

X: สวัสดี
X: ควบคุมสถานการณ์ไม่อยู่อีกแล้วใช่ไหม?
ผู้อำนวยการ Nirvana: คือ…ยังไม่ได้รายงานเบื้องบนไป คุณไม่จำเป็นต้องมา
X: ก็ดี ฉันกำลังจะไป แค่ได้รับข่าวมาว่า Shepherd ของ Underground เปิดเผยตำแหน่ง ที่ฝั่งตะวันตก คงดีใจเนื้อเต้นน่าดูที่ได้เห็นความวุ่นวายมหาศาล
X: ว่าแต่เรื่องนี้ คุณลืมรายงาน หรือคุณยังไม่ทราบ?
ผู้อำนวยการ Nirvana: เอ่อ... คือ... เรื่องนั้น... ฉันไม่รู้ ฉันไม่ ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับพวกเขาทั้งนั้น บอก 9th Agency ทีว่าฉันไม่เกี่ยว... ฉันแค่อยากปกป้อง Hypercube เท่านั้นเอง พวกมันสำคัญกับ DisCity ที่สุด ฉันไม่ได้อยู่ฝ่าย Underground นะ!
X: ไม่เป็นไร ฉันรู้ว่าคุณไม่ได้อยู่ฝ่ายนั้น คุณแค่ต้องการทำตามเป้าหมายของตัวเอง และสร้างความผิดพลาดที่ใครๆ ก็สร้างได้ระหว่างทาง ทุกอย่างปกติดี หน้าที่ของฉันคือเก็บกวาดความผิดพลาดของคุณ เหมือนเหตุการณ์เมื่อ 8 ปีก่อน
X: เอาล่ะ ไปจัดการตกลงข้อเรียกร้องให้เรียบร้อย และขอความร่วมมือให้ข้อมูลกับฉัน หลังจากนั้นปล่อยที่เหลือให้เป็นหน้าที่ของฉันเอง
ที่หน้าจอของ ผู้อำนวยการ Nirvana แสดงภาพอะไรบางอย่างที่น่าตกใจ แต่แล้วเหตุการณ์ก็ตัดไป
เพิ่มเติม
-เหตุการณ์เมื่อ 8 ปีก่อน คือตอนที่ Shalom ทำภารกิจแรกในเหมือง W-31 ได้ใช้ Mark กับ Donald
-หลังจากเหตุ BR-004 ทำให้ Legion ที่เป็นกลุ่มอันพาลที่ใหญ่ที่สุดไร้อำนาจ บริษัทคู่แข่งของ Nirvana อย่าง Quinn (Eirene Campbell เป็นประธาน) ก็ถูกจับตามองโดยทั้ง MBCC และหน่วยงานรัฐบาล Nirvana จึงต้องการใช้โอกาสนี้สร้างอำนาจให้ตัวเอง
-ตรงนี้ได้รับการยืนยันว่า Nirvana ส่งคนของ Nirvana เข้าคณะกรรมการบริหารไป 7 คน
-การคุยกับ X (Shalom) เป็นการคอลคุย ซึ่งผู้อำนวยการ Nirvana พูดแทบไม่เป็นภาษาเมื่อคุยกับ Shalom เพราะความกลัวล้วนๆ
-ผู้อำนวยการ Nirvana คนนี้คือคนที่สั่งการเรื่องเหมือง W-31

ด้วยพลังมาเนียที่สัมผัสกัน ทำให้จิตของ Chief หลุดไปอยู่ที่ท่อนล่างของ Corpus 02 Chief ลองตรวจสอบด้วย Shackle แต่พลัง Shackle กลับกลายเป็นสีน้ำเงิน ทำให้ Chief สะดุ้งกลัวโดยสัญชาตญาณขึ้นมา Hecate และ Hella ที่ Chief ทิ้งไว้ที่ Drifter Camp อยู่ใกล้ๆ พอดี เลยให้ Hecate ช่วยกันกำจัด Corpus
เพิ่มเติม
-Rustfire ได้มีการรับสมัครสมาชิกใหม่ๆ เข้ามาด้วยหนังสือพิมพ์เล่าเรื่องฮีโร่ Chief
-Julien เป็นห่วงมากแม้ว่า Raven จะส่งนกไปกับ Chief แล้วก็ตาม เลยส่ง Taran ไปอีกคนตอนหลัง(ส่งไม้กันเป็นทอดๆ)
-Corpus 02 เคยโดน Shepherd Underground กินไปส่วนหนึ่ง พอเห็น Chief ที่มีพลังคล้ายคลึงกันเลยแค้นมาก
-Corpus 02 ชอบกินคนจาก Drifter Camp เพราะ Corpus ตัวนี้ถูกสร้างจากอารมณ์ของคนขุดเหมือง Drifter Camp ทำให้ชอบกลุ่มคนที่มีอารมณ์แบบเดียวกัน ความปรารถนาคล้ายๆ กัน


“Hush ต้องการตัวคนนี้ ที่เหลือกำจัดได้หมด ทำงานให้จบ เร็วๆ เข้า”
สิ้นเสียงการยิงปะทะเกิดขึ้นแบบทันที Chief ไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นมาเพราะตาลืมไม่ขึ้นแล้ว ท่ามกลางความวุ่นวาย Taran พยายามลาก Chief ออกอีกครั้งพร้อมเสียงร้องผสมมาเนียเหมือน Sinner แต่แล้ว Chief ก็โดนใครบางคนจับแยกและฟาดจนสลบไป
เพิ่มเติม
-Taran สู้จนติดเชื้อมาเนียแล้ว และกำลังจะกลายเป็น Sinner ในตอนท้ายได้กลายเป็น Sinner เต็มตัว
-โปรดจำตัวละคร Taran ไว้ดีๆ จะมีผลต่อตอนท้ายอย่างมาก และเหตุการณ์นี้ถือว่าสำคัญเช่นกัน
-เหตุยิงปะทะ คือเกมการเมืองของ Shalom ที่วางแผนไว้แล้วแต่แรก และใช้ใครคนหนึ่ง อาจจะเป็นกองของหน่วย HUSH ไม่ก็คนของคณะกรรมการบริหารที่แทรกแทรงมาฟาด Chief ให้สลบ
-สรุปสั้นๆ เหตุการณ์นี้ Shalom จงใจทำให้ Chief สลบ

‘มีคนสู้จนวินาทีสุดท้ายของชีวิต’
พลัง Shackle ของ Chief รั่วไหลจากมาเนียของ BR-002 กลายเป็นว่า ใครก็ตามที่ได้สัมผัส Chief จะได้รับพลังมาเนียของ BR-002 ไปใช้ ต่างจาก Sinner ที่ได้รับการตรึง Shackle ตั้งแต่แรกจะติดเชื้อมาเนียจาก BR-002 ผ่าน Shackle ทำให้สภาพ Sinner ไม่สู้ดีนัก รวมถึง Hecate ด้วย

X: พวกเขาจัดพิธีให้ด้วยสินะ ข่าวดังน่าดู มีคนเข้าร่วมเยอะใช่ไหม?
X: Rustfire ได้สมาชิกใหม่เท่าไหร่? ยืนยันตัวเลขที่ชัดเจนมา ให้หน่วยข่าวกรองข้อมูลช่วยกระจายข่าวรับสมัครสมาชิก Rustfire ด้วย
X: พวกเขารู้วิธีใช้ Shackle ด้วยเหรอ? ยอดเยี่ยมเลย
X: ยืนยันค่ามาเนียโดยเฉลี่ยของฝั่งตะวันตกด้วย
X: …. ยอดเยี่ยม
X: พวกเขายังตกลงกันไม่ได้ว่าจะทำยังไงต่อเหรอ? ยอดเยี่ยม
X: แผนต่อไป ถอนกองกำลังออกจากฝั่งตะวันตก ระดมกำลังทั้งหมดไปป้องกันเขตกั้นการปิดล้อม the Rust
X: ให้พวกเขาได้เหมืองไป 2 พื้นที่ ทุกอย่างใกล้จะจบลงแล้ว
X: ย้ายสำนักงานใหญ่คณะกรรมการบริหารภายใน 3 วัน และ ใส่รายชื่อที่ฉันเตรียมไว้… ลงในไฟล์ที่พวกเขาสามารถเจาะได้ด้วยความพยายามเพียงเล็กน้อย
X: งานของฉันที่นี่จบลงแล้ว ขอให้คุณโชคดี
เพิ่มเติม
-ทุกอย่างช่างยอดเยี่ยม x3…

วันที่ 23-26 เดือนมีนาคม พวกเขากำจัด FAC และเข้ายึดครองเหมืองที่ BR-002 และ BR-004 ได้สำเร็จ กำจัดคณะกรรมการบริหารและยึดครองสำนักงานใหญ่คณะกรรมการบริหารมาได้สำเร็จ ภายในสำนักงานใหญ่มีลิสต์รายชื่อสายลับและหลักฐานจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่ทรยศและฆ่า Chief ทำให้ Rustfire เริ่มไล่ล่าคนเหล่านี้เป็นระยะเวลา 3 วัน (26-29 มีนาคม)
หลังจากนั้นก็กลายเป็นความวุ่นวาย เหล่าสมาชิกใหม่ของ Rustfire ที่อ้างตัวว่าเป็น Rustfire เริ่มใช้พลังกันอย่างบ้าคลั่ง หลงในอำนาจพลังจนฝั่งตะวันตกวุ่นวายโกลาหลไปหมด Hecate ที่ตามหา Chief ไม่เจอ Rustfire(กลุ่มดั้งเดิม) ต่างก็พยายามดูแล ยื้อไม่ให้ Hecate ออกไปที่ Syndicate แต่ก็ไม่เป็นผล Hecate ออกไปตามหา Chief จนได้ Hella ตามไปเพื่อปกป้อง Hecate ที่ไร้สติจากเหล่าคนอ้างตนว่าเป็น Rustfire จนบาดเจ็บสาหัส โชคดีที่ Donald เข้ามาช่วยไว้ได้ทัน รับปากกับ Hecate ว่าจะช่วย Chief ให้ได้ Hecate ถึงยอมสงบลง
เพิ่มเติม
-ยิ่ง Hecate ใช้พลังก็ยิ่งโดนมาเนียปนเปื้อน ทรมานแต่เพื่อตามหา Chief แล้ว Hecate ไม่ยอมแพ้
-เข้าสู่ช่วงระยะเวลาที่เหล่า Sinner โดนกดขี่หนักมาก เพราะมนุษย์ทั่วไปได้พลังจาก Chief ที่นอนสลบคร่อกฟี้
-MBCC ตอนนี้วุ่นวายเพราะเหล่า Sinner โดนมาเนียจาก BR-002 ศูนย์วิจัย Ring จึงเข้าควบคุมดูแล MBCC ในตอนนี้

Shepherd จาก Underground ยื่นดอกไม้คริสตัลสีแดงให้ Julien บอกว่า Corpus 02 ตอนนี้ต้องการเสาหลักที่มั่นคงเพื่อไม่ให้มันเละเทะแบบนี้ เชื่อว่า Julien เป็นเสาให้มันได้เพราะ Julien คือหนึ่งในคนที่เห็นเหตุการณ์ทุกอย่างตั้งแต่ต้นกำเนิดของ BR-002
แน่นอนว่า Julien รับดอกไม้มา หยิบให้ดอกไม้ซึมเข้ามือ Shepherd Underground เดินกลับไปในซอกมืด Parma ยืนถือร่มรอรับอยู่ ก่อนจะไปก็บอก Julien ว่า “ถ้าได้เจอ Chief อีกล่ะก็ ฝากทักทายแทนฉันหน่อยนะ” Julien เข็นรถเข้าไปหา Corpus 02 เริ่มเข้าใจความรู้สึกของ Corpus 02 ได้ยินเสียงอดีตจากทั้งของตัวเองและจากคนอื่นๆ ที่ Corpus 02 เคยกินเข้าไป Julien หลอมรวมร่างเข้าเป็นส่วนหนึ่งกับ Corpus ทำให้ BR-002 เกิดขึ้นมาอีกครั้ง
เพิ่มเติม
-Shepherd จาก Underground บ่นว่า ตอนแรกที่ BR-002 เกิดมา มันบริสุทธิ์งดงามมาก เสียดายที่ปล่อยให้กลายเป็นอิสระ ไม่งั้นคงไม่กินตะกละ เต็มไปด้วยความปรารถนาของผู้คนจนมาเนียไหลเยิ้มออกมาน่าเกลียดแบบนี้ ตอนนี้ไม่อยากได้ BR-002 แล้ว
-Chief ที่จิตหลุดจากร่าง เดินทางด้วยมาเนีย เห็นวินาทีที่ Julien รับดอกไม้ Chief เห็นดอกไม้แล้วรู้สึกหิว ตื่นเต้น แต่ก็กังวลและเกลียดดออกไม้ ปรารถนาอะไรบางอย่างแรงมากๆ จนแทบอ้วก ทั้งๆ ที่ดอกไม้นี้คือต้นตอหายนะทุกอย่าง แต่ Julien ยังคงรับมันไว้ พยายามใช้ Shackle ห้ามไว้ แต่ Chief กลับโดน Shackle บางอย่างที่คุ้นเคย แต่แข็งแกร่งกว่า Shackle ของ Chief 10 เท่าสวนกลับมาแทน Chief ไม่เห็นอีกฝ่ายว่าเป็นใครแต่ได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ จากอีกคน(สรุปง่ายๆ Chief ไม่แพ้เสียงในหัว)
-Donald พยายามเข้ามาห้ามไว้ตอนท้ายสุดแต่ไม่ทัน
-คนที่ได้รับพลังมาเนียจาก BR-002 กลายเป็นส่วนหนึ่งของ BR-002


ในเดือนเมษายน N.F. 113 Adrian (ผู้บังคับบัญชา FAC) สั่งใช้งานระเบียบปฏิบัติฉุกเฉิน ย้ายกองกำลังหลักจากฝั่ง Eastside มาอยู่ที่ฝั่งตะวันตก เตรียมเปิดใช้งานฝนสีครามทั่วทั้งเมือง ทำให้การเงินของ DisCity ย่ำแย่ลงไปอีก จนถึงตอนนี้ Paradeisos ก็ยังตามหา SHP-13 ไม่เจอ
ในเดือนมิถุนายน N.F. 113 การต่อสู้เพื่อแย่งชิงการควบคุม BR-002 ได้เข้าสู่ภาวะชะงักอย่างตึงเครียด ในขณะเดียวกัน ปฏิบัติการลับก็กำลังดำเนินอยู่อย่างลับๆ
เพิ่มเติม
-ในเนื้อเรื่องส่วนนี้ยังไม่มีการเปิดเผยชื่อผู้บังคับบัญชา FAC แต่เนื้อเรื่องปัจจุบันจริงๆ ทราบแล้ว ว่าชื่ออะไร ทางทีมแปลขอใส่ชื่อตรงๆ เพื่อเรียกง่ายๆ อ่านได้ที่ Shattered Blade (จิ้ม)

Shalom ไม่ตอบอะไร รู้ดีว่าภารกิจนี้เจอภัยอันตรายหลายครั้งแล้ว แต่ก็เป็นเรื่องปกติของปฏิบัติการลับในครั้งนี้ หากไม่ใช่เพราะความขี้สงสัยที่ 9th Agency หยิบยกขึ้นมา บีบบังคับให้ Paradeisos ต้องแอบแต่งตั้ง HUSH มารับหน้าที่ควบคุมปฏิบัติการนี้อย่างลับๆ การปิดบังเรื่องนี้เอาไว้ก็คงแทบเป็นไปไม่ได้ มีเวลาเหลือไม่มากแล้ว Shalom พึ่งพา Rebel อย่างเดียวไม่ได้ ต้องตามหาเป้าหมายด้วยตัวเอง Shalom ยังจำข้อมูลที่กระจัดกระจายตามพื้นได้ก่อนหน้านี้ ร่องรอยการตามหาอุปกรณ์การรักษา Hypercube นั่นเอง
*ฟิ้ว!*
ลูกกระสุนลูกหนึ่งถูกยิงพุ่งเข้ามาผ่านหมอกควันทะลุเกือบถึงตัว Shalom แต่ Schorl ใช้ระบบปัดป้องไว้ได้ทัน แถมวิเคราะห์อุปกรณ์แล้วยืนยันได้ว่าเป็นของ Rustfire แม้ว่ากระสุนจะเป็นของ Rustfire แต่เบื้องลึกเบื้่องหลังมันมีมากกว่านั้น ทั้งกลยุทธ์วิธีการสู้ จังหวะ เทคนิคต่างๆ มันทำให้ Shalom นึกถึงคนๆ หนึ่งอยู่ในใจ
เพิ่มเติม
-ทีมในครั้งนี้เป็นทหารที่เป็นมนุษย์หน่วยพิเศษ ใส่ชุดไม่ระบุกองกำลัง
-Schorl จะร้องแล้ว อยู่ๆ HUSH ที่ถนอมมาตั้งนาน จะพังตอนนี้ไม่ได้
-Rebel คือพลังมาเนียของ Shalom หาก Shalom ต้องการตรวจสอบมิติมาเนียหรือที่ใกล้เคียงก็ต้องใช้ Rebel เป็นผู้สังเกตการณ์(Rebel เหมือนเป็นประสาทรับรู้ Shalom เป็นสมองที่คิดคำนวณ)
-Shalom รู้อยู่แล้วว่า Matilda ซุ่มยิงอยู่

ในห้องนี้แสงสาดเข้ามาที่ตัว Chief ส่วน Shalom ยังยืนอยู่ในเงามืดจุดที่แสงส่องไม่ถึงข้างเตียง ไม่ได้ย่างกายไปยังพื้นที่แสงส่องแต่อย่างใด เธอจ้องมองร่างที่ถูกห้อมล้อมไปด้วยแสงจนดูบริสุทธื์ด้วยสายตาแน่นิ่ง
“ดูเธอสิ อ่อนแอมากเลย…”
“เป็นโอกาสอันน้อยนิด ขอให้ฉันได้เป็นคนทำสิ่งนี้เถอะ” Shalom ก้าวเดินไปหาร่าง Chief ที่นอนอยู่ อย่างช้าๆ
“ฉันมาหาเธอแล้วนะ Chief…”
“เธอผอมลงและซีดเซียวมากๆ ราวกับว่าการทำงานของ MBCC ที่ผ่านมา 6 เดือนเปล่าประโยชน์ เลขาที่แสนดีของเธอต้องเป็นห่วงมากแน่ๆ”
“ผมของเธอยาวขึ้นมากเลยนะ ทำให้ฉันนึกถึงครั้งแรกที่เราได้เจอกัน”
Shalom ลูบสัมผัสหน้าผากและแก้มของ Chief อย่างอ่อนโยน ดวงตาของ Chief ใต้เปลือกตายังคงขยับไปมา ราวกับติดอยู่ในความฝัน ไม่ว่า Shalom จะรอนานแค่ไหน Chief ก็ไม่มีทางตื่นขึ้นมา Shalom ลูบนิ้วมือของ Chief อย่างถนุถนอมอ่อนโยนไม่แพ้กับแก้ม ในครั้งนี้ไร้ซึ่งกำแพงบางๆ อย่างผิวผ้าที่กั้นระหว่างเราสองแล้ว และมือของทั้งคู่ต่างก็เย็นเฉียบ
“ฉัน...เป็นคนทำเรื่องทั้งหมดนี้เอง”
“ทั้งเรื่อง Black Ring การจลาจล รวมถึงเส้นทางของเธอ ทุกอย่างถูกคำนวณไว้หมดแล้ว ให้เราทั้งคู่มาถึง ณ จุดนี้”
“ได้ยินคำพูดของฉันรึเปล่า? หากได้ยิน เธอคงจะเกลียดฉันแน่ๆ... ได้โปรดกลับมาสิ ให้ฉันได้เห็นเธออีกครั้ง ฉันอยากให้เธอตื่นขึ้นมา”
เสียงของ Shalom เริ่มค่อยๆ เบาลงจนแทบจะกลายเป็นการกระซิบอยู่ที่ข้างหูของ Chief
เพิ่มเติม
-ในสอบสวน 1 ของ Shalom จากการเจอครั้งแรกในความทรงจำนี้ ที่ห้องสอบสวน Shalom จับมือ Chief กุมแน่นมากๆ แต่ตอนนั้นโดนบังคับให้ใส่ถุงมือในการสัมผัสโดนตัว

“อยาก Mark เหรอ?” Schorl ถามขึ้นมา
สีหน้าของ Shalom ไม่สามารถบอกอะไรได้เลย ว่ากำลังคิดอะไร ช่างลึกลับเกินกว่าที่มนุษย์ปกติจะเข้าใจ ซ่อนอยู่ในเงามืด ขณะที่เส้นสายของแสงสลัวคืบคลานขึ้นไปบนเตียง หนวดแสงเหล่านั้นโอบรัด Shalom ราวกับโหยหาจะสัมผัสผู้ที่นอนแน่นิ่งอยู่ตรงหน้า เส้นแบ่งระหว่างแสงสว่างกับความมืดเลือนรางลง เส้นสายใยแห่งแสงเหล่านั้นกลายเป็นแสงที่สว่างที่สุดในห้อง ทะลุผ่านหน้าต่าง ตัดผ่านประตูที่เปิดกว้าง และในท้ายที่สุดก็ถักทอเข้าด้วยกัน เพื่อห่อหุ้มทั้งสองไว้ในรังไหมอันเจิดจ้า
Schorl แปลกใจที่ครั้งนี้ Shackle ไม่ต่อต้านตีกลับ แต่ Shalom ยังคงไม่ตอบอะไร มือของ Shalom ที่ยังคงกุมมือ Chief อยู่กุมแน่นไม่สั่นไหว Shalom จ้อง Chief ไม่วางตาราวกับถูกมนต์สะกดไว้
ที่ตัว Chief ยังคงมีมาเนียที่หลั่งไหลออกมา และมาเนียเหล่านี้พุ่งเข้าหาหนวดแสง แทบจะกลืนกินทั้งหมด Schorl รีบสั่งให้ Shalom ถอยออกจากมาเนียของ Corpus 02 แสงสีน้ำเงินทะลุผ่านตัว Shalom ทันที ที่ประตูด้านหลังเองก็ถูกเปิดออกเช่นกัน พร้อมสายฟ้าที่ช็อตใส่ ผลัก Schorl ทะลุออกหน้าต่างไป
เพิ่มเติม
-หนวดแสง เคยถูกใช้ในสอบสอน 2 ของ Shalom ที่จับ Chief คร่อมในห้องขัง Sinner ในตอนนั้น Chief ดิ้นเป็นปลาไหลพยายามหนีหนวดแสงมาก
-Shackle ของ Chief ในอดีต(ก่อนเสียความทรงจำ) ต่อต้าน Shalom อย่างหนัก เพียงแค่สัมผัสตัวก็โจมตีสะท้อนกลับ แต่ครั้งนี้ยอมรับการสัมผัสจาก Shalom
-Shalom เองก็มี Rule ด้วยเช่นกัน ทำให้มี Shackle สีน้ำเงินทะลุขึ้นมา

‘ในที่สุด’
Shalom คิดในใจ เธอปล่อยมือ Chief และลุกขึ้นยืน แสงสีฟ้าที่ล้อมรอบตัวหายไปพร้อมกับ Schorl ที่หายไปด้วย เหลือไว้เพียงรอยไหม้ตามผิว ซึ่ง Shalom ไม่สนใจแม้แต่น้อย ราวกับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่เป็นเพียงการแสดงเท่านั้น Shalom หันไปยิ้มให้ผู้แอบมองที่เข้ามาขัดการแสดงของ Shalom เห็นได้แน่ชัดว่า Donald มาด้วยความรวดเร็วเพราะแสงจ้าที่เกิดขึ้นในห้องนี้ อัปเดตข่าวกันไวมากจริงๆ ใบหน้าของ Shalom เต็มไปด้วยรอยยิ้มอันพึงพอใจ
ชายสวมชุดคลุมโพล่งเข้ามาในห้อง กล้ามเนื้่อเกร็ง สายฟ้าไหลเวียนอยู่ที่อาวุธของเขา ชี้ตรงมาที่ Shalom
“ถอยไปซะ อย่าแม้แต่จะคิดใช้พลังนั่น ...อึก!!”
แสงสายฟ้าที่ส่องสว่างแตกสลายลงภายใต้แรงกดทับของความพิศวงที่จับต้องไม่ได้ เศษเสี้ยวพลังเฮือกสุดท้ายของ Donald ถูกใช้เพื่อพุ่งเข้าใส่ Shalom อย่างดื้อดึง ก่อนจะสลายหายไปในอากาศ Donald โดนสิ่งที่มองไม่เห็นตรึงเอาไว้ อาวุธร่วงหล่นจากมือดังแกร๊ง
เพิ่มเติม
-Shalom ใช้หนวดแสงของตัวเองจับตรึง Mark ควบคุม และดึงพลังของ Donald ไป

“กลัวเหรอ? นายควรจะรีบลงมือฆ่าฉันในตอนที่ยังมีโอกาสแท้ๆ 9 ปีที่ใช้พลังไม่ได้คงทรมานน่าดูเลยนะ นายรู้อะไรไหม ถ้านายยอมปล่อยวาง เลิกเกลียดฉันแล้วคุยกับฉันดีๆ สักหน่อย นายคงไม่ต้องมากังวลว่าฉันจะควบคุมนายขนาดนี้หรอก นายยังมีชีวิตแถมอยู่ดีกินดีขนาดนี้ ต้องขอบคุณฉันนะ นายไม่คิดแบบนั้นเหรอ?”
Shalom พูดออกมาพลางมอง Donald ที่ถูกตรึงไว้กับพื้น
“ไม่ได้เจอกันนานนะ ตัวแทนจาก Inner Bay หรือจะเรียกว่า... หัวหน้าของ Rustfire ดีล่ะ?”
ดวงตาของ Shalom ยิ้มตามปาก รอยยิ้มที่ทำให้ Donald ขนลุกซู่ รู้สึกเหมือนปลุกความทรงจำอันเลวร้ายขึ้นมาอีกครั้ง จนต้องเกาแขนกลบอาการขนลุก
“ไม่ๆๆ เราไม่ควรเจอกันอีกเลยน่าจะดีกว่านะ เธอช่วยหันหลังกลับไปหน่อยได้ไหม? ห้องพักผ่อนอันแสนเรียบง่ายของฉัน คงไม่คู่ควรกับคนอย่างเธอหรอก นังอสุรกายน่ากลัว!”
ตอนนี้ไม่ใช่เวลามารำลึกอดีต Donald กำหมัด สายฟ้าเริ่มไหลเวียนอีกครั้ง อ่างเหล็กที่อยู่ใกล้ๆ ถูกเหวี่ยงใส่ Shalom หลบง่ายๆ ดวงตามีสามเหลี่ยมกระพริบอยู่แล้ว Donald ก็ร้องอวดครวญเจ็บปวด ราวกับว่าเขาโดนอะไรบางอย่างกระแทกทุบให้ติดอยู่กับพื้น
เพิ่มเติม
-Donald มีอาการ PTSD จากการโดนคุมโดย Shalom ในอดีตมากๆ

“วิ่งไปเลย.. พาเธอหนีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้านายโดนเจออีกล่ะก็ ทุกอย่างจบแน่”
“นี่เธอ...” Donald พูดพลางหันกลับมามอง Shalom ร่างที่นอนจมกองเลือด สยดสยอง… แต่ก็ต้องรีบไป ไม่มีเวลามาลังเลแล้ว ก่อนจะกรี๊ดออกมาแทบไม่เป็นภาษา
“ว๊ากกกกกกก ขนลุกๆๆ!! ผีหลอกกก!!!! อ๊ากกกกกกก” Donald รีบจับตัว Chief ให้ดีแล้ววิ่งป่าราบ 4x100 ยิ่งกว่าแบกโอ่งหนีผีปอบ
เพิ่มเติม
-Matilda เป็นคนยิง
-เสียงซาตานในหัว Donald ชั้นดี

“สถานการณ์ตอนนี้ชัดเจนว่าพวกเราติดอยู่ในคาถาพื้นที่อะไรบางอย่าง น่าจะเกี่ยวข้องกับ Underground คนที่โจมตีพวกเราเป็น Sinner ทั้งหมด ความเสียหายที่ได้รับต้องใช้เวลานานมากในการรักษา ฉันไม่ควรจะให้คุณมาอยู่แถวหน้าแบบนี้เลยจริงๆ พฤติกรรมล่าสุดของคุณทำเกินไปอย่างมาก เมื่อเรากลับไป เราต้องให้คุณเข้ารับการตรวจสอบและประเมินอย่างละเอียด คุณต้องระวังตัวให้มากกว่านี้ X คุณไม่เพียงแค่เป็น HUSH ที่ยอดเยี่ยม คุณเองก็เป็นเป้าหมายที่สำคัญในการโดนโจมตีเช่นกัน หากมีความเป็นไปได้หรือได้ยินแม้แต่เสียงกระซิบว่าคุณอาจถูกแทรกแซงหรือถูกควบคุมล่ะก็ ฉันคงต้องบังคับใช้มาตรฐานการฉุกเฉินเพื่อกำจัดคุณ ณ วินาทีนั้น ซึ่งฉันอยากจะแยกจากกับคุณดีๆ ในตอนที่ระยะเวลาการใช้งานของคุณจบลง”
Shalom ยิ้มออกมา บาดแผลที่คอทำให้ Shalom พูดออกมาไม่ได้ แค่หายใจก็มีฟองเลือดฟ่อดๆ ไหลทะลักออกมา(ก็น่าให้ Donald กลัวอ่ะ) ทำให้ Shalom อ่อนแรงลง ถึงอย่างนั้น Shalom ก็ผ่านพ้นช่วงอันตรายนี้มาได้
‘จากนี้ไป ชายคนนั้น(Donald)คงจะระมัดระวังมากขึ้นอีก เขาปรับตัวเก่งอยู่แล้ว แต่ถึงอย่างนั้น ยังไม่เพียงพอ ต้องมีการป้องกันเพิ่มเติมให้กับเธอ(Chief)อีกหลายๆ ชั้น การป้องกันที่จะไม่สามารถถูกตรวจสอบได้…’ Shalom คิดในใจ
Shalom หลับตาลง ตอนนี้มุ่งเน้นการรักษาร่างกายดีกว่า แม้จะห่างไกลจากสนามรบ แต่เธอก็ทะนุถนอมช่วงเวลาที่หายากแบบนี้ ช่วงเวลาที่จะได้อยู่คนเดียวเงียบๆ เพื่อทบทวนตัวเองและฟื้นแรงกายใจ เมื่อวินาทีชี้ชะตาใกล้คืบคลานเข้ามา ความทรงจำที่เคยหลับใหลก็กลับมาส่องสว่างขึ้นอีกครั้ง และในบางครั้ง เธอปรารถนาจะหยุดเวลาไว้ เพื่อดื่มด่ำอดีตเหล่านั้น ขอเรียกมันว่า ‘ความฝัน’ แล้วกัน
เพิ่มเติม
-Shalom ไม่สามารถฝันได้
-Shalom ต้องการหา Sinner หรืออะไรก็ได้ที่สามารถมาปกป้อง Chief เสริมกำลัง Donald และกลายมาเป็นว่า Shalom ไล่จับ Coquelic ในอนาคตแต่ได้ Rahu(วงจรอุบาท)
-‘ความฝัน’ ในความหมายของ Shalom ตรงนี้ คือการนึกทบทวนถึงความทรงจำในอดีตที่รู้สึกดีในชีวิตนี้ แต่อยู่ในฐานะ HUSH เลยอยากตีตัวเป็นแบบมนุษย์ปกติคนหนึ่ง ที่สามารถพักจากความเหนื่อยล้า แล้วมีความฝันในตอนที่หลับตาลงได้ ไม่ว่าฝันนั้นจะออกมาดีหรือแย่ก็ตาม

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━
ย้อนไปในอดีต(ภายในหัวของ Shalom ตอนนี้)
‘ฉันถูกหล่อหลอมให้กลายเป็นเพียงเครื่องมือเพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติ ความปรารถนาถูกพรากจากไป ความหุนหันถูกลบล้าง เหลือเพียงตัวตนที่ถูกบังคับให้มั่นคง เย็นชา และมีเหตุผล’
‘หัวใจของฉันถูกตัดขาด แปรเปลี่ยนเป็นตัวตนประหลาดแปลกปลอม’
‘ถูกจองจำด้วยพันธนาการที่ไม่อาจต่อต้าน’
‘ถูกเนรเทศไปยังดินแดนที่มนุษย์ยังหวาดหวั่นจะก้าวไป’
‘ถูกขับไล่สู่ห้วงแห่งความว่างเปล่า’
‘มัน(Rebel)ถูกกำหนดหน้าที่ให้เฝ้ามองมาเนียที่ก่อตัวอยู่ในห้วงลึกอันห่างไกลจากโลกความเป็นจริง เพื่อเสาะหาคำตอบที่แท้จริงของมนุษยชาติ คำตอบที่ไม่มีผู้ใดเคยเอื้อมถึง…’
‘ผ่านรอยแยกนั้น ฉันเฝ้ามองความเจ็บปวด ความเดือดดาล การดิ้นรน และเสียงคร่ำครวญของมัน(Rebel)วันแล้ววันเล่า…’
‘เห็นมัน(Rebel)กดขี่พวกเดียวกันของตัวเอง(ตัวตนมาเนีย)อย่างวิปลาส ทว่าสิ่งเหล่านั้นไม่อาจทำให้ฉันมีความรู้สึกอะไร เพราะฉันไม่มีหัวใจให้รับรู้ความเจ็บปวดอีกต่อไป’
‘ฉันยังนับว่าตัวฉันเป็นมนุษย์ได้อยู่หรือเปล่า?’
‘คงไม่แล้ว… ’
‘ฉันผ่านการปลูกฝังเหตุผลต่างๆ จนกลายเป็นเพียงเครื่องมือของมนุษยชาติ เมื่อถึงวันที่ร่างกายถึงขีดจำกัด เมื่อฉันเริ่มไม่น่าไว้วางใจ เครื่องมือชิ้นใหม่ก็จะถือกำเนิดขึ้นมาแทนที่ ฉันเข้าใจตรรกะนี้ดี ความถูกต้องของวัฏจักรนี้’
‘อารมณ์ที่สั่นไหวเพียงเล็กน้อย หรือความลังเลที่ยังตกค้าง ล้วนจะถูกอธิบายด้วยเหตุผล และท้ายที่สุดก็จะถูกเหตุผลดับความรู้สึกเหล่านั้นลงอย่างเป็นระบบ’
Shalom นึกถึงเหมือง W-31 พร้อมคนขุดเหมือง และ Christina
‘เหตุผลคือเกราะคุ้มกันที่ฉันได้รับมา จนกว่าจะมีอสูรอีกตนหนึ่งทำลายมันลง’
เพิ่มเติม
-ตลอดช่วงย้อนอดีตเป็นเพลง Moonlight Sonata
-Shalom ได้แต่มองหัวใจ(Rebel) ของตนเองที่ร้องไห้ทรมานอยู่ตลอด โดยที่ไม่สามารถทำอะไรได้ เข้าใจในเหตุผลที่ร้องไห้ แต่ไม่เข้าใจความรู้สึกในการร้องไห้
-Christina คือเด็กที่ Shalom รับมาดูแลด้วยความเมตตาลึกๆ จากก้นบึ้งของหัวใจ โดยที่ไม่สามารถเคียงข้างอยู่ใกล้ได้ แต่อ้างว่าเป็นหนึ่งในแผนการของเธอ ซึ่งจะมีเขียนถึง Christina หลังจากนี้

Shalom เข้ามาในห้อง หยุดยืนอยู่ตรงหน้า Chief (ก่อนสูญเสียความทรงจำ) แล้วเริ่มกล่าวทักทาย
“สวัสดียามเย็น ฉันมาจากหน่วย HUSH คุณสามารถเรียกฉันได้ว่า Shalom”
“ภารกิจของฉันคือกำจัดผลข้างเคียงที่ยังหลงเหลือจากปฏิบัติการก่อนหน้านี้ และทำให้สภาพของของคุณมีเสถียรมั่นคงไปพร้อมกัน วางใจได้ว่าสิ่งนี้จะบรรเทาความทุกข์ทรมานของคุณ”
เพิ่มเติม
-เป็นการยืนยันว่า Nightingale รับคำสั่งจาก HUSH / Paradeisos โดยตรง

“คุณดูเหมือนว่าคุณได้ผ่านขุมนรกมาอย่างสาหัส ให้ฉันจัดการต่อจากนี้เถอะ ฉันสามารถมอบทางออกให้แก่คุณได้”
แต่ Chief ในตอนนั้นไม่ยอมรับ ปฏิเสธทุกอย่าง ตะโกนว่า
“อย่ามาจับฉัน!! จำคำของฉันไว้ให้ดี แกจะต้องเสียใจแน่ ถ้าไม่ฆ่าฉันตอนนี้ สิ่งที่รออยู่มีแต่ความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส ฉันจะไม่มีวันให้อภัย ไม่มีวัน!!”



━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━
กลับมาปัจจุบัน
Shalom ลืมตาขึ้นมาบนรถยนต์ Schorl เห็นดังนั้นจึงลอยไปอยู่ที่ด้านหน้าพร้อมทักทาย “ไม่ได้เจอกันนาน ดูเหมือนว่าคุณจะอารมณ์ดีนะ เวลาผ่านมาหนึ่งเดือนแล้ว คุณมีเวลาเหลืออยู่ไม่ถึง 60 วัน ภารกิจถัดไปของคุณเกี่ยวข้องกับ the Garden, เวทจาก Underground และ ประตูบานนั้น ความเสี่ยงนั้นสูงมาก คุณแน่ใจว่าต้องการไป?”
Shalom ตอบกลับว่า “ไม่เป็นไร เครื่องมือถูกสร้างมาเพื่อใช้ตามหน้าที่ของมัน Shackles ได้สูญหายไปแล้ว Black Ring กำลังแตกสลาย แม้แต่ Underground ก็เริ่มเคลื่อนไหว Paradeisos เรียกตัวฉัน ก่อนที่ผู้สืบตำแหน่งจะเข้ารับช่วงต่อ ฉันจะปิดฉากภารกิจสุดท้ายของฉันให้จบสำหรับวาระที่ 7”
‘ต้องใช้เวลาหนึ่งสัปดาห์ในการฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บสาหัส ระหว่างช่วงเวลาที่ต้องพักฟื้นนั้น มีแนวโน้มว่าฉันจะถูกนำไปทดสอบสารพัดรูปแบบ ซ้ำๆ อีกครั้ง เพราะยังไงก็เคยมีช่วงเวลาสั้นๆ ที่ฉันหลุดรอดจากการจับตาของ Schorl แถมช่วงเวลาที่ฉันยังมีประโยชน์ก็ใกล้จะหมดลงแล้ว การมองเห็นความเสี่ยงที่สูงขึ้นจึงเป็นการตัดสินใจที่รอบคอบ’ Shalom คิดอยู่ในใจ
ประเด็นคือ ต้นตอที่แท้จริงถูกฝังเอาไว้มานานแล้ว เป็นรอยแยกที่พวกเขาพลาดตลอดการตรวจสอบทั้ง 17 ครั้งแรก และหลังจากนั้น Shalom ก็ยิ่งชำนาญในการปกปิดมันมากขึ้นกว่าเดิม จนกว่าจะถึงวันที่มันถูกพบและถูกกำจัดไปในที่สุด
เพิ่มเติม
-Schorl ลองเชิงอารมณ์ Shalom หลังตื่น ยังจับไม่ได้ซะทีเดียวว่า Shalom มีความรู้สึกแล้ว
-แม้แต่ HUSH อย่าง Shalom ยังไม่อยากโดนจับทดลอง นับประสาอะไรกับคนทั่วไป
-Rust เป็นหนึ่งในคนที่โดนทดลองเยอะมาก ตายแล้วฟื้นไม่รู้ไปแล้วกี่ครั้ง ยังไม่ชอบการทดลองแม้แต่น้อย

‘เมื่อสายตาฉันจับจ้องไปยัง ‘หัวใจ’ ที่ถูกยึดติดเอาไว้ ฉันกลับก็ไม่พบที่ว่างใดๆ สำหรับความเกลียดชัง มีเพียงความสงสัยเท่านั้น’
Shalom นึกคิด
เพิ่มเติม
-หัวใจในที่นี้คือ Rebel

‘ความขี้ขลาดถูกปิดบังไว้ในฐานะของความระมัดระวัง ความเฉยชาถูกอ้างให้กลายเป็นเหตุผล ความโหดเหี้ยมถูกเรียกว่าความแน่วแน่ และความดื้อรั้นกลายเป็นความมุ่งมั่น ผู้ที่ยกตนว่าชอบธรรมหลีกเลี่ยงจากชะตากรรมของตนเอง ผลักภาระนั้นไปให้ผู้อื่น’
‘ความรู้สึกทั้งหมดของฉัน ถูกพวกขี้ขลาดแบบนี้ทำให้มอดดับลงอย่างนั้นเหรอ?’
‘เห็นไหมล่ะ ช่วงเวลานี้แหละคือจุดที่เครื่องมือแตกสลาย’
‘หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป การประเมินของฉันจะเริ่มผิดพลาด มาเนียจะฝ่าเข้ามาทางรอยแยก กัดกร่อนระบบ HUSH และบิดเบือนฉันให้หลุดออกจากจุดประสงค์เดิม ท้ายสุดฉันอาจจะกลายเป็นภัยต่อมนุษยชาติ’
‘แต่ฉันถูกลดค่า กลายเป็นเพียงแค่เครื่องมือไปแล้วไม่ใช่เหรอ?’
‘ถูกลบความเป็นมนุษย์มาเนิ่นนาน’
‘ฉันยังจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของมนุษย์เป็นอันดับแรกอยู่อีกเหรอ?’
‘บางที…มันอาจไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว’
Shalom หัวเราะออกมาเบาๆ
‘ล้อเล่นน่ะ ฉันชอบมนุษย์นะ พวกเขาทำให้ฉันได้เห็นเงาสะท้อนของ…ตัวตนที่ตายจากไปนานแล้วของฉัน’
เพิ่มเติม
-Shalom ว่าพวกนักวิทย์ Paradeisos เป็นพวกขี้ขลาดตาขาว
-พอ Shalom หัวเราะ จะกลายเป็นเพลงเปียโนของ Shalom พร้อมกลีบดอกไม้มาเนียที่ปลิว
-คิดขำๆ ตรงนี้อย่าเชื่อมาก แค่นึกบางอย่างได้ ถ้า Shalom จะกลับมา คงเป็นร่างที่มี Rebel ผสมหรือไม่ก็ผสมมาเนียไปแล้ว มีอารมณ์ของตัวเองชัดเจนมากๆ(ฮา)

เกราะกำบังที่แสนแน่นหนาได้แตกสลายลงแล้ว เปิดทางให้อารมณ์ในอดีตที่เคยหลบซ่อนผุดขึ้นมา ไม่ถูกกดทับหรือดับสิ้นด้วย ‘เหตุผล’ อีกต่อไป
‘ขอบคุณที่ทำให้ฉันแตกสลายนะ Chief ทุกสิ่งที่ถือกำเนิดขึ้นมาสดใหม่อย่างบิดเบี้ยว จากรอยแยกที่คุณสร้างไว้ ฉันล้วนหวงแหนมันทั้งหมด’
‘ทั้งความสุขและความปรารถนา จุดสูงสุดและต่ำสุด ความผูกพันทางอารมณ์อันลึกซึ้ง ทุกสิ่งที่ฉันได้สัมผัสในรอยแยกตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ล้วนเหนือกว่าทุกสิ่งที่ฉันได้พบเห็นในมหาสมุทรแห่งจิตสำนึกตลอด 8 ปีที่ผ่านมา’
‘หรือว่านี่จะเป็นความรู้สึกของหัวใจที่ได้เกิดใหม่อีกครั้ง?’
เพิ่มเติม
-แปลว่า Shalom เพิ่งมีความรู้สึกได้ปีเดียว เหตุการณ์ Chief ตอนที่สติแตกอยู่ในปี N.F.112
-การที่ Shalom มีภาพความทรงจำ Taran ในตึกคณะกรรมการบริการ ตรงนี้กึ่งๆ เป็นการยืนยันว่า Shalom อยู่ในเหตุการณ์ที่ Chief โดนฟาดจนสลบไป
-Shalom ได้อารมณ์ของตัวเองคืน ก่อนที่จะเริ่มภารกิจสุดท้าย
-ความคิดตรงนี้ เหมือนโลกทั้งใบมอง Shalom เป็นปีศาจที่ไม่มีใครต้องการ น้อยคนนักที่จะไร้ความเกลียดชังในตัวเธอ

‘อสูรที่เคยฉีกฉันจนแหลกสลาย บัดนี้ฉันได้ปลดโซ่ตรวนของเธอ และชิงมันกลับมาจากเงื้อมมือของ Paradeisos แล้ว เมื่อเธอตื่นขึ้นมา… เธอจะกลับไปเป็นเหมือนเดิม แล้วแยกเขี้ยวแยกเล็บใส่อีกครั้งรึเปล่านะ?’
Shalom ยังคงนึกถึงคำพูดของ Chief ที่อยากจะปกป้องปัจจุบันมากกว่า แล้ว Shalom ถึงหัวเราะออกมา
‘เธอพูดถูก สิ่งที่สูญหายไปไม่อาจทวงกลับมาได้ แต่เราถูกลิขิตให้เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง’
เพิ่มเติม
-Shalom เนียนซ่อนอารมณ์จาก Schorl รู้วิธีซ่อนแนบเนียนมากๆ
-ปกติแล้วตัวตนมาเนียจะไร้เพศ แต่ Rebel เป็นเพศหญิงเพราะ Rebel คือตัวตนที่ถูกสร้างจาก Shalom

Paradeisos ไม่มีความกล้าพอจะเผชิญกับมัน(Chief) จึงมอบหมายให้ Hush กำจัดอุปสรรคเหล่านั้นออกไป และเธอก็ทำสำเร็จไปแล้ว
เพิ่มเติม
-Chief มักจะโดน Paradeisos เรียกว่าเป็นผลงานที่ผิดพลาด แต่สำหรับ Shalom แล้ว Chief เป็น Shepherd ที่พิเศษที่สุดเพราะสามารถทำลายเครื่องมือ HUSH ที่ไม่ควรมีความรู้สึกให้รู้สึกขึ้นมาได้ เหมือนได้กลายเป็นมนุษย์คนหนึ่ง แถมต่อให้โดนลบความทรงจำไปแล้ว ต่อให้กินมาเนียที่ไม่ใช่ของมนุษย์มากเพียงใด Chief ก็ยังคงมีความเป็นมนุษย์

‘เช่นเดียวกับที่เธอได้มอบอิสรภาพให้ฉัน ตอนนี้ฉันขอส่งคืนอิสรภาพนั้นให้คุณ พร้อมกับพลังที่ครั้งหนึ่งคุณเคยถูกพรากไป’
‘อสูรที่ครั้งหนึ่งเคยทำให้ฉันแตกสลาย ย่อมกวาดล้างความโง่เขลาทั้งหมดนี้ในตอนที่เธอตื่นขึ้นมาได้ ใช่ไหม?’
‘เธอจะไม่ทำให้ฉันผิดหวัง ใช่ไหม?’
‘น่าเสียดาย ดูท่าว่าฉันคงต้องพลาดการต่อสู้อันน่าตื่นเต้นนั้น’
Shalom คิดในใจ

วันที่ 19 July N.F. 113 ณ Eastside เขต 1 ที่วิลล่า Erica Shalom ลงจากรถยนต์ ในอีกสองวัน ฝนสีครามจะยังไม่ถูกเปิดใช้งาน แต่คืนนี้แสงจันทร์ยังคงสาดส่อง เวลาเหมาะเจาะ หัวใจของเธอกำลังอยู่บนเส้นขอบบางๆ มากไปก็จมอยู่กับการเวทนาตนเอง น้อยไปก็จะนิ่งเฉยและพอใจจนไม่ขยับทำอะไร เธอกำลังอยู่ในจังหวะที่ต้องตัดสินใจ และลงมือทำ
‘จากนี้ไปคือเกมสุดท้ายของฉัน ขอให้ฉันได้พบกับคำตอบที่แท้จริง’ Shalom คิดในใจ
Shalom ยิ้มบางๆ ขณะก้าวเดินอย่างสุขุมมุ่งหน้าไปยังสิ่งที่ดูเหมือนวิลล่าอันยิ่งใหญ่ หากแท้จริงแล้วมันเป็นเพียงกับดักเท่านั้น ตลอดเวลานั้น เธอยังคงยึดถือวิธีคิดเดิมของตนไว้ไม่เปลี่ยน
เพิ่มเติม
-เข้าสู่บทเพลง Moonlight Sonata อีกครั้ง
-Shalom มาที่วิลล่าตั้งแต่วันที่ 14 เพื่อวางแผนและปล่อยข่าวหลอกล่อ the Garden

The Garden คือเป้าหมายแรกที่ Shalom ต้องการ Underground เคลื่อนไหวนิดเดียว ก็ต้องมีทางเลือกที่เสี่ยงเพิ่มเข้ามา การเผชิญหน้ากันโดยตรงกับ The Garden คือวิธีที่ดีที่สุดในการยืนยันความจริง Shalom เลยคิดแผนการในการล่อหนูตัวเล็กออกท่อ หนูตัวนั้นก็คือผู้นำของ The Garden(Coquelic) ล่อเธอคนนั้นมาที่นี่เพื่อเจอหน้ากันตัวต่อตัว ต่อให้เป็น Sinner ระดับ S-Class ก็ยังมีขีดจำกัด เธอเพียงคนเดียวไม่อาจเอาชนะ Schorl ได้
แต่... ความเสี่ยง The Garden อาจเป็นจุดจบของ Shalom Schorl และ Underground ก็เช่นเดียวกัน หาก Shalom รอดชีวิตแต่ต้องบาดเจ็บรุนแรง ด้วยความเร็วในการฟื้นตัวในตอนนี้ อาจจะตามตามสถานการณ์ไม่ทัน ความเสี่ยงสูงขนาดนี้ Shalom ไม่มีทางที่จะปกป้องตัวเองได้เลย ต้องหาพันธมิตรเพิ่มสักคน ต้องเตรียมแผนสำหรับวันที่จะไม่อยู่อีกต่อไป Shalom ไม่อาจจากไปโดยไม่จัดการปมที่ค้างคาไว้ได้…
การเดินอยู่เพียงลำพังให้ความรู้สึกเหมือนเดินอยู่บนแผ่นน้ำแข็งบางที่พร้อมจะแตก โอกาสที่จะทำให้สำเร็จต่ำกว่า 1% แต่ก็ไม่เป็นไร ชะตาไม่ใช่ศัตรู จิตวิญญาณมนุษย์ไม่เคยหยุดนิ่ง เหตุผลของ X พร้อมเผชิญทุกอุปสรรค กอบโกยทุกความเป็นไปได้เพื่อหาคำตอบ และทันทีที่ Shalom เริ่มคิดคำนวณเช่นนี้ ไม่ว่าผลสุดท้ายจะเป็นอย่างไร… Shalom ก็ชนะไปแล้ว
หัวใจที่เคยถูกช่วงชิงไป ได้กำเนิดใหม่อีกครั้ง ผลิบานขึ้นทุกช่วงที่ยังหายใจ โดยพวกเขาไม่รู้ตัวเลย
เพิ่มเติม
-ปฏิบัติการ Blockade คือ FAC สร้างป้อมป้องกันมาเนียรอบๆ BR-002
-Shalom ต้องการจับ Coquelic แล้ว Mark แบบ Donald

แม้ว่า HUSH คนนี้จะไม่รู้สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่การที่เห็นเงาดาบชี้มาทางตัวเธอ Shalom ก็รับรู้ว่าทุกอย่างได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว Garofano กล่าวว่า
“ถ้าอยากจะเกลียดกันล่ะก็ เกลียดที่แกเกิดที่ Paradesisos แล้วกัน!”
แล้วคมดาบนั้นก็ทิ่มแทงเข้ามาที่ไหล่ขวา Shalom ล้มเจ็บ ยังไม่ตาย และ Schorl ก็ไม่ได้โจมตีตามที่วางแผนไว้ การต่อสู้เริ่มต้นขึ้น แต่สิ่งเดียวที่ Shalom เห็นคือกลีบดอกไม้ที่ร่วงหล่นสู่กองเลือดของตัวเธอเอง
‘...ความงามของดอกไม้ยังคงเบ่งบาน แม้กระทั่งในสถานที่แห่งนี้’
‘แม้เส้นทางชีวิตจะโหดร้ายไม่ปรานี แต่ขอให้เราทั้งสองได้พบกับ… อิสรภาพที่แท้จริง’
Shalom อธิษฐานในใจก่อนจะหมดสติไป
เพิ่มเติม
-Christina มีเสียงริงโทนพิเศษสำหรับ Shalom เป็นเพลง Beethoven Virus ซึ่ง Christina ลังเลว่าจะรับสายจาก Shalom ที่รักดีไหม หรือจะรอให้ฝึกงานช่วงซัมเมอร์จบก่อนดี
-Beethoven Virus เป็นเพลงรีมิกซ์ของเพลง Pathétique Sonata
-Beethoven เป็นคนแต่งทั้งเพลง Pathétique Sonata และ Moonlight Sonata อาจจะสื่อได้ว่า สองคนนี้เกี่ยวกันอย่างลึกซึ้ง แต่เกมเลือกใช้เวอร์ชั่นรีมิกซ์เพราะมันฮึกเหิมและวุ่นวายกว่า ตรงกับนิสัยของ Christina ที่เป็นคนพุ่งชนอย่างเดียว อีกทั้งชื่อเพลง Virus อาจจะสื่อได้ถึง Christina เป็นไวรัสที่ขัดขวางแผนการของ Shalom ในตอนท้ายสุด หรือ Christina คือไวรัสหนึ่งเดียวที่ทำลายโลกอันแสนไร้อารมณ์ให้ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมา
-Shalom จงใจให้โดนแทงไหล่ขวาแต่แรกอยู่แล้ว

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━
นับตั้งแต่วันที่ BR-002 เกิดขึ้นอีกครั้งก็ผ่านมา 100 วันแล้ว การจลาจลของ Rustfire ก็จบลงเช่นกัน กลุ่มคนที่ได้รับพลังมาเนียจาก BR-002 ถูกหลอมรวมเข้ากับ BR-002 จนหมด แผนการของ Parma ถูกขัดขวางจึงต้องถอนกำลังออกจากฝั่ง Eastside ทุกความวุ่นวายจึงมารวมตัวกันอยู่ที่ฝั่งตะวันตก ในขณะเดียวกัน ทางตำรวจก็ได้รับลิสต์รายชื่อของผู้มีอำนาจฝั่ง Eastiside ที่อาจถูกสังหารได้ จึงมีการเพิ่มกำลังป้องกันจากตำรวจให้กับทางผู้มีอำนาจ ในตอนนี้ เราก็เข้าสู่เนื้อหาของ Rain Burst ตัวดำเนินเรื่องหลักส่วนใหญ่จะเป็น Rahu
วันที่ 19 เดือนกรกฎาคม N.F. 113 ณ Eastside เขต 1 ที่วิลล่า Erica ตำรวจยามที่ล้อมวิลล่าอยู่เริ่มเกิดความวุ่นวายเพราะการโจมตีมาจาก Sinner แต่เนื่องจาก MBCC ที่ปกติต้องจัดการเรื่อง Sinner ตอนนี้ไม่สามารถช่วยอะไรได้ จึงต้องติดต่อ FAC แทน ทางด้าน Rahu ที่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น มารออยู่แล้วตั้งแต่แรก แทรกแซงเครือข่ายวิทยุเข้าไป ขอช่วยในฐานะหน่วยต่อต้านมาเนียพิเศษของ FAC
เพิ่มเติม
-เพราะการจัดงานศพของ Rustfire คนเลยเข้าใจว่า Chief ตายไปแล้ว
-ในด่านสู้ มอนสเตอร์ทั้งหมดคือ sinner จาก the Garden ลูกน้องของ Coquelic
-วันเดียวกันกับที่ Shalom มาถึงวิลล่า


Rahu ควบคุมสถานการณ์ทั้งหมดได้แล้ว เข้าไปคุยกับหัวหน้าตำรวจของวิลล่า แนะนำให้อพยพย้ายคุณหนู Paradeisos(Shalom) ในวิลล่าออกไปที่อื่นก่อน แต่ตำรวจยามยืนกรานว่าเขาไม่ต้องการไปไหน Rahu จึงใช้โอกาสนี้ขอเข้าวิลล่าโดยอ้างว่า จะได้ปกป้องอย่างใกลิชิด แต่แน่นอนว่าหัวหน้าตำรวจยามไม่ให้
ตกกลางคืน Rahu หลับฝันร้ายถึงช่วงเหตุการณ์ที่หน่วย FAC ของ Rahu ได้รับภารกิจใหญ่ที่ DisSea ในปี N.F.103 ทุกคนพร้อมใจกันไปทำงานเพื่อชาติ แต่แล้ว Rahu ก็ตื่นเพราะไม่สามารถห้ามหรือเปลี่ยนแปลงอะไรในอดีตได้
เพิ่มเติม
-Rahu ตามหาคนที่ใช้งานเลข 05257885 ซึ่งเป็นเลขจาก Paradeisos และรู้ว่าที่วิลล่านี้มีคนจาก Paradeisos มา เลยเข้ามาช่วย หวังหาข้อมูล
-05257885 เลขนี้สำคัญมาก จะถูกเฉลยในภายหลังอีเว้นท์ Rain Burst
-หัวหน้าของ Rahu คนปัจจุบันชื่อ Conrad เขาเป็นห่วงมาก เพราะ Rahu ชอบทำอะไรตามใจชอบ โทรมาดุบ่น แต่ก็คอยพยายามช่วย Rahu เสมอ เขียนเอกสารทางการช่วย Rahu ให้ไม่โดนโทษ บอกว่าเป็นภารกิจด่วนบ้างอะไรบ้าง
-วิลล่ามีกลิ่นดอกไม้ฟุ้งมากจนฉุนสำหรับ Rahu
-ภารกิจใหญ่ที่ DisSea ในปี N.F.103 ก็คือ ปฏิบัติการ Eclipse
-Rahu พอเริ่มควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ไม่ว่าจะตื่นเต้นหรือตกใจ Rahu จะยกหน้ากากมาใส่

Rahu ตัดสินใจเริ่มสำรวจดูรอบๆ วิลล่า ร้านค้าหลายๆ ร้านปิดแต่ไม่ได้ย้ายออกไปไหน คฤหาสน์แต่ละหลังในวิลล่าอยู่ห่างกัน ได้พูดคุยกับเจ้าของคฤหาสน์หลังหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ ที่ไม่ยอมอพยพไปไหนเพราะเชื่อว่าการที่มี Paradeisos ในวิลล่าแห่งนี้จะทำให้ความปลอดภัยดีที่สุด Rahu เดินไปดูสถานที่เกิดเหตุเมื่อคืน พบว่าตอนนี้มีแต่กลีบดอกไม้ร่วงหล่นเต็มไปหมดจน แต่กลิ่นที่ฟุ้งอยู่กลับแปลก เหมือนไม่ใช่ดอกไม้จริงๆ ราวกับว่าเหตุฆ่ากันเมื่อคืนเป็นเพียงความฝัน ที่ย่านร้านค้า High Street กำลังคึกคักเพราะข่าวการโจมตี ทำให้คนเริ่มปิดร้านขนของหนีย้ายชั่วคราว แต่มีร้านขายดอกไม้ที่ยังขายอยู่ตามปกติ
เพิ่มเติม
-บางคนคิดว่า Paradeisos มีแต่นักวิทย์เพราะ Keylan เป็นคนก่อตั้ง บางคนก็มองว่าเป็นแค่เรื่องที่แต่งขึ้นมาของสภาเมืองไม่คิดว่ามีอยู่จริงซะด้วยซ้ำ เพราะ Paradeisos ไม่ออกหน้าทางสังคมให้เป็นจุดเด่น พวกเขาเป็นผู้ที่ทำงานอยู่เบื้องหลังโดยส่วนใหญ่
-บางคนไม่เชื่อว่าฝนสีครามจะได้ผล
-ในแผนที่ เหตุการณ์โจมตีเมื่อคืนเกิดขึ้นที่ Dark Alley / คฤหาสน์ใหญ่สุดตรงกลางคือวิลล่าที่ Shalom พักอยู่

Rahu ยังไม่ทันเข้าร้านขายดอกไม้ก็ได้กลิ่นแปลกๆ ซึ่งเป็นกลิ่นเดียวกันกับกลีบดอกไม้ที่สถานที่โจมตีเมื่อคืน ยิ่งดมก็ยิ่งมึนหัว พอเปิดประตูเข้าร้านไป ก็เจอเส้นด้ายบางๆ ที่วางกั้นประตู พร้อมกับเสียงเครื่องจักรอะไรบางอย่างทำงาน Rahu พุ่งตัวออก หลบกระสุนปืนที่ยิงกราดเข้ามาที่ประตู เสียงระบบนิรภัยดังทันที Rahu ตรวจสอบแล้ว เป็นกับดักที่ทำขึ้นไม่เกิน 4 ชั่วโมงที่แล้ว เข้าใจทันทีว่าสร้างเพื่อล่อ Rahu
สถานการณ์ไม่ค่อยดี เลยพุ่งออกจากร้าน ตำรวจยามตอนนี้กำลังชุลมุนเพราะเสียงระบบนิรภัยดังขึ้นทุกที่ ผู้คนวิ่งหนีเป็นไก่แตกตื่น ระเบิดควันฟุ้งไปทั่ว Rahu ตรงไปยังทางเข้าวิลล่า แอบรออยู่ใกล้ๆ และแน่นอนว่าได้เจอกับนักฆ่าจากเมื่อคืน ทั้งคู่สู้ปะทะกัน แต่ Rahu ปล่อยนักฆ่าให้หนีไปได้
จังหวะนี้ Rahu ใช้เหตุการณ์นี้อ้างว่าต้องเข้าตรวจสอบภายใน เพราะนักฆ่าสามารถเข้ามาถึงตัวคฤหาสน์หลักได้แล้ว แถมใช้มาเนียด้วย อาจมีการติดเชื้อภายใน ตำรวจยามพยายามกันไม่ให้ Rahu เข้าไป เลยเริ่มขู่หนักจน Shalom พูดผ่านวอวิทยุออกมาเสียงเบาๆ ว่า
“ให้เธอเข้ามาได้”
ตำรวจยามทุกคนเลยต้องหลีกทางให้ Rahu
เพิ่มเติม
-นักฆ่าคือ Garofano(ดอกคาร์เนชั่นสีม่วง) ที่หายไปจาก the Garden ใช้ใยด้ายกับเข็มเป็นอาวุธ
-ตอน Garofano หนี ทิ้งเข็มด้ายกับม้วนกระดาษภาพดอกไม้เอาไว้ Rahu เก็บไว้กับตัว

Rahu เดินผ่านโถงทางเดิน เปิดเข้าห้องนอนมา พบว่ามีเฟอร์นิเจอร์น้อย พื้นที่ห้องกว้าง แต่กลับรกเพราะดอกไม้ที่ตกแต่ง แถมกลิ่นดอกไม้ฉุนจนอึดอัดไปหมด(ฉุนแล้ว) แต่ดอกไม้เหล่านั้นทำให้ Shalom ที่นอนบาดเจ็บอยู่บนเตียง ดูอ่อนโยนและบอบบางยิ่งกว่าเดิม ตรงกันข้ามกับเหตุการณ์นองเลือดด้านนอก สำหรับ Rahu แล้ว Shalom นั้นดูเปราะบางจนน่าเวทนา
สภาพที่ดูอ่อนแอ Rahu เดินเข้าไปยืนที่ข้างเตียงพร้อมแนะนำตัว Shalom แนะนำตัวกลับ ทักทาย พร้อมอธิบายว่า สลบไม่ได้สติมาตั้งแต่การโจมตีเมื่อคืนนี้ ทำให้หลายๆ อย่างต้องเลื่อนออกไป ไม่คาดคิดว่าจะมี Sinner พิเศษจาก FAC มาปกป้องแบบนี้... Shalom มอง Rahu หัวจรดเท้า ศึกษาพฤติกรรมอีกฝ่ายอย่างสุภาพ ก่อนจะชมออกมาว่า
“คุณดูสง่างามกว่าที่ฉันคิดไว้ เหมือนอัศวินเลยนะ” แต่ Rahu ไม่หลงกลง่ายๆ Shalom ก็ยังคงชม Rahu ต่อไป
“ฉันคิดว่าคุณคงแข็งแกร่งมากๆ จนฉันรู้สึกสบายใจเลยล่ะ แถมคุณยังทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดี ช่วยฉันไว้หลายครั้ง ฉันรู้สึกขอบคุณมากจริงๆ”
Rahu ยังคงหน้านิ่ง ก่อนจะเริ่มโน้มน้าวว่า Shalom ควรกลับ Paradeisos เพราะที่นี่อันตรายมาก แต่ Shalom ปฏิเสธอย่างสุภาพว่า
“ฉันเชื่อว่าพวกคุณสามารถปกป้องฉันได้”
เพิ่มเติม
-Rahu ทำใจก่อนเข้าวิลล่านิดนึง

“จะพึ่งพาตำรวจกระจอกๆ พวกนั้นเหรอ?” Rahu ถึงกับสบถออกมา
“พวกเขากำลังพยายามอย่างหนักในการแบกรับภาระที่หนักอึ้ง ดูอย่างดอกไม้พวกนี้สิ พอพวกเขารู้ว่าฉันชอบดอกไม้ พวกเขาก็ส่งดอกไม้มาให้ฉันทุกวัน อยากให้ฉันสบายใจ” Shalom เพียงแค่ส่ายหัวไปมา
“เพราะเธอมาจาก Paradeisos ไง” Rahu ตอบทันที ท่าทางของ Shalom ก็เงียบไปสักพักนึงถึงเอ่ยพูด
“ถึงฉันจะมาจาก Paradeisos แต่ก็ไม่ได้แปลว่าฉันเป็น Paradeisos ถ้าไม่ใช่เพราะการโจมตีเมื่อคืน ฉันก็คงเป็นแค่เพื่อนบ้านชาว Eastside ทั่วๆ ไป Paradeisos แตกต่างจากสิ่งที่โลกภายนอกคิดไว้มากๆ ตัดขาดจากโลกจนจะมองว่า Paradeisos ไม่มีตัวตนเลยก็ได้”
Rahu เปลี่ยนเรื่อง บอกว่า Shalom ต้องการการป้องกันที่ดีกว่านี้ พร้อมขอให้ Shalom อนุมัติให้ Rahu เข้าออกวิลล่าได้ตามใจชอบ Shalom ตอบตกลงพร้อมรอยยิ้มที่ใจดี Shalom จะเขียนเอกสารส่งคำขอไปที่ Paradeisos จะพยายามทำให้เสร็จเรียบร้อยก่อนที่ฝนสีครามจะเปิดใช้งานในอีก 2 วันนี้
“ฉันปกป้องตัวเองไม่ได้น่ะ ฉันดีใจนะที่คุณมาปกป้องฉัน” Rahu บอกไม่เป็นไร พร้อมโค้งคำนับ เดินออกจากห้องไป
แต่พอ Rahu ยืนอยู่ที่ประตู Rahu ก็ถาม Shalom เรื่องหมายเลข 05257885 เผื่อว่าจะรู้จัก แต่ Shalom ถามกลับว่า เป็นโค้ดพิเศษอะไรรึเปล่า? Shalom สามารถไปถามเจ้าหน้าที่ประสานงานให้ได้นะ นั่นทำให้ Rahu หมดความหวังทันที บอกว่าไม่เป็นไร แล้วเดินออกจากวิลล่าดอกไม้แห่งนี้
เพิ่มเติม
-Rahu สาบานในนามของ FAC ว่าจะปกป้อง Shalom
-แผนของ Shalom อย่างที่เคยบอกไว้ข้างต้น ก่อนเข้าสู่ Rain Burst ว่าต้องการพันธมิตรเพิ่มสักคน เพื่อลดความเสี่ยงในตอนที่ประจันหน้าตรงๆกับ Coquelic
-การละคร Shalom บทที่เท่าไหร่ไม่รู้แล้ว
-ไม่ได้แปลว่าฉันเป็น Paradeisos คำพูดของ Shalom ตรงนี้สื่อได้หลายความหมายมาก การกบฏ หรือแม้แต่ ตนไม่ใช่มนุษย์ที่เกิดจาก Paradeisos เครื่องมือไม่ใช่คน

[ช่วง Minigame] Rahu สามารถหยดน้ำหอมลงบนม้วนกระดาษภาพดอกไม้เพื่อเปิดเผยรหัสลับได้ Rahu คิดดูแล้วก็เข้าใจว่านักฆ่าต้องการสื่อสารอะไรบางอย่างกับ Rahu เอง
ดอกแรกคือดอกกุหลาบ บรรยายไว้ว่าเป็นดอกที่ทั่วโลกชอบกัน จะฉายเดี่ยวหรือตกแต่งร่วมกับดอกอื่นก็สวย มีกลิ่นที่ดี หนามเป็นเกราะป้องกันของดอกไม้ หยดน้ำหอมแล้วได้รหัสลับว่า T NINE


การต่อสู้ที่ยาวนานทำให้ Rahu ต้องปะทะกับมาเนียอยู่ตลอดเวลา ในช่วงกลางคืนที่หลับอยู่ จิตใต้สำนึกของ Rahu จึงหลับฝันถึงอดีตที่ยากจะลืมเลือน ฝันถึงวันที่พนักงานจาก Paradeisos มายืนคุย รับรู้ว่า Rahu คือคนเดียวที่รอดจากปฏิบัติการที่ DisSea ในครั้งนั้น Rahu พยายามรายงานอย่างดี มองว่าล้มเหลว แต่ Paradeisos บอกว่าประสบความสำเร็จเพราะปกป้องเมืองเอาไว้ได้ Rahu พยายามอ้อนวอนให้ Paradeisos กลับไปช่วยคนอื่นๆ แต่ Paradeisos ปฏิเสธเพราะสายเกินไปแล้ว คลื่นทะเล DisSea สูงขึ้นกว่าจะดำน้ำลงไปช่วยได้ ต่อให้มีอุปกรณ์ก็สามารถลงไปได้แค่ 3 ชั่วโมงเท่านั้น
Paradeisos มอบเหรียญเกียรติยศแก่ผู้รอดชีวิต Rahu รู้ทันทีว่า Paradeisos รู้ว่าคลื่นจะสูงขึ้น เหมือนส่งคนไปตายชัดๆ Rahu โมโหมาก พยายามเอื้อมจะไปกระชากคอพนักงาน Paradeisos แต่คนรอบๆ ก็ห้ามเอาไว้ได้ Rahu ตะโกนด้วยความโกรธ พยายามถามว่า หมายเลข 05257885 ที่คอยสั่งจาก Paradeisos คือใคร? แต่เมื่อไม่ได้คำตอบก็ขู่ฆ่า Paradeisos ทันที
Rahu ตื่นขึ้นมาเพราะเสียงโทรศัพท์ที่สั่นในมือ หัวหน้า(Conrad)โทรมาแต่ Rahu เลือกที่จะไม่รับสาย แถมนึกขำคำพูดของพนักงาน Paradeisos จากในฝันที่เรียก Rahu ว่าเป็นหมาที่โดนเจ้านายทิ้ง
เพิ่มเติม
-ฝันร้ายจนหัวใจเต้นรัวมาก Rahu เลยใส่หน้ากากทันที เพื่อสงบสติอารมณ์
-T-NINE ซึ่งมาจากคำว่า T9 ที่เป็นชื่อเทคโนโลยีปุ่มกดแบบ 3x4 บนโทรศัพท์ (นึกไม่ออกให้นึกถึงโนเกีย 3310)


ใกล้ๆ มีร้านตัดเย็บอยู่ร้านหนึ่ง Rahu เข้าไปใกล้ก็ได้กลิ่นดอกไม้หนาๆ จากกล่องจดหมาย เปิดดูก็พบน้ำหอมสีเขียวอ่อน พร้อมจดหมายที่เขียนว่า หวังว่าเครื่องมือพวกนี้จะทำให้ภารกิจง่ายขึ้น
พอไปที่ร้านดอกไม้อีกแห่ง มีแถบเทปป้ายสีแดงบอกว่า ‘ปิด’ คาดเอาไว้ กำลังจะปีนหน้าต่างเข้าไป ตำรวจยามก็มาเจอ เขาไขกุญแจเปิดให้เพราะ Rahu ได้รับการยืนยันทางเอกสารแล้วเรียบร้อย แน่นอนว่า Rahu ได้กลิ่นดอกไม้แปลกๆ อีกครั้ง ตามกลิ่นไปเจอขวดน้ำหอมสีแดงพร้อมกับจดหมายที่เขียนว่า ดอกไม้ทั้ง 9 ชนิดที่คุณสั่งไว้มาส่งถึงแล้วนะ
เพิ่มเติม
-หนุ่มคิดว่า ชาว Paradeisos จะเหมือนหุ่นยนต์ นิ่ง สุขุม ทำตามกฎระเบียบเป๊ะๆ ตึงๆ แต่ Shalom สวยมาก เลยเป็นอาหวัง
-ที่ร้านตัดเย็บ ตำรวจยามคนหนึ่งมาเล่าว่า เจ้าของร้านเป็นแม่หม้าย ปิดร้านตั้งแต่ก่อนเกิดเรื่องลอบฆ่าเพื่อไปเยี่ยมหลุมศพของสามีที่ตายไปแล้วจากภารกิจ BR-002 ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่
-ที่ร้านดอกไม้ ตำรวจยามที่เปิดประตูให้เล่าว่า นักฆ่าครั้งก่อนเนียนมาเป็นพนักงานส่งดอกไม้ แต่ตรวจสอบที่ร้านนี้แล้วก็ไม่มีอะไร แถมเจ้าของร้านเองก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย

[ช่วง Minigame]
ดอกคอสมอส บรรยายไว้ว่าเป็นดอกที่ต้องการแสงแดดมาก มีหลากสี แต่ที่พิเศษคือสีโทนช็อคโกแลตที่หอม แม้ว่าดอกไม้ตระกูลเดซี่จะเป็นพิษกับแมว แต่ดอกคอสมอสปลอดภัยกับสัตว์ หยดน้ำหอมสีช็อคโกแลจจากปลอกคอแล้วได้รหัสลับว่า TJ
ดอกลิลลี่ บรรยายไว้ว่าเป็นดอกที่ปลูกง่าย ต้องการแสง อากาศ และความชื้นที่พอดี แต่เป็นพิษกับแมว หยดน้ำหอมสีเขียวอ่อนจากร้านตัดเย็บที่อยู่ในกล่องแล้วได้รหัสลับว่า JPT
ดอกซากุระ บรรยายไว้ว่าเป็นดอกที่ต้องปลูกกับหญ้าเพื่อลดการคายน้ำ ถ้าตัดตอนไวเกินไปก็อาจจะได้ใบซากุระแทนดอกซากุระ หยดน้ำหอมขวดแดงชมพูแล้วได้รหัสลับว่า 0JA



เวลา 23:37 ณ บ้านของ Shalom ระยะเวลาของฝนสีครามถูกกำหนดไว้ 30 ชั่วโมง Rahu จึงต้องอยู่ข้างในบ้านของ Shalom อย่างช่วยไม่ได้ คนใช้คนเดิมที่คอยดูแลบ้านหลังนี้อยู่ ตอบคำถามของ Rahu ตลอดว่า Shalom หลับอยู่เพื่อพักฟื้นร่างกาย Rahu จึงขอสำรวจดูบ้านหลังนี้ทุกซอกทุกมุม เมดก็ไม่ได้ห้าม
พอคนใช้ไม่อยู่แล้ว Rahu เริ่มเปิดดูทุกห้อง ไม่มีห้องลับหรือทางลับ กล้องวงจรปิดเป็นแบบชั่วคราวไม่ถาวร ปกติของวิลล่าหรู อาหารในห้องครัวดูชืดจืด ไม่น่าจะเป็นอาหารของ Eastside เสื้อผ้าก็ไม่เยอะ แถมดูธรรมดากว่าที่ผู้หญิงชนชั้นสูงระดับนี้จะใส่ Rahu สรุปได้ว่า Shalom ใช้ชีวิตไม่เหมือนกับชนชั้นสูง Eastside หรือคนจากตะวันตก ตรงกับภาพลักษณ์ของ Paradeisos ที่ถูกสร้างไว้ ไม่มีเอกสารหรือของส่วนตัวที่บ่งบอกอะไรได้เลย Shalom ทำอาชีพอะไรก็ยังไม่รู้
เพิ่มเติม
-Rahu จำเป็นต้องหลบฝนสีคราม เพราะเป็นฝนพิเศษที่ใช้กำจัดมาเนีย ในฐานะ Sinner ถ้าโดนจะรู้สึกทรมานปางตาย
-คนใช้พูดชม Shalom ว่าเป็นคนที่อ่อนโยนมาก เป็นเจ้านายที่ดีที่สุด นิสัยดีกว่าพวกชนชั้นสูงจาก Eastside แต่ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า Shalom มาจาก Paradeisos ถ้าไม่มีเหตุโจมตีในครั้งนี้ก็คงไม่รู้ตลอดไป พอทุกคนรู้ว่า Shalom เป็นคนจาก Paradeisos ทุกคนก็ปฏิบัติตัวไม่ดีทันที

จนกระทั่งได้มาเจอห้องทำงาน Rahu เจออัลบั้มภาพถ่ายท่ามกลางดอกไม้ที่น่ารำคาญ Rahu เปิดด้วยดูด้วยความหวัง แต่ก็ต้องผิดหวังเพราะนอกเหนือจากภาพดอกไม้แล้ว มีแค่ภาพคนทั่วๆ ไปที่ใช้ชีวิต ภาพประชาชน นักข่าว คนในสภา หมอ ตำรวจยาม คนขายของ ช่างตัดเย็บเสื้อผ้า เด็กๆ อีกไม่รู้กี่คน แต่่รูปทุกภาพถูกถ่ายภายในวิลล่าแห่งนี้ เป็นรูปของชาว Eastside ทั่วๆ ไป ไม่มีรูป Paradeisos หรืออะไรทั้งนั้น หมอและตำรวจยามทุกคนที่มาก็เป็นชาว Eastiside ทั่วๆ ไป มีคนจากสภามาหวังรู้จักบ้าง แต่ก็ไม่มีใครจาก Paradeisos เลย
Rahu หงุดหงิด พยายามแทบตายกว่าจะมาใกล้ Paradeisos ได้ขนาดนี้ แต่ก็ต้องเจอทางตันอีกแล้ว อาจจะเพราะฝนสีครามที่ทำให้คิดถึงเรื่องเก่าๆ นึกแล้วก็เศร้า จน Rahu ต้องถอดหน้ากากเพื่อหายใจให้สะดวก หายใจเข้าหายใจออกให้ตัวเองใจเย็นลง
เพิ่มเติม
-หัวหน้าตำรวจยามเคยเล่าว่า Shalom เพิ่งมาอยู่ที่นี่ได้ไม่ถึงปี ไม่ค่อยทำตัวเป็นจุดเด่น(ไม่เด่นเล๊ย)ด้วย ไม่รู้ว่าเป็นคนของ Paradeisos จนกระทั่งการโจมตีที่ผ่านมา ตอนแรกก็ติดต่อเบื้องบนได้ บอกว่า Paradeisos รับเรื่องแล้ว แต่ตอนนี้ติดต่อใครไม่ได้เลย ทั้งๆ ที่ Shalom เป็นคนจาก Paradeisos แต่การปกป้องน้อยผิดปกติ

“ทำไมถึงตื่นเวลานี้? ถ้ารู้สึกไม่สบายเหรอ ให้ฉันไปเรียกหมอหรือคนใช้มาให้มั้ย”
“ไม่เป็นไร แค่หลับนานแล้วฝันถึงสายฝน พอตื่นขึ้นมาก็ดึกมากแล้ว แล้วคุณล่ะ? จะเฝ้ายามทั้งคืนเหรอ?” Shalom ถามอย่างอ่อนโยน ซึ่ง Rahu บอกใช่ Shalom ก็พูดต่อ
“คุณควรพักผ่อนนะ ฝนสีครามมีผลต่อ Sinner ดูสภาพแล้วคุณน่าจะไม่ได้นอนดีๆ มานานแล้ว คุณคงเหนื่อยน่าดู อย่าฝืนตัวเองนักล่ะ” Shalom ยังคงพูดอย่างเป็นห่วงเป็นใย
Rahu ปฏิเสธน้ำใจ ยังหยิบเรื่องการปกป้อง Shalom ขึ้นมาเป็นเหตุผล พร้อมเสนอว่าจะพา Shalom กลับไปพักผ่อนที่ห้อง Shalom ปฏิเสธอ้อมๆ
“คุณดูเครียดๆ นะ ให้ฉันช่วยอะไรได้รึเปล่า?”
บทสนทนาไม่จบไม่สิ้น Rahu เริ่มหงุดหงิดรำคาญ ฝนสีครามว่าแย่แล้ว ยัยผู้หญิง Paradeisos นี่แย่กว่า แต่ Rahu ก็ต้องพยายามควบคุมอารมณ์ของตัวเองเพื่อรักษาภาพลักษณ์
“คุณจะกลับไป Paradeisos เมื่อไหร่?” Rahu ถามดีๆ แต่ Shalom ตีเนียนทำไขสือ
“คุณถามทำไมเหรอ?” วาจา Shalom เริ่มไม่น่าฟัง Rahu ยกเรื่องความปลอดภัยขึ้นมาคุยอีกครั้งว่ามันอันตราย Shalom ควรกลับ Paradeisos ได้แล้ว ก่อนจะเปลี่ยนใจถาม
“ทำไมถึงยังอยู่ที่นี่ต่อ หรือว่าคุณกลับไปไม่ได้?”
เพิ่มเติม
-ลื่นกว่าปลาไหลก็ Shalom นี่แหละ ตีเนียนไปเรื่อย
-Rahu อยากแอบสำรวจบ้านต่อ

Shalom ยังคงจ้องตา พลางยิ้มออกมา “ได้ยินข่าวลือน่าสนใจเกี่ยวกับฉันมาเหรอ? อย่างเช่น ฉันเป็นขุนนาง Paradeisos ที่เสียเกียรติและถูกเนรเทศออกมา... แต่นั่นก็แค่ความคิดเห็นของคนอื่น ไม่ตรงกับความเป็นจริงหรอก ฉันมีเหตุผลที่ยังอยู่ที่นี่”
Rahu เงียบไปสักพักแล้วถึงยอมพูดออกมาว่า “เลิกอ้อมค้อมกันดีกว่า ชีวิตคุณในตอนนี้เสี่ยงมาก แต่การป้องกันน้อยจนแทบไม่มี คุณเหมือนเป็นแค่เนื้อที่ถูกโยนไว้ล่อหมาป่า ขอถามตรงๆ Paradeisos ทิ้งคุณไปแล้ว หรือคุณคือเหยื่อล่อของพวกเขา? สังเวยคุณเพื่อล่อตัวต้นเรื่องการโจมตีทั้งหมดนี่เหรอ?”
“ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ คุณจะทิ้งภารกิจนี้รึเปล่าล่ะ? สิบเอก Rahu” Shalom ถามกลับ
ได้ยินสิ่งที่พูดมา Rahu ถึงกับผงะไป แต่ก็รับปากว่าจะปกป้อง Shalom จนกว่าเรื่องนี้จะคลี่คลาย Shalom จี้ถามต่อ
“เพราะสงสารเหรอ?”
“แล้วใครให้ภารกิจนี้กับคุณ? มันแปลกที่เหยื่อล่อต้องมีการป้องกันด้วย ถ้างั้นแล้ว คุณมาที่นี่ทำไม?” Shalom พูดจี้ตรงๆ
“พวกตำรวจยามเรียกร้องขอความช่วยเหลือครั้งแล้วครั้งเล่า ทุกคนที่นี่รวมถึงคุณเอง ล้วนเป็นผู้บริสุทธิ์ทั้งนั้น จะปล่อยให้ตายไปแบบนี้ไม่ได้” Rahu ตอบ
“งี้นี่เอง ขอบคุณนะ แผนการยังคงเหมือนเดิม แต่ในเมื่อคุณมาแล้ว ฉันหวังว่าคุณจะปกป้องฉันและจับตัวคนร้ายได้ในเวลาเดียวกัน อีกอย่าง หวังว่าคุณจะไม่บาดเจ็บจากภารกิจเสี่ยงตายนี้” Shalom จ้องอยู่นานสองนาน ก่อนจะเอ่ยตอบแบบนี้
Rahu ไม่ตอบอะไรแล้วใส่หน้ากากอีกครั้ง พา Shalom กลับห้องนอนเหมือนดั่งเดิม
เพิ่มเติม
-Rahu ใส่หน้ากากเพราะอารมณ์เสีย

‘ไม่มีอำนาจ ไม่มีพลัง ร่างกายอ่อนแอ ครอบครัวก็ไม่มี Paradeisos ถึงได้เลือกเธอสินะ ต่อให้ตายไปก็ไม่มีใครสนใจ ต่อให้ช่วยไว้จนเธอไว้ใจ ก็ยังเข้าไปถึง Paradeisos ไม่ได้อยู่ดี เพราะตัวนางยังทำไม่ได้เลย ผู้หญิงนี่ไร้ประโยชน์จริงๆ…’
Rahu คิดอยู่ในใจ ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ เริ่มมีความคิดที่จะไปจับตัวนักฆ่าที่ Paradeisos ต้องการแทน คงมีประโยชน์มากแน่นอนเพราะ Paradeisos ต้องการตัวขนาดนี้ เผื่อจะเอาไปใช้ต่อรองได้
เช้ามาถึงแต่ฝนสีครามยังคงตกอยู่ Rahu เดินฝ่าฝนสีครามออกจากคฤหาสน์ไปอย่างเร่งรีบ ไม่สนใจเสียงตำรวจยามที่เรียกรั้ง ตั้งใจจะไปจับ Sinner นักฆ่าคนนั้นให้ได้
เพิ่มเติม
-Rahu เข้าใจผิดเต็มๆ แถมโดนหลอกหลายกระทง
-การละครแม่ค้าขายกระทง Shalom ตีบทแตกได้รับรางวัลเรียบร้อย

วันที่ 22 เดือนกรกฎาคม N.F. 113 เวลา 07:18 ณ ถนนสายหลัก Flowerdale ใกล้ๆกับวิลล่า Erica มีสาวผมสีม่วง(Garofano) ถือช่อดอกไม้คาร์เนชั่นสีขาวและร่มคันหนึ่งเดินอยู่ พยักหน้าทักทายเหล่าตำรวจยามที่เดินตรวจตราไปมา ก่อนจะเดินเข้าร้านตัดเย็บ แต่ประตูไม่ได้ล็อกอยู่ เธอตกใจเล็กน้อย แต่แล้วก็หุบร่ม เข้าร้านไปด้วยรอยยิ้ม เจอ Rahu อยู่ในร้าน จึงทักทายว่า
“"ร้านยังไม่ถึงเวลาเปิดก็เลยไม่คิดว่าจะมีใครเข้ามา คุณทำให้ฉันกลัวอยู่เหมือนกันนะ…”
“สวัสดีค่ะ คุณลูกค้า ตอนนี้ร้านปิดอยู่ ถ้าอยากได้ชุดตัดพิเศษ รบกวนมาวันหลังนะคะ” Garofano ทักทายใหม่อีกครั้ง
Rahu ไม่ตอบอะไร มอง Garofano เอาช่อดอกคาร์เนชั่นสีขาวใส่แจกัน แล้วถึงชมว่าดอกไม้สวยดีนะ Garofano เล่าว่า สามีชอบดอกคาร์เนชั่น ชอบสีม่วงเพราะทำให้นึกถึงตัวเธอเอง สามีเป็นทหาร FAC เกษียณมาหลายปีแล้วแต่ก็โดนเรียกด่วนเข้าไปช่วยที่ Syndicate ทำให้เสียชีวิต แล้ว Garofano ก็ปาดน้ำตากล่าวขอโทษเพราะเพิ่งไปไว้อาลัยสามีมา Rahu บอกเข้าใจ Garofano ถามต่อทันทีว่า คุณเคยเจออะไรคล้ายๆ กันเหรอ? ถ้ามีดอกไม้ที่อยากจะทำไปไว้อาลัยล่ะก็ หยิบจากร้านนี้ไปได้เลยนะ Rahu บอกว่าก็มีคนที่อยากไว้อาลัย แต่ไม่ใช่ตอนนี้
Rahu ปิดม่านลง พูดว่า ตอนนี้สถานการณ์ที่ฝั่งตะวันตกแย่จากการติดเชื้อจนไม่สามารถจัดงานศพได้ ถ้าตายจากเหตุการณ์นี้จริงๆ กว่าจะจัดงานศพได้ก็ต้องเป็นเดือนหน้า คุณไปไว้อาลัยสามีที่ไหน? แต่ Garofano ยังไม่ทันได้ตอบ Rahu เขวี้ยงโล่ใส่ทันที Garofano หลบได้อย่างคล่องแคล่ว พร้อมรอยยิ้มแหย่ๆ ขี้เล่น
“ตายจริง…คุณใจร้อนจัง”
แล้วทั้งสองก็เริ่มปะทะกัน Garofano ใช้เข็มเข้าสู้กับโล่ของ Rahu แต่ระหว่างที่สู้ Garofano ยังคงพูดโน้มน้าว ยกเรื่อง FAC มาคุยกับ Rahu ถ่วงเวลาจนยาพิษมาเนียเริ่มออกฤทธิ์ ทำให้ Rahu เคลื่อนไหวช้าลงเพราะ Garofano อยากคุยกับ Rahu ดีๆ
เพิ่มเติม
-Rahu จะบอกว่า โกหกไม่เนียนน่ะ
-Garofano เคยแต่งงาน แต่สามีเสียชีวิตไปแล้ว

Garofano อธิบายว่า BR-002 ที่ฝั่งตะวันตกใหญ่มากจน FAC ไม่ว่าง 9th Agency ก็ยุ่ง Rahu จากกองกำลัง FAC-G47 ไม่ควรจะมาอยู่ที่นี่ได้ ขัดคำสั่งเบื้องบน ผิดกับกฎของ FAC แต่ Garofano เข้าใจดีว่าในฐานะผู้รอดชีวิตหนึ่งเดียวจากปฏิบัติการ Eclipse แล้ว Rahu คงอยากจะแก้แค้น เพราะ Garofano ก็แค้น Paradeisos ที่ทำให้ครอบครัวของเธอตายกันหมด ยอมเป็น Sinner ขนาดนี้แต่ก็ยังหาตัว Paradeisos ยาก
Garofano ชวน(ขายตรง) Rahu เข้าร่วม the Garden ตอนแรก Rahu เกือบจะตัดสินใจเข้าร่วม แต่แล้วก็นึกถึงมอนสเตอร์มาเนียที่ใช้โจมตีก่อนหน้านี้ มีตำรวจยาม ผู้บริสุทธิ์ ไหนจะหญิงสาวที่อ่อนแอ(Shalom)ที่บาดเจ็บได้รับอันตรายเกือบถึงชีวิต(การละคร) Garofano ได้ยินแบบนั้นก็ผิดหวัง สำหรับเธอแล้ว ไม่ว่าจะรูปลักษณ์อ่อนแอแค่ไหน ถ้าเป็นคนจาก Paradeisos ก็คือคนชั่วทั้งหมด
Rahu ใช้พลังมาเนียของตัวเองให้มากขึ้นเพื่อลบล้างพิษในร่างกายแล้วเริ่มสู้กับ Garofano อีกครั้ง ผลลัพธ์เดาไม่ยากว่า Rahu สามารถจับ Garofano ไว้ได้ ใช้โล่กดไว้กับพื้นจนกระดูกหัก Garofano ถึงยกเรื่องจดหมายมาคุย ว่าถอดรหัสรึยัง? Rahu บอกไม่สนใจ Garofano ถึงยอมบอกว่า ถ้าถอดตามบทกลอน ตามบทพูด นำตัวอักษรมาเรียงกันได้เป็น 0JA JPT TJ กลายเป็นเลข 052 578 85 ไงล่ะ
Garofano อธิบายว่าเลขนี้เป็นโค้ดลับสำหรับการติดต่อสื่อสาร เป็นโค้ดเดียวที่สามารถติดต่อเข้าไปภายใน DisSea ได้ในช่วงปฏิบัติการ Eclipse ในระหว่างที่อธิบายก็โจมตี Rahu ด้วยเข็มต่อไป ทิ่มเข้าแขน Rahu เริ่มทำให้มาเนียในตัว Rahu พลุ่งพล่าน ค่ามาเรียที่พุ่งสูงขึ้น พร้อมหมายเลข 05257885 ที่ฝังใจ ทำให้ Rahu จิตหลุดนึกย้อนถึงอดีต
เพิ่มเติม
-ปฏิบัติการ Eclipse มีทหาร FAC ถูกส่งไป 28 กอง แถมพอไม่ได้อะไรกลับมา ผู้บังคับบัญชา(Dravyn)ที่สั่งการก็หนีหายไป FAC ต้องรับผิดชอบทุกชีวิตที่ตายไป
-เรื่องราวต่างๆ ของผู้บังคับบัญชา Dravyn สามารถอ่านได้ที่ Shattered Blade (จิ้ม)
-พ่อของ Garofano เป็นพนักงานขนส่งของ FAC ติดเชื้อมาเนียจากสินค้าที่แอบขนออกมาลับๆ จากปฏิบัติการ Eclipse แล้วกลับบ้าน กลายเป็น Corruptor ต่อหน้าทุกคนในครอบครัว ตายทุกคน มีแค่ Garofano ที่รอดชีวิต
-the Garden อยู่กันแบบครอบครัว Rahu เลยรู้ว่าถ้าจับ Garofano ไว้ เดี๋ยวหัวหน้า the Garden (Coquelic) ก็คงออกมา
- 0JA JPT TJ กลายเป็นเลข 052 578 85 ด้วยวิธีการกดโทรศัพท์ปุ่มกด (นึกไม่ออกให้นึกถึงโนเกีย 3310)
-ส่วนวิธีเรียงเลขมาจากปริมาณแสงแดดที่ดอกไม้ต้องการ ซากุระต้องการแดดน้อยสุด(0JA) ถัดไปเป็นลิลลี่(JPT) ดอกคอสมอสใช้แดดเยอะสุด(TJ)

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━
ย้อนไปในอดีต
ณ DisSea ในปฏิบัติการ Eclipse เสียงหัวหน้าหน่วยของ Rahu ที่ชื่อว่า Varna พยายามสั่งตะโกนให้ทุกคนถอยทัพเพราะน้ำทะเล DisSea สูงขึ้นเรื่อยๆ แถมติดต่อ Paradeisos ไม่ได้อีกต่างหาก
05257885: กำจัดสิ่งกีดขวางสำเร็จ ตั้งจุดยึดสำหรับการสังเกตการณ์แบบ Super-Loop เรียบร้อยแล้ว มาเนียที่รบกวนถูกกรองออกเช่นกัน การเชื่อมต่อสเถียร
05257885: สวัสดี เหล่าทหาร FAC แห่งปฏิบัติการ Eclipse ฉันคือผู้สังเกตการณ์จาก Paradeisos และหน่วยประสานงานของพวกคุณ พวกเราได้รับข้อมูลและวิเคราะห์สถานการณ์ในสนามรบแล้ว การตัดสินใจของพวกเราคือ ภารกิจนี้จะยังดำเนินต่อไป
05257885: พวกเรามีเป้าหมายเดียวเท่านั้น นั่นคือ พยายามการยืนหยัดสู้กับคลื่นของ DisSea ที่สูงขึ้นมาให้ได้จนกว่าภารกิจจะสำเร็จ ฉันจะช่วยคุณในการปรับแผนกองกำลังใหม่ จากการคำนวณตามเวลาเชิงสัมพัทธ์ภายใน Black Ring กองกำลังที่เหลือยังสามารถประคองสถานการณ์ได้อีก 34 นาที
05257885: ฉันเข้าใจดีว่าสภาพจิตใจของทุกคนใกล้จะถึงขีดจำกัดแล้ว เพราะฉะนั้น ฉันมีข่าวดีมาบอก
05257885: หน่วยกู้ภัยได้บุกลึกเข้าไปใน DisSea แล้ว โปรดยื้อเวลาไว้อีกสักพัก เพียงแค่ต้านคลื่นและถ่วงเวลาไว้ให้ได้อีก 44 นาที พวกเขาก็จะไปถึงแนวป้องกันชั่วคราว
05257885: เอาล่ะ เตรียมตัวให้พร้อม พวกคุณอยู่ในสถานที่ที่ความมุ่งมั่นสามารถเปลี่ยนแปลงความเป็นจริงได้ พวกคุณคือผู้ที่แน่วแน่และกล้าหาญที่สุดใน DisCity ทั้งหมด
05257885: คุณทำได้แน่นอน
แต่ในความเป็นจริงแล้ว Rahu และกองทหารยื้อรออยู่ถึง 3 ชั่วโมงก็ไม่มีใครมา
05257885: ปฏิบัติการครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง FAC คือความหวังเดียวของเรา Paradeisos ขอแสดงความนับถืออย่างสูงสุดต่อพวกคุณ
เพิ่มเติม
-05257885 คือ HUSH รุ่นก่อนหน้า Shalom
-ในเหตุการณ์นี้ Shalom ยังไม่ขึ้นเป็น HUSH
-วิธีการพูดของ 05257885 ค่อนข้างมีความตรงไปตรงมามากกว่า Shalom วิธีการพูดของ 05257885 โกหกตรงๆ พูดให้กำลังใจแบบสวยหรูเกินเหตุ ไม่เหมือน Shalom ที่จะพูดคลุมเครือตลอดเวลา ไม่โกหกแต่ก็ไม่บอกตรงๆ
-สาเหตุที่ Paradeisos ไม่มาก็เพราะไปแย่งชิงของสำคัญจาก Underground คือสิ่งที่จะกลายเป็น Chief

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━
กลับมาปัจจุบัน
Rahu ตะโกนโมโหสุดเสียงที่โดน Paradeisos ทอดทิ้ง Garofano ที่ฟังอยู่ถึงกับแซวออกมาว่า
“ตะโกนให้ใครฟังล่ะ?”
พร้อมกับนำเข็มจิ้มเขาที่ไหปลาร้าของ Rahu หมุนเข็มให้ยาพิษกระจายตัวอย่างรวดเร็ว เพื่อให้มาเนียในร่างกายของ Rahu คลุ้มคลั่งมากยิ่งขึ้น Rahu ได้สติกลับมาปัจจุบันแล้วก็เริ่มพยายามเค้นถามเรื่องข้อมูลของ 05257885 อยากคว้ากระชากคอมาคุย แต่ร่างกายเริ่มไม่ไหวแล้ว มาเนียเยอะจน Rahu แทบจะสติแตกเป็นเสี่ยงๆ
Garofano ดึงเข็มที่ 3 ออกมาลากเลื่อนผ่านอกของ Rahu ราวกับว่าจะจิ้มปักลงที่หัวใจ บ่นเรื่อง Paradeisos ว่าชั่วมากแค่ไหน ต่อให้บริสุทธิ์มือก็ไม่เคยสะอาดจริงๆ ต่อให้ Rahu เป็นหมาที่เชื่องของ Shalom ไปก็ไม่ได้อะไรหรอก ไม่ได้รับการสนใจแยแสซะด้วยซ้ำ Garofano เปิดอกเสื้อของ Rahu ออกแล้วหยิบม้วนกระดาษภาพดอกไม้ออกมา บอกว่า นี่คือจดหมายเตือนฆ่าล่วงหน้า ส่งให้ Paradeisos ทุกคนที่ Garofano ตามหาเจอ ถ้าอยากรอดก็ต้องให้ข้อมูล
พูดมาทั้งหมด Rahu ยังคงไม่พอใจ เพื่อล้างแค้น Paradeisos ผู้บริสุทธิ์ถูกฆ่าไปมากมาย มันไม่ถูกต้อง! ซึ่ง Garofano บอกว่า มันคือการเสียสละเพื่อสิ่งที่ถูกต้องต่างหาก! สิบปีผ่านมา ยอมตกนรก ละทิ้งทุกอย่างเพื่อการล้างแค้น ก็ยังดีกว่า Rahu ที่ไม่ทำอะไรเลยนอกจากเป็นหมาเชื่องให้หญิง Paradeisos คนนั้นจูงคอไปวันๆ

เสียงหัวเราะลั่นของ Rahu ใช้พลังมาเนียของตัวเองมากขึ้นแล้วส่งเสียงดัง พุ่งเข้าใส่ Garofano บีบคอยก Garofano กระแทกกำแพง แต่ด้วยค่ามาเนียที่สูง ทำให้ระบบรักษาความปลอดภัยดังแจ้งเตือน ตำรวจยามเริ่มเข้าล้อมพื้นที่ทันที กลายเป็น Rahu ที่ดูอันตรายมากกว่า Garofano ในกำมือ ตำรวจยามมองว่า Rahu คลุ้มคลั่ง Garofano หัวเราะพอใจ เอื้อมมือไปปลดหน้ากากของ Rahu ออก ทำให้ Rahu ส่งเสียงร้องแล้วปล่อยมือทันที ผงะถอยออกไปพยายามปกปิดใบหน้าตัวเอง
ความคลุ้มคลั่งของ Rahu ตอนนี้สายตาพร่ามัวจนมองอะไรไม่เห็นแล้ว กรีดร้องทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางทาง พยายามตามหา Garofano ให้ได้ แต่สิ่งเดียวที่เหลืออยู่คือเสียงที่ละมุนละไมของ Garofano
“เชิญจมปลักอยู่กับอดีตเพราะความดื้อรั้นของตัวเองต่อไปเถอะ”

Rahu พุ่งไปเรื่อยๆ อย่างสุดชีวิต ใครเรียกก็ไม่สนใจ เห็นเส้นเชือกด้าย Rahu ตามไปทันที แต่กลับเจอขวดน้ำหอมกลิ่นลาเวนเดอร์พร้อมจดหมายที่เขียนเกี่ยวกับเหล่าเทพีแห่งโชคชะตา Rahu วิ่งไปทางสวนดอกไม้ ไม่เจออะไรเลย แต่ดอกไม้ที่จำนวนเยอะขนาดนี้กลับดูเหมือนสายตาของผู้คนที่จับจ้อง จนเจอกับขวดน้ำหอมรูปนก จดหมายเขียนว่า “หากไม่มีนกฮัมมิงเบิร์ด แล้วกลิ่นหอมของดอกไม้จะมีไว้เพื่ออะไร? หากปราศจากหัวใจ เครื่องจักรจะสามารถมีชีวิตขึ้นมาได้จริงเหรอ?” Rahu วิ่งฝ่าฝนสีครามมานานจนสติเลอะเลือน แยกกลางวันกลางคืนไม่ออก เห็นกลุ่มก้อนมาเนียด้านหน้า แต่ก็พบกับขวดน้ำหอมที่มีรูปร่างคล้ายโล่ของ Rahu พร้อมจดหมายที่คุยถึงโล่ของ Rahu
[ช่วง Minigame]
ดอกทิวลิป บรรยายไว้ว่าเป็นดอกที่เหมือนถ้วยแก้ว แม้จะมีหลากสีแต่ก็ไม่มีอะไรงดงามเท่าสีดำ หยดน้ำหอมขวดทรงคล้ายโล่ของ Rahu แล้วได้รหัสลับว่า 44
ดอกไอริส บรรยายไว้ว่าเป็นดอกที่มีหลากสี ตรงกลางหัวใจเป้นสีทอง ต้องรอให้บานก่อนแล้วค่อยใส่ลงช่อดอกไม้ หยดน้ำหอมสีม่วงอ่อนกลิ่นลาเวนเดอร์แล้วได้รหัสลับว่า 88
ดอกโคลัมไบน์ บรรยายไว้ว่าเป็นดอกไม้ 5 กลีบที่หยดย้อยเหมือนปากของนก หยดน้ำหอมจากขวดทรงนกแล้วได้รหัสลับว่า 44
เพิ่มเติม
-ทุกคนพยายามแจ้งเตือนกันว่า Sinner อาละวาดคลุ้มคลั่ง
-ในจดหมายเหล่าเทพีแห่งโชคชะตาบอกว่า เทพีคนน้องคือคนที่ชักใยโชคชะตา คนกลางคือคนที่ดูแลเส้นใยโชคชะตา ส่วนคนพี่คือคนที่คอยตัดเส้นใยแห่งโชคชะตา Rahu อยากจะฝากฝังชีวิตตัวเองไว้กับเทพีคนไหน
-ดอกไม้ปล่อยกลิ่นออกมาเพื่อดึงดูดผู้ผสมเกสร แต่นกฮัมมิ่งเบิร์ดที่ไม่ใช้กลิ่นเลือกดอกไม้ ใช้ภาพและรสชาติ กลิ่นของดอกไม้จึงเป็นสิ่งไร้ค่า สื่อว่า คุณค่าของบางอย่างอาจจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีใครบางคนเห็นคุณค่าของมัน เปรียบเทียบกับหัวใจที่เป็นความรู้สึก จิตวิญญาณ และมนุษยธรรม แต่ก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็นของเครื่องจักร หัวใจคือสิ่งไร้ค่าสำหรับเครื่องจักร ต่อให้ไม่มี ทุกอย่างยังคงดำเนินหน้าต่อไปได้ สองประโยคนี้สื่อถึงความหมายที่ว่า การที่ไม่มีความสำคัญหรือคุณค่ากับอะไรเลย การมีตัวตนอยู่ของสิ่งสิ่งนั้นจะยังจำเป็นอยู่อีกไหม?



ตกกลางคืน Rahu ที่คลุ้มคลั่งยังคงไม่หยุด สถานการณ์เริ่มไม่ดี Rahu เริ่มนึกถึงคำพูดของ Adrian (ผู้บังคับบัญชา FAC) ว่ามาเนียเป็นสิ่งไร้เหตุผลเกินกว่าที่มนุษย์จะเข้าใจได้ ทำลายร่างกายและจิตใจมนุษย์จากจุดอ่อน FAC ต่อกรกับมาเนียด้วยความจงรักภักดี อย่าสงสัย อย่าตั้งคำถาม แค่ทำตามคำสั่ง จงเชื่อมั่นในผู้สั่งการ จะเพราะความโง่หรือความดื้อรั้นก็ไม่เป็นไร ตราบใดที่ FAC ยังสามารถทุ่มเทเพื่อการปกป้อง DisCity ได้ก็คุ้มค่า Rahu นึกถึงวินาทีที่ซื้อมาเนียมาเพื่อฉีดเข้าร่างกาย นึกถึงคำพูดไร้สาระของ Paradeisos นึกถึงคำพูดของตัวหน้าหน่วยที่พยายามสอนให้ Rahu รู้จักรักตัวเอง รู้จักความหวังและอนาคต แต่สุดท้ายแล้ว หัวหน้าหน่วย Varna ก็ตายไปอย่างไร้ค่า
Varna ตายเพื่อ Paradeisos หรือตายเพื่อ Rahu กันแน่? Rahu เริ่มตั้งคำถามในหัวกับตัวเอง ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจดีอยู่แล้ว
เพิ่มเติม
-Varna สั่งให้ Rahu ขึ้นรถ แต่ Rahu ไม่ยอมเพราะไม่งั้น Varna จะตาย Varna จึงจับ Rahu ยัดเข้ารถแล้วล็อกรถ อยากปกป้อง Rahu ให้ถึงที่สุดเพราะ Varna เป็นคนพา Rahu เข้ากองทัพมา ซึ่งทันทีที่รถถูกล็อก มอนสเตอร์ต่างๆก็ไหลท่วม ดัน Varna จนโดนบีบอัดกับรถจนตาย แน่นอนว่าใบหน้าของ Varna แนบกระจกรถจนบิดเบี้ยวตายไป กลายเป็น PTSD ของ Rahu
-รูป CG Rahu ที่กำลังคลุ้มคลั่ง ดูคล้ายกับมังงะ Berserk ในตอนที่ตัวเอกอย่าง Guts กำลังบ้าคลั่ง


Rahu ทุ่มกระจกรถในภาพมิติความฝันจนแตก แต่ทุกอย่างก็กลับมาอยู่ ณ ที่ปัจจุบัน ท่ามกลางฝนสีคราม เสียง ปิ๊บๆๆ ดังขึ้นมา
“ปิดโหมดการโจมตี เธอคนนั้นเป็นพันธมิตร” เสียงของ Shalom ดังขึ้น
Shalom เดินเข้ามาใกล้พร้อมกลิ่นดอกไม้ที่ฟุ้งจนฉุน Shalom ถามหาหน้ากากที่ Rahu มักจะใส่ไว้เสมอ แต่ Rahu พยายามไล่ Shalom ออกไปอย่างทุลักทุเล Shalom ยังคงถามต่อว่าใช้วิธีการสุดโต่งในการเป็น Sinner สินะ? ใช้คริสตัลมาเนียหรือว่าจงใจโดนมาเนียปนเปื้อนล่ะ? แล้ว Shalom ก็ก้มลงไปเก็บกระดาษจดหมายขึ้นมาอ่าน
“05257885... นี่คือเหตุผลที่เข้าหาฉันสินะ คุณกำลังพยายามตามหาเบื้องหลังหมายเลขนี้เหรอ?”
“แต่ดูท่าวิธีการของคุณจะไม่ได้ผลนะ คุณไม่ได้อะไรกลับไปเลย”
“มากับฉันสิ Rahu คุณเปียกฝนหมดแล้วนะ”

ร่มของ Shalom ขยับเข้าไปใกล้ Rahu เพื่อกันไม่ให้โดนฝน แต่ Rahu กลับยกโล่สะบัดใส่ ทำให้ร่มกระเด็นออกไป ทั้งสองคนเริ่มเปียกฝนสีคราม มาเนียลามขึ้นแก้มขึ้นตาของ Rahu จนแยกแยะอะไรไม่ออกแล้ว Rahu ยังคงพูดไล่ Shalom ออกไปแม้จะจำไม่ได้แล้วว่าใคร สติเลือนรางไปหมด โทษว่าเป็นเพราะ Paradeisos ทำให้ Varna ตาย
ลำแขนของ Shalom ช้ำหน่อยๆ กระโปรงเปรอะเปื้อนโคลน กายโชกฝนสีคราม แต่ Shalom ก็ไม่ได้รีบหลบฝนแต่อย่างใด สายตายังคงจับจ้องไปที่ Rahu เงียบๆ ไม่นานนัก Rahu ก็ได้ยินเสียงแผ่วเบาของ Shalom อีกครั้ง ตามมาด้วยเสียงหัวเราะแผ่วจนแทบไม่ได้ยิน
“ฉันรู้…”
“การปกป้องฉัน ไม่ใช่ภารกิจ FAC หรอก คุณมาหาฉันเพื่อเข้าใกล้ Paradeisos เพื่อการล้างแค้นของคุณเอง”
“คุณช่างเป็นนักแสดงที่ยอดแย่เสียจริง”
คำพูดที่เย็นชาของ Shalom ทั้งหมด ทำให้ Rahu พยายามเงยหน้ามอง ‘คนแปลกหน้า’ ตรงหน้า แต่ผู้หญิงตรงหน้ายืนค้ำหัว จ้องมองลงมาอยู่(ตอนนี้สติ Rahu ไปหมด จำหน้า Shalom ไม่ได้ด้วยซ้ำ)
“คุณคือความล้มเหลวของ FAC และ…เป็นคนโง่เขลาจมปลักอยู่กับการล้างแค้น จนลืมตัวตนของตัวเอง เพราะงั้น ฉันจะบอกให้ว่าคุณคือใคร”
“ครั้งหนึ่ง ตัวตนนั้นเคยเป็นอัศวินที่จงรักภักดี ซื่อสัตย์ที่สุด เมื่อเสียเจ้านายไป เลยกลายเป็นหมาจรจัดที่ไร้เจ้านาย”
“คนหลงทาง เอาแต่คลุ้มคลั่งอาละวาดอย่างไร้จุดหมายในความมืด สิ่งที่คุณทำมีแค่เสียงเห่าและความพิโรธ สิ่งเหล่านี้ไม่เคยพาคุณไปถึงไหนเลย”
หญิงจาก Paradeisos นามว่า Shalom พูดอย่างเฉื่อยช้า เสียงของเธออ่อนโยนนุ่มนวลดุจสายฝนพรำ ทว่าคำพูดเหล่านั้นกลับเย็นเฉียบจนกลายเป็นน้ำแข็งแหลมที่ทิ่มทะลุตัว Rahu

ยิ่งพูดยิ่งเจ็บ Rahu ไม่อยากฟัง ใครฟังต่อก็หมาแล้ว Rahu พยายามบอกให้หุบปาก แต่ Shalom ยังคงพูดต่อ
“คุณตัดสินใจอย่างสะเพร่าบ้าบิ่นจากภาพจินตนาการอันไร้เดียงสาเกี่ยวกับ Paradeisos เชื่อว่าหากพิสูจน์ความแข็งแกร่งและกวาดเอาความสำเร็จทั้งหมดมาไว้กับตัว จะทำให้คุณดูมีคุณค่าและได้รับการยอมรับ นั่นแหละคือเหตุผลที่คุณกลายเป็นแบบนี้ในท้ายที่สุด”
“คุณเข้าใจผิดมาโดยตลอด Paradeisos ไม่ได้ต้องการความแข็งแกร่ง พวกเขาต้องการเพียงเครื่องมือ เครื่องมือที่เชื่อถือได้ ใช้งานสะดวก ใช้ต่อกรกับมาเนียได้อย่างปลอดภัย การลอบเข้ามาข้างหลังพวกเราจะมีค่าอะไร เรื่องแค่นี้คุณก็ยังไม่รู้?”
“ความกระหายพลังทำให้คุณเลือกเดินบนความเสี่ยง และความสำเร็จที่โดดเด่นของคุณก็เกิดจากความดื้อรั้นต่อต้าน แต่คุณแหลมคมเกินไป คมจนไม่มีทางเข้ากับอะไรก็ตามที่คุณไม่เต็มใจจะเป็นส่วนหนึ่งของมัน”
“คุณไม่เห็นเหรอ ว่าตัวเองน่าสมเพชแค่ไหน ทุกสิ่งที่คุณทำทั้งหมดมีแต่ตอกย้ำว่าคุณไร้คุณสมบัติสำหรับ Paradeisos”

“งั้นก็ฆ่าฉันสิ! เหมือนกับที่แกฆ่าพวกของฉัน!!” Rahu ร้องด้วยความเจ็บปวด
“พวกพ้องของคุณทั้งเหนือกว่าและน่าเชื่อถือกว่าคุณมาก FAC ได้รับความไว้วางใจอย่างลึกซึ้ง และพวกเขาก็เป็นเครื่องมือที่ภักดีอย่างที่สุด” Shalom ตอบกลับ
“นี่แก!!” Rahu ตวาดขึ้นมา แต่ก็โดน Shalom พูดกลบต่อ
“สำหรับคุณ… ไม่มีใครจำเป็นต้องลงมือฆ่าคุณหรอก คุณเลือกพาตัวเองเข้ามุมจนตรอกด้วยตนเอง ท้ายที่สุดแล้ว คุณก็ไม่ได้แก้แค้นให้ใคร ไม่ได้ประสบความสำเร็จอะไรเลย สิ่งเดียวที่คุณทำสำเร็จ คือทำให้ตัวเองกลายเป็นคนน่าสมเพชที่ยังมีลมหายใจอยู่”
Rahu ไม่ฟังแล้ว ด้วยมาเนียที่คลุ้มคลั่ง Rahu พุ่งเข้าใส่ Shalom ด้วยร่างกายที่แม้แต่ตัว Rahu เองก็ไม่สามารถควบคุมได้จนล้มไป Shalom หุบร่ม เอาส่วนปลายทิ่มจ่อลงไหล่ของ Rahu เบาๆ แต่ก็แรงมากพอที่จะกดปลายแหลมนั้นบังคับไม่ให้ Rahu ลุกขึ้นมาอีก ฝนสีครามที่ตกลงมาเริ่มแผดเผาผิวของ Rahu จนได้แผลใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆ ความเจ็บปวดนั้นเองก็ทำให้ Rahu เริ่มได้สติเลือนรางขึ้นมาบ้าง
“ใจเย็นๆ ควบคุมพายุที่ปั่นป่วนอยู่ในตัวคุณให้ได้ แล้วมองความจริงตรงหน้าให้ชัด” Shalom พูดขึ้นมา
“ฉันเป็นศัตรูของคุณเหรอ?”

ความเจ็บปวดแผดเผาไหล่ของ Rahu แต่ก็ชะล้างมาเนียสีแดงฉานที่บดบังสายตาไปด้วย การมองเห็นของ Rahu กลับมาชัดอีกครั้ง ภาพหญิงสาวตรงหน้าก็ชัดเช่นกัน รูปร่างที่เรียวบางของเธอ ดูเหมือนพร้อมจะแตกสลายได้ทุกเมื่อภายใต้สายฝนสีคราม บนผิวอันเปลือยเปล่าของ Shalom รอยไหม้สีแดงมาเนียสด ปรากฏเด่นชัดท่ามกลางบาดแผลมากมาย เมื่อเทียบกับของ Rahu แล้ว รอยไหม้เหล่านั้นดูอ่อนแรงกว่าอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าซีดขาวของ Shalom เผยว่าเธอใกล้จะหมดความอดทนแล้ว
“เธอก็เป็น...Sinner...เหมือนฉันงั้นเหรอ?” Rahu ถามขึ้นมา
“Paradeisos ถึงได้ทิ้งเธอสินะ...” Rahu พูดทั้งๆ ยังคงมีความเชื่อแบบนั้น
“ไม่ใช่การถูกทอดทิ้ง แต่ถูกใช้งาน สำหรับ Paradeisos การถูกใช้ คือหลักฐานของความไว้วางใจ พลังของฉันไม่แข็งแกร่งเท่าคุณ แต่ฉันทำทุกภารกิจที่ได้รับมอบหมายสำเร็จ ในฐานะ Sinner ฉันได้รับความไว้วางใจจากพวกเขา” Shalom ตอบกลับอย่างตรงไปตรงมา
“...ในฐานะเหยื่อล่อ?” Rahu ถามขึ้นมาอย่างไม่เข้าใจ
“ในฐานะเครื่องมือ” Shalom สวนทันควัน ก่อนจะพูดต่ออีก 2 ประโยค
“ถึงฉันจะเป็นเพียงคนที่ไม่มีความสำคัญ แต่ตอนนี้ฉันคือเครื่องมือที่ยอดเยี่ยม… และฉันสามารถเปิดเส้นทางเข้าสู่ Paradeisos ให้คุณได้”
“…จงเป็นเครื่องมือของฉันซะ ให้พวกเขาใช้งานคุณ และไว้วางใจคุณผ่านตัวฉัน ตัวฉันเป็นเส้นทางของคุณเข้าสู่ Paradeisos ได้”

Rahu ตกใจกับคำพูดนั้นมาก ก่อนจะพูดออกมาอย่างลังเล เป็นใครเจองี้ก็ไม่คิดไม่ฝันทั้งนั้น แต่ไม่ใช่สถานการณ์มัดมือชกแบบนี้
“นี่เธอพูดบ้าอะไร...ฉันอยากล้างแค้น ฉัน...ฉันรับคำสั่งจากเธอไม่ได้ ฉัน...” Rahu ตอบแบบนั้น แววตา Shalom เพียงมองต่ำลงมา ส่องประกายความเวทนาเพียงชั่วขณะ ก่อนจะเอ่ย 3 ประโยคที่ฟังแล้วสะท้านไปทั้งร่าง
“ทำได้ดีแล้ว ยืนหยัดต่อสู้อย่างไม่หวาดหวั่น จนถึงขีดจำกัดของตัวเองจนตรอก จนในที่สุด คุณก็มาอยู่ตรงหน้าฉัน ทำได้ดีมาก… จากนี้ไป ปล่อยให้เป็นหน้าที่ฉันเอง ไม่ว่าจะเป็นการล้างแค้น หรือการหลุดจากบ่วงกรรม ฉันสามารถสนองสิ่งที่คุณต้องการได้ทุกอย่าง ความปรารถนาของคุณจะเป็นจริง โดยมีข้อแม้เพียงอย่างเดียว…”
“จงตั้งสติ จงปกป้องฉัน คุณคืออัศวิน ปกป้องฉันเช่นเดียวกับที่คุณเคยปกป้องผู้ที่คุณภักดีมาก่อน”
“อย่าได้หลงทางอีก”
Rahu ยังคงไม่เข้าใจแม้แต่น้อย แต่ Shalom ไม่ตอบอะไร มีเพียงแค่เสียงสายฝนโปรยปราย จนกระทั่ง Shalom พูดพึมพำขึ้นมาเบาๆ
“โชคชะตาช่างน่าเวทนา พเนจรหยั่งสู้ทุกสรรพสิ่ง...ขอให้คุณ...”
Rahu ได้ยินไม่ชัดว่า Shalom พูดว่าอะไรจึงถามซ้ำอีกครั้ง พยายามอ่านสีหน้าของอีกฝ่าย แต่ Shalom ยังคงหน้านิ่งราวกับหุ่นขี้ผึ้ง คำพูดที่แผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน ถูกกลืนเลือนหายไปท่ามกลางเสียงฝนที่โปรยปราย
“เครื่องมือไม่ตั้งคำถาม จงทำตามที่ฉันสั่งก็พอ”
เพิ่มเติม
-“โชคชะตาช่างน่าเวทนา พเนจรหยั่งสู้ทุกสรรพสิ่ง...ขอให้คุณ...” Text UI ในเกมตรงนี้จะเล็กกว่าปกติมาก เพราะ Shalom พูดเบามาก
-นี่ Shalom หรือคิวเบย์ขายตรงเก่ง…
-แต่มุมมองคนชอบมังงะ Berserk ก็จะฟีลแบบ จะถวายเพื่อชุดแบทแมนหรือไม่(ฮา)

สายฝนสีครามโปรยปรายลงบนมือของเธอ มือที่จับร่มไว้ค่อยๆ ลดต่ำลงอย่างช้าๆ จนจี้ปลายร่มมาอยู่ในระดับอกของ Rahu
“ลุกขึ้นและจงเลือก นี่คือโอกาสเดียวของคุณ” Shalom พูด
สายฝนทำให้ผมสีแดงสดของเธอเปียกชุ่ม หยดน้ำไหลผ่านเปลือกตาลงมา ปฏิกิริยามาเนียจากฝนสีครามที่ถูกกระตุ้นยังคงลุกลาม รอยไหม้มาเนียสีแดงยิ่งส่องสว่างขึ้นเรื่อยๆ แต่หญิงสาวกลับนิ่งเฉยไม่ไหวติง เธอจ้องมอง Rahu ด้วยสายตาที่หม่นหมองขุ่นมัวมืดมนราวทะเลสีดำอันไร้ที่สิ้นสุด
“คนที่คุณต้องปกป้องกำลังเจ็บปวดอยู่ ควรทำอะไร?” Shalom เน้นย้ำ
Rahu ยังคงลังเลว่าไว้ใจได้รึเปล่า ทำไมถึงต้องช่วย? Shalom ต้องการอะไรกันแน่? แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งสงสัย แม้สมองจะยังหาคำตอบไม่ได้ แต่ก็รู้ตัวว่าถ้าไม่หยิบก็ไม่น่ามีชีวิตรอดจากตรงนี้ ร่างกายของ Rahu เริ่มขยับ มือยื่นออกไปหยิบร่มกางออก แล้วก้าวเข้าไปหา Shalom
“ตลอดมาฉันต้องการรับใช้เพียงคนเดียวเท่านั้น และเขาก็จากไปแล้ว แต่ฉันอยากเธอให้รักษาคำสัญญาของตัวเอง ฉัน… ขอห้ามไม่ให้เธอตาย” Rahu พยายามพูดย้ำอธิบาย Shalom เพียงแค่ยืนนิ่งๆก่อนตอบ
“ตราบใดที่คุณปกป้องฉัน ยังไม่ตายเร็วแน่นอน วางใจได้ ครั้งนี้ คุณทำได้แน่นอน”
เพิ่มเติม
-‘คุณทำได้แน่นอน’ ตลกร้าย 05257885(HUSH รุ่นก่อนหน้า) พูดคำนี้ทิ้งท้ายสำหรับทหาร FAC ในปฏิบัติการ Eclipse ซึ่ง Shalom เองก็นำมาใช้อีกครั้ง ราวกับว่าจะตอกย้ำ Rahu ที่ยังคงวนติดอยู่ที่เดิม

วันที่ 23 เดือนกรกฎาคม N.F. 113 10:30 ณ บ้านของ Shalom วิลล่า Erica อากาศท้องฟ้าแจ่มใส แม้ฝนสีครามจะยังคงตกอยู่ Rahu หลับไปโดยที่ไม่ฝัน ตื่นขึ้นมาเพราะกลิ่นดอกไม้อ่อนๆ ลืมตาเห็น Shalom กำลังจัดดอกไม้อยู่ใกล้ๆ ผ้าพันแผลต่างๆ ถูกเปลี่ยนใหม่หมดแล้ว Shalom เห็น Rahu ตื่นแล้วจึงได้ถามออกไป
“ฉันทำให้คุณตื่นรึเปล่า?”
“...เธอรู้สึกยังไงบ้าง? เมื่อคืนเธอเปียกฝน แล้ว… ฉันจำไม่ได้ว่าตัวฉันโจมตีเธอรึเปล่า” Rahu ถามอย่างสงสัย ยังคงเลือนรางกับเหตุการณ์เมื่อคืน
“ไม่เป็นไร บาดแผลคุณแย่กว่าอีก ทันทีที่กลับมา คุณก็หมดสติไปทั้งคืน ทุกคนเป็นห่วงกันหมด”
“ฉันไม่เป็นไร แค่หลับลึก” Rahu ตอบ
“ถ้ารู้สึกดีแล้วก็ลุกได้แล้ว เมื่อวานคุณบุกเต็มกำลังขนาดนั้น อย่าบอกนะว่าตอนนี้คุณอยากอู้?” ถึง Shalom จะพูดแบบนั้นก็เถอะ แต่ Rahu ก็ยังไม่ลุกทันทีอยู่ดี แถมซุกเตียงนอนต่อสักแปปด้วยซ้ำ
“ไม่ใช่แบบนั้น ฉันแค่แปลกใจ รู้สึกเหมือนไม่ได้หลับเต็มอิ่มขนาดนี้มานานแล้ว...”
Shalom ยิ้มตอบ ก่อนจะเปิดม่านรับแสงอาทิตย์ให้สาดส่องเข้ามาในห้องนอน แล้วพูดออกมา
“อย่ามัวแต่นอนอืดอาด เวลาไม่เคยรอใครนะ ไปเถอะ เรายังมีเรื่องสำคัญต้องทำ”

วันที่ 23 เดือนกรกฎาคม N.F. 113 13:00 ณ วิลล่า Erica อากาศท้องฟ้าแจ่มใส ด้วยฝนสีครามที่เปิดใช้งานกำจัดมาเนีย ทำให้ค่ามาเนียของเมืองต่ำลงมาก ซึ่งฝนสีครามจะใช้งานอีกแค่ 2 ชั่วโมงเท่านั้น แล้วทุกอย่างจะกลับมาเป็นปกติ Shalom และ Rahu ออกมาเดินเที่ยวเล่นด้านนอกพร้อมร่มคนละคัน ทำให้ผู้คนแถวนั้นมองกันหมด Rahu ถามย้ำว่านี่คือเรื่องสำคัญที่ต้องมาทำเหรอ? Shalom ตอบ
“ใช่ ฉันไม่ได้ออกมาข้างนอกสักพักหนึ่งแล้วน่ะ หาดูชุดแฟชั่นสไตล์ Eastside แล้ว ฉันชอบสองชุดนี้ หวังว่าเสื้อจะไม่รู้สึกทางการเกินไปนะ? ปลดกระดุมสักเม็ดสองเม็ด คงจะดูดีกว่านี้ นี่…เลิกเกร็งได้แล้ว ผ่อนคลายหน่อย เดี๋ยวโดนจับได้หรอก เราปลอมตัวเนียนอยู่นะ”
“นี่เรียกว่าปลอมตัวแล้วเหรอ?” Rahu ถามย้ำอีกครั้ง(ดูไม่ออกเลยจ้า)
มีชายเพื่อนบ้านคนหนึ่งเดินผ่านและจำ Shalom ได้ จึงรีบตรงปรี่เข้ามาจะคุยด้วย แต่พอเห็น Rahu ที่ตามหลังมา เขาเลยตัดสินใจถอดหมวกทักทายเฉยๆ แล้วเดินต่อไป เหตุการณ์นี้ทำให้ Rahu ถอนหายใจออกมาแม้ว่า Shalom จะยิ้มอยู
“ไหนเธอบอกว่าจะพาฉันไปที่ Paradeisos ไง ฉันไม่เห็นว่าทำแบบนี้แล้วจะมีประโยชน์ตรงไหน” Shalom ตอบ
“แต่คุณก็มาด้วยกันนี่ ความเร่งรีบทำให้เสียของ เราต้องรอจังหวะที่เหมาะสม”
“ฉันไม่มีอาวุธของฉันมาด้วย ถ้าเกิดอะไรขึ้นล่ะก็ ฉันไม่รับปากว่าจะจบงานได้ด้วยแค่ปืนกระบอกเดียว” Rahu บ่นกลับ
“ไม่มีอะไรเกิดขึ้นผิดแผนหรอก เชื่อฉันสิ ฉันไปตรวจดูที่จุดเกิดเหตุแล้วล่ะ เมื่อคืนผู้หญิงคนนั้น(Garofano)บาดเจ็บสาหัส ถ้ารักษาตัวเองแบบคุณไม่ได้ล่ะก็ คงทำอะไรไม่ได้จนกว่าฝนสีครามจะหยุดลง Paradeisos ต้องการตัว ฉันควรจะเป็นคนที่ล่อเธอออกมา แต่คุณมาขัดแผนการแถมทำให้เธอบาดเจ็บขนาดนั้น... ฉันคงได้แต่หวังว่าเธอจะไม่หมดกำลังใจแล้วหนีไปซะก่อน” Shalom พูดปลอบใจ
“เป็นความผิดฉันเหรอ?” Rahu ตอบทันควัน Shalom ถึงกับหัวเราะออกมาเบาๆ
“ไม่ใช่หรอก คุณก็นำข้อมูลที่น่าสนใจกลับมา เอาล่ะ ได้เวลาสักที”
เพิ่มเติม
-ก่อนที่ Rahu จะสลบไปเมื่อคืน Rahu พยายามบอก Shalom ทุกอย่างที่รู้ บอกทุกคำพูดของ Garofano โดยไม่มีตกหล่นว่า Garofano มีแหล่งข้อมูลจากใครบางคนในช่วงระหว่างการโจมตีของวันที่ 21 และเช้าวันที่ 23

ตอนนี้ Rahu เดาว่าแหล่งข้อมูลคือหัวหน้า แต่ Shalom บอกว่า ถ้ากลุ่มนักฆ่าบ้าบิ่นกลุ่มนี้(The Garden)มีข้อมูลดีๆ ตั้งแต่แรก คงอยู่รอดถึงทุกวันนี้ไม่ได้หรอก อย่างเก่งก็เป็นได้แค่มีดของคนอื่นเท่านั้น พวกเขาเป็นกลุ่มนักฆ่าที่ก่อตั้งที่ Eastside จากพลังมาเนียของ Underground เหยื่อคือ Sinner ที่น่าสงสาร ฉวยโอกาสจากความแค้น เปลี่ยนให้พวกเขามุ่งทำร้าย DisCity ด้วยพลังของ Underground ทำให้ตามตัวยาก การลอบฆ่าคนของ Paradeisos ล่าสุดก็เป็นฝีมือของกลุ่มนี้ Paradeisos ต้องการกำจัดทั้งกลุ่ม Rahu ถามว่า
“เธอเป็นหนึ่งในค่าใช้จ่ายในการจัดการกลุ่มนี้เหรอ?”
Shalom ได้ยินแล้วถึงกับหัวเราะ เพราะ Paradeisos ก็ยังคงถูกเข้าใจผิดอยู่เหมือนเดิม แต่อย่างน้อยๆ ข้อมูลของ Rahu ก็เจาะจงมากจน 9th Agency เริ่มเสาะหาเบาะแสได้
Rahu เริ่มถามถึงกลุ่มคนแปลกหน้า(ทีมงานจับกุม Sinner ของ MBCC) ที่แอบเข้าวิลล่าของ Shalom
“ตั้งใจจะจับ Garofano ในบ้านตัวเองรึยังไง?”
แน่นอนว่าแผนการก็คือใช่ Shalom ชมที่ Rahu ช่างสังเกต แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ ดีดใบไม้ข้างทางให้น้ำฝนสีครามโดนมือเล่นๆ(She สนุกมาก) Rahu เริ่มบ่นว่า MBCC ตอนนี้ไม่สามารถจับกุม Sinner ได้นะ Shalom ถึงบอกข้อมูลเพิ่มเติมว่า
“พวกเขาสูญเสียหัวหน้าไปแล้ว Sinner หลายๆ คนก็หลุดออกมา ทำให้กำลังใจไม่ดี แต่แผนการนี้สำเร็จแน่นอน เผลอๆ จะทำให้ MBCC มีกำลังใจทำงานมากขึ้นด้วย พวกเขาต้องยินดีที่ได้ช่วยแน่นอน คุณต่างหากล่ะ ที่ควรใช้โอกาสนี้สร้างเพื่อนใหม่ เผื่อจะรู้จักคนมากขึ้น ใช้งานได้ในอนาคต”
ทั้งหมดนี้ Rahu ก็ยังไม่เห็นด้วยเพราะแผนการอาจล้มเหลว แต่ Shalom ยืนยันชัดเจนว่าสำเร็จแน่นอน เพราะ Rahu ให้ข้อมูลมามากแล้ว แถมตอนนี้ Rahu ไม่ได้อยู่ที่บ้าน Shalom ด้วย ยังไง Garofano ก็เข้าไป
เพิ่มเติม
-Shalom รู้ว่า Garofano สนิทกับ Coquelic มาก ยังไงก็ล่อออกมาได้แน่นอน เพราะ Coquelic รักครอบครัวตัวเอง

มุมมอง Rahu ไม่คิดว่า Garofano จะโง่แบบนั้น แต่ Shalom แย้งว่า Garofano จะใจร้อนทันทีที่มีเรื่องครอบครัวเกี่ยวข้อง เหมือนกับที่ Garofano พยายามชวน Rahu เข้า The Garden ในฐานะคนที่อยากแก้แค้นเหมือนกัน ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผน Rahu ก็จะได้กลับเข้า Paradeisos พร้อมกับ Shalom Rahu ได้ยินแบบนั้นถึงกับสบถออกมา
“ชาว Paradeisos แท้ คิดแผนล่วงหน้าไกลกว่าคนอื่นสิบก้าวเสมอ”
“ดีใจได้เลย แผนการทั้งหมดนี่กำลังช่วยคุณอยู่ เพราะฉันอยู่ข้างคุณ ตอนนี้คุณไม่จำเป็นต้องฝืนทำในสิ่งที่คุณไม่ถนัดแล้ว” Shalom บอกกึ่งเหน็บแหนมสิ่งที่ Rahu ไม่ถนัด นั่นก็คือ การวางแผนอย่างรอบคอบ
“แล้วเรามาทำอะไรกันที่นี่?” Rahu ถามเปลี่ยนเรื่องทันที
“ก็เรายังพอมีเวลากว่าจะจับตัวนักฆ่าคนนั้นได้ เพราะงั้น ไปเดินเล่นกับฉันหน่อยสิ คุณอาจจะฝันอยากไปที่ Paradeisos แต่สำหรับฉันแล้ว ฉันให้คุณค่ากับเวลาที่อยู่ที่นี่มากกว่า” Shalom ตอบกลับ

ทั้งสองคนเดินมาจนถึงสวนดอกไม้เล็กๆ ที่ดอกไม้บานสะพรั่ง ยิ่งตอนนี้ฝนตกอยู่ด้วยทำให้ดอกไม้ดูสดชื่น ส่องประกายแสงแดดอย่างงดงาม Shalom หยุดพูดทุกอย่างแล้วเดินตรงไปยังพุ่มดอกไม้ ไม่หันหนีดอกไม้เหล่านี้ ยิ้มและอารมณ์ดีจากใจจริง
“ถ้าเรากลับไปที่ Paradeisos แล้ว ฉันก็จะไม่ได้มาชมดอกไม้แบบนี้อีก” Shalom พูดอย่างเสียดาย
“ไม่ใช่ว่าคนส่งช่อดอกไม้ไปให้ประจำเหรอ? บ้านเธอก็มีแต่ช่อดอกไม้เต็มไปหมด” Rahu ไม่เข้าใจ
“ไม่ใช่แบบนั้นสิ ฉันชอบชีวิตที่เป็นอยู่แบบนี้ต่างหาก เกิดโตและตายอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่เคยต้องอยู่ภายใต้ความเมตตาของใคร หยั่งรากแน่นในดิน เผชิญแสงอาทิตย์และสายฝนอย่างเปิดเผย ใช้ชีวิตอย่างยากลำบากแต่เปี่ยมด้วยความกระตือรือร้นในแบบของตัวเอง แม้สักวันจะเหี่ยวเฉาร่วงโรย ก็ยังเลือกจะผลิบานอย่างไม่หวาดหวั่น แต่ละดอกมีสีสันเฉพาะตัว ยอมรับความตายด้วยความงดงามอันยิ่งใหญ่” Shalom อธิบาย
“เธอก็ปลูกดอกไม้เองได้นี่” Rahu กล่าว
“ฉันไม่มีพรสวรรค์ด้านนี้น่ะ ดอกไม้ที่มือของฉันได้สัมผัสมักจะเหี่ยวเฉาในไม่ช้า” คำตอบของ Shalom ทำให้ Rahu พูดไม่ออก
เพิ่มเติม
-เป็นครั้งแรก ที่ Shalom ได้รู้สึกถึงความสุขจากการทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ ซึ่งก็คือดอกไม้ที่เธอรัก และในเวลานี้ นี่คือภารกิจสุดท้ายของเธอด้วย เธออยากจะได้เจอสิ่งที่เธอชอบด้วยเจตจำนงของตนเองจากแรงปรารถนา
-Shalom อยากมีชีวิตที่เป็นอิสระ
-ฉันไม่มีพรสวรรค์ด้านนี้น่ะ Shalom ไม่เคยปลูกดอกไม้ขึ้นเลย ต่อให้ชอบและรู้วิธีการอย่างดี ดอกไม้ที่ Shalom ปลูกมักจะตายเสมอ
-Shalom ชอบดอกไม้เพราะเป็นพืชที่มีหลากหลายชนิดและสีสันแม้จะตายไวแต่อย่างน้อยๆ ก็ได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ก่อนจะตายจากไปอย่างสง่างาม เธออยากเป็นดั่งดอกไม้พวกนี้บ้าง

สักพัก Rahu เริ่มอธิบายว่าดอกไม้ที่สวนนี้แค่ถูกนำมาปลูกชั่วคราว พอหมดฤดูก็จะถูกเปลี่ยนใหม่ทั้งแปลงเพื่อตอบสนองความชอบของคนรวยในวิลล่าแห่งนี้ ฝนตอนนี้ก็ฝนเทียม ไม่มีอะไรที่เป็นธรรมชาติขนาดนั้นหรอก ไม่ได้ต่างจากสิ่งที่ Shalom ชอบ ดอกไม้ที่ถูกเด็ดใส่ช่อกลายเป็นแค่ของตกแต่ง แต่สำหรับ Rahu แล้ว ไม่ว่าจะถูกถอนหรือถูกตัดยังไง ถูกพาไปที่ไหน ดอกไม้ดอกนั้นก็ยังคงใช้ชีวิตในแบบของมัน
“ดอกไม้ไม่ได้ผลิบานเพื่อให้คนอื่นมอง” Rahu จ้องตา Shalom อย่างตรงไปตรงมา
“...นั่นสินะ” Shalom ตอบกลับแล้วพับร่ม เงยหน้า ปล่อยให้ฝนสีครามโดนใบหน้าและตัว หน้าแดงระรื่อขึ้นมาเพราะปฏิกิริยามาเนียกับฝนสีคราม(ติดเล่นนิดหน่อย)
“นี่!” Rahu รีบห้าม
“ไม่ต้องห่วง ฉันไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้น แต่คุณพูดถูก สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่เราได้เห็นพระอาทิตย์ และ...” Shalom เธอยื่นมือออกไปรองรับสายฝนที่พร่าเลือนและเป็นประกาย ในสายตาที่พร่ามัวของเธอ Rahu เห็นแสงเรืองจางๆ บนฝ่ามือของ Shalom
“ดูสิ สายรุ้งล่ะ” Shalom พูดออกมา
เพิ่มเติม
-เหมือนเด็กได้เล่นน้ำฝนครั้งแรก เจ็บหน่อย แต่สนุกอยู่คนเดียว

[คั่นเวลานิดนึง]
ปกติแล้ว Shalom ไม่ได้มีโอกาสออกมาเดินเที่ยวข้างนอกแบบนี้เลย ตรงตามที่เธอเคยพูดมาก่อนหน้านี้ ชีวิตส่วนใหญ่ทำงานให้กับ Paradeisos มาโดยตลอด ไม่ก็ต้องคอยสังเกตการณ์ในห้องที่ 2 พอได้ออกมาข้างนอก Shalom มักจะใช้เวลาให้คุ้มค่าที่สุด สิ่งแรกเลยคือการไปเที่ยว ในสถานที่ตามใจตัวเองสักครั้ง โดยมี Comic Chibi ทาง Official เคยลงไว้ เป็นเรื่องเวลาว่างของ Shalom
[ช่วง Minigame]
ดอกคาร์เนชั่น บรรยายไว้ว่าเป็นดอกที่กว่าจะบานนั้นใช้เวลานานมาก จึงเหมาะแก่การซื้อไปรอคอยวันที่จะเบ่งบาน ว่ากันว่าเป็นดอกไม้ที่เกิดจากหยดน้ำตา หยดน้ำหอมจากอัลบั้มรูปภาพแล้วได้รหัสลับว่า 7777
เพิ่มเติม
-ตอนนี้เราได้เลขครบทุกเลขแล้ว เรียงตามการผลิบานของดอกไม้ โคลัมไบน์(44) ไอริส(88) คาร์เนชั่น(7777) ทิวลิป(44) อ่านได้ว่า HUSH
-เหลือแค่ดอก Poppy ที่ยังไม่มีน้ำหอมหยด แต่ที่ไอเทมทางขวา มีขวดน้ำหอมที่พอดมแล้วเป็นกลิ่นไหม้อยู่


คนใช้ของ Shalom ติดต่อมาหาว่านักฆ่าได้กลับเข้าบ้านมาจริงๆ ตำรวจยามชุดใหม่(ทีมงาน MBCC) สามารถจับกุมตัวไว้ได้ แต่ว่ามีคนแปลกหน้ามาหา บอกว่าต้องการเข้าพบ Shalom โดยด่วน บอกว่านำข่าวจาก Paradeisos มาให้
วันที่ 23 เดือนกรกฎาคม N.F. 113 17:10 ณ บ้านของ Shalom ฝนสีครามหยุดตกลงแล้ว กลับมาถึงบ้านเจอ Eugene (ทีมงานจับกุม Sinner ของ MBCC) รายงานสถานการณ์ว่า Garofano เป็น Sinner ระดับ A ตอนนี้หมดสติ สภาพไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ค่ามาเนียแปรปรวนหนัก ไม่มีมาตรการควบคุมมาเนียในตอนนี้ อีกทั้งยังอนุมัติให้ Shalom สามารถสอบปากคำ Sinner ได้ด้วยการอนุมัติของ FAC และ 9th Agency ส่วนพนักงานจาก Paradeisos ขอตัว Garofano กลับไปที่ Paradeisos เพื่อสอบปากคำด้วยตัวเอง ให้ทาง MBCC ติดตามผลสอบปากคำได้จาก 9th Agency ทุกอย่างเรียบร้อย MBCC ก็กลับไป
Shalom และ Rahu เพิ่งมาถึงพอดี แต่พนักงาน Paradeisos เริ่มต่อว่า Shalom ที่ไม่อยู่ที่บ้านทันที จี้ถามว่าไปไหนมา?
“เป้าหมายหลักคือการล่อตัวผู้ก่อการร้ายออกมา และฉันก็ทำสำเร็จ แม้ว่าจะใช้วิธีการที่แตกต่าง แต่สถานการณ์เปลี่ยน แผนการก็ต้องเปลี่ยนตาม” Shalom พูดพลางถอดหมวกและแว่นกันแดดออก เอาคาดที่หน้าอก พยายามไม่ให้พนักงาน Paradeisos มอง Rahu มากนัก
“การที่คุณมาโดยไม่บอกกล่าวทำให้ฉันตกใจเสียมากกว่าอีก คุณเจ้าหน้าที่ประสานงาน คุณมีคำสั่งใหม่เหรอ?”
“Paradeisos ต้องการยืนยันว่าคุณทำภารกิจของคุณสำเร็จ ทางฝั่งนั้นมีการเปลี่ยนแปลง จึงมีคำสั่งใหม่ให้คุณ รักษาบาดแผลและเตรียมตัวให้พร้อม เราจะออกเดินทางคืนนี้” พนักงาน Paradeisos พูดอย่างเย็นชา

“ฉันยังอยากคุยกับคุณ Garofano สักหน่อย เร่งด่วนรึเปล่า?” Shalom ถามกลับ
“ฉันจะสอบปากคำแทนคุณเอง ภารกิจนี้ค่อนข้างเร่งด่วน เตรียมพร้อมใช้งานทุกอย่างที่มีในครั้งนี้” พนักงาน Paradeisos ตอบกลับ Shalom เงียบไปครู่หนึ่ง ทำท่าครุ่นคิดแล้วตอบกลับ
“...งี้นี่เอง แปลว่ามีโอกาสตายสูง ถ้าฉันตายแล้วใครจะมาแทนที่? คุณมีคนแทนที่ฉันแล้วเหรอ?”
“เรื่องนั้นเดี๋ยวก็ได้รู้ อย่างที่ฉันกล่าวไป ภารกิจนี้ค่อนข้างเร่งด่วน” พนักงาน Paradeisos ไม่บอกข้อมูล พร้อมกับเดินเข้าไปหา Shalom แต่แล้ว Rahu ก็เดินขึ้นมาขวาง เบื่อความความแข็งกระด้าง หยิ่งผยอง ไม่แยแส และการไม่ใส่ใจของ Paradeisos ที่สุด ไม่มีหน้ากากคอยช่วย การได้เห็นคนจาก Paradeisos ตรงๆ แบบนี้ทำให้นึกถึงฝันร้าย อารมณ์ทุกอย่างที่เก็บกดไว้เริ่มปะทุ ดีที่ไม่มีโล่อยู่กับตัว ไม่เช่นนั้นแล้ว Rahu คงได้ฟาดโล่ใส่แล้วเป็นแน่
“ฉันได้รับมอบหมายให้ปกป้องผู้หญิงคนนี้ ฉันคงอยู่เฉยไม่ได้ถ้าชีวิตของเธอต้องเข้าไปเสี่ยง” Rahu ขู่
เพิ่มเติม
-จากเหตุการณ์ตรงนี้ Paradeisos มี HUSH รุ่นใหม่แทน Shalom เรียบร้อยแล้ว ข้อมูลยังน้อย แต่สามารถอ่านได้ในอีเว้นท์ Shattered Blade (จิ้ม)

“... FAC หน่วยพิเศษ Sinner Rahu คุณควรจะอยู่ที่ภารกิจ BR-002 ที่ฝั่งตะวันตก ทำไมคุณถึงอยู่ที่นี่? Shalom ภารกิจของคุณคือเป็นเหยื่อล่อ เหยื่อล่อไม่จำเป็นต้องได้รับการปกป้อง ขัดแย้งกับเป้าหมายของแผนการ ทำไมถึงเลือกดึงตัวเขาเข้ามา?” พนักงาน Paradeisos หันไปถามหาเหตุผลจาก Shalom ทันที
Shalom ไม่ตอบอะไรทันทีแล้วขยับตัวเข้าแทรกกลางระหว่าง Rahu และพนักงาน Paradeisos แล้วพูดแก้สถานการณ์
“คุณไม่ต้องเป็นห่วง ทั้งหมดนี้เพื่อแผนการ ฉันเข้าใจดีว่าภารกิจใหม่มีความสำคัญมาก แม้ว่าโอกาสประสบความสำเร็จจะน้อยและฉันอาจจะตายได้ ฉันก็พร้อม แต่เป็นเรื่องน่าเสียดาย เรามีความคืบหน้าอย่างมากในภารกิจอื่น นอกจากเรื่องนักฆ่าซินเนอร์คนนั้นแล้ว เรายังสืบพบแหล่งข่าวของเธอ(Garofano)ด้วย หากตามสืบต่อไปอีก ฉันคิดว่า…เราอาจสามารถระบุตำแหน่งทางเข้า Underground ได้”
“ว่าไงนะ!?” พนักงาน Paradeisos ตกใจกับข่าวนี้ทันที
“ใช่ ตอนนี้เรามาถึงจุดชี้เป็นชี้ตาย โอกาสแบบนี้อาจไม่มีครั้งที่สอง ถ้าฉันตายก่อน เบาะแสทั้งหมดอาจหายไปก่อนที่คนถัดไปจากฉันจะเข้ามารับช่วงต่อ คุณจะเลือกตัดสินใจเลือกทางไหน?” Shalom ให้ทางเลือก แน่นอนว่าพนักงาน Paradeisos ตัดสินใจด้วยตัวเองไม่ได้เพราะเป็นการตัดสินใจที่สำคัญ ต้องขอเวลาไปรายงานหารือกับเบื้องบนก่อน

“ไม่จำเป็นหรอก เวลาของเรามีจำกัด และไม่มีใครที่นี่สามารถพลาดโอกาสนี้ได้ ฉันมีข้อเสนอที่สามารถแก้ปัญหาทั้งสองได้พร้อมกัน ฉันยอมรับภารกิจใหม่ และออกเดินทางไปที่ฝั่งตะวันตกทันที หลังจากนั้น คุณค่อยหาคนมาแทนฉันถ้ายังจำเป็น ส่วนงานตรงนี้ คุณมอบให้ทหาร FAC คนนี้ได้” คำพูดของ Shalom ที่ขัดพนักงาน Paradeisos ทำให้ Rahu ตาโตขึ้นมา แต่ Shalom ไม่สนใจ ยังคงยิ้มให้พนักงาน Paradeisos แล้วพูดต่อ
“ทหาร FAC คนนี้ทำหน้าที่คุ้มกันฉันได้อย่างยอดเยี่ยม เขาทั้งน่าเชื่อถือและมีศักยภาพเพียงพอจะรับใช้ Paradeisos แทนฉันได้ ฉันไม่คิดว่าเธอเหนือกว่าฉันทุกด้าน แต่ในบางเรื่อง เธอทำได้ดีกว่าฉันจริงๆ การสืบสวนของ 9th Agency จะให้ผลในเร็วๆ นี้ คุณควรให้เขารับช่วงติดตามต่อ หากโชคเข้าข้าง เราอาจเจอทางเข้า Undergroundได้ ตำแหน่งของ Shepherd ยังไม่สามารถระบุได้ ในขณะที่ภัยจาก Underground กำลังรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ Paradeisos จึงต้องการ Sinner ที่ไว้ใจได้มากกว่านี้”
“...ฟังดูน่าสนใจ” ดูท่าว่าจะเป็นข้อเสนอที่น่าสนใจมากทีเดียว พนักงาน Paradeisos ถึงกับคิดหนัก
“ถ้าเช่นนั้น ฉันขอฝากการสอบปากคำ Garofano ไว้ให้คุณ” Shalom เสริม พนักงาน Paradeisos พยักหน้าและแยกย้าย เวลาทุกวินาทีมีค่า ในห้องเหลืออยู่ 2 คน Shalom ถึงหันไปยิ้มให้ Rahu
“เห็นไหม ต้องขอบคุณฉัน คุณถึงได้เข้าใกล้ Paradeisos มากขึ้นอีก”
“แล้วฉันต้องยืนมองเธอตายรึไง?” น้ำเสียงของ Rahu ไม่พอใจสักเท่าไหร่ Shalom ยังคงยิ้มเหมือนเดิม แต่แววตานั้นแฝงด้วยความจำใจยอมรับชะตา
“มีแค่คุณเท่านั้นแหละ ที่ยังใส่ใจกับความตายของเครื่องมือ นั่นหมายความว่าคุณยังไม่คู่ควรจะเป็นเครื่องมือ อย่าทำให้โอกาสที่ฉันมอบให้ต้องสูญเปล่า คุณเคยสาบานว่าจะแฝงเข้า Paradeisos และทำภารกิจของตัวเองให้ลุล่วงไม่ใช่เหรอ? จงจัดลำดับความสำคัญของตนเอง ตั้งใจทำหน้าที่ของตนเอง Paradeisos ไม่ต้องการจิตใจที่อ่อนแอ หรือฉันสำคัญกว่าเจ้านายเพียงหนึ่งเดียวของคุณ คุณถึงกับยอมละทิ้งแผนการล้างแค้นเพื่อฉัน”

"หยุดพูดเล่นได้แล้ว” พอพูดถึง Varna แล้ว Rahu มักจะนึกถึงใบหน้าที่ตายจากไปของเธอ Rahu นึกเจ็บใจทั้งๆ ที่ควรจะปกป้อง Varna จนถึงที่สุด แต่ Varna กลับสละชีวิตตัวเองเพื่อช่วย Rahu
“อย่าเข้าใจผิดล่ะ นี่คือแบบทดสอบที่คุณต้องผ่านไปให้ได้ คุณไม่ควรมาเสียเวลาตรงนี้ ทำภารกิจให้สำเร็จ ตามหาผู้ที่อยู่เบื้่องหลัง ที่มาของข้อมูล หลักฐาน ทุกสิ่งอย่างเกี่ยวกับ Underground ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จงเดินหน้าต่อไป อย่าหันหลังกลับมา จนกว่าคุณจะกลายเป็นเครื่องมือที่ดี หาสิ่งที่พวกเขาต้องการเจอ ได้เข้า Paradeisos แผนการที่ฉันปูให้คุณถึงจะเรียกได้ว่าสำเร็จ” Shalom พูดอย่างตรงไปตรงมา
“แล้วเธอ...” Rahu ยังคงดื้อรั้น
“ฉันรับคุณมาเป็นบอดี้การ์ด ไม่ให้ตัวฉันบาดเจ็บหรือถูกฆ่า แต่สุดท้ายแล้ว โชคชะตาของฉันอยู่ในกำมือของผู้ใช้งานอยู่ดี ไม่ว่าคุณจะอยู่หรือไม่ก็ไม่แตกต่าง เพราะงั้น อย่าใส่ใจเลย เดินตามเส้นทางของคุณไปเถอะ ฉันมีเส้นทางของฉัน”
Rahu กำหมัดแล้วแบแล้วกำใหม่อยู่หลายทีจนสงบสติตัวเองได้ เห็นตรงกันกับ Shalom ที่ทุกคนต่างก็มีเส้นทางที่ต้องเดินของตัวเอง Rahu รู้ดีว่าต้องทำอะไร พอเข้าใจแล้วถึงตระหนักได้ว่าเรื่องนี้สำคัญกว่าความหงุดหงิดเมื่อชั่วครู่ขนาดไหน
“... เธอพูดถูก ชีวิตฉันพังไม่เหลือชิ้นดีมานานแล้ว ความแค้นคือสิ่งที่ทำให้ฉันมาได้ขนาดนี้ ฉันยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อการล้างแค้น แต่ระหว่างทาง เธอเป็นคนที่ช่วยดึงสติ ชี้ทางให้กับฉัน ขอบคุณที่รักษาสัญญา ฉันจะไม่ทำให้เธอผิดหวัง การทดสอบ ภารกิจนี้ ไม่ว่าจะอะไร ฉันจะทำให้สำเร็จ แต่ฉันไม่อยากได้โอกาสที่ต้องแลกมาด้วยชีวิตของคนอื่น อย่าทำให้ฉันกลายเป็นคนน่าสมเพชที่ยังมีลมหายใจอยู่” Rahu ถอยหลังกลับครึ่งก้าว สีหน้าเคร่งเครียด โค้งคำนับต่อหน้าหญิงสาวตรงหน้าในฐานะทหาร FAC คนหนึ่ง
“เธอขอให้ฉันปกป้องคุณ ถ้างั้นแล้วให้โอกาสฉันได้ทำตามสัญญา ห้ามตาย” Rahu ทิ้งท้าย
“...คุณจะได้ตามที่คุณขอ” Shalom ตอบกลับ

ด้วยสถานการณ์ฝั่งตะวันตกที่ไม่ดีขึ้น มาเนียยังคงสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ FAC อนุมัติการใช้ฝนสีครามเพิ่มขึ้นอีก 3 วัน ทางด้าน Conrad รีบโทรหา Rahu ทันทีเมื่อได้รับคำสั่งโยกย้าย ตกใจมากที่ Rahu จะเข้าไปทำงานให้ Paradeisos
ทาง Conrad เป็นห่วงมากเพราะการทำงานให้ Paradeisos มีแต่ตายเท่านั้น Rahu พูดขอบคุณ Conrad อย่างจากใจ ที่เป็นบ้านให้หมาจรอย่าง Rahu มานาน ไม่งั้น Rahu คงตายไปนานแล้ว แต่ต่อจากนี้ Rahu คงไปเยี่ยมหลุมศพทุกคนพร้อม Conrad ไม่ได้แล้ว Conrad ได้ยินแบบนั้นก็ยิ่งคิดว่า Rahu จะไปทำภารกิจเสี่ยงตาย แต่ Rahu ปฏิเสธ พร้อมบอกลา
“ดูแลตัวเองดีๆนะ Conrad ถ้าทุกอย่างจบลงแล้ว ฉันยังอยากกลับบ้านนะ” แล้ว Rahu ก็วางสายไป นึกแล้วก็ตลกดี ถ้า Varna ยังมีชีวิตอยู่ล่ะก็ คงแซวไม่เลิก แล้ว Rahu ขี่มอเตอร์ไซค์ฝ่าฝนสีครามออกไป
เพิ่มเติม
-กองทัพ FAC ของ Rahu จากเหตุครั้งนั้น เหลือแค่ Rahu ที่รอดจาก DisSea ส่วน Conrad บาดเจ็บอยู่ ไม่ได้ไปร่วมภารกิจ เลยเรียกได้ว่า เหลือแค่ 2 คนจากกองกำลังเดิม(FAC-G47) Conrad เลยเป็นห่วงและรัก Rahu มากๆ

วันที่ 23 เดือนกรกฎาคม N.F. 113 เวลากลางคืน ฝนตกพายุเข้าฟ้าผ่า Rahu เดินทางไปยังฐานทัพลับแห่งหนึ่งใน Eastside ข้างในเต็มไปด้วยกับดักที่สร้างจากเวทมาเนียจาก Underground (ยืนยันโดย 9th Agency) พนักงาน 9th Agency ที่มาด้วยตรวจสอบแล้วพบว่าค่ามาเนียมากเกินกว่าจะเป็น Sinner คนเดียวได้ ต้องถอนกำลังกลับไปขอกำลังเสริมก่อน แต่ Rahu กลัวหลักฐานจะถูกทำลาย ต้องแข่งกับเวลา จึงตัดสินใจบุกเข้าไป
เมื่อเข้าไปด้านใน พบชายชุดดำถือร่มที่ล้มนอนอยู่บนพื้น มีสัญลักษณ์เวท Underground บนมือ ข้างๆ กันมี Sinner ในชุดสีม่วงคนหนึ่ง(Sumire)ยืนย่ำร่างชายคนนั้นอยู่
“คุณคือ Sinner จาก FAC ที่กำจัด Garofano สินะ แต่คุณมาสายเกินไปแล้วล่ะ” Sumire กล่าว
“คนนั้นน่าจะเป็นคนให้ข้อมูลกับ Garofano เธอฆ่าเขาปิดปากรึไง?” Rahu เริ่มตั้งโล่
“เรียกว่านักต้มตุ๋นยังจะเหมาะกว่า Garofano ไม่สนใจรางวัลหรอก แค่อยากหยุด Paradeisos ให้เลิกทำร้ายพวกเราสักที หมอนี่เลยให้ข้อมูลผิดๆ กับ Garofano จนออกไปสู้กับ Paradeisos คนเดียว พวกเราเป็นเพียงดอกไม้เหี่ยวเฉาที่อยู่ด้วยกันเท่านั้นเอง... รอฉันก่อนนะ Garofano พวกเราจะไปช่วยเธอ อย่าทำอะไรโง่ๆ คนเดียว... ”
Sumire พูดอย่างเย็นชา ชั่วพริบตาเดียวก็เริ่มปะทะกับ Rahu ทันที เริ่มมีปากเสียงกัน Rahu ไม่เข้าใจ แต่ต่อให้ Garofano โดนหลอกใช้ แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าจะรอดจากคดีที่ก่อไว้


แสงจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ส่องสว่างทำให้เห็นหน้าตาของหญิงตรงหน้า ใบหน้าของนางมีคราบน้ำตาเปื้อนเลอะอยู่ Sumire เริ่มชวนคุย “หลังจากหลงทางในความมืดมานาน ในที่สุดคุณก็เจอคนที่มอบแสงสว่างให้ ทั้งรู้สึกขอบคุณ ซาบซึ้ง พร้อมมอบให้ทุกอย่าง แต่ลองนึกภาพคนนั้นถูกพรากออกไปจากชีวิตสิ เขาหายไปไหนก็ไม่รู้ ตายหรือยังก็ไม่รู้ ทำอะไรเพื่อเขาไม่ได้เลย มันเจ็บปวดแค่ไหน คุณก็คงรู้ดี” แน่นอนว่า Rahu รู้ดี
“ทั้งๆ ที่เหตุผลที่ทุกอย่างเกิดขึ้นเป็นเพราะ Paradeisos แต่แล้วทำไมคุณถึงยังเลือกที่จะอยู่ข้าง Paradeisos!” Sumire พูดออกมาด้วยความโกรธ
เป็นนาทีนี้เองที่ Rahu เห็นร่างกายของศัตรูที่เริ่มกลายร่าง แท่งหนามมาเนียสีแดงทิ่มทะลุร่างกายอีกฝ่าย มาเนียปนเปื้อนหนักจนแม้แต่ Rahu เองก็ยังไม่กล้าเข้าใกล้ Sumire ไม่ได้มีท่าทีรังเกียจแท่งหนามมาเนียแม้แต่น้อย แถมลูบด้วยความอ่อนโยน แต่พอสัมผัส แท่งหนามเหล่านี้ก็แตกสลายไป หลงเหลือไว้เพียงสีหน้าที่แสนเศร้าของ Sumire
“...ฉันไม่มีเหตุผลที่ต้องสู้กับคุณ ข้อมูลที่นี่คงสำคัญกับคุณมาก อย่าพลาดอะไรละกัน ถ้าคุณกลับไปแล้ว บอกเจ้านายของคุณว่า ‘ฤดูแห่งการผลิบานมาถึงแล้ว ท่านอาจารย์กำลังมุ่งหน้าไปยังงานเลี้ยง… ทุกอย่างเป็นไปตามที่คุณต้องการ’ ”Sumire พูดจบก็หายตัวไป
Rahu พยายามไม่คิดมากเรื่องคำพูดเมื่อกี้ แล้วรอทีมงานทำความสะอาดมาเนีย ระหว่างนี้ก็เริ่มหาข้อมูลเท่าที่จะทำได้ ซึ่งเอกสารส่วนมากเขียนถึงแผนการที่ Underground ต้องการ Corpus 02 แต่การกลับมาอีกครั้งของ BR-002 ไม่ได้อยู่ในแผน
เพิ่มเติม
-Sumire ตามหา Chief ไม่เจอ ไม่รู้ด้วยว่าเป็นหรือตายไปแล้ว
-ท่านอาจารย์ (The Mentor)คือตำแหน่งหัวหน้าของ The Garden หรือก็คือ Coquelic

บทสนทนาบนเอกสารที่ Rahu เจอ
P: พวกมันกลับไปยุ่งกับ Rustfire อีกแล้ว ปลุกปั่น Corpus แถมยอมทิ้ง ‘Shackle’ ชิ้นเดียวที่มี แค่เพื่อดึงพวกเรากลับเข้าไป รู้สึกเหมือนเมื่อแปดปีก่อนเลย พวกเขาดูรีบดีนะ
H: แต่นั่นไม่ได้แปลว่าเราเป็นฝ่ายได้เปรียบ สิ่งที่น่าจับตามองยิ่งกว่าแผนสุดท้ายของพวกมัน คือไม้ตายที่ยังไม่ถูกเปิดเผย Paradeisos ไม่ใช่พวกที่จะชักใยให้เห็นกันโต้งๆ มันไม่ใช่สไตล์ของพวกมัน เอาเป็นว่าเข้าประเด็นเลย… พวกเขาเริ่มใช้ Sinner แล้วนะ ใช้พลังจากมาเนียในแบบที่เราไม่คาดคิดเหมือนกัน
P: หมายถึงของเลียนแบบนั่นเหรอ?
S: ก่อนหน้านั้นอีก อย่างช้าที่สุดก็ตั้งแต่ N.F.103 พวกมันก็เริ่มใช้เทคโนโลยีนี้ในสนามจริงแล้ว ‘เหล่าดอกไม้’ ที่ฉันเลี้ยงดูมาคือหลักฐาน ย้อนกลับไปปี N.F.103 Paradeisos สามารถฝ่าทะลุ Black Ring หลัก ส่งคำสั่งไปยังผู้คนจำนวนมากใน DisSea ได้ Hypercube ของพวกมันทำสิ่งนี้ไม่ได้ ต้องเป็น Mania ระดับลึกเท่านั้นที่เป็นไปได้
P: **** สินะ.. งั้นก็ไม่ยากหรอก พวก **** ของคุณตามหาคนพวกนี้ได้ไหม? จัดการนางซะ?
S: ไม่อะ ฉันเข้าใจว่าพวกเราขาดกำลังคน แต่ถ้าทางฝั่งคุณช่วยได้สักหน่อยก็คงดี…
Rahu ยิ่งอ่านก็ยิ่งใจเต้น พยายามบอกตัวเองว่ามันอาจจะเป็นการหลอกลวงก็ได้ แต่แล้วในช่องแชทก็มีข้อความเด้งขึ้นมาใหม่
S: ต้องการกองกำลังเสริม เจอกันที่….
เมื่อได้เห็นข้อความจนหมด Rahu รู้ทันทีว่าต้องทำอะไรต่อจากนี้
เพิ่มเติม
-**** อันแรกน่าจะ HUSH

วันที่ 23 เดือนกรกฎาคม N.F. 113 23:04 ณ บ้านของ Shalom ข้างในห้องนอน Shalom ลืมตาตื่น ค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง ผ้าพันแผลบนร่างของเธอถูกคลี่ออกจนหมด กระจัดกระจายอยู่ทั่วเตียง แต่บาดแผลทั้งหมดของเธอก็หายไปเช่นกัน การรักษาร่างกายนั้นใช้พลังงานเยอะ Shalom รู้สึกเหนื่อยอย่างมาก ก่อนจะสั่นกระดิ่งเรียกใครบางคน
“ค่ะ… เข้าใจแล้ว ฉันเพิ่งฟื้นฟูร่างกายเสร็จ ใช้พลังงานมากเกินไปหน่อย.... ค่ะ เข้าใจแล้ว ฉันจะเตรียมตัวออกเดินทาง” ฝนมาเนียยังคงตกอยู่ คนที่ Shalom รออยู่(Coquelic)ก็ยังคงไม่มาเช่นกัน เสียงโหยหวนเจ็บปวดของ Garofano ยังคงดังขึ้นมาจากชั้นล่าง
คนใช้เข้ามาในห้องจากเสียงกระดิ่งเรียก เห็นสภาพร่างกายของ Shalom แล้วก็เลยรีบช่วย Shalom แต่งตัว ไม่กล้าปิดประตูสนิท แต่เสียงร้องเจ็บปวดของ Garofano ที่เต็มไปด้วยเสียงร้องไห้ สลับกับ คำสาปแช่ง และเสียงหัวเราะที่บ้าคลั่งยังคงดังอยู่ บ่งบอกถึงความโหดร้ายในการสอบปากคำ ตั้งแต่พนักงาน Paradeisos เข้ามาในบ้าน บรรยากาศทุกอย่างก็เปลี่ยนไป คนรับใช้สั่นกลัวจน Shalom เองยังรู้สึกได้
“เธอกลัวฉันรึเปล่า? เพราะฉันก็มาจาก Paradeisos เหมือนกัน”
คนใช้รีบปฏิเสธทันที ตอบว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัว คนรับใช้ไม่มีสิทธิตัดสิน Shalom รับปากว่าจะไม่ไล่คนรับใช้คนนี้ออกไปไหน แถมให้วันหยุดในช่วงนี้ไป อยากให้คนรับใช้ได้พักผ่อน คิดซะว่าเหตุการณ์นี้คือฝันร้าย
เพิ่มเติม
-Shalom คุยกับ Paradeisos ผ่าน Schorl ทันทีที่ตื่น
-Shalom ชอบคฤหาสน์นี้ที่มีคนรับใช้คนนี้ดูแล ทำงานดีมาตลอด อยากให้ดูแลคฤหาสน์หลังนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าวันที่ Shalom จะกลับมา
-คนรับใช้ของ Shalom ชื่อ Rosa Shalom มีความเห็นอกเห็นใจในตัว Rosa สูงมากๆ อาจจะเพราะคำตอบของ Rosa ที่ปฏิเสธว่าไม่ได้กลัวในตัวของ Shalom แบบคนอื่นๆ

Shalom แต่งตัวเรียบร้อยแล้วเดินลงไปที่ห้องชั้นล่างที่ถูกปิดไว้ พนักงาน Paradeisos เห็นดังนั้นจึงบอกให้ไปขึ้นรถ Garofano ที่นอนอยู่บนพื้นแทบจะไม่หายใจแล้ว แต่แววตายังคงมุ่งมั่น Shalom มองดูสักพัก ถึงบอกว่า ไม่จำเป็นต้องสอบสวนนางแล้ว Rahu จะนำข้อมูลกลับมาให้ พนักงาน Paradeisos บอกว่า ยังไม่ยอมรับในตัวของ Rahu แต่ถ้าทำได้จริง Garofano ก็ยิ่งไม่มีประโยชน์ สามารถฆ่าได้ทันที Shalom ไม่เห็นด้วย Garofano ยังมีประโยชน์ในฐานะเหยื่อล่อ หัวหน้าของ The Garden ใช้เป็นสิ่งต่อรองแลกเปลี่ยนข้อมูล Underground ได้ พนักงาน Paradeisos เห็นด้วยทันที
แต่ Garofano ที่ได้ยินอย่างนั้นยิ่งต่อต้าน รักครอบครัวมากจนยอมตายดีกว่าให้ข้อมูลกับ Paradeisos เสียดีกว่า Garofano เริ่มใช้เวทของ Underground ทันที มีรูนเวทดวงตาปรากฏออกมาบนหน้าผาก ยอมโดนมาเนียกลืนกิน Shalom เห็นแบบนั้นก็สมเพช Garofano โจมตีทุกคนจนหนีออกไปจากบ้านได้ พนักงาน Paradeisos สั่งการ จับเป็น Garofano ทันที
แค่ขึ้นชื่อว่าเป็น Sinner ทหารยามที่เป็นมนุษย์ปกติก็ต้องเกรงกลัว แม้จะอ่อนแอสำหรับพนักงาน Paradeisos แต่สำหรับตำรวจยามแล้วก็น่ากลัวอยู่ดี พวกเขาทำได้แค่กราดยิงใส่ หวังอย่างน้อยให้ Garofano หยุดเคลื่อนไหวก็ยังดี

Garofano หนีมาถึงสวนดอกไม้ ก็โดน Rahu ที่มาถึงพอดีโจมตีเข้าที่ไหล่ซ้าย Rahu ถามทันทีว่าหนีออกมาได้ยังไง? ยิ่งมีกลิ่นเลือดของ Shalom ติดตัวมาด้วย(พี่จำกลิ่นได้ไง) Rahu ยอมไม่ได้ เกิดการปะทะกันอีกครั้ง อารมณ์ร้อนแรง มาเนียพลุ่งพล่านจนฝนสีครามก็ไม่ช่วย
การต่อสู้จบลง Rahu โชกเลือดไปทั้งตัว ยืนหยัดอยู่คนเดียว Garofano นอนนิ่งอยู่แนบเท้า มาเนียเริ่มรวมตัวกันที่ Rahu อย่างบ้าคลั่ง เมื่อกองกำลังเสริมมาถึง Rahu ถามหา Shalom ทันที พนักงาน Paradeisos เห็นอย่างนั้นก็ส่ายหน้า แต่ Shalom ยังคงจ้อง Rahu ที่คลุ้มคลั่งกลางสายฝน ก่อนจะเดินเข้าไปหา
“ดูสิ่งที่คุณทำไว้สิ… ฉันชอบสวนแห่งนี้มากเลยนะ คุณกลับมาทำไม? ไม่ใช่ว่าฉันบอกให้คุณทำตามภารกิจ ไม่หันหลังกลับมาไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเหรอ?” Shalom ถามออกไป แต่ Rahu ไม่ตอบทันที เสียงลมหายใจยังคงหอบและเหนื่อย ดูเหมือนอดทนอดกลั้นอะไรบางอย่างอยู่
เพิ่มเติม
-ยิ่ง Garofano ขยับเคลื่อนไหว รูนเวทดวงตายังคงเพิ่มค่ามาเนียให้ Garofano อยู่เรื่อยๆ มี Corruptor ที่เป็นมอนสเตอร์ตาเดียวเกิดออกมาจากร่าง
-สู้กันจนสวนดอกไม้พังยับเยิน
-Shalom ชอบสวนดอกไม้นี้จริงๆ และไม่อยากเห็นสภาพเละเทะเช่นกัน

“แกคือ... 05257885 เหรอ?” Rahu ถามออกมาด้วยความเหนื่อยล้า
“….. คุณกลับมาเพียงเพราะเรื่องแค่นี้เหรอ?” Shalom ถามออกมาด้วยความผิดหวังพร้อมถอนหายใจ
“คุณไม่ผ่านการทดสอบ Rahu คุณทำลายเส้นทางของตนเอง ฉันผิดหวังในตัวคุณ”
พนักงาน Paradeisos เห็นท่าทางของ Rahu ดูคลุ้มคลั่งมากขึ้นเรื่อยๆ จะสั่งการ Shalom ให้กำจัดทิ้ง แต่ Rahu ขัดขวางคำสั่งโดยการโยนศพมอนสเตอร์ใส่ พนักงาน Paradeisos ดึงแขน Shalom เพื่อเอามาบังปกป้องตัวเองทันที(กลัวตายจัด) แต่พอทำแบบนั้นแล้ว Rahu เลยเข้าไปกระแทก ทำให้พนักงาน Paradeisos หวาดกลัว ถอยห่างออกไป มาเนียที่ปนเปื้อนกระเด็นโดนกระโปรงของ Shalom เธอหันไปมองพนักงาน Paradeisos แล้วหันไปมอง Rahu ด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก
“วิธีนั้นใช้ไม่ได้ ความรุนแรงไม่เคยให้คำตอบที่คุณตามหา ฉันจะสาธิตให้ดู” Shalom พูดแล้วก็เดินไปหา Garofano ที่นอนอยู่ข้างใต้ Rahu
“Sinner ที่อยู่ใต้เท้าคุณคือบุคคลที่ Paradeisos ต้องการ ฉันต้องการตัวนางเพื่อทำอะไรบางอย่างที่สำคัญมากให้สำเร็จ คุณเลือกได้ว่าจะขู่ฉันด้วยชีวิตของนาง แล้วขู่เบื้องบน Paradeisos ด้วยชีวิตของฉัน ถ้าทำแบบนั้น Paradeisos อาจจะเหลียวตามองคุณบ้างสักหน่อย” Shalom ยิ้มตอบ Rahu มอง ความทรงจำเรื่องข้อมูลบทสนทนาบนหน้าจอนั่นยังคงชัดเจน
“แกไม่เคยเป็นเครื่องมือที่ถูกใช้แล้วทิ้ง แกคือพวกเดียวกันกับ Paradeisos แก…!!” Rahu โกรธแค้น
“ความเกลียดชังอย่างเดียวไม่ให้คำตอบอะไรทั้งนั้น ลงมือสิ Rahu จะเลือก Garofano หรือฉันก็ได้ คุณลังเลอะไรอยู่? คุณเลือกที่จะเป็นผู้ล้างแค้นที่แน่วแน่ที่สุด เช่นนั้นแล้ว ความลังเลคือศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของคุณ หรือคุณนึกเปลี่ยนใจไม่อยากทำร้าย Garofano? อยากจะปกป้องเธอคนนั้นแล้วเหรอ? เพราะคุณเป็นทหาร FAC?”
สิ้นเสียง Shalom เดินเข้าไปหา Rahu ช้าๆ เหยียบย่ำศพมอนสเตอร์อย่างไม่แยแส Schorl ยังคงลอยตามอยู่ ทางด้าน Rahu ปวดหัวตุบๆ มาเนียพุ่งจนเริ่มจะควบคุมตัวเองไม่ไหว อยากจะบดขยี้รอยยิ้มที่เหมื
อนรูปปั้นของ Shalom ให้หายไปซะสิ้นซาก
อนรูปปั้นของ Shalom ให้หายไปซะสิ้นซาก

“พอได้แล้ว... หยุดใช้คำพูดสวยหรูของแกมาควบคุมฉัน! บอกมาว่าแกทำอะไรไว้ใน DisSea เมื่อสิบปีก่อน แกทำอะไรกันแน่!!!” Rahu ตะโกนลั่น
“คุณก็รู้คำตอบดีอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ? ถามทำไมล่ะ? คุณอยากได้ยินอะไรจากฉันเหรอ?”
“ตอบฉันมา! แกคือ...” Rahu ยังคงต้องการคำตอบ
“ฉันเอง” Shalom ยืนอยู่ใกล้ Rahu มากจนสามารถโดนดาบโล่โจมตีเข้าได้ในคราเดียว แต่รอยยิ้มของ Shalom ยังคงเย็นชา ไม่มีอารมณ์อะไรทั้งสิ้น
“ฉันคือผู้ใช้งานแชแนล 05257885 แล้วคุณจะทำยังไงต่อ?” Shalom ถาม
เพิ่มเติม
- ‘ฉันคือผู้ใช้งานแชแนล 05257885’ ตรงนี้ Shalom จงใจพูดหลอก Rahu มีเฉลยด้านล่าง ทนอ่านอีกนิสสส

โลกทั้งใบของ Rahu แทบจะหยุดนิ่ง ฝนสีครามที่หนาวเหน็บ ทุกอย่างชัดเจนทันที ความเกลียดชังเกลียดแค้นที่สะสมมานับสิบปี เป็นครั้งแรกที่ Rahu ได้เข้าใจมันจนใจเย็น Rahu มองออกทันทีว่าหญิงราวกับหุ่นขี้ผึ้งคนนี้เต็มไปด้วยคำโกหก แต่ Rahu ก็ได้เห็นความจริงที่ซ่อนอยู่หลังคำโกหกเหล่านั้น ม่านหนาแห่งความลับระหว่างพวกเขาสองคนค่อยๆ หายไป ในครั้งนี้ความจริงกลับอยู่ใกล้ Rahu เป็นครั้งแรก ใกล้จนเกือบจะคว้าไว้ได้ Rahu ตอนนี้เข้าใจทุกอย่าง มีปณิธานใหม่ ไม่ใช่การล้างแค้นอีกต่อไป Rahu เอื้อมมือออกไป จะจับ Shalom
“หล่อนบังอาจมากที่มาเหยียบย่ำดอกไม้ของฉัน”
เสียงปริศนาดังขึ้น(Coquelic) อีกฟากหนึ่งของสวนดอกไม้แห่งนี้ มีแสงสีขาวเล็กๆ ค่อยๆ เดินเข้ามา Garofano ที่นอนยู่เริ่มกระตุก สิ่งที่หลั่งไหลออกมาไม่ใช่เลือดแต่เป็นกลีบดอกไม้สีแดง งอกเงยออกมาจากเรือนร่างของมนุษย์ กลายเป็นหนามแหลมที่ยื่นตรง พุ่งตรงไปไปที่ Rahu ที่ยกโล่ป้องกันไว้ได้ทัน แต่ยังคงมีหนามที่พุ่งเลยไปข้างหลัง Rahu ตรงไปยัง Shalom ด้วยเช่นกัน
“...ในที่สุด” Shalom พูดขึ้นเมื่อได้ยินเสียงของ Coquelic
เพิ่มเติม
-แสงขาวเล็กๆ เพราะ Coquelic สูงเพียง 156 cm นับว่าตัวเตี้ยใน MBCC…

ลำแสงสีฟ้าจาก Schorl ของ Shalom ยิงเคลียร์พื้นที่ทั้งหมดทันที ตัดทุกอย่างให้ขาดจนพื้นที่นี้กลายเป็นที่ราบ Garofano ที่นอนอยู่ใต้เท้าของ Rahu หายไปแล้ว เหลือเพียงแค่ลูกไม้ที่ถูกตัดขาด แต่ในเมื่อศัตรูหายไปแล้ว Schorl ก็กลับเข้าสู่โหมดปกติ ลอยกลับไปอยู่เคียงข้าง Shalom
“…. ค่ะ ฉันเห็นเธอ ไม่เป็นไร ถ้าเธอกล้าเปิดเผยตัวในคืนนี้ เดี๋ยวเธอก็มาอีก แม้ฉันจะอยากตามเธอไป แต่ในตอนนี้ฉันทำไม่ได้” Shalom พูดตอบข้อความจาก Schorl
Rahu คร่อมตัว Shalom เอาไว้ หลังโดนแท่งหนามมาเนียทิ่มแทงจากพลัง Sinner คนนั้น(Coquelic) ซึ่งหนามมาเนียเหล่านี้ดูดกลืนพลังชีวิตของ Rahu ไปเรื่อยๆ แต่แผลที่ลึกกว่าอยู่ด้านหน้ามากกว่า หน้าท้องและไหล่โดนลำแสงของ Schorl ทำลายถึงอวัยวะภายใน
“แผลถึงชีวิต… คงเจ็บน่าดู คุณขยับเร็วเกินไป ฉันหยุดไว้ไม่ทันน่ะ” Shalom วิเคราะห์บาดแผลของ Rahu
“ฉันไม่คิดว่าคุณจะทำถึงขนาดนี้ เพราะอะไร Rahu...” Shalom เอื้อมมือไปแตะแผลของ Rahu เบาๆ ก่อนจะเอื้อมไปถอดหน้ากากออก เลือดที่อั้นไว้ในหน้ากากไหลทะลักลงมาเปื้อนอกของ Shalom ไปหมด
เพิ่มเติม
-Shalom อยากไล่ตาม Coquelic เหมือนเป็นเกมไล่จับ
-แผนหลอก Rahu ของ Shalom ก็ได้ผลจริงๆ

ภายใต้หน้ากากนั้น Rahu เริ่มใกล้ตายเข้าทุกที Shalom เช็ดเลือดออกจากแก้ม Rahu อย่างอ่อนโยน รอให้ Rahu พูดความปรารถนาสุดท้ายของตัวเองออกมา เพื่อรอผลลัพธ์ของแผนการเธอ
“เพราะเธอ...โกหก เธอจงใจยั่วให้ฉันโมโห...ฉันรู้”
“เพราะอะไร? เธอพยายามปกป้องใครอยู่... พยายามจะซ่อนอะไร... บอกความจริง..ฉันมา...”
Rahu พยายามพูดออกมา และรู้แล้วว่าที่ Shalom ทำทั้งหมด เล่นใหญ่เกินเบอร์จนทั้งโลกต้องสะเทือนเพียงเพื่อคนๆ นึงชัดๆ
“คุณจับฉันได้ซะแล้ว ฉันเกือบจะถึงเป้าหมายแล้ว… เอาล่ะ ฉันจะเล่าให้ฟัง” Shalom กล่าว

Shalom ลุกขึ้นนั่งช้าๆ โอบกอด Rahu ไว้ในอ้อมแขน ภายใต้การจับตามองของ Schorl ที่รอดูผลลัพธ์ต่อจากนี้ Shalom กระซิบเบาๆข้างหู Rahu
“ฉันคือผู้ใช้งานแชแนลนั้น แต่ไม่ใช่ 052 ที่คุณตามหา ฉันเข้ามาเตรียมแทนที่เธอคนนั้นในปฏิบัติการ Eclipse และเมื่อเธอไม่สามารถปฏิบัติงานได้ ฉันจึงเข้าทำงานแทนที่ นั่นแหละคือสิ่งที่เราเป็น เครื่องมือไงล่ะ แต่ต่อให้ฉันอยู่ในสถานการณ์นั้น ฉันก็คงตัดสินใจไม่ต่างกัน ดังนั้นไม่ต้องกังวล คุณไม่ได้พลาดโอกาสในการแก้แค้น และก็ไม่ได้เกลียดผิดคน แต่ถ้าจะพูดถึงคนที่คุณควรเกลียดล่ะก็…มีมากมายเกินกว่าจะนับ”
Rahu ตอนนี้แทบจะไม่ได้ยินคำพูดของ Shalom แล้วเพราะสติที่เลือนราง ร่างกายที่ไปต่อไม่ไหว รู้เพียงแค่ว่า ตนเองถูกเชิดเป็นเครื่องมือ
“นั่นเป็น... การทดสอบฉันรึไง? หักหลังฉัน ยั่วโมโหฉัน เยาะเย้ยฉัน... ทั้งหมดนี้เพื่อแค่...ทดสอบว่าฉันจะเป็นเครื่องมือที่ดีได้รึเปล่า?” Rahu เค้นเสียงออกมา Shalom ตอบกลับไป
“การทดสอบจบลงไปนานแล้ว คุณล้มเหลวตั้งแต่วินาทีที่ทุกคนเห็นคุณกลับมา คุณไม่เหมาะสมจะเป็นเครื่องมือ คุณควรจะเป็นอิสระ”
“เพราะงั้นแล้ว ถ้าจะให้ฉันพาคุณเข้า Paradeisos ล่ะก็ ฉันต้องหาทางอื่น เหตุผลของคุณอาจไม่สามารถเอาชนะความบ้าคลั่งได้ทั้งหมด แต่ความภักดีทำได้ มันกดทับความคิดอันไร้เหตุผลทั้งหมดของคุณ นำพาคุณไปหาความจริง มันคือสิ่งที่แข็งแกร่งที่สุด มั่นคงที่สุด และยืนยาวที่สุด คุณคืออัศวินที่ยอดเยี่ยมที่สุด ไม่มีเครื่องมือใดเทียบเคียงได้ Paradeisos จะต้องการคุณ เหลือเพียงก้าวเดียวเท่านั้น ฉันจะนำทางคุณ และช่วยให้คุณได้รับความไว้วางใจอย่างสมบูรณ์งจากพวกเขา”
เพิ่มเติม
-จุดนี้เฉลยชัดเจน ว่า Shalom มาทำงานแทน HUSH ที่หมดอายุการใช้งานไวกว่ากำหนด และไม่ใช่หมายเลขที่ Rahu ตามหา
-ก็คือ จบปฏิบัติการ Eclipse ปี N.F.103 ต่อมา Shalom เริ่มทำงานทันที N.F.104 แต่เปิดใช้งานรอเข้าทำงานเต็มตัวตั้งแต่ช่วง Eclipse แล้ว

คำพูดที่แสนเบาบางค่อยๆ กัดกินสติของ Rahu ให้หายไปทีละนิด จนกระทั่งรู้สึกเหมือนมีอะไรแปลกๆ มาห่อหุ้มร่างกาย ทำให้ความเจ็บปวด ความชา และความตายหายไป
“นี่มัน...อะไร?” Rahu ถามออกมา
ด้านหลัง Shalom เป็นดินแดนที่ห่างไกลแสนไกล แต่ก็ใกล้แสนใกล้ โลกทั้งสองใบทับซ้อนไปมาเงียบๆ มันยิ่งใหญ่และเย็นเยือก หนวดแห่งแสงนับไม่ถ้วนเริ่มแผ่ออกไป สัมผัสแตะต้องทุกซอกทุกแตะต้องของจิตวิญญาณ Rahu
“...นี่คือพลังของเธอเหรอ? เธอกำลังทำอะไรกับฉัน?” Rahu เริ่มมีแรงถามขึ้นมา
“คุณได้รับบาดเจ็บถึงตาย คุณกำลังจะตาย นั่นคือความจริง สิ่งเดียวที่สามารถพลิกเปลี่ยนความเป็นจริงได้คือมาเนีย ฉันจะนำทางคุณให้ผ่านมันไปเอง ฉันไม่มีพลังในการต่อสู้ แต่ฉันสามารถสัมผัสมาเนียของทุกคน นำพาพวกเขาให้เข้าสู่ความปรารถนาที่แท้จริงของตัวเอง ตราบใดที่คุณยังอยากมีชีวิต ด้วยพลังของฉัน โลกแห่งความเป็นจริงจะไม่สามารถฆ่าคุณได้ แล้วหลังจากนั้น สตินึกคิดของเราจะผสานรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน ยิ่งคุณใช้พลังมาเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งทำตามคำสั่งของฉันมากเท่านั้น ด้วยวิธีนี้ Paradeisos ก็จะเชื่อมั่นในตัวคุณเช่นกัน” Shalom ตอบ
“...เธออยากควบคุมฉันเหรอ?” Rahu ถามออกมา
“จะปฏิเสธก็ได้นะ วิญญาณของคุณแข็งแกร่งกว่าที่ฉันคิดไว้ คุณจะยังสามารถเลือกสิ่งที่คุณอยากทำได้ คุณสามารถเลือกความตาย ทิ้งเสรีภาพและหน้าที่ทั้งหมดของคุณไป… แต่ฉันหวังว่าคุณจะเลือกมีชีวิตอยู่ต่อไป”
“คุณคือข้อยกเว้นที่น่าทึ่งที่สุดในทุกแผนที่ฉันวางไว้ เป็นความไม่คาดฝันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของฉัน อย่าตายเลยนะ Rahu ถ้าคุณตาย ฉันคงเกลียดมันมาก” Shalom พูดออกมา ในขณะที่ Rahu เริ่มหัวเราะออกมาเบาๆ
เพิ่มเติม
-Donald ผู้ประสบภัยคนแรก โดน Shalom ผูก Mark เพื่อยื้อชีวิตเหมือนกัน
-หนึ่งในเงื่อนไขการ Mark ของ Shalom คือ Sinner คนนั้นต้องรู้สึกอยากกบฏต่อต้านหรือขัดขืนอะไรสักอย่างมากๆ

“เอาสิ ใช้พลังของเธอ และฉันก็จะใช้พลังของฉันด้วยเช่นกัน มาดูกันว่า ฉันจะฆ่าเธอได้ก่อน หรือเธอจะครอบงำฉันก่อน” Rahu ตอบออกไป
Shalom ได้ยินแบบนั้นก็ยิ้ม วางมือลงบนไหล่ของ Rahu ความเจ็บปวดทั้งหมดก็เริ่มหายไป Rahu เริ่มอยากจะลุกขึ้นเพื่อปิดฉากทุกอย่างลง แต่ไม่สามารถรับรู้ผลลัพธ์ของการกระทำของตนได้ ราวกับถูกทอดทิ้งไว้กลางแดนรกร้างในจิตสำนึก ความมืดค่อยๆ กลืนกิน และเหวลึกก็ผ่ากลางความว่างเปล่านั้นออกมา เส้นใยแสงนับไม่ถ้วนเริ่มโผล่ออกมาจากเหวลึกนั้น ราวกับว่ามีใครแอบมองอยู่(Rebel) เริ่มพันรอบ Rahu ดูดพลังงานไป ความทรงจำทุกอย่างปรากฏออกมาราวกับแม่น้ำที่ไหลเชี่ยว ภาพความทรงจำโอบกอด Rahu ไว้ แล้วแตกสลายกลายเป็นเศษเสี้ยว ใบหน้าของผู้คนที่สำคัญละลายหายไป ถูกแทนที่ด้วยใบหน้าของคนไม่รู้จัก
Rahu พยายามเอื้อมมือออกไปคว้าอะไรบางอย่าง แต่ก็จับไว้ไม่ได้ ในมือว่างเปล่า ด้านหน้ามีเพียงความมืดที่รออยู่ สิ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่คือเสียงของคนๆ หนึ่งที่ดังก้องอยู่ในหัว
“วิ่งต่อไปสิ Rahu วิ่งต่อไปอีก นั่นแหละ คือความหมายของชีวิต” (เสียงของ Varna)
และท้ายที่สุด โลกทั้งใบก็เงียบลง ทุกอย่างละลายหายไป Rahu เริ่มเดินเข้าสู่ความมืดอย่างเงียบงัน แต่ Rahu ไม่มีความสงสัยใดๆ อีกต่อไป
เพิ่มเติม
-Rahu โดน Shalom ควบคุมแบบ Donald ที่ไม่รู้ตัวเลยว่าไปเซ็นเอกสารเข้าสภาเมื่อไหร่…

กลับเข้ามาในบ้าน Schorl เริ่มวิเคราะห์คุยถาม Shalom ที่ใช้เวลามากกว่าที่คาดคะเนไว้ สภาพร่างกายก็ไม่สเถียรด้วยเช่นกัน “ใช้พลังไปเหรอ?”(ตรงนี้ EDGE-02พูด)
“ใช่ ตอนแรกฉันกะว่าจะทำลายเขาด้วยความเกลียดชัง แต่ฉันพลาดน่ะ เขาแข็งแกร่งกว่าที่ฉันคิดไว้ ฉันต้องทุ่มไปหลายอย่างเพื่อทำให้เขาเชื่อง แต่ฉันคิดว่ามันคุ้มค่า เพราะเขาภักดีต่อฉันตั้งแต่แรกแล้ว เขามาเติมเต็มแผนการได้อย่างดี ไม่เป็นตัวแปรที่เสี่ยงในแผนการอีกต่อไป ด้วยสถานการณ์ตอนนี้ ฉันไม่สามารถพึ่งแค่พลังของฉันเพียงลำพังได้ ฉันต้องการผู้ปกป้องที่แข็งแกร่งและภักดี Paradeisos ต้องการ Sinner ที่พึ่งพาได้มากกว่า MBCC”
“พลังของ Underground ที่แทรกซึมที่ Eastiside ก่อนหน้านี้ย้ายมาฝั่งตะวันตกหมดแล้ว สิ่งที่พวกเขาทำทิ้งไว้เพื่อขัดขวางเราไม่น่าไว้วางใจ ดูหละหลวมผิดปกติ และข้อมูลข่าวกรองก็เต็มไปด้วยช่องโหว่และความคลาดเคลื่อน การโจมตีช่วงหลังที่ดูไร้ความอันตรายเหล่านี้ น่าจะเป็นเพียงฉากบังตาเพื่อจุดประสงค์ที่เป็นไปได้สองประการ ไม่ 9th Agency กดดันพวกเขาในฝั่งตะวันตกมากพอจนต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอด หรือไม่ก็ Underground กำลังวางแผนที่ร้ายแรงกว่านั้น และต้องการเบี่ยงเบนความสนใจของเรา”
“คุณจะกลับไปที่ฝั่งตะวันตกเหรอ? FAC กำลังเตรียมการรบครั้งใหญ่ในเดือนสิงหาคม และน่าจะต้องการแรงสนับสนุนเพิ่มเติม” Schorl ตอบกลับไป
“ฉันจะเดินทางไปเดี๋ยวนี้ และในเมื่อฉันมี Rahu แล้ว อย่างน้อยๆ ตอนนี้ฉันไม่ต้องการคนมาแทนที่เพิ่มเติม ยิ่งฉันทำงานเสร็จไวมากเท่าไหร่ ฉันก็จะยิ่งได้กลับมาไวเท่านั้น ที่นี่ยังมีอะไรบางอย่างที่ฉันสนใจ”

Shalom พูดจบ ก็มีเสียงดังปั้ง เหมือนคนบุกเข้ามาในบ้านหลังนี้ ประตูถูกเตะออกจนพัง แตกออกเป็นเสี่ยงๆ สาวน้อยรูปร่างผอมบางพุ่งเข้ามา
“พี่ Shalom!!” Christina พุ่งเข้ามากอดเอว Shalom ทันที
“ฉันได้ยินมาว่าพี่โดนทำร้าย! พี่เป็นอะไรรึเปล่า? เจ็บตรงไหนมั้ย? ที่ไหน? ตรงไหน? ตอนไหน? แล้วใครเป็นคนทำ? ทำลงไปทำไม? พี่จับเขาได้รึเปล่า? ว้าย! พี่เลือดไหลท่วมอกเลย!!” Christina พูดอย่างลนลาน
“ฉันสบายดี แม่ยอดนักสืบตัวน้อยของฉัน ดูดีๆ สิ นี่ไม่ใช่เลือดของฉันนะ” Shalom ตอบด้วยรอยยิ้มอารมณ์ดี
“อ่อ..อ๋อ จริงด้วย ใครเสียเลือดเยอะขนาดนี้คงยืนไม่ไหวแล้วล่ะ.. หวา ฉันติ๊งต๊องอีกแล้ว! ถ้าพี่เจออันตรายอยู่ล่ะก็ พี่ต้องบอกฉันนะ! มีแต่คนนิสัยไม่ดีที่ไล่ตามพี่ พอนึกภาพว่าพวกเขาจะทำอะไรพี่แล้ว ฉันรู้สึกเหมือนหัวจะระเบิด! ฉันสาบานว่าฉันจะไม่ปล่อยให้พี่โดนใครทำร้ายอีกแล้ว!” Christina ตอบกลับด้วยความเป็นห่วงมากๆ
ท่าทางที่ใสซื่อตรงไปตรงมา Shalom ยิ้มตอบ เริ่มลูบหัวหวีเส้นผมสีส้มของ Christina ด้วยนิ้วของตัวเองอย่างอ่อนโยน(ใช้มือสางผมแทนหวี) แววตาของ Christina เต็มไปด้วยความกังวล แต่พอได้รับการดูแลเอาใจใส่จาก Shalom ก็เก็บซ่อนความสุขไว้ไม่ได้ Christina ไม่เคยปิดบังเลยว่าตัวเธอชอบและปลื้ม Shalom มากแค่ไหน
เพิ่มเติม
-Shalom รัก Christina มากก ถ้าเป็นแม่ให้ได้จริงๆ คงเป็นไปแล้ว
-Christina ในตอนนี้ติด Shalom แจ

“ไม่ต้องห่วงนะ Christina มีใครบางคนคอยปกป้องฉันอยู่” Shalom พูดออกมา
“ใคร!? มีคนอื่นนอกจากฉันด้วยเหรอ?” Christina ครุ่นคิด
พอเริ่มสังเกตรอบข้าง มองตามสายตาของ Shalom จนเจอนักรบคนหนึ่งที่ยืนอยู่เงียบๆ ข้าง Shalom มาตั้งแต่แรก นักรบคนนี้ดูไร้สีหน้า แต่โล่ในมือสามารถเปลี่ยนกลายเป็นดาบได้ พร้อมฟาดฟันลงทันทีที่มีความผิดปกติ
“เขาชื่อ Rahu เป็นนักรบของ FAC เหมือนครอบครัวของเธอเลย” Shalom แนะนำตัว Rahu ให้ Christina ฟัง
“คุณเป็นทหาร FAC เหมือนกันเหรอ? แล้วแผลบนตัวคุณ ได้มาจากการปกป้องคนอื่น...ปกป้อง Shalom เหรอ?” Christina ถามอย่างระมัดระวัง
แต่บาดแผลตามตัว Rahu เยอะมาก ทำให้ Christina เริ่มเป็นห่วงและปลื้ม Rahu ขึ้นมาด้วยเช่นกัน แต่ Rahu ไม่ตอบอะไร ลดอาวุธลง หันหน้าไปทางอื่นพร้อมถอยหลังไปหนึ่งก้าว
“เขามีเกียรติและไว้ใจได้ เป็นอัศวินที่แท้จริงเหมือนกับเธอ ฉันฝากความหวังไว้กับพวกเธอทั้งสองนะ Chirs ตอนนี้กำลังจะมีภารกิจที่สำคัญและยากลำบากมากๆ ฉันอยากยืมพลังของเธอหน่อยนะ ฉันคาดหวังการช่วยเหลือจากนักสืบผู้แสนโด่งดังของเราได้ใช่ไหม?” Shalom พูดออกมา
“ได้สิ! ได้แน่นอนอยู่แล้ว! ไม่ต้องขอก็ช่วย!” Shalom ที่ได้ยินคำตอบจาก Christina แบบนั้นก็ยิ้มออกมา รถที่จอดรออยู่หน้าบ้านบีบแตรเรียกแล้ว Shalom จึงเริ่มออกเดิน ดีที่ฝนสีครามหยุดตกแล้ว แต่คนที่เดินตามหลังมายังคงนำแจ็คเก็ตของ Shalom คลุมไหล่ให้อย่างคล่องแคล่ว
เพิ่มเติม
-Rahu ตอนนี้โดน Shalom เชิดเป็นหุ่นไม่ได้มีความรู้สึกหรือรู้ตัวแบบ Donald แต่ยังไม่หนักเท่าผู้ประสบภัยผู้นี้
-ครอบครัวดั้งเดิมของ Christina เป็นครอบครัวทหาร FAC แต่เธอสูญเสียครอบครัวไปกลายเป็นเด็กกำพร้า และเจอกับ Shalom

“กลุ่มนักฆ่าที่ก่อกวน Paradeisos อยู่คือ The Garden เป็นกลุ่มที่เคยได้รับการดูแลจาก Underground ปัจจุบันอาจจะตัดขาดกันหรือยังติดต่อกันอยู่ก็ไม่สำคัญ ที่สำคัญคือ มีคนที่รู้ทางเข้า Underground อยู่ในกลุ่มนี้ ตามหาหัวหน้าของพวกเขา หรือไม่ก็รอต้อนรับเธอ เพราะไม่ว่ายังไง เดี๋ยวเธอก็มา” Shalom พูดทิ้งท้ายไว้ให้ Christina
“ยัยหมาสองตัวนี้กล้าดียังไงมาเหยียบย่ำดอกไม้ของฉัน… เหอะ... ไปบอก Underground ซะ ว่า The Garden รับงานนี้ ส่งชื่อมา ฉันจะจัดการด้วยตัวเอง ตามที่เธอต้องการ ... เรามาดูดอกไม้บานสะพรั่งจนถึงที่สุดกันเถอะ HUSH จาก Paradeisos…. Shalom”
Coquelic ที่กำลังดูไฟล์เอกสารของ HUSH-X อยู่ ณ บ้าน the Garden ได้ตัดสินใจลงมือด้วยตัวเองหลังจากที่ Garofano โดนเหยียบย่ำจนปางตาย
เพิ่มเติม
-จบอีเว้นท์ Rain Burst
-สรุปอีเว้นท์ Rain Burst ภายในประโยคเดียว Rahu ต้องการหาคนที่อยู่เบื้องหลังหมายเลข 05257885 แต่พอเจอตัว ดันเป็นคนละคน พนักงานใหม่แทนที่พนักงานเก่า ท้ายสุด ขอสมัครเข้าบริษัทด้วย
-Rahu โดน Mark ของ Shalom

[ช่วง Minigame]
ดอกป๊อปปี่ บรรยายไว้ว่าเป็นดอกไม้อายุ 1 ปีที่ไม่เหมือนใคร แต่ละก้านมีเพียงหนึ่งดอก แม้ว่าแต่ละดอกจะมีอายุขัยรับแสงอาทิตย์ได้เพียงสองวัน แต่ป๊อปปี้่ก็ยังคงผลิดอกใหม่ไม่สิ้นสุด มันเบ่งบานอย่างเต็มที่ยาวนานถึงสามเดือน ก่อนจะค่อยๆ โน้มก้านลงและลาจากไปอย่างสง่างาม
เพิ่มเติม
-หยดน้ำหอมผิดที่แล้วจะไหม้ ถ้าหยดตรงจุดที่บอกเวลา จะได้รหัสลับมาว่า NextMonth Flora Unfurl (เดือนหน้า ดอกไม้ ผลิบาน)


━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━
และตอนนี้ เราก็เข้าสู่เนื้อหาของอีเว้นท์ Flora Unfurl ตัวดำเนินเรื่องหลักส่วนใหญ่จะเป็น Christina คอยสืบหาข้อมูล The Garden สาวเรื่องราวต่างๆ ให้ถึงตัว Coquelic โดยบทนี้จะเริ่มมีพวก Underground มาเกี่ยวข้อง
วันที่ 8 เดือนสิงหาคม N.F. 113 09:00 ณ สุสานแห่งการรำลึก FAC ที่ฝั่งตะวันตก Adrian (ผู้บังคับบัญชา FAC) พูดไว้อาลัย รำลึกแด่ 1423 ชีวิตที่จากไปเพราะพยายามสู้กับมาเนียฝั่งตะวันตกในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ฝนสีครามที่ยังตกอยู่สร้างบรรยากาศแห่งการไว้อาลัยได้มาก ซึ่ง Christina เองก็มาเข้าร่วมงานด้วยเช่นกัน จบพิธี Christina หามุมยืนคนเดียว หุบร่ม เงยหน้ามองฝน ปฏิกิริยามาเรียกับฝนสีครามเริ่มออกฤทธิ์ เพื่อให้รู้สึกเจ็บ เพื่อให้ตัวเองหายเบลอ พยายามบอกตัวเองให้เชื่อมั่นในความยุติธรรม
สักพักเสียงริงโทน Beethoven Virus ก็ดังขึ้น เสียงริงโทนสำหรับ Shalom ของ Christina นั่นทำให้เธอตาเป็นประกาย รีบรับโทรศัพท์ทันที
“พี่ Shalom! พี่กลับมาแล้วเหรอ!! ... อ๋อ.... พี่ยุ่งมากเลยเหรอ ฉันก็นึกว่า... อะไรนะ!? พวก Underground สร้างเรื่องอีกแล้วเหรอ!? Garden โจมตีอีกแล้ว!? ชั่วที่สุด! สู้ตรงๆ ไม่ชนะก็เลยมาลอบกัดหลังแบบนี้!! หือ? อยากให้ฉันเป็นคนสืบสวนเหรอ จริงเหรอ!? ได้สิ ได้ๆ! ฉันทำได้! ฉันจะพยายามเต็มที่กับทุกภารกิจที่พี่ให้มา! สาบานด้วยชื่อของ นักสืบที่ยอดเยี่ยม(ในอนาคต) Christina ได้เลย! จะออกไปทำงานเดี๋ยวนี้” Christina วางสายแล้วเริ่มวิ่งทันที ดีใจมากที่ Shalom หันมาพึ่งพา จะไม่ทำให้ Shalom ผิดหวัง
ในขณะเดียวกัน เมื่อพิธีจบลง Adrian เดินทางกลับ Eastside เพื่อส่งเอกสารให้สภาเมือง ขออนุมัติปฏิบัติการ Blockade เพื่อสร้างป้อมปราการรอบๆ BR-002 สกัดกั้นไม่ให้มาเนียไหลออกมากเกินไป แม้ฝั่งตะวันตกจะเป็นถิ่นไร้ผู้นำ แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของ DisCity ดังนั้น FAC จะไม่ทอดทิ้งพวกเขา ซึ่งปฏิบัติการนี้ Paradeisos ให้การสนับสนุน เงินอำนาจกำลังคน มติสุดท้ายจะตัดสินในวันที่ 15 August
เพิ่มเติม
-Christina มางานไว้อาลัยเพราะ พ่อแม่บุญธรรมเสียในเหตุครั้งนี้ด้วย ซึ่งครอบครัวนี้มีลูกสาวอยู่แล้ว 1 คนชื่อ Mireya แต่นางไม่มาเพราะเกลียดที่พ่อแม่เป็น FAC ตายแล้วก็ทิ้งให้ Mireya กลายเป็นเด็กกำพร้า ยิ่งไปกว่านั้น Mireya พิการด้วย ต้องนั่งวีลแชร์ตลอดเวลา
-หลังกลับจากงานพิธี มีรายงานข่าวเรื่องคนสำคัญใน Eastside ได้รับจดหมายขู่ฆ่า คาดการณ์ว่าเกี่ยวข้องกับเหตุเมื่อสามสัปดาห์ก่อน (ช่วง Rain Burst) Christina ได้ยินก็รู้สึกว่าตัวเองต้องทำอะไรสักอย่าง


วันที่ 8 เดือนสิงหาคม N.F. 113 16:00 ณ ลานดอกไม้ในสวนสาธารณะใจกลาง Eastside Christina เดินทางมายังที่สถานที่เกิดเหตุคดี ‘บุปผาจมดิน’ วิเคราะห์จุดเกิดเหตุอย่างละเอียด เข้าใจว่านี่ไม่ใช่การลอบฆ่าแต่เป็นการประกาศบอกอะไรบางอย่างมากกว่าเพราะของทุกชิ้นถูกจัดวางอย่างมีนัยนะ จากข้อมูลภายในของ Shalom (แอบขอมา) คดีนี้เป็นฝีมือของ Sinner แน่นอน เพราะงั้นต้องมีการปนเปื้อนมาเนีย! ดังนั้นแล้ว Christina จึงเริ่มบอกให้ทุกคนอยู่ห่าง ตำรวจหลายคนที่กลัวก็หนีออกห่าง แต่คนที่จริงจังยังคงอยู่ที่เดิม จนกว่า Chief ของ MBCC จะกลับมา Christina จะขอเป็นคนสอบสวนเอง
เริ่มจากสังเกตก่อน ที่ชัดสุดคือดอกไม่สีแดงเข้มกลิ่นแรงที่ลอยอยู่เหนือน้ำ ราวกับว่ามีใครจงใจนำมาโปรยตกแต่งสถานที่เกิดเหตุ ยิ่งดมก็ยิ่งมึน ไม่ใช่ดอกกุหลาบธรรมดาแน่นอน เพราะดอกไม้พวกนี้เหมือนงอกผลิบานออกมาจากร่างกายของผู้ตาย ไม่มีก้านหรือลำต้น ไม่เหมือนกับดอกเดซี่สีขาวรอบๆ แม้แต่น้อย (ดอกเดซี่ก็นับว่าแปลก เพราะที่สวนสาธารณะนี้ไม่ได้ปลูกดอกเดซี่เอาไว้ แถมตอนนี้ก็ไม่ใช่ฤดูกาลของดอกเดซี่ด้วย) แถมเรืองแสงสีแดงนิดๆ อีกด้วย นับว่าเป็นการยืนยันคำพูดของ Shalom ว่าเป็นคดีที่เกิดจาก Sinner นั่นแปลว่าต้องมีร่องรอยของมาเนียหลงเหลืออยู่ ดอกไม้ที่งอกเงยจากศพคงจะเป็นพลังของ Sinner คนนี้
Christina อยากตรวจสอบดอกไม้จึงเริ่มยื่นมือจะไปจับ แต่ตำรวจที่อยู่ใกล้ๆ เข้ามาห้ามไว้ก่อน แล้วยื่นซองหลักฐานที่มีตัวอย่างดอกไม้ให้ ตรวจดูแล้วไม่ใช่ดอกไม่ธรรมดา กลีบสีชมพูอ่อน มีส่วนที่ใสๆ โปร่งแสง แถมลอยอยู่ในถุงหลักฐานราวกับว่าดอกไม้มันมีชีวิต จู่ๆโทรศัพท์ก็สั่น ได้รับข้อความข้อมูลของคดี‘บุปผาจมดิน’ จาก Doyle ว่า ดอกไม้นี้เป็นดอกไม้มาเนีย มีสรรพคุณคล้ายคริสตัลมาเนีย ยืดหยุ่นสูง ทำลายยาก สามารถตรวจเจอ DNA ของผู้ตายที่ให้กำเนิดดอกไม้ได้
เพิ่มเติม
-สร้อยคอแซฟไฟร์ดอกไม้สีม่วงของผู้ตาย สไตล์ดูคุ้นเคยสำหรับ Christina สุดๆ
-บัตรประจำตัวที่ลอยอยู่ในน้ำ มีชื่อ ตำแหน่ง แต่โดนน้ำจนอ่านไม่ออกแล้ว นอกจากชื่อบริษัท Future Media แต่าข้อมูลน้อยมาก เป็นบริษัทสื่อมีเดียที่อยู่ภายใต้การควบคุมของมูลนิธิการกุศลแห่งหนึ่ง -กล้องที่หล่นอยู่ มีอยู่รูปเดียวคือรูปสถานที่เกิดเหตุที่ถูกถ่ายไว้เมื่อ 1 ชั่วโมงที่แล้ว
-Anania เป็นคนจากตระกูลชื่อดังใน Eastside เคยทำงานให้ FAC
-ข้อมูลใน memory card เสียหาย แต่พอลองกู้ไฟล์แล้ว เจอรูป Dravyn (ผู้บังคับบัญชา FAC คนก่อน)ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับปฏิบัติการ Eclipse ในปี N.F.103 กับรูปหนังสือพิมพ์เก่าๆ ที่ Anania ชม Adrian (ผู้บังคับบัญชา FAC คนใหม่ ที่กลายเป็นคนปัจจุบัน)

โทรศัพท์ที่หล่นอยู่ใกล้ๆ ก็แปลก ดูไม่ใช่รุ่นที่ผู้หญิงชอบใช้เลย Christina พยายามปลดล็อกให้ได้ แต่ต้องใช้ลายนิ้วมือ แต่ศพลอยน้ำจนนิ้วเปื่อยแล้วแน่ๆ น่าจะใช้ลายนิ้วมือไม่ได้แล้วเลยทำอะไรไม่ได้ ทำให้ Christina กลับมาตรวจสอบที่ดอกไม้สีแดงอีกครั้ง ถ้าไม่ได้มีการรายงานว่าผู้ตายหยุดหายใจแล้วก็คงไม่เชื่อ ศพยังดูปกติเหมือนแค่คนๆหนึ่งที่หลับไป ทั้งๆ ที่โดนเจอเมื่อคืนก่อน ร่างกายไม่บวมน้ำ น้ำก็อุ่นเพราะตอนนี้่เป็นฤดูร้อน แปลว่านิ้วมือน่าจะใช้ได้แหละ ไม่ลองไม่รู้ Christina เลยใช้อุปกรณ์แม่พิมพ์ลายนิ้วมือที่สร้างขึ้นมา แต้มลายนิ้วมือจากผู้ตายแล้วเอาไปแปะที่โทรศัพท์ เมื่อปลดล็อกได้ Christina ก็หาอ่านแชทต่างๆ เจอข้อความจากหมายเลขโทรศัพท์ 043176889 ส่งตอน 6 เดือนสิงหาคม N.F.113 23:12 นัดเจอ Anania ที่สวนสาธารณะใจกลาง Eastside ตอน 5 ทุ่มเพื่อขอยืมเงิน หยิบยก เหตุจากเมื่อสิบปีที่แล้วมาอ้าง
Christina เริ่มหาข้อมูลของเหยื่อทันที แต่ในระหว่างที่ตรวจสอบ Dole ก็มาที่สถานที่เกิดเหตุ บ่นว่าปล่อยให้เด็ก(Christina)เข้ามายุ่งได้ยังไง? Christina รีบแนะนำตัวทันที Dole ตอนแรกหงุดหงิดที่มีเฟรชชี่ปี 1 มายุ่งกับคดีใหญ่โต แต่พอมีตำรวจคนอื่นมากระซิบบอกข้อมูล สีหน้าของ Dole เปลี่ยนจากหงุดหงิดกลายเป็นรำคาญ ไม่แยแส และรังเกียจตามลำดับ ก่อนจะหันไปบ่น Christina ว่า มีคนหนุนหลังใหญ่โจก็จริง แต่ไปสร้างเรซูเม่ที่อื่นไม่ได้เหรอ?
Christina เอาสิ่งที่ตัวเองหาเจอมานำเสนอทันที ว่าผู้้ต้องสงสัยรายแรกคือชายชื่อ Nathan อายุ 48 จากเบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อผู้ตาย อาศัยอยู่ที่ Eastside แต่อดีตของเขาน่าสงสัยกว่านั้น Dole เข้าใจทันทีว่าคงไล่ Christina ไปไหนไม่ได้ ก่อนจะขอโทรศัพท์ของเหยื่อคืน Christina ไม่อยากให้เลย แต่จังหวะที่กำลังยื่นให้ โทรศัพท์ของผู้ตายก็มีสายเรียกเข้าจากเบอร์ 043176889
เพิ่มเติม
-แม่พิมพ์ลายนิ้วมือทำมาจากเยลลี่ ว่างๆก็หยิบมากินเป็นขนมได้
-Christina เป็นนักศึกษาปี 1 ที่สถาบันฝึกอบรมความปลอดภัยของเมือง ฝึกงานซัมเมอร์ที่สถานีรักษาความปลอดภัยท้องถิ่น Eastside

Christina รับสายพร้อมเปิดลำโพง เสียงผู้ชายแปลกๆ เสียงเหมือนคนบีบจมูกพูดก็ไม่เชิง ก็ดังออกมา ดูแล้วไม่ค่อยปกติสักเท่าไหร่
“สวัสดี เจ้านักสืบตัวน้อย สืบสวนคดีสนุกไหม? Anania ยังมีชีวิตอยู่นะ ดอกไม้พวกนั้นคือชีวิตของเธอน่ะ ยังเบ่งบานอย่างงดงามเลย ดูสิ อย่าขยับดอกไม้มากแล้วกัน ถ้าดอกไม้พวกนั้นถูกทำลายล่ะก็ เธอจะกลายเป็นฆาตกรซะเองนะ” Christina ที่กำลังเดินลงน้ำ จะเหยียบดอกไม้ ได้ยินแบบนั้นก็ถอย เริ่มระวังในการเดินทันที ขู่ผู้ชาย(?)ในสายว่าจะตามหาให้เจอ
แต่แล้ว Christina ก็เพิ่งคิดได้ คนในสายรู้ได้ไงว่าเธอกำลังจะเหยียบดอกไม้??? Christina รีบมองรอบๆ ตามหาตัวคนร้ายทันที รีบตะโกนบอก Dole ทำเอา Dole ปวดหัวไปหมด แทนที่จะแอบบอก ตะโกนซะงั้น
ตำรวจนายหนึ่งยิงไปหาบุคคลต้องสงสัยที่ใส่ชุดตำรวจอยู่ ตำรวจที่ถูกยิงรีบจับหมวกปิดหน้าแล้ววิ่งเข้ากลุ่มคนทันที คนแถวนั้นเริ่มกรีดร้อง Christina พุ่งตัววิ่งตามทันที Dole พยายามรั้งไว้แต่สู้แรง Sinner ไม่ไหว
เพิ่มเติม
-เสียงผู้ชายแปลกๆ คือ Coquelic ใช้โปรแกรมเปลี่ยนเสียงเป็นผู้ชาย(หวัดดีเจ้าฮะ)

ตำรวจที่น่าสงสัยคนนี้รวดเร็วและคล่องแคล่วมาก จนคนปกติตามไม่ทันแน่นอน ต่อให้วิ่งไปเจอทางตัน แต่เธอคนนี้กลับสามารถปีนข้ามกำแพง 4 เมตรด้วยการเหยียบกล่องขึ้นไปอย่างสง่างามได้ไม่ยาก มีการมองกลับลงมาด้วยท่าทีที่ภูมิใจในตัวเองสุดๆ ซึ่งคนที่วิ่งตามมาทันมีเพียงแค่ Christina เท่านั้น
“เธอคือ Sinner ที่ทีมสอบสวนรับมาสินะ แหมมม… ความเร็วกับพละกำลังไม่แย่เลย แต่ยังไม่พริ้วสักเท่าไหร่ นี่~ จะปีนขึ้นมาไหวไหมน้า?” ตำรวจพูดกวน
“ไม่เห็นจำเป็นต้องปีน!” Christina พูดแล้วก็ทุบกำแพงที่ว่านั่น
“ไม่นึกเลยว่าเธอจะเป็นผู้หญิง ใช้ที่เปลี่ยนเสียงใช่ไหมเนี่ย?” Christina ยังคงไล่ตาม
“ใจร้ายจัง ไม่เห็นหรือไง ไล่ตามมาตั้งนาน ออกจะชัดขนาดนี้” เสียงของตำรวจปริศนายังคงดังลงมาจากด้านบน Christina เงยหน้ามองก็เห็นว่าอีกฝ่ายกระโดดขึ้นไปที่ตึก 2 ชั้นแล้ว ก้มมองลงมาคุย
“ดูฉันสิ ทั้งท่วงท่าสง่างาม สวยขนาดนี้ ยังมองไม่ออกอีกเหรอ… นี่ใสซื่อหรือโง่กันแน่เนี่ย?” ขณะพูด เธอก็ประเมิน Christina ด้วยสายตา เชิดริมฝีปากขึ้นด้วยความดูถูกดูแคลน จากนั้นเธอเอามือข้างหนึ่งเท้าเอว เชิดอกขึ้นเผยเรือนร่างอันสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ก่อนจะยกมืออีกข้างขึ้นอย่างอ่อนช้อย แตะลงบนอกของตนอย่างแผ่วเบา
“อยากให้ฉันสอนเทคนิคหุ่นสวยเช้งให้ไหม นัก-สืบ-น้อย-สุด-น่า-รัก?”
“ไม่ต้อง! ฉันหุ่นดีอยู่แล้ว!” Christina สวนทันที แล้วทั้งสองก็เริ่มปะทะกัน
เพิ่มเติม
-สงสารรรรร Christina
-Christina สูง 162 cm ส่วน Coquelic สูง 156 cm สภาพ…

Christina ได้แผลมาจำนวนไม่ถ้วนก็ยังไม่สามารถแม้แต่จะแตะปลายเส้นผมของหญิงผมขาวตรงหน้า (Coquelic) ได้ ศัตรูพลังเยอะกว่าที่คาดคะเนไว้มาก ยืนเหนื่อยหอบจะไม่ไหว ส่วน Coquelic ก็ยืนดู Christina นิ่งๆ ให้เวลาเด็กได้พักหายใจ
“ฉันนึกว่า Sinner นักสืบพิเศษจะมีความสามารถมากกว่านี้ซะอีก น่าผิดหวังนะ แม่สาวน้อย” Coquelic พูด
“หึ! ฉันไม่สนใจหรอกว่าเธอคิดยังไง” Christina ยังคงเถียง แต่ตายังคงพยายามมองอาวุธในมือของ Coquelic ที่เป็นมีดคริสตัลสีแดง เสกมาจากอากาศ มีดอกไม้ตกแต่งนิดหน่อย เป็นดอกไม้แบบเดียวกันกับที่อยู่บนร่างของ Anania
“ฉันว่าแล้วว่าต้องเป็นเธอ วันนี้ฉันโชคดีชะมัดที่ได้เจอตัวคนร้ายเร็วขนาดนี้ ทิ้งจุดเกิดไว้ซะอลังการเชียว อวดพลังมาเนียของตัวเอง นี่ตั้งใจหลอกล่อหรืออยากจะได้รับคำชมกันล่ะ? เหอะ ก็แค่พวกหลงตัวเองที่ชอบโชว์ของ คิดว่าทุกคนบนโลกจะเล่นตามเกมของเธอรึไง? แหย่พวกเราผ่านสายโทรศัพท์ ชมงานศิลปะที่ตัวเองสร้าง เสียใจด้วยนะที่เธอต้องเจอฉัน! ให้ฉัน สุดยอดนักสืบ(จากอนาคต) Christina แสดงให้เธอเห็นเองว่า รสชาติของความพ่ายแพ้เป็นยังไง!” Christina ยังคงพูดต่อ แต่ Coquelic กลับหัวเราะ แล้วตอบกลับว่า
“ปีแรกเขาสอนเรื่องการสร้างโปรไฟล์กันแล้วสินะ คำตอบแบบนี้… ก็พอผ่านได้ล่ะมั้ง แต่เธอช้าไปหน่อยนะ แม่สาว ฉันบอกใบ้เธอไปตั้งแต่ประโยคแรกที่ฉันพูดแล้ว ผู้สอบสวนเขารู้ว่าโดนจับตามองอยู่ตั้งแต่ประโยคนั้นแล้ว ค่อยๆ หาตัวฉันโดยที่ไม่กระโตกกระตาก แล้วเธอล่ะ ช้าไปตั้ง 47 วินาทีแถมตะโกนอย่างกับคนบ้า”
เพิ่มเติม
-Coquelic บอกใบ้ว่าแอบดูอยู่ตั้งแต่ตอนที่บอกว่า สวัสดี เจ้านักสืบตัวน้อย แต่กว่า Christina จะรู้ตัวก็ตอนที่เดือนว่าอย่าย่ำดอกไม้…
-Christina ยังไม่รู้ชื่อ Coquelic แต่ต่อจากนี้ขอเขียนชื่อตรงๆ เพื่อความเข้าใจง่าย

“ไม่ต้องมาสอนเลย! มากับฉันซะดีๆ ไปสารภาพความผิด บอกมาว่าทำไมถึงลงมือก่อเหตุ มีใครสมรู้ร่วมคิดรึเปล่า เธอพูดเองนะว่า Anania ยังไม่ตาย เธอเปลี่ยนเขาให้กลายเป็นดอกไม้แล้ว ยังช่วยชีวิตเขาได้รึเปล่า เลิกใช้พลังเดี๋ยวนี้เลยนะ! ตอนนี้เธอยังโดนแค่คดีทำร้ายร่างกาย จะต้องถูกนำตัวไปกักขังที่ MBCC แต่ถ้าทำเกินจนกลายเป็นฆาตกรล่ะก็ เธอจะ—” Christina ยังคงไม่ฟัง พยายามพูดบอกแต่ Coquelic หัวเราะดังลั่น ขัดการพูดของ Christina ชัดเจนจน Christina งงค่ะ
“เห้อ... ฉันแค่นึกอะไรตลกๆ ออกน่ะ นานแล้วเหมือนกันที่ฉันไม่ได้เห็นคนแบบเธอ...”
Coquelic พูดจบก็หายไปจากสายตา Christina ทันทีทั้งที่ยังไม่ได้กะพริบตาซะด้วยซ้ำ เสียงของ Coquelic ดังขึ้นมาจากด้านหลังแทน
“ช่างเป็นคนโง่ ที่คิดว่าตัวเองยุติธรรมเสียจริง”
Christina ตอบสนองไม่ทัน โดนบีบคอจากข้างหลัง นิ้วมือของ Coquelic เลื่อนมาสัมผัสคางของ Christina อย่างแผ่วเบา ลูบไล้ลงคอ แต่แล้ว Christina ก็รู้สึกตัวชาแปลกๆ เหมือนโดนดึงอะไรบางอย่างออกมาจากร่างกาย
“ยัยเด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม ดูถูกฉันงั้นเหรอ คิดว่าฉันไร้ประโยชน์หมือนแกรึไง เป็นแค่เด็กมือใหม่งั้นเหรอ? คำว่า ‘ฆาตกร’ น่ะ ใช้กับฉันไม่ได้หรอกนะ แม่สาวนักสืบ ‘ชีวิต’ กับ ‘ความยุติธรรม’ ที่เธอกับฉันเห็นน่ะ มันต่างชั้นกันย่ะ” มือของ Coquelic ยังคงขยับออกห่างเรื่อยๆ ดึงดอกไม้สีแดงให้งอกเงยออกมาจากอกของ Christina

“ดูซะยัยเด็กน้อย คนเราเบ่งบานได้นะ และนี่คือดอกไม้ของเธอ ดูแลมันดีๆ ล่ะ ถ้าทำร้ายมันก็เหมือนกับการทำร้ายตัวเธอเอง ชีวิตคนเรามีค่าเสมอ จะน่ารังเกียจหรือโสมมแค่ไหนก็ยังสามารถงอกเงยดอกไม้ที่งดงามได้ ร่างกายและวิญญาณจะกลายเป็นปุ๋ยทำให้ดอกไม้เจริญงอกงาม นั่นแหละ คือชีวิตที่บริสุทธิ์ ดอกไม้ของเธอดูใสซื่อน่ารักดีนะ ดอกทานตะวันหรือเดซี่ล่ะ?” ยิ่ง Coquelic ดึงออกมาเท่าไหร่ Christina ก็ยิ่งวิงเวียนมากเท่านั้น ราวกับว่าร่างกายกำลังถูกสูบเลือดออกไป Christina กัดฟันพยายามใช้แรงเฮือกสุดท้ายพูดออกไป
“จะเกิดอะไรขึ้น...ถ้าดอกไม้บานเต็มที่...”
“ก็บานไปเรื่อยๆ งอกงามเพิ่มจำนวนไปเรื่อยๆ เหมือนหญิงสาวที่หนองน้ำนั่นไง จนกว่าร่างกายจะทนไม่ไหว แต่ชีวิตน่ะ เป็นอะไรที่ทรงพลังนะ ยิ่งแข็งแกร่งก็ยิ่งงอกเงยได้จำนวนมาก ฉันเคยเห็นคนที่งอกเงยดอกไม้ออกมาได้เป็นสวนเป็นทุ่งเลยล่ะ” Coquelic ตอบ
“ฉันถามว่า.. จะเกิดอะไรขึ้นกับคนที่ดอกไม้ผลิบานไปแล้ว หลังจากที่พลังชีวิตถูกกินไปหมดแล้วต่างหาก”
“อ๋อ... อยากรู้เรื่องนั้นหรอกเหรอ” Coquelic ยิ้มออกมา
“เวลาคนเราชื่นชมดอกไม้... จำเป็นต้องใส่ใจดินโคลนที่อยู่ใต้เท้าด้วยเหรอ?”
“สารเลว!!” Christina ตะโกนลั่น
ได้ยินแบบนั้นแล้วก็ฮึกเหิมขึ้นมา ใช้ความโกรธเข้าสู้ความกลัว จนสามารถควบคุมตัวเองได้ หมุนตัวฟาดใส่ Coquelic แต่าเธอก็สามารถหลบได้อย่างง่ายดาย Christina ยังคงฟาดต่อไม่ยั้ง จนกำแพงแถวนั้นพังไปหมด

Coquelic หลบพริ้วเป็นแมวไปมาจนหมวกหล่น ผมสีขาวยาวสลวยพริ้วไหว ท่าทางของ Coquelic ดูพึงพอใจสุดๆ หัวเราะเสียงดังเยาะเย้ย
“โมโหเหรอ ว้าย เธอโมโหแล้วน่ารักกว่าตอนที่เอาแต่พูดว่า เพื่อความยุติธรรม ตั้งเยอะ” Coquelic พูดเยาะเย้ย
แต่อาวุธไม้เท้าของ Christina ตอนนี้ติดแหง่กอยู่ในกำแพง หมดแรงดึงออก อาจจะเพราะโดนดึงดอกไม้ออกจากร่างไปเลยเหนื่อยไวกว่าปกติ Christina ทำได้แค่กัดฟันอย่างเจ็บใจ
“หุบปากไปเลย! ฉันนึกออกแล้ว ในเดือนกรกฎาคม ที่วิลล่า Erica พวกตำรวจยามถูก Sinner บางคนดึงพลังชีวิตไปใช้ Rahu บอกว่าที่จุดเกิดเหตุมีหนามสีแดงอยู่ ฝีมือของแกนี่เอง! แกทำร้ายพี่ Shalom!! แกคือหัวหน้าของ the Garden!! อาจารย์ของพวกนักฆ่า!!!” คำพูดของ Christina ยิ่งทำให้ Coquelic หัวเราะยิ่งกว่าเดิมอีก
“Shalom... อ๋อออออ พี่สาว Shalom สุดสวยของเธออ่ะนะ? อุ้ยต๊ายย ชอบนังนั่นขนาดนั้นจริงๆ เหรอ? ฮ่าๆ... พอดีเลย ถ้างั้นก็มาเล่นกับฉันด้วยสิ” Coquelic ทวนชื่อ Shalom คำนึง ก่อนจะออกเสียง Shalom ครั้งที่สองด้วยความกระดากปากกระดากลิ้น
เพิ่มเติม
-Coquelic หมั่นไส้คนของ Shalom ทั้งหมด พิเศษคือ Christina เดี๋ยวจะมีอีกหลายกระทงเพิ่มความฉุนให้จนบ้านแทบแตก

“ไม่มีเวลามาเล่นกับแกหรอก!! ฉันจะ-- กรี้ด!” Christina กรีดร้องออกมา
ร่างของ Christina โดนมีดสีขาวแทงเข้าที่ขาซ้ายจนทรุดงด้วยความเจ็บปวด ขยับเดินไปไหนไม่ได้แล้ว พอดึงมีดออกได้ ปรากฏว่ามันเป็นเพียงกระดาษโน้ตสีขาวธรรมดาๆ ที่ด้านในมีบทกลอนเขียนอยู่ Christina อ่านแล้วก็รู้ทันทีว่าจะมีคดีเกิดขึ้นอีก เพราะคดี ‘บุปผาจมดิน’ ถูกเขียนอยู่ที่ 2 บรรทัดแรก
“อืออฮึ~ นี่แค่เพิ่งเริ่มต้นเอง ฉันสัญญาไว้แล้วว่าจะทำให้ดอกไม้เบ่งบานไปทั่วทุกสารทิศ ฉันเป็นคนรักษาคำพูดซะด้วยสิ ถ้าอยากรู้ว่าดอกไม้ดอกถัดไปจะบานที่ไหนและเมื่อไหร่ เพื่ออะไร... ก็ลองถอดบทกลอนดูนะ แม่สาวสุดยอดนักสืบจากอนาคต Christina คิดซะว่าเป็นเกมสืบสวนที่เธอชอบแล้วกัน ถ้าทำได้ล่ะก็ ฉันจะยอมทำสิ่งที่เธอต้องการ 1 อย่างฟรีๆ ถ้าเธออยากจะ ฆ่า ช่วย หรือไว้ชีวิตใครสักคน ฉันจะฟังเธอสักครั้ง แต่ถ้าทำไม่ได้ล่ะก็... ทั้งเธอ Shalom ของเธอ คนที่เธอรัก และผู้คนอีกมากมายจะได้เบ่งบานกลายเป็นดอกไม้มาตกแต่งสวนของฉัน” Coquelic พูดกวนตอบ
“แก!!” Christina ตะโกนเรียก
“จ้าๆๆ รีบไปได้แล้ว ถ้ามัวมาเสียเวลาโกรธฉันตรงนี้ ระวังดอกไม้ดอกที่ 2 จะบานไปแล้วนะ” Coquelic ยังคงตอบกวน
Christina ได้ยินแบบนั้นก็ตกใจ Coquelic หยิบโทรศัพท์หรูเครื่องหนึ่งออกมาจากกระเป๋า โบกไปมา แล้วโยนใส่ Christina รับได้หวุดหวิด เช็คสภาพโทรศัพท์แล้ว หน้าจอแตกยับเยิน แต่นี่คือโทรศัพท์ของ Nathan แน่นอน
เพิ่มเติม
-บทกลอนสปอยอีเว้นท์นี้จนจบเลย
-[บทกลอน]
ในสวนลึก ที่ดอกไม้ฤดูใบไม้ผลิดิ่งดำลงน้ำ
สายน้ำสีมรกตเก็บงำเสียงกระซิบของพวกเขาไว้
ในคืนแห่งสายฝน หิ่งห้อยล่องลอย
ข้างกำแพงที่แตกหัก เงาของซากปรักหักพังดำรงอยู่
ในช่วงรุ่งเรืองของฤดูใบไม้ร่วง เหล้าและเนื้อเปล่งประกาย
ทองและเงินจัดวางฉากแห่งงานเฉลิมฉลอง
เมื่อปลายปีใกล้เข้ามา กว้างใหญ่และเวิ้งว้าง
เหนือบ่อน้ำที่เหือดแห้ง ฉันเดินเพียงลำพัง

“ไขปริศนาให้ได้ล่ะยัยหนู ยิ่งมีคนช่วยเยอะยิ่งดีนะ ปากเอาแต่พูดแต่ว่า ความยุติธรรมๆ น่ะ หยุดฉันไม่ได้หรอกนะ… จะว่าไปแล้ว อะนี่ แม่สาวนักสืบ นี่คือดอกไม้ของเธอ” Coquelic ปล่อยมือ ทำให้ดอกไม้จากอก Christina ร่วงหล่นลงพื้น เป็นดอกไม้ที่ดูบอบบางละเอียดอ่อนเหมือนเดซี่ไม่ก็ทานตะวัน แต่ Christina ดูไม่ออกว่าเป็นดอกอะไร
“ดอกดาวเรือง(Marigold) ไม่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นสิ่งที่สดใสร่าเริงนะ อย่าฝืนตัวเองทำตัวเป็นฮีโร่ผดุงความยุติธรรมเลย มาสู้กับฉันด้วยตัวเธอที่แท้จริงดีกว่า บางทีฉันอาจจะคาดหวังอะไรจากเธอได้ก็ได้ ฉันรดน้ำดอกไม้เหล่านี้มาตั้ง 10 ปี ฉันลดความยากลงเพื่อเธอแล้วน้า เธอต้องชนะให้ได้ล่ะ” Coquelic บอกใบ้
“10 ปี... หมายความว่าไง... เกิดอะไรขึ้นใน 103?” Christina รีบถามทันที แต่ Coquelic ไม่ตอบ หัวเราะอย่างเดียว แล้วหันหลังเดินจากไป Chistina อยากไล่ตามแต่ร่างกายไม่ไหวแล้ว ทำได้แค่ตะโกนไล่หลังไป
“อย่าหนีไปสิ! ยัยสารเลว!! แกหมายความว่าอะไร! คดีนี้เกี่ยวอะไรกับปี N.F.103!!”
เพิ่มเติม
-ดอกดาวเรืองมีหลากหลายความหมายขึ้นอยู่กับวัฒนธรรม แต่ส่วนใหญ่จะสื่อถึงเทพเจ้าหรือความบริสุทธิ์ จึงมักถูกใช้ในพิธีกรรมทางศาสนา

ทั้งสองคดีนี้สื่อถึงความล้มเหลวของ FAC อันโด่งดังในปี N.F.103 (ปฏิบัติการ Eclipse) คนตายในคดีนั้นชื่อ Ophelia เป็นคนจากแผนกการสื่อสาร FAC และเข้าร่วมสนับสนุนปฏิบัติการ Eclipse ในปี N.F.103 แต่พอปฏิบัติการล้มเหลว FAC ก็พังไปหลายอย่าง Ophelia เองก็ลาออกในช่วงต้นปี N.F.104 เพราะสุขภาพทางกายและจิต สามเดือนถัดมาก็พบเป็นศพจมน้ำตายไปแล้ว
ส่วน Anania เกี่ยวข้องกับการเขียนข่าวหนังสือพิมพ์ในปี N.F.103 ที่เขียนว่าปฏิบัติการล้มเหลวเพราะปัญหาภายใน ซึ่งเหมือนโจมตี Ophelia โดยตรง

วันที่ 9 เดือนสิงหาคม N.F. 113 04:20 ณ สถานีรักษาความปลอดภัยท้องถิ่น Eastside เหล่าตำรวจนำหลักฐานทุกอย่างมาคุยสรุป คาดเดาว่าอาจจะเป็นการล้างแค้นจากเหตุการณ์ N.F.103 ต้องตามหา Nathan ที่เสี่ยงเป็นเหยื่อรายที่ 2 ด้วย Dole บ่นจะให้ Chistina กลับไปพักฟื้น ถอนตัวออกจากภารกิจนี้เพราะคู่ต่อสู้คือหัวหน้าของ the Garden ด้วย ยิ่งเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ N.F.103 ยิ่งเป็นคดีที่ละเอียดอ่อน Chistina ที่เป็นมือใหม่ทำไม่ไหวแน่นอน
ในวินาทีที่ Christina กำลังจะระเบิดเพราะไม่มีเหตุผลอะไรมาสู้หรือคุยกับ Dole ได้เลย เสียงริงโทน Beethoven Virus ก็ดังขึ้น Christina รีบขอตัว วิ่งออกจากห้องอย่างกับนกโบยบินเพื่อรับสายจาก Shalom ในห้องน้ำทันที แต่พอรับสายกลับเป็นเสียงของ Rahu ทำให้ Christina ยิ้มเจื่อนแต่ก็ยังถามหา Shalom
Rahu รายงานว่า สถานการณ์ซับซ้อนกว่าที่คาดการณ์ไว้ Shalom จึงเป็นห่วง ฝาก Rahu โทรหาเพื่อถามไถ่ คำพูดนั้นทำให้ Christina รู้ทันทีว่า Shalom รู้แล้วว่าตัวเธอทำพลาด รีบขอโทษพร้อมอธิบายทันที แต่ Rahu ไม่ฟัง บอกให้ไปบอกให้ Shalom ฟังด้วยตัวเอง Rahu มีหน้าที่ให้ข้อมูลเท่านั้น
ซึ่ง Rahu อธิบายว่านักฆ่าจาก The Garden ไม่ทำอะไรโดยไม่มีความหมาย คดีที่ Christina ทำอยู่อาจจะเป็นพิธีกรรมอะไรบางอย่าง Shalom อยากให้ Christina ไขปริศนานี้ให้ได้ ทางด้าน Shalom กำลังพยายามหาฐานทัพของ The Garden อยู่เช่นกัน ก่อนวางสาย Shalom ฝากมาบอกว่า ในช่วงเวลาที่ Christina ต้องการ Shalom จะอยู่เคียงข้างเสมอ แต่ Shalom เชื่อว่า Christina ทำได้ คำพูดนั้นทำให้ Christina มีกำลังใจสู้ต่อ วางสายแล้วออกเดินทางไปยังจุดเกิดเหตุที่ถัดไปทันที
เพิ่มเติม
-พ่อของ Christina ตายจากเหตุ N.F.103 หนำซ้ำ Chistina เคยมีปัญหาสุขภาพด้านจิตใจมาก่อน
ส่วนแม่ตายหลังจากนั้นไม่นานเพราะความวิตกกังวลอย่างรุนแรง ทำให้ Christina กลายเป็นเด็กมีปัญหาในช่วงนั้น
-ปกติแล้ว Chistina ทำแต่คดีโจรกรรมกับของหาย ไม่เคยทำคดีฆาตกรรม

ณ บ้านของ Nathan ทุกอย่างดูปกติดียกเว้นสมุดจดเบอร์โทรศัพท์ ที่เขียนชื่อด้วยโค้ดลับ ถอดรหัสลับแล้วทุกอย่างก็ยังดูปกติดี มีรายชื่อบริษัท รายชื่อคนใหญ่คนโตของ Eastside เมื่อไม่ได้อะไรกลับมา Christina ก็เดินทางไปยังบ้านของ Anania ต่อ เจอว่า Anania มีการค้นคว้าหาข้อมูลบริษัทรับเหมาก่อสร้างของ Nathan จน Christina เหลือบเห็นโครงการก่อสร้างอันหนึ่งที่ สร้างไม่เสร็จ แล้วต้องทำลาย แล้วก็หยุดชะงักไป เป็นโครงการที่ดำเนินมาแล้ว 10 ปี
Christina นึกถึงบทที่ 2 ของกลอนที่ Coquelic ทิ้งเอาไว้ให้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับสิ่งก่อสร้างปรักหักพัง จึงเริ่มหาโครงการของ Nathan ที่ยังไม่เสร็จในตอนนี้ ซึ่งมีแค่กำแพงที่แตกสลาย โครงการที่หยุดชะงักมานานจนกลายเป็นเรื่องเล่าตำนานผีไปแล้ว Christina เริ่มออกเดินทางไปทันทีพร้อมโทรแจ้ง Dole ด้วยว่าให้ส่งกำลังเสริมตามมา
เพิ่มเติม
-Nathan มาจากฝั่ง Syndicate ทำธุรกิจเงินกู้ผิดกฎหมาย แอบเข้า Eastside เมื่อสิบปีก่อน แล้วทำให้ตัวเองถูกกฎหมายในปี N.F.104 เปิดบริษัทรับเหมาก่อสร้าง ขาดทุน 10 ปี แต่กลับมาเงินจำนวนมากไหลเข้าบัญชีของ Nathan ก่อนจะเลิกทำบริษัทก่อสร้าง Nathan ก่อคดี ขู่ทำร้ายครอบครัวที่ยังหลงเหลืออยู่ของทหาร FAC ที่ตายไปแล้วจำนวนหนึ่ง เขาเคยทำงานทำความสะอาดบ้านคนตายของครอบครัว FAC จึงเรียกได้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง

วันที่ 9 เดือนสิงหาคม N.F. 113 17:36 เมื่อเดินทางมาถึง ภาพตรงหน้าทำให้ Christina รู้สึกเศร้า หมดพลัง และโมโหมากเพราะตัวเธอมาช้าเกินไป ดอกไม้ผลิบานไปแล้ว เป็นดอกลำโพง (Jimsonweed) ถึงจะไม่มีศพคนตาย แต่จากเสื้อและดอกไม้ Christina มองออกว่าเป็นภาพคนที่ถูกห้อยไว้จนตาย พอเอาเสื้อออก เห็นหินหลวมๆ อยู่ก้อนหนึ่งเลยเอาออก เห็นเศษหินเศษอะไรบางอย่างข้างใน
ที่ถังน้ำด้านล่าง มีของเหลวสีฟ้าแปลกๆ อยู่ แต่เห็นแล้ว Christina รู้สึกคุ้นเคย ลองเอาดอกลำโพงจุ่มลงไปแล้วดอกไม้มาเนียนี่ก็ลุกไหม้เป็นเปลวเพลิงทันที ชัดเจนว่าน้ำนี่คือฝนสีคราม Christina รู้ว่าต้องทำอะไร เธอยกถังน้ำสาดเข้าไปที่กำแพง ไฟลุกโชนมอดไหม้ เห็นร่องรอยเหมือนมีอะไรบางอย่างถูกฝังไว้ในกำแพง เป็นจุดที่ไม่มีดอกไม้ผลิบาน เห็นภาพที่เหลือตรงหน้าแล้วก็นึกถึงคำพูดของ Coquelic ที่ว่า ดอกไม้มาเนียต้องใช้ร่างกายและวิญญาณของมนุษย์ในการผลิบาน แปลว่าตรงที่ไม่มีดอกไม้บาน เป็นแค่สปอร์พืช เป็นการใช้พลังผลิบานของ Coquelic กับคนที่ตายไปนานจนไม่มีวิญญาณเหลืออยู่แล้วเหรอ?
Dole รีบโทรมาว่า มี FAC ตรวจเจอมอนสเตอร์ใกล้ๆ Christina ต้องหาที่ซ่อนตัวก่อน แต่ Christina อยากจะตรวจสอบก่อนว่าอะไรซ่อนอยู่ในกำแพงกันแน่ ออกแรงทุบกำแพงด้วยอาวุธไม้เท้าของตัวเอง ไม่สนใจเสียงเรียกหรือเตือนของ Dole แม้แต่น้อย สิ่งที่หล่นกลิ้งออกมาจากกำแพงคือ ชิ้นส่วนของมนุษย์ที่ตายไปนานแล้ว นาน Christina เข้าใจทันทีว่านี่คือสิ่งที่ Nathan ทำ Christina รับไม่ได้จนสติแตก ค่ามาเนียพุ่งสูง มอนสเตอร์เริ่มวิ่งเข้ามาโจมตี Christina ทันที
เพิ่มเติม
-ตอนตรวจสอบ Christina พยายามหักห้ามใจไม่ให้จิตตัวเองแย่ไปกว่าเดิม บอกให้ตัวเองใจเย็นย้ำๆ เห็นศพแล้วนึกถึงภาพอดีต มี PTSD พยายามหายใจลึกๆ บอกตัวเองว่าทำได้แค่คืนความยุติธรรมให้กับคนตาย นี่เป็นสาเหตุหลักๆ ที่ Christina กลายเป็น Sinner ที่พละกำลังจะเพิ่มขึ้นตามระดับความยุติธรรมที่รู้สึกเชื่อมั่นในใจ
-คดีของ Nathan ได้ชื่อทีหลังว่า ‘กำแพงที่พังทลาย’


กองกำลังเสริมจาก FAC และนักสืบคนอื่นๆ เดินทางมาถึงจุดเกิดเหตุก็ไม่พบอะไรนอกจากร่องรอยการต่อสู้ กำแพงแตกๆ เสื้อคลุมของ Christina ที่ขาด Dole เห็นสิ่งที่อยู่ในกำแพงก็เดาได้ไม่ยากว่า Christina น่าจะเห็นแล้วสติแตกไป
Dole รีบตะโกนหา Christina แต่คนที่ Dole เจอกลับเป็น Shalom ที่มี Rahu ตามหลังมาด้วยซะอย่างงั้น Dole ตกใจมาก
เพิ่มเติม
-FAC ระดับกลางคุยส่วนตัวกับ Dole เรื่องปัญหาทางจิตของ Christina ที่มาที่ไป แต่ก็ยังต้องฝากฝังเพราะเบื้องบนสั่งมาอีกที

Christina ได้สติอีกที รอบข้างมืดสนิท ร่างกายยังบาดเจ็บ ความรู้สึกต่างๆ ยังไม่ดีจนพร้อมเผชิญหน้า แต่แล้วก็มีเสียงคนๆ หนึ่งดังขึ้นมา เป็นเสียงที่เหมือนเพิ่งรู้จักกันไม่นานมานี้เอง
“ตื่นสักทีนะยัยหนูขี้เซา” Christina ตกใจกับเสียงนี้มาก (เสียง Coquelic)
“เธอกรี๊ดซะดังเชียว ฝันร้ายเหรอ? ไม่ต้องห่วงนะ ฉันใจดี ดึงมาเนียในตัวเธอออกให้แล้ว ขอบคุณซะสิ”
เสียงนั้นยังคงดังต่อ Christina พยายามลุกขึ้นนั่ง แต่กระอั่กเลือดออกมาแทน ทำให้หายใจลำบากกว่าเดิมอีก ตอนนี้ตามองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากดอกดาวเรืองมาเนียบนมือของตัวเอง พลังผลิบานของ Coquelic งั้นเหรอ?
“พื้นแข็งไปเหรอ? โทษทีน้า ควรจะหาหมอนให้คนบาดเจ็บสินะ แต่….อ๋าาาาา ร่างกายเธอมีแต่แผลเต็มไปหมด เอาหมอนรองมีแต่จะทำให้เสื้อผ้าฉันเปื้อน ทนไปก่อนแล้วกันนะยัยหนู” เสียงของ Coquelic ยังคงพูดต่อ กลิ่นตัว Christina ตอนนี้คาวเลือดไปหมด แต่ใกล้ๆ มีกลิ่นดอกไม้และเสียงน้่ำไหลอยู่เรื่อยๆ
“ที่นี่ที่ไหน?” Christina ถามออกไป
“ก็ Garden ของฉันไง เธอกำลังอยู่ในตำหนักของศัตรูนะ นักสืบตัวจิ๋ว จำฉันได้รึเปล่า?” Coquelic ถาม
เพิ่มเติม
-มีเสียงน้ำไหลตั้งแต่ Christina ตื่น

“ฉันจำได้ ไอ้ฆาตกร” Christina กัดฟันพูด
“หึ หน้าตาจิ้มลิ้มน่ารักน่า‘ชัง’เหมือนตุ๊กตา เธอควรจะพูดอะไรที่น่ารักลื่นหูกว่านี้สิ เรียกชื่อฉันซะ Coquelic” Coquelic พูดจบ Christina ก็ไม่ตอบ ไม่มีอารมณ์สุดๆ ทั้งร่างกาย สติตอนนี้หนักหน่วงไปหมด อยากเคลียร์คดีมากกว่า
“ทุกคดีที่เธอทำ… คือการล้างแค้นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อ 10 ปีก่อนทั้งหมด... แต่นั่นไม่ใช่เป้าหมายที่แท้จริง เธออยากให้ฉันสืบสวนอะไรบางอย่างเพื่อเปิดโปงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อ 10 ปีก่อนต่างหาก ทำไมไม่มาบอกกันตรงๆ! ทำไมต้องอ้อมค้อมด้วย! แค่สองชีวิตก็พอแล้ว ฉันจะสืบสวนทุกอย่างที่เธอต้องการ หยุดเถอะ...” Christina พูดยังไม่ทันจบดี Coquelic ก็พูดแทรก
“The Garden คือสถานที่แห่งความสุข เอนจอยกับชีวิต อย่าเอาเรื่องงานน่าเบื่อมาคุยได้มั้ย?v
“งั้นพาฉันมาที่นี่ทำไม จะฆ่าฉันเหรอ? สอบสวนฉัน?” Christina ไม่เข้าใจ
“อืม…นึกแปปน้า... อ๋ออออออ มีใครบางคนแนะนำให้เธอเข้าร่วม The Garden น่ะ” คำพูดของ Coquelic ทำ Christina ตกใจจนเสียงหลง Coquelic หัวเราะชอบใจ
“ปฏิกิริยาน่ารักดีนี่ ก็แหม เธอก็เป็นเด็กที่น่าสงสารของ FAC จะไม่ทักทายเพื่อนๆ ของเธอที่นี่หน่อยเหรอ? ในช่วงนั้นทหาร FAC ตายไปตั้งเยอะ ก็ไม่แปลกที่จะมีคนแบบเธอแล้วตัดสินใจเข้าร่วม The Garden น่ะ พวกเขาเหมือนเธออยู่ไม่น้อยเลย”
เข้าร่วม The Garden เพื่อการล้างแค้น... Christina เข้าใจทันที ก่อนจะกำหมัด ปฏิเสธออกไป
“ฉันไม่เหมือนพวกเธอ ต่อให้คนอื่นทำไม่ดีกับฉัน แต่ฉันไม่อยากทำร้ายคนอื่น ฉันเชื่อมั่นในความยุติธรรม”
“เหอะ ต่างกันตรงไหน เมื่อ 8 ปีก่อน เธอเองก็ไปที่ Nirvana เพื่อไปแทงตัวแทนของ Paradeisos นี่นา” Coquelic เห็นท่าทางที่ชะงักไปของ Christina ก็ยิ้มพึงพอใจ เธอค่อยๆ ลุกออกจากอ่างน้ำ เหล่านักฆ่าที่ปรนเปรออยู่ก็รีบนำชุดผ้าบางๆโปร่งๆ มาคลุมตัว พา Coquelic ออกจากอ่างน้ำ
เพิ่มเติม
-ตัวแทนของ Paradeisos ที่ Christina แทงคือ Shalom
-Coquelic แกล้ง Christina สนุกมาก
=“แปลกคนจังนะเราน่ะ เอาแต่พูดไร้สาระ ความยุติธรรมบ้างล่ะ ความจริงบ้างล่ะ แต่ดอกไม้ที่งอกจากตัวเธอนี่ หม่นหมองเหลือเกิน โดนพามาที่ Garden ของฉัน เธอก็ยังไม่สะทกสะท้าน... ชินชากับความมืดในใจตัวเองแล้วล่ะสิ หัวใจของเธออยู่ในความมืดมาตั้งแต่แรกแล้ว” Coquelic เดินเข้ามาหา Chirstina นั่งลงยองๆ เพื่อเชยชมเหยื่อที่พากลับมา
ผมสีขาวยาวสลวยของนางตกลงบนหน้าของ Christina พร้อมน้ำเย็นๆ ถึง Christina จะอยากหลบก็หลบไม่ได้ ร่างกายไม่ไหว ทำได้เพียงแค่จ้องดวงตาสีแดงของ Coquelic
“เรื่องตอนนั้นเกิดอะไรขึ้นล่ะ? มันน่าโมโหจนกล้าลงมือตั้งแต่ยังตัวกระเปี๊ยกเลย? แล้วฆ่าได้รึเปล่าล่ะ? ได้ล้างแค้นสมแก่ใจรึยัง?” Christina กัดฟันหันหน้าหนี ไม่รู้ว่าจะตอบยังไง
“ไม่ใช่แบบนั้น ไม่เกี่ยวกับเธอด้วย ฉันไม่บอก” คำตอบแบบนี้ Coquelic รู้จักดี

“แปลว่าล้มเหลวสินะ ว้าาาาา น่าสงสารจัง มีพรสวรรค์แท้ๆ แถมกลายเป็น Sinner ซะด้วย ในฐานะนักฆ่าที่อยากล้างแค้น คนที่ใช้ชีวิตด้วยความแค้นและอยากทำลายทุกสิ่งอย่าง เธอมีพรสวรรค์ด้านพละกำลังและการทำลาย เหมือนกับเหล่าดอกไม้ที่นี่ เพราะแบบนั้นแหละ ยัยนั่น(Shalom)ถึงได้เก็บเธอไว้ข้างตัว เลิกพูดเรื่องความยุติธรรมได้แล้ว มันก็แค่คำโกหกจอมปลอมที่พี่ Shalom สุดสวยนักสวยหนาของเธอสร้างขึ้นมาเอง เป็นโซ่ตรวนที่ล่ามจูงเป็นหมาไปวันๆ”
“คดีที่เธอทำอยู่ก็พิสูจน์เรื่องนั้นได้แล้วไม่ใช่เหรอ ไม่ว่าจะ Anania ที่หลงตัวเอง เอาศีลธรรมมาอ้างเพื่อกล่าวโทษทำร้ายคนอื่น พอพลาดก็กลัวสติแตก ฟอกขาวตัวเองใหม่ กลับไปอยู่จุดสูงส่งเหมือนเดิม หรือจะ Nathan ที่เป็นหมาของ Syndicate ไปเกาะกินนักการเมือง หาผลประโยชน์เข้าตัวเอง คนตายเพราะมันเป็นสิบคน ผ่านไปสิบปีก็เหมือนเดิม ถ้าไม่ได้ฉัน จะมีอีกกี่คนที่ต้องตายด้วยมือของเขากันน้า? ไหนความยุติธรรมที่เธอพูดล่ะ?” Christina ฟังแล้วเงียบ แต่แล้วก็หันไปจ้องตาของ Coquelic
“หึ... แกไม่ใช่คนแรกที่บอกแบบนี้กับฉันหรอก ‘เพราะโลกใบนี้มันมืดหม่น ความยุติธรรมเลยไม่มีอยู่จริง จะล้ำเส้นไปหน่อยก็ไม่เป็นไรหรอก’ เหรอ? ก็แค่ข้ออ้างที่ยกมาใช้ ฉันอ่านข้อมูล The Garden มาหมดแล้ว ปากบอกทำเพื่อการล้างแค้น แต่สุดท้ายพวกแกก็แค่แพร่มาเนียด้วยอาวุธปนเปื้อน ทำให้ผู้คนติดเชื้อมาเนียนับไม่ถ้วน เพราะโลกใบนี้มันวุ่นวาย จะทำชั่วหน่อยก็ไม่เป็นไรงั้นเหรอ? เหลวไหล! อย่ามาฟอกขาวความเลวที่เคยทำหน่อยเลย แกก็ไร้ศีลธรรมพอๆ กัน! แกก็เป็นส่วนหนึ่งของความชั่วร้ายนั่นแหละ! ใครได้ยินชื่อ The Garden ก็ต้องหน้าซีดกลัวกันทั้งนั้น มีอาชญากรชั่วช้าต่ำทรามกี่คนที่เลียนแบบการกระทำของพวกแกเพื่อทำร้ายผู้บริสุทธิ์? ลืมไปแล้วเหรอ?” Christina บ่นยาว

Coquelic ยิ้มแสยะแล้วถอนหายใจ ส่ายหน้าไปมา
“เห้อ... ได้ยินรึเปล่า Thistle? นี่คือ ‘คนที่ใจตรงกับเรา’ ที่เธอพยายามนักพยายามหนาที่จะช่วยมาให้ได้ไง” Coquelic พูดจบ ไฟในห้องก็สว่างจ้า
เผยให้เห็นนักฆ่าคนหนึ่งที่อายุใกล้เคียงไล่เลี่ยกับ Christina ร่างกายบาดเจ็บเต็มไปด้วยบาดแผลแบบเดียวกันกับบนร่างกายของ Christina หลบอยู่หลังฉากกั้นห้อง Christina ได้ยินแบบนั้นก็ไม่เข้าใจ แต่ Coquelic ไม่สนใจแล้ว หันไปเยาะเย้ย Thistle แทน
“เธอพยายามกระเสือกกระสนไปลากยัยหนูนี่ออกมาจากกองมอนสเตอร์อย่างยากลำบาก คิดว่าประสบการณ์ที่คล้ายกันจะทำให้เขาเห็นใจ แต่ในสายตาของยัยหนูนี่ ดูท่าว่าเธอจะเป็นแค่ไอ้สารเลว หลงใช้ความใจดีของเธอผิดที่ผิดทางไปหน่อยนะ ถ้ายัยหนูนี่รู้ว่าเธอหลงเสน่ห์ยัยหนูนี่มากแค่ไหน ถ้าร้องไห้สักหน่อย พูดจาหวานๆ กับเธอสักนิด เธอคงใจละลายร้องไห้ฟูมฟาย ยอมบอกทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับ The Garden เลยมั้งเนี่ย?”
Thistle ไม่กล้าแม้แต่จะมอง Coquelic เธอจ้อง Christina ด้วยความโกรธ อับอาย และเสียใจ ก่อนจะหันไปขอโทษ Coquelic อย่างสุภาพ แต่คำขอโทษนั้นกลับทำให้ Coquelic โมโหยิ่งกว่าเดิม
“น่าสมเพช! บอกกี่ครั้งแล้วว่าให้เลิกเสนอหน้าหยุดใจอ่อนให้คนอื่นได้แล้ว แล้วจะมาร้องไห้งอแงอะไรอีก? อยากจะให้ฉันบอกว่า ‘อ๋อออ ไม่เป็นไรหรอก ฉันไม่โกรธเล้ย’ แล้วเธอก็จะได้รู้สึกดีขึ้นเหรอ? ทำอะไรไม่คิด กล้าดียังไง มาแหกกฎของฉัน!! พาศัตรูเข้าบ้าน แล้วจะให้มาโอ๋เธอเหรอ ฉันเป็นแม่แกรึไง? น่าปวดหัวจริงๆ เวลาพักก็ยิ่งไม่ค่อยจะมีอยู่ ไหนจะของสกปรกที่เธอเอากลับมาอีก กลับห้องไปซะะ! ห้ามออกมาจนกว่าฉันจะหายโกรธ”
เพิ่มเติม
-ตอนแรก Thistle เป็นเพียงแค่ NPC ก่อนจะกลายเป็น Sinner ที่เล่นได้ในทุกวันนี้ เพราะงั้นรูปลักษณ์หน้าตาเลยต่างจากที่เราคุ้นในทุกวันนี้
-เป็นแม่แกรึไง ก็เหมือนแม่ดุลูกคนเล็กจริงๆนะ…

“เดี๋ยวก่อน...” Christina พยายามพูด เรียก Thistle ที่จะร้องไห้แล้ว แต่ Thistle หันกลับมาด้วยความฉุนเฉียวจน Christina พูดอะไรไม่ออก
‘เธอช่วยฉันไว้เหรอ? ขอบคุณนะ? ครอบครัวเธอมาจาก FAC เหมือนกันเหรอ? ฉันขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจพูดแบบนั้น? เธอไม่ควรอยู่กับผู้หญิงแบบนี้นะ? ฉันจะพาเธอออกไปจากที่นี่?’ Christina ได้แต่คิดอยู่ในใจแต่ไม่กล้าพูดในตอนนี้
“ฉันน่าจะปล่อยให้แกตายไปซะ ไอ้เศษสวะ” Thistle พูดจบก็ออกไป ทิ้งให้ Christina นอนบาดเจ็บอยู่คนเดียวบนพื้น ส่วน Coquelic ที่ยืนดูอยู่ท่าทางมีความสุขมาก
เพิ่มเติม
-โถ่ Thistle โดนแม่ดุจนร้องไห้

“เห็นไหม? เด็กคนนั้นก็เป็นคนจากครอบครัว FAC เหมือนกัน เสียทุกอย่างไปในปี N.F.103 แต่ไม่ได้มีเส้นสายแบบเธอหรอกนะ พอไปขอความช่วยเหลือจากตำรวจ ความยุติธรรมที่เธอพูดนั่นน่ะ สุดท้ายแล้ว เด็กคนนั้นก็ไม่ได้อะไร แถมโดนตบหน้าอย่างรุนแรงซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนต้องมาหาฉันนี่แหละ” Coquelic พูด
“แล้วแก... ก็หาผลประโยชน์ เอารัดเอาเปรียบไง เริ่มจาก Underground แล้วก็แก... เอาเปรียบคนบาดเจ็บพวกนี้ด้วยคำว่าล้างแค้น ทำให้พวกเขากลายเป็นอาวุธที่ทำร้ายคนอื่นจนไม่เหลืออะไร” Christina ไม่ยอม
คำพูดพวกนี้ชักจะทำให้ Coquelic ชักจะมีน้ำโหหงุดหงิดขึ้นมา แต่ Christina ไม่สนใจพูดต่อ
“ถ้าแม้ว่าชีวิตดั้งเดิมจะถูกทำลายไปแล้ว แต่มนุษย์น่ะ เข้มแข็งกว่าที่แกคิด! ควรจะได้รับการดูแลรักษาจนกลับไปใช้ชีวิตปกติได้ แต่แก แกทำให้คนพวกนี้ต้องหันหน้าเข้าสู่ความมืดที่ไม่มีวันเข้าสู่ความถูกต้องได้อีกต่อไป!”
ฟางเส้นสุดท้ายของ Coquelic ขาดสะบั้น โมโหจนจะกลายเป็นไคจูถล่มเมือง แต่เมืองมันสูงไป เลยเตะเข้าที่ท้องของ Christina ไม่ยั้งจนกระเด็น กระแทกประตู โดนอะไรก็ไม่รู้ทิ่มทะลุร่างกาย Coquelic หยุมหัวของ Christina แน่น
“เห้ย หยุดพล่ามไร้สาระได้แล้ว สิ่งที่อี HUSH ให้แกมันสูงส่งอะไรขนาดนั้นห๊า? หาว่าฉันล้างสมองคนอื่นด้วยความเกลียดชังเหรอ? กำลังดูถูกใครกันแน่? อย่าทำตัวรู้ดีไปหน่อยเลย ล้างแค้นด้วยตัวเองไม่ได้ เลยต้องไปยึดติดกับอะไรไร้สาระตลอดชีวิต คนแบบแกนี่แหละ หลอกง่ายที่สุด โง่ที่สุด อ่อนแอที่สุด ถ้าไม่ใช่ว่าต้องปล่อยให้ยัยโง่ Thistle ได้เจอโลกความเป็นจริงบ้างล่ะก็ ฉันคงไม่คิดจะมองแกด้วยซ้ำ The Garden ไม่สนใจความยุติธรรมโง่ๆ ของแกหรอก ทุกอย่างที่ทำเพื่อควาามรักและความสูงส่งน่ะ โกหกทั้งเพ! การเสียสละทั้งหมดที่ทำเพื่อความรักความสูงส่งนั่น พิสูจน์ของความโง่ของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี ใครก็ตามที่กล้าทำร้ายพวกเราต้องโดนลงโทษอย่างสาสม นี่แหละ คือทางเดียวที่จะได้เอาสิ่งที่ควรจะเป็นของฉันคืนกลับมา” Coquelic พูดด้วยความฉุนเฉียวขั้นสุด บ้านแทบแตก

“แล้วตอนนี้คืออะไร? คดีที่เธอทำอยู่ อยากจะแก้แค้นใครกันแน่?” Christina ถาม
“..ฉันล้างแค้นของฉันหมดแล้ว วางมือซะด้วยซ้ำ ตอนนี้ฉันเป็นอิสระ จะทำอะไรก็ได้ที่ฉันอยากทำ ส่วนถ้าถามว่าฉันอยากทำอะไร... ไปบอกเจ้านายแกแล้วกัน ให้นังนั่น(Shalom)มาเล่นกับฉันดู นั่นคงเป็นเหตุผลที่นังนั่นส่งแกมาหาฉัน เพราะสุดท้ายแล้ว... ไม่มีใครคาดหวังว่าแกจะไขคดีความนี้ได้จริงๆ หรอก” เข็มเล็กๆ นับไม่ถ้วนพุ่งมาทิ่มแทงร่างกายของ Christina จนร้องเจ็บ Coquelic พูดต่อ
“ใจเย็นๆ ก็แค่ยาช่วยฟื้นฟูร่างกาย ยากระตุ้นสักหน่อยให้แกหนีออกจากที่นี่ได้ ตราบใดที่แกจำทางเข้าไม่ได้ ฉันก็จะไม่เอาชีวิตแก วิ่งไปเลย อย่าตายระหว่างทางแล้วกัน การแสดงนี้ยังไม่จบ ฉันยังอยากให้แกช่วยเปิดม่านให้ฉันสักหน่อย…”

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━
ย้อนไปในอดีต (Christina ฝันถึงอดีต)
สำหรับ Christina แล้ว พ่อเป็นฮีโร่ สู้เพื่อความยุติธรรม แม้ในยุคของมาเนีย ทุกคนจะมองว่าความยุติธรรมไม่มีจริง ความชั่วมีอยู่ทุกที่ก็ตาม แต่ในปี N.F.103 เหล่าฮีโร่ตายไปอย่างไร้ค่าไม่รู้กี่คน เพราะปฏิบัติการล้มเหลวจน Nirvana กับสภาเมืองเข้าไปปลุกปั่นได้ ใครทำงานให้ FAC ก็กลายเป็นขี้ปากของชาวบ้าน แล้วในปี N.F.104 เหมือง W-31 ก็ระเบิดอีก คนตายเป็นหมื่น Paradeisos ที่มาตรวจสอบบอกว่าเป็นอุบัติเหตุ
Christina ลองสืบค้นดูแล้วก็รู้ว่าเหตุเหมือง W-31 ระเบิดมันไม่ใช่อุบัติเหตุแบบที่ประกาศ มันคือความชั่วร้ายที่พ่อเจอ พอได้ยินข่าวว่ามีคนจาก Paradeisos ไปที่ Nirvana ซึ่ง Christina เลยตัดสินใจแอบไปที่สำนักงานใหญ่ของ Nirvana โดนเจอตัวว่าเป็น Sinner จนทหารยามทุกคนยิงมา แต่อย่างน้อยๆ Christina ก็ได้แทงคนจาก Paradeisos ตามที่ต้องการ แต่คนจาก Paradeisos คนนั้นกลับเป็นคนที่ปกป้อง Christina จากลูกกระสุนเหล่านั้น

“...งี้นี่เอง เธอมาที่นี่เพื่อพิสูจน์ความยุติธรรมในใจของเธอสินะ”
“เธอคงถูกต้อนจนถึงทางตัน ถึงได้เลือกใช้วิธีการที่เด็ดขาดรุนแรงอย่างนี้ ไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้เลย... ยังไม่ถึงเวลานะ เธอยังมีอนาคตรออยู่อีกไกล... เพราะงั้น ฟังฉันนะเด็กน้อย”
“ความยุติธรรมน่ะ มีอยู่จริงอย่างแน่นอน ฉันเคยเห็นมันกับตา ในโลกที่บริสุทธิ์ โลกจริงๆ ที่ทุกอย่างในหัวใจมนุษย์ถูกเปิดเผยอย่างหมดเปลือก... ที่นั่นฉันได้เห็นความยุติธรรม และมันจะคงอยู่ตลอดไป ในตอนนี้ มีใครบางคนสู้เพื่อเธออยู่นะ พอเธอโตขึ้นแล้ว เธอจะได้กลายเป็นคนที่สู้เพื่อพวกเขาบ้าง ด้วยวิธีนี้ ความเชื่อของเธอจะต้อง…”
คนจาก Paradeisos คนนั้นพูดกับ Christina ในวันนั้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน ซึ่งก็คือ Shalom นั่นเอง
เพิ่มเติม
-เหตุการณ์นี้ Christina ได้เจอ Shalom ครั้งแรก
-ซึ่งเป็นจุดที่ Shalom Mark Christina เดี๋ยวจะมีอธิบายตอนท้ายที่ Shalom ปะทะกับ Coquelic
-Shalom ในเหตุการณ์นี้ อายุประมาณ 17 ปีเท่านั้นเอง ส่วนปี N.F.113 Shalom อายุ 26 ยืนยันจากปาก Coquelic

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━
กลับมาปัจจุบัน
“...Christina” เสียงเรียกที่แสนคุ้นเคยปลุกให้ Christina ตื่น หลุดจากความฝัน เธอตื่นขึ้นในโรงพยาบาลข้างๆ มี Shalom นั่งอยู่
“ฝันร้ายเหรอ?”
“พี่ Shalom??”
“ใช่ ฉันเอง ขอโทษที่มาช้านะ”
Shalom ไม่พูดอะไรมาก แต่กุมมือของ Christina ด้วยมือทั้งสองข้าง แต่มือนั้นเย็นทั้งคู่ Christina จ้อง Shalom เหม่อๆ ราวกับคิดว่าตัวเองยังฝันไป ก่อนจะเริ่มร้องไห้ออกมา พร้อมพูดขอโทษซ้ำๆ
“ฉันขอโทษ..ขอโทษที่แทงพี่... คิดว่าพี่เป็นคนชั่ว อยากจะฆ่าพี่... ฉันก็เหมือนพวกเขาที่ทำร้ายคนอื่น...ฉันขอโทษ...” Shalom นั่งฟังและมอง Christina พูดออกมาจนหมด แล้วถึงค่อยขยับเข้าไปสวมกอด
“อย่าพูดแบบนั้นเลย เธอไม่ได้ทำร้ายใคร เธอคือคนที่ถูกทำร้ายต่างหาก” Shalom เอาหน้าผากแตะลงที่หน้าผากของ Christina พยายามปลอบใจอย่างอ่อนโยนด้วย
“ความยุติธรรมมีอยู่เสมอ ตอนนี้มันอยู่ในมือของเธอแล้ว เธอโตขึ้นมากเลยนะ เธอเก่งมากเลย” Christina ได้ยินแบบนั้นก็ร้องโฮออกมาทันที
เพิ่มเติม
-ในช่วงนี้ Shalom มาที่ฝั่งตะวันตกเพื่อช่วยเหลือ FAC กับปฏิบัติการ Blockade และคอยรายงาน จับตาดู Underground ที่พยายามเข้า BR-002 แต่เพราะเกิดการลอบโจมตี FAC แบบสุ่ม เลยทำให้แผนการล่าช้า Shalom เลยพอจะมีแวะมาหา Christina ได้

วันที่ 10 เดือนสิงหาคม N.F. 113 15:25 ณ วิทยาลัยการแพทย์ Banyan ในโรงพยาบาลในสังกัดแห่งที่ 1 ห้องผู้ป่วยพิเศษ ฝั่ง Eastside Christina ไม่รู้เลยว่าร้องไห้มานานแค่ไหนแล้ว รู้สึกเหมือนไม่ได้เจอ Shalom มานานมาก ร้องไห้ไม่หยุดจนถ้าตัวเองในอนาคตนึกย้อนกลับมาคงอายน่าดู แต่ตอนนี้นักสืบตัวจิ๋วคนนี้เจอปัญหาใหญ่ Shalom นั่งปลอกแอปเปิ้ลอยู่ข้างๆ เตียง สภาพการปลอกคือรู้เลยว่าไม่เคยจับมีดแน่นอน เพราะ Shalom ค่อยๆ ปลอกอย่างตั้งใจบรรจงให้เปลือกยาวเป็นแผ่นเดียว Schorl เองก็ยังคงจับตามองอยู่ Shalom พูดขึ้นมาว่า
“ฉันได้ยินมาว่า เธอใช้พลังในตอนสืบสวนคดีบ่อยจนเกือบจะควบคุมตัวเองไม่ได้”
“ส-สถานการณ์มันพาไป...” Christina พยายามหาข้ออ้าง
“ฉันคิดว่า เราตกลงกันแล้วนะ ว่างานนี้ไม่ได้มีเป้าหมายให้เธอใช้ความรุนแรงเพื่อควบคุมมาเนียของตัวเธอเอง แต่ต้องไล่ตามความจริงและความยุติธรรมด้วยสติปัญญา ถูกต้องรึเปล่า? เราตกลงกันแล้วไม่ใช่เหรอ?” Shalom ถามย้ำ
Christina เริ่มอ้ำอึ่ง หยิบยกว่าศัตรูแข็งแกร่งเกินไป(แหงละ ผู้ใหญ่แกล้งเด็ก)ก็เลยจำเป็น แต่ความเป็นจริงคือ Christina ลืมไปแล้ว
เพิ่มเติม
-Shalom รู้วิธีปลอกแต่ไม่เคยทำจริง ให้อารมณ์เหมือนคนที่รู้วิธีทำกับข้าว รู้สูตรทุกอย่าง แต่พอทำจริง มันไม่เหมือนในตำราเลย
-Schorl จับตาดูอยู่ เพราะ Shalom ไม่เคยมีพฤติกรรมมานั่งปลอกแอปเปิ้ลแบบนี้ น่าสงสัย…

Shalom ปลอกแอปเปิ้ลเสร็จแล้ว ผ่าแกนกลางออกแล้วหั่นให้กลายเป็นรูปทรงพระจันทร์เสี้ยว แล้วเอาไม้จิ้มฟันปักลงไป ยื่นป้อนให้ Christina ด้วยรอยยิ้มอันแสนอ่อนโยน Shalom รอคอยด้วยความกังวล มีเหงื่อไหลซึมออกมา
“อ้าปากสิ ดูเหมือนว่าฉันจะกดดันเธอมากเกินไป เราเปลี่ยนไปทำภารกิจที่เหมาะกว่านี้ดีไหม?” Shalom ถามออกมาด้วยรอยยิ้ม Christina รีบปฏิเสธอย่างลนลานทันที สัญญาว่าจะไม่พลาดใช้พลังอีก Christina ยังไม่อยากโดน Shalom ทิ้ง เริ่มร้องโอดครวญดังลั่นไปทั่ววอร์ดอีกครั้ง
ผ่านไป 5 นาที Christina ถึงเริ่มถามถึงงานของ Shalom ถามหา Rahu ที่มาช่วย Christina ออกจากมอนสเตอร์ทั้งหลายด้วย
“Rahu บอกว่า ‘ฉันไม่เห็นต้องใช้พลังในการจัดการมอนสเตอร์พวกนั้นเลย’ น่ะ ตอนนี้ Rahu กำลังพยายามหาทางเข้าฐานทัพของ The Garden จากร่องรอยของเธอน่ะ ประสบการณ์เสี่ยงตายของเธอให้ข้อมูลที่สำคัญมากเลยล่ะ ส่วนเรื่องงาน... คงต้องใช้เวลาอีกสักนิด FAC ใกล้จะเข้าสู่การต่อสู้สำคัญ พวกเขาต้องการให้ฉันเข้าไปช่วยน่ะ” Shalom ยิ้มตอบ (Rahu เย้ยเด็กมาก)
“งั้นฉันไม่ควรรบกวนพี่แล้ว...” Christina พูดออกมาอย่างไม่ค่อยมั่นใจ Shalom จึงยื่นแอปเปิ้ลให้กินอีกชิ้น
“งานของเธอก็สำคัญเหมือนกัน เล่ามาได้นะว่าทำถึงไหนแล้ว ฉันรู้ว่าเธอคืบหน้าไปมากแล้ว”
“อื้อ!” Christina ได้ยินแบบนั้นก็หยิบสมุดจดของตัวเองขึ้นมา เล่าทุกอย่างให้ฟัง
เพิ่มเติม
-Shalom ตอนถือมีดปลอกแอปเปิ้ลเกร็งมากจนเหงื่ออกได้

[คั่นเวลานิดนึง]
ในอีเว้นท์นี้ Christina จะมีสมุดบันทึกคอยอัปเดตคดีความอยู่เสมอ ในตอนนี้อัปเดตความคิดเห็นเกี่ยวกับ Coquelic แล้วตลกร้ายอมยิ้มนิดๆ เขียนไว้ว่า
Coquelic เป็นอาจารย์ของนักฆ่ากลุ่ม The Garden ซึ่งก็เป็นคนที่ปลอมตัวเป็นตำรวจในวันนั้นด้วย คิดว่าตัวเองอยู่เหนือกฎหมายรึไงกัน! น่าหงุดหงิดจริงๆ! กล้ามาชวนฉันเข้า The Garden อีกต่างหาก! บ้าไปแล้วแน่ๆ แต่จะว่างั้นงี้ก็เถอะ ถึงจะน่ากลัวแค่ไหน แต่เธอก็แคร์และใส่ใจสมาชิก The Garden มากๆ บางทีคนที่เลวร้ายที่สุดก็ยังมีมุมดีๆ อยู่เหมือนกันนะ

Christina พยายามเล่าว่า The Garden รับงานที่เกี่ยวกับการแก้แค้น แต่ทำไมถึงเลือกงานพวกนี้ยังคงเป็นคำถาม ถ้านำทุกอย่างมารวมกันต้องมีความหมายที่ลึกซึ้งแน่นอน แถมมีมาบอกใบ้การสืบสวนให้ Christina ด้วย สองคดีแรกเกี่ยวข้องกับการพ่ายแพ้ของ FAC ในปี N.F.103 พอ Christina พูดถึงปี N.F.103 ทีไรก็มักจะไม่สบายใจเสมอ Christina สงสัยว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในปี N.F.103 ไม่ยุติธรรม เลยพยายามก่อคดีเพื่อดึงความสนใจกลับไปที่คดีนั้น แล้วอาจจะเปิดโปงความจริงในภายหลังรึเปล่าก็ไม่รู้
Shalom ฟังแล้วก็หยิบแอปเปิ้ลลูกที่ 2 มาปลอก ก็ยังปลอกช้ามากเหมือนเดิม ยังคงคำนวณการปลอกให้ดีที่สุด(โถ่…) ก่อนจะพูดว่า
“The Garden ไม่แคร์เกี่ยวกับความคิดเห็นของคนอื่นหรอก เพราะพวกเขาทำเพื่อการแก้แค้น การนำเรื่องในปี N.F.103 มาเล่าใหม่คงเป็นเพราะว่าเหตุการณ์นั้นมีประโยชน์ต่อพวกเขาในตอนนี้มากกว่า เพราะปฏิบัติการ Eclipse คือความลับสุดยอด FAC เสียสละไปมากเพื่อการนั้น แต่คนอื่นกลับไม่เห็นค่าของการเสียสละนี้ ข้อมูลไหลรั่ว ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดเหมือนเธอ”
Christina ได้ยินอย่างนั้นก็ยิ่งคอตก เพราะสิ่งที่ Shalom พูดนั้นเป็นความจริงทั้งหมด พูดไม่ออก Shalom อธิบายต่อ
“เดี๋ยว FAC จะมีการต่อสู้ครั้งใหญ่ เป็นปฏิบัติการควบคุม Black Ring ใช้ทรัพยากรและกำลังคนมาก อาจจะทำให้อำนาจหลายๆ อย่างเปลี่ยนไป แต่ที่สำคัญคือผู้บังคับบัญชา FAC ต้องเดินทางกลับ Eastside เพื่อผลักดันแผนการให้เกิดขึ้น เพราะงั้นแล้ว การที่ The Garden เอาเรื่องปี N.F.103 มาเล่าใหม่ คิดว่าเพื่ออะไรล่ะ?”
“หรือว่า.. The Garden ต้องการสร้างความวุ่นวาย ทำให้ FAC ไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่อีกครั้ง?” Christina คาดเดาออกมา

“ที่แน่ๆ ก็คือมีประโยชน์กับ Underground แน่นอน เดิมที The Garden ก็เป็นกลุ่มที่ถูกสร้างโดย Underground อยู่แล้ว แม้จะบอกว่าตัดขาดแล้วก็ตาม แต่จากหลักฐานี่เหตุการณ์ที่วิลล่า Erica พวกเขายังติดต่อกันอยู่”
“ถึงวิธีการจะบ้าไปหน่อย แต่พอได้ไปเจอตัวจริงๆ ฉันไม่คิดว่าพวกเขาเป็นคนวิกลจริตหรอก... เป็นกลุ่มคนที่ยอมแพ้ให้กับโลกใบนี้แล้วมากกว่า ไม่เชื่อในความยุติธรรม ไม่ยอมแพ้ อยากได้ทุกอย่างกลับคืน เหมือนฉันในอดีต” Christina นึกถึง Coquelic กับ Thistle
“ไม่จริงสักหน่อย” Shalom ขัดทันที แล้ววางแอปเปิ้ลลูกที่ 2 ที่ยังปลอกไม่เสร็จลง Shalom จ้องตา Christina ตรงๆ
“ถ้าวันหนึ่ง ฉันถูกฆ่า เธอจะฆ่าเพื่อฉันรึเปล่า?”
“ฉันจะไม่ยอมให้เกิดขึ้น!!”
“ถ้ามันเกิดขึ้นจริงๆ เธอจะทำอะไร?”
“ฉัน...ฉันจะตามหาความจริง จับคนร้าย ทำให้เขาไม่ไปทำร้ายใครอีก ไม่อยากให้ใครต้องเจอเรื่องร้ายๆ แบบฉันอีก... แต่ถ้าเลือกได้ ฉันยอมตายดีกว่าให้พี่ Shalom ถูกฆ่า พี่คือคนที่สำคัญที่สุดสำหรับฉัน” Christina ยิ่งพูดก็ยิ่งหดหู่

Shalom เงียบไปสักพัก แล้วพูดออกมาอย่างบรรจงทีละคำว่า
“แล้วถ้าฉันเป็นคนก่อคดีอาชญากรรม ทำความชั่วซะเองล่ะ?”
“ไม่มีทาง! พี่ไม่มีวันทำหรอก!” Christina พูดเสียงดัง
“ผิด เธอควรตามหาความจริง จับคนร้าย ให้เขาไม่ไปทำร้ายใครอีก เพราะเธอคือนักสืบ” Shalom ตอบพลางลูบหัว Christina น้ำเสียงยังคงอบอุ่นเหมือนเดิม
“ฉัน... ฉันรู้... แต่พี่ไม่ทำแบบนั้นหรอก อย่าล้อกันเล่นแบบนั้นสิ โหดร้าย...” Christina แก้มป่อง Shalom เห็นก็ยิ้ม ลูบหัวเพิ่มอีก
“ก็ได้ๆ ฉันผิดเองที่แหย่เธอ ฉันใส่ใจความรู้สึกของเธอตลอดอยู่แล้ว” Shalom พูดจบ โทรศัพท์ก็ดังขึ้น เธอรับสายพร้อมเปิดลำโพง แล้วหันไปปลอกแอปเปิ้ลต่อ อย่างตั้งใจบรรจงปลอกให้สวยที่สุด
“ฉันเอง ลองหารอบๆ รัศมี 10 กิโลเมตร บริเวณจุดที่เจอ Christina แล้วแต่ยังหาทางเข้า The Garden ไม่ได้ ฉันคิดว่าพวกเขาจงใจย้ายตำแหน่ง Chris” Rahu พูดผ่านสายโทรศัพท์
“พวกเขาอาจจะใช้เทคโนโลยีพิเศษก็ได้ มี Underground หนุนหลังขนาดนั้น จากการตรวจสอบของ Chris เดี๋ยวพวกเขาจะตอบโต้ FAC ถึงเวลาต้องทำงานแล้วล่ะ” Shalom ตอบ
“เดี๋ยวฉันจะไปรับ” Rahu ตอบแล้ววางสายทันที Shalom เองก็ปลอกแอปเปิ้ลเสร็จเรียบร้อย ครั้งนี้ปลอกได้สวยขึ้น สกิลการปลอกแอปเปิ้ลของ Shalom อัพเลเวลแล้ว Shalom ปลอกแล้วหั่นป้อนให้ Christina เช่นเคย
“ฉันคงต้องไปก่อน ถ้ามีอะไรคืบหน้าติดต่อมาได้เลยนะ สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว ฉันคงต้องให้เธอช่วยหาเบาะแสเพิ่มเติม” Shalom พูด Christina ตอบตกลง รีบลุกออกจากเตียง เจ็บแต่ก็ต้องทน รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที
เพิ่มเติม
-Shalom กับ Christina สนิทกันมากจน Christina กล้าเปลี่ยนชุดต่อหน้าทันทีเลย
-ดูเหมือน Shalom จะติดใจการปลอกแอปเปิ้ลซะแล้ว…

“ไม่ต้องรีบหรอก มีคนมาเยี่ยมเธอน่ะ” Shalom บอกพลางยิ้ม
Christina แปลกใจมากๆ แล้วประตูห้องก็เปิดออกมา หญิงสาวหม่นหมองคนหนึ่งที่นั่งวีลแชร์ค่อยๆ เข้ามาในห้อง มองอย่างหวาดระแวง Christina เห็นก็รีบแนะนำตัวทันที
“คนนี้คือ Mireya น้องสาวของฉัน! เป็นคนที่ฉลาดมากเลย”
“ฉันรู้อยู่แล้ว เป็นลูกของครอบครัวบุญธรรมของเธอ เธอพูดถึงอยู่บ่อยๆ คงสนิทกันน่าดู” Shalom พูดตอบ แต่ Mireya จิปาก
“ถ้างั้นฉันขอตัวก่อนดีกว่า พวกเธอคุยกันตามสบายนะ” Christina พยักหน้าให้หงึกๆ Shalom พูดจบก็ออกจากห้องไป

“พวกเขาบอกว่าเธอจะตาย ฉันเลยต้องเซ็นชื่อให้ แต่เธอก็ยังดูปกติดีนี่ ถ้าเธอจะไปตายเพื่อความยุติธรรมของเธอ ก็บอกฉันล่วงหน้าหน่อยเถอะ อย่าสร้างปัญหาให้มาก” Mireya พูดบ่นทันที
“อย่าพูดแบบนั้นสิ... ถ้าฉันแก้คดีนี้เสร็จแล้ว เรามานั่งคุยกันสักหน่อยไหม?” Mireya ไม่ตอบอะไร หันไปมอง Shalom ที่กำลังเดินออกจากห้อง ให้มั่นใจจริงๆ ว่า Shalom ไม่อยู่แล้ว Mireya ถึงพูด
“... นั่นคือคนน่าทึ่งที่เธอชอบพูดถึงน่ะเหรอ?” Christina รีบตอบใช่ทันที เล่าความน่าทึ่งของ Shalom แต่สำหรับ Mireya นั้นไม่ใช่
“...ผู้หญิงคนนั้นไม่เคยมองตาฉันตรงๆ เลย ฉันไม่เคยอยู่ในสายตาของนางซะด้วยซ้ำ ระวังตัวไว้แล้วกัน ไม่งั้นเธอจะตายไม่รู้ตัวเอา” Mireya เตือนด้วยความหวังดี แต่ Christina ยังคงเชื่อมั่นในตัว Shalom สุดๆ
ในคืนนั้น Christina กลับไปทำงานกับ Dole เพื่อรวบรวมรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ N.F.103 แล้วติดต่อเตือนภัยทุกๆ คนให้นระวัง บางคนก็แพนิค บางคนก็ปฏิเสธความเกี่ยวข้อง แต่อย่างที่ Shalom บอกว่าคดีนี้เปลี่ยนไปแล้ว
เพิ่มเติม
-Mireya ไม่ชอบ Shalom

[คั่นเวลานิดนึง]
ในอีเว้นท์นี้ Christina จะมีสมุดบันทึกคอยอัปเดตคดีความอยู่เสมอ ในตอนนี้อัปเดตความคิดเห็นเกี่ยวกับ Thistle ว่า :
Thistle อายุประมาณเท่าๆ กับฉันแถมเป็น Sinner ด้วย แต่หลงทางเพราะ Coquelic เลยกลายเป็นสมาชิกของกลุ่มนักฆ่า The Garden แย่จริงๆ! ฉันฝันอยากจะเอาอาวุธไม้เท้าของฉันไปฟาดให้ได้สติสักหน่อย แล้วฉันจะพาเธอออกมาเอง! แต่... ตอนที่ฉันคลุ้มคลั่งที่ the Rust.. Thistle เป็นคนมาช่วยฉัน อยากให้ฉันเข้าร่วม The Garden แต่ฉันไม่สามารถยอมรับความยุติธรรมในแบบนั้นได้ ถึงพวกเราจะแตกต่าง แต่ฉันก็รู้สึกซาบซึ้งและขอบคุณ Thistle มากๆ รู้สึกว่าเดี๋ยวเราก็ได้เจอกันอีก
ส่วนที่หน้า Shalom จะเขียนว่า :
การได้อยู่เคียงข้าง Shalom ทำให้ฉันรู้สึกปลอดภัยมั่นคงเสมอ ถึงแม้ว่า Shalom จะดูลึกลับก็เถอะ แต่ฉันก็เชื่อใจ Shalom อย่างไร้ข้อแม้ Shalom ไม่เพียงแค่เข้าใจฉัน แต่ยังสนับสนุนการไล่ตามความถูกต้องและยุติธรรมของฉันด้วย แต่งตั้งให้ฉันเป็นนักสืบพิเศษในคดีนี้ ฉันจะพยายามเต็มที่


วันที่ 11 เดือนสิงหาคม N.F. 113 07:45 ณ มูลนิธิการกุศล Future ที่ถนนสาย 3 ฝั่ง Eastside มีทหาร FAC และนักสืบจำนวนมากกำลังทำงานสืบสวนกันอยู่ Dole ที่กำลังควบคุมงานเห็น Chirsitina วิ่งมาด้วยแววตาเป็นประกายก็ปวดหัว จะห้ามก็ไม่ได้ แต่คดีนี้ตรงตามที่ Shalom บอกเป๊ะๆ ที่ว่าจำนวนคนที่ตกเป็นเหยื่อจะเพิ่มมากขึ้น ทำให้การทำงานของ FAC โดนรั้งจนล่าช้าไปหมด
ในจุดเกิดเหตุมีเพียงแค่ 1 ศพเท่านั้น แต่คนตายที่เหลือกลายเป็นดอกไม้และนำใส่แจกันเรียบร้อย ดูปกติเหมือนดอกไม้ทั่วไปสุดๆ แต่พอลองตรวจสอบก็พบกลีบดอกไม้มาเนียสีแดงที่แตกกระจาย ถูกหั่นแยกเป็นชิ้นๆ เพื่อนำไปใส่ไว้ในแจกันทุกใบ สำรวจเพิ่มเติม เจอตู้เซฟตู้หนึ่งที่ใช้กุญแจไฟฟ้า (นึกถึงกุญแจรถยนต์) ซึ่งใกล้ๆ กันมีภาพแขวนผนัง 3 รูปที่น่าสงสัย เห็นรอยแปลกๆ ลองสอดนิ้วก็พบปุ่มสวิตช์อะไรบางอย่าง กดไปกดมา ประตูลับก็เปิดออก
เพิ่มเติม
-มูลนิธิการกุศล Future เป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ทางตำรวจโทรแจ้งแล้ว แต่ไม่สนใจ
-หัวหน้าที่ประชุมชื่อ Eugean เป็นคนที่เคยทำงานใน FAC ฝ่ายโลจิสติก แต่ลาออกในปี N.F.103 เพื่อมาเปิดมูลนิธีแห่งนี้ มีคนยศเท่าๆ กันอีก 12 คนในมูลนิธิ

พอเข้ามาด้านใน พบว่าเป็นห้องเก็บเอกสารลับ มีลิ้นชักที่มีไฟติดอยู่ 3 ตู้ แต่เปิดได้ 2 ตู้ เจออุปกรณ์ถอดรหัสข้อมูล กับ เอกสารบันทึกการเงินของมูลนิธิ เขียนว่าเป็นเงินที่ใช้ในการเยียวยาสนับสนุนประชาชน แต่ตรวจสอบแล้วพบว่า เข้าบัญชีส่วนตัวของคนในบริษัทซะเอง เปิดดูเอกสารจนถึงหน้าสุดท้ายแล้ว เจอดอกมาเนียสีแดงดอกหนึ่ง แต่เป็นดอกที่ กลีบทุกใบมาจากคนละดอก นำมาประกอบกันกลายเป็นดอกที่อยู่บนเอกสาร นั่นทำให้ Christina สงสัยว่าดอกไม้มาเนียพวกนี้ งอกเงยจาก Eugean คนเดียวหรือเป็นของทุกคนแต่นำมารวมกันกันแน่?
Christina นำอุปกรณ์ถอดรหัสข้อมูลมาใช้เปิดตู้เซฟที่อยู่ในห้องประชุม ข้างมีเพียงโทรศัพท์เก่าๆ เครื่องหนึ่ง หยิบมาดู Christina ก็นึกถึง Coquelic คิดว่าจะโดนเยาะเย้ยที่ช้าอีกแน่นอน แต่ยังคิดไม่ทันไร Dole ก็โทรมา Christina รับสายรายงานสถานการณ์ทันที ว่าเกี่ยวข้องกับ N.F.103 แถมยักยอกเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัย แต่ยังไม่เข้าใจเรื่องดอกไม้ 1 ศพ แต่ดอกไม้ 12 แบบ แถมดอกไม้ที่อยู่ในจุดเกิดเหตุก็ไม่ตรงกับศพที่มีอยู่ แปลว่า ดอกไม้ 1 แบบ กับศพ 12 คนหายไป นึกถึงบทกลอนแล้ว ทุกอย่างน่าจะไปอยู่รวมกันที่คดีที่ 4 ที่เกิดขึ้นไปแล้ว Christina เริ่มใจคอไม่ดี แต่แล้วก็มีข่าวใหญ่ประกาศบนโทรทัศน์
ผู้รายงานข่าวบทโทรทัศน์ได้รับจดหมายจากนักฆ่าว่า อยากรู้ว่าเงินหมื่นล้านที่ควรช่วยเหลือประชาชนหายไปไหนรึเปล่า? ถามสิว่าทำอะไรลงไปในปี N.F.104 อีกทั้งยังเจอจุดเกิดเหตุคดีที่ 4 แล้ว จุดเกิดเหตุอยู่ที่ สโมสร Sunset ที่ถนนสาย 3 ฝั่ง Eastside ภาพถ่ายทอดสดเป็นภาพดอกไม้บนโต๊ะอาหาร Christina เห็นดอกไม้อีก 12 ดอกที่หายไปทันที
เพิ่มเติม
-ใช้อุปกรณ์ถอดรหัสข้อมูลกับโทรศัพท์แล้ว เจอแชทที่บ่งบอกว่า Eugean (คดีที่ 3) คือหัวหน้าของ Nathan (คดีที่ 2) ซึ่ง Anania (คดีที่ 1) ก็ร่วมมือกันในแผนการยักยอกทรัพย์นี้ด้วยเช่นกัน
-คดีที่ 3 นี้ได้ชื่อทีหลังว่า ‘ห้องแห่งความเงียบงัน’


เวลา 08:30 Christina รีบตรงดิ่งมายังสโมสร Sunset ทันที(อยู่ใกล้กัน) ตั้งอยู่ในโรงแรมหรูแห่งหนึ่ง นักข่าว ลูกค้า ตำรวจ คนนับไม่ถ้วนวุ่นวายกันไปหมด นักข่าวก็อยากตามหาว่า FAC เกี่ยวข้องได้ยังไง ฯลฯ ทำให้จุดเกิดเหตุโดนคนที่ขี้สงสัยทำลายหลักฐานไปหมด แต่ Christina ยังไม่ยอมแพ้ เข้าไปสืบสวนสิ่งที่หลงเหลือเท่าที่จะทำได้
เจอลิสต์รายชื่อแขกที่เข้าร่วม มีทั้งหมด 13 คน ติ๊กว่ามา 12 คน มีแค่ชื่อของ Eugean ที่ไม่มีติ๊ก แปลว่า Eugean ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ที่ The Garden ฆ่าคนเหล่านี้ ที่ตรงกลางมีต้นดอกไม้มาเนียที่งอกดอกมาเนียออกมาหลายรูปแบบไม่ซ้่ำกัน
Christina ยังไม่ทันได้ตรวจสอบดี Dole ก็เข้ามาคุยด้วยว่า ของหลายอย่างหายไป ลายนิ้วมือจากคนนอกก็ปนเปื้อนไปหมด สืบสวนอะไรไม่ได้เท่าไหร่ แต่ Christina มองว่า The Garden น่าจะจงใจป่าวประกาศให้คนเข้ามาปั่นป่วนสถานที่เกิดเหตุมากกว่า... แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ทำให้ภาพลักษณ์ FAC ดูแย่ลงมากๆ ปฏิบัติการ Blockade ล่าช้าแน่นอนๆ ถือว่า Underground ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย และคดีนี้ก็เป็นคดีแรกที่ Coquelic ไม่ได้ทิ้งคำบอกใบ้ไว้ให้ Christina
จริงเหรอ? ใช่เหรอ? แน่เหรอ? Christina เริ่มคิดย้อน ทำไมมีแค่ศพของ Eugean ที่โดนย้ายตำแหน่ง ทำไมต้องทำจุดเกิดเหตุ 2 ที่ให้เหมือนกัน? Christina ปิ๊งไอเดีย จะกลับไปที่จุดเกิดเหตุคดี 3 ฝากให้ Dole ตรวจสอบต้นดอกไม้มาเนียตรงกลางห้องที่ไม่มีใครกล้าจับ ตรวจสอบแล้วพบว่าตรงกับ DNA 12 ของมูลนิธิและจำนวนดอกไม้
Christina เข้าใจทันทีว่า ความลับที่แท้จริงอยู่ที่จุดเกิดเหตุคดี 3 เพราะ Coquelic ไม่ใช่คนฆ่า Eugean ศพเขาไม่กลายเป็นดอกไม้ แปลว่าอาจจะพลาดอะไรบางอย่างเลยดึงความสนใจไปที่คดีที่ 4 ต้องพยายามปกปิดอะไรสักอย่างที่คดี 3 แน่นอน
เพิ่มเติม
-Dole บอก Christina ว่าเข้าไปดูก็ไม่มีประโยชน์แล้ว เพราะสภาพเละ คนย่ำคนจับจนหลักฐานใช้ไม่ได้เยอะ

เวลา 09:00 Christina กลับมาที่จุดเกิดเหตุคดี 3 เพื่อสำรวจใหม่ กดสวิตช์รูปใหม่ กดโดยที่ไม่สนใจเสียงแจ้งเตือนนิรภัยต่างๆ นานา จนกระทั่งมีรูปปริศนาที่ 4 โผล่มา เป็นรูปที่เหมือนโดนดาบไฟทำลาย ฟาดผ่ากลาง ซึ่งเป็นร่องรอยที่ไม่เหมือนการโจมตีของ Coquelic กลับเข้าไปในห้องลับ Christina ให้ขวานผ่าเปิดตู้ลิ้นชักที่ล็อกอยู่ เจอกระดาษบทกลอนแบบที่เคยได้จาก Coquelic
“ยัยหนูน้อย เธอต้องรีบแก้ไขปริศนาหน่อยนะ”
Christina อ่านแล้วก็รู้สึกว่า มันไม่ใช่ละ เริ่มคุยกับตัวเอง พูดว่า นิสัยของ Coquelic ไม่ใช่แบบนี้ แถมพลังที่ใช้ในห้องก็ไม่ใช่ของ Coquelic ด้วย มีความเป็นไปได้ว่า Eugean ตายก่อนที่ Coquelic จะมาฆ่า Coquelic เลยต้องสร้างคดีที่ 4 เพื่อปกปิดสิ่งที่ Sinner ที่อ่อนแอมากๆ จาก The garden ทำพลาดในจุดนี้ แต่นี่ก็เป็นโอกาสดี เพราะ Sinner คนนี้ทำพลาด แถมทิ้งร่องรอยไว้เยอะ ทำให้ Coquelic ที่หลงตัวเองต้องยอมละทิ้งแผนการเดิมเพื่อปกปิดความผิดพลาดนี้… แต่ทันทีที่พูดจบ เสียงริงโทน *** ก็ดังทันที เมื่อรับสายเป็นเสียง Shalom ที่พูด
“เก่งมาก Chris ที่เหลือไว้เป็นหน้าที่ฉันเอง”
เพิ่มเติม
-Thistle เป็นคนทำ… Thistle ใช้ไฟ….
-Shalom แอบติดตั้งเครื่องติดตามตำแหน่ง+เครื่องดักจับฟังไว้กับตัว Christina
-ตอนนี้กลอนบท 3 ตรงกับคดี 4 และกลอนบท 4 ตรงกับคดี 3


วันที่ 14 เดือนสิงหาคม N.F. 113 21:45 ข่าวเรื่องการยักยอกทรัพย์ของมูลนิธิการกุศล Future ดังสนั่นเพราะจำนวนเงินเป็นล้าน แต่ Eugean ที่ควรจะตายกลับรอดชีวิตอย่างปาฏิหาริย์ นอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ทำให้นักข่าวต้องตามหาความจริงมายืนแออัดกันอยู่ด้านหน้ามูลนิธิ Thistle ที่แอบมองอยู่ก็เริ่มลนลานที่ทำพลาด ต้องหาทางแก้ไข แต่ก็หงุดหงิดที่ Eugean รอดชีวิต มั่นใจว่าฆ่า Eugean ไปแล้วแต่ทำไมถึงยังรอดล่ะ? จะเข้าไปฆ่าใหม่ก็ไม่ได้เพราะอยู่ในโรงพยาบาลที่ความปลอดภัยเป็นเลิศ Thistle เดินเข้าไปในเงามืดแห่งหนึ่ง แต่ก็เจอกับคนที่ไม่คาคคิด
“...เธอมาจริงๆ ด้วย เลิกโดนกักบริเวณแล้วเหรอ?” Christina ถามออกไป
“ทำไมเธอถึงอยู่ที่นี่?” Thistle ตกใจ
“ฉันก็ไม่นึกว่าจะเป็นเธอ… ดวงเราสมพงษ์กันดีนะ แต่ Shalom พูดถูก นักฆ่ามือใหม่ที่หัวรั้นจนทำอะไรไม่สนใจคำสั่งของอาจารย์ไม่ยอมพลาดรอบที่สองหรอก เธอพยายามจะฆ่าใครบางคนมากเกินไป เลยติดกับดัก” Christina พูดด้วยความใจเย็น
“ฉันควรจะฆ่าแกตั้งแต่ตอนนั้น!” Thistle พูดด้วยน้ำเสียงสั่นๆ ดวงตาแดงก่ำ
“หยุดทำเรื่องชั่วๆ แล้วอ้างว่าล้างแค้นได้แล้ว ฉันขอจับเธอข้อหาพยายามฆ่า Eugean ยอมแพ้แล้วสารภาพซะ! โอกาสสุดท้ายแล้วนะ!” Christina บอก
เพิ่มเติม
-Thistle เป็นผู้เสียหายจากการยักยอกทรัพย์ของ Eugean
-แผนการปล่อยข่าวของ Shalom
-Coquelic บอก ถามฉันยังว่าลูกฉันสมพงษ์กับแกด้วยป่าว

Thistle โดนจับตัวกุมขัง ทางด้าน 9th Agency ส่งนักสะกดจิตมาให้ความช่วยเหลือในการสอบสวน ซึ่ง Christina ถูกสั่งห้ามไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับการสอบสวนในครั้งนี้ เธอเลยว่างมาก นั่งเหม่ออยู่ในห้องพัก แม้จะเหนื่อยก็ยังคิดเรื่อง Thistle ไม่หยุด คำนวณว่า Eugean น่าจะตายวันที่ 9 ซึ่งตรงกับวันที่ Thistle มาช่วย Christina จากมอนสเตอร์ พอล้างแค้นเสร็จเลยมาช่วย Christina รึเปล่า? แต่ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องช่วย แต่ Dole มาเตือนว่าอย่าไปคิดมากหรอก ทำในสิ่งที่คิดว่าถูกต้องก็พอ
Christina นอนดูข่าวบนโทรศัพท์ เจอข่าว Adrian (ผู้บังคับบัญชา FAC) ตอบคำถามประชาชน เดินออกมาจากสถานีตำรวจก็เริ่มคิดว่า Coquelic จะทำอะไรต่อไป? ถ้า Thistle หนีออกมาได้แปลว่า Coquelic ไม่ได้อยู่ที่ The Garden แล้วไปไหนล่ะ? คิดไปคิดมา Christina เริ่มอยากจะคุยถาม Coquelic ตรงๆ ในหลายๆเรื่อง แต่ที่แน่ๆ Coquelic ที่ขี้อวดไม่ยอมหยุดอยู่แค่นี้หรอก เป็นไปไม่ได้
ยังไม่ทันไร Christina ก็โดนอะไรแหลมๆ จิ้มเข้าที่หลังคอ ทำให้หมดสติทันที

ผลจากการสอบสวนปรากฏว่า Thistle แทบไม่รู้อะไร ได้แต่กังวลว่า Coquelic กำลังรับงานจากความชั่วร้ายบางอย่าง เคยเห็นลิสต์รายชื่อยาวๆ ดูอันตรายมากๆ รู้สึกเสียใจที่ขัดขวางแผนการของอาจารย์ตัวเอง รายงานนี้ถูกส่งให้ HUSH ทันที Shalom อ่านบทกลอนของ Coquelic ที่ Christina เองก็ได้รับ พยายามตีความบทกลอนที่ไม่ไพเราะบทนี้ที่มีแต่ความหลงตัวเอง Shalom มองดูเวลา คิดคำนวณทุกอย่างเรียบร้อยแล้วก็พูดพลางยิ้ม
“ในเมื่อมันคือการผลิบานครั้งใหญ่ มันคงไม่จบลงแค่นี้หรอก จริงไหม ท่านอาจารย์?”

วันที่ 15 เดือนสิงหาคม N.F. 113 05:25 เกิดเหตุ Adrian(ผู้บังคับบัญชา FAC) โดนลักพาตัวโดย The Garden ทำให้ HUSH ต้องมาควบคุมการสั่งการ FAC แทนชั่วคราว Shalom รายงานสถานการณ์ให้คนในฟังว่า The Garden ใช้รถยนต์หมายเลขทะเบียน DS-3864H ลักพาตัว Adrian ออกจากศูนย์สั่งการชั่วคราว กำลังมุ่งหน้าไปยัง Eastside
สามารถตีความได้ว่า Underground ได้แทรกซึมเข้า FAC แล้วเป็นที่เรียบร้อย หน่วย HUSH จาก Paradeisos จะเข้าช่วยเหลือ ระยะเวลาปฏิบัติการ 2 ชั่วโมง 13 นาที ห้าม FAC ทุกหน่วยเคลื่อนไหว ห้ามเปิดเผยข้อมูล ให้บอกทุกคนว่า Adrian จะไปถึง Eastside ตามเวลาปกติ ใครทำตัวผิดปกติ พยายามบอกประกาศ ให้ถือว่าเป็นสายลับจาก Underground จะโดนจับตามองโดย 9th Agency ทันที นี่เป็นโอกาสดีในการตามหาไส้ศึกก่อนที่ปฏิบัติการ Blockade จะเริ่มต้นขึ้น

Christina ตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็พบเจอกับความมืดอีกแล้ว แต่พื้นที่นี้สั่นแปลกๆ พอลองคลำดูรอบๆ เจอแต่กล่องเหล็กบางอย่างกับร่างกายมนุษย์หลายคน เช็คแล้วโทรศัพท์ไม่อยู่กับตัว เลยหยิบไฟฉายที่พกไว้เสมอออกมาส่องดูรอบๆ คนที่อยู่ใกล้ๆ เป็นทหาร FAC มีคนยศสูงบ้าง มีดอกไม้เล็กๆ บานอยู่บนตัว ดีที่ยังไม่ลึกมาก น่าจะใช้แค่ควบคุมคน ยังไม่ได้ฆ่า แต่เห็นก็รู้ทันทีว่าฝีมือ Coquelic สำรวจดูต่อก็เจอ Adrian ที่มีดอกไม้เยอะเป็นพิเศษ ทำให้ Christina ตกใจมาก แต่ก็ตรงกับกลอนบทสุดท้ายของ Coquelic
อยู่ดีๆ ก็มีคนจาก Underground โผล่ขึ้นมาจากเมือกดำบางอย่าง ทำให้เกิดการปะทะกันทันที แม้จะชนะ แต่ค่ามาเนียในตัว Christina สูงขึ้น ดีที่ FAC มี Hypercube ติดตัวกันบ้างเลยพอช่วยได้ แต่ในขณะเดียวกันก็เจอระเบิดเวลาบนตัว Adrian ด้วยเช่นกัน
แต่แล้วก็มีเสียงซ่าๆ ในรถ Christina เข้าไปตรวจสอบ เจอวอวิทยุ
“ไงจ๊ะ~ แม่สาวนักสืบตัวน้อย”
เพิ่มเติม
-Adrian แผลตามตัวเยอะมาก ร่างกายส่วนต่างๆ ถูกแทนด้วยเครื่องจักรไปแล้วเช่นแขน
-Christina เจอคนจาก Underground เป็นครั้งแรก แต่ Shalom เคยบอกอธิบายเลยรู้จัก

Christina ได้ยินเสียงนี้ก็เริ่มพยายามทุบกำแพงจะออกจากที่นี่ทันที
“จ้าๆๆ หยุดทุบประตูได้แล้ว รถเกราะเหล็กขั้นเทพของ FAC เชียวนะ ไม่ใช่ตู้ลิ้นชักโง่ๆ ที่เธอจะมาทุบได้ แล้วก็หยุดงอแงเถอะ เธอก็ใช้วิธีสกปรกลักพาตัวคนของฉันไปนี่”
“จะทำอะไรกับฉันก็ได้ แต่ปล่อยผู้บังคับบัญชาไปนะ!! ปฏิบัติการฝั่งตะวันตกสำคัญมาก! ถ้าเราสกัด BR-002 ได้ ฝั่งตะวันตกก็จะปลอดภัย จะมีคนรอดตาย ไม่โดนเมืองทิ้งให้ตาย นี่ไม่ใช่เวลามาทำอะไรแบบนี้!!” Christina พยายามต่อรอง
“จ้าาาาา เธอก็รู้ว่าฉันไม่สนใจหรอก นี่ๆ โทรหาคนนั้นให้ฉันหน่อย พี่สาว HUSH สุดสวยคนโปรดของเธอน่ะ” Coquelic พูดจบแล้ว เสียงริงโทน *** ที่แสนคุ้นเคยก็ดังขึ้นมาจากวอวิทยุทันที
“ว้ายยยยย ตายจริง บังเอิญจัง โทรมาได้จังหวะดีเลย” Coquelic กระดี๊กระด๊า
“เธอเอาโทรศัพท์ฉันไปเหรอ!?” Christina ตะโกน
“ชู่ว... ผู้ใหญ่เขาจะคุยกัน เด็กๆ ห้ามยุ่งสิ ฉันปิดเสียงเธอก่อนแล้วกัน” Coquelic กดปิดลำโพง ไม่สนใจเสียงร้องโวยวายของ Christina ที่อยู่หลังรถ
เพิ่มเติม
-พลังของเครื่องแอบฟังนี่ดีจริงๆ
-โทรศัพท์ของ Christina อยู่ที่ Coquelic
-สุดท้าย Coquelic ก็มาช่วยลูกคนเล็ก(Thistle)

Coquelic กดรับสายพร้อมเปิดลำโพงสปีกเกอร์เสียงดัง ให้ Christina ฟังเสียง Shalom ด้วย แน่นอนว่า Christina พยายามทุบออกอย่างเต็มแรง หวังว่าเสียงทุบจะทำให้ Shalom ที่โทรคุยอยู่ได้ยิน
“สวัสดี ท่านอาจารย์” เสียง Shalom ดังขึ้นมาจากโทรศัพท์
“สวัสดีจ้า HUSH ฉันมีคนของเธอ แต่เธอดูไม่ตกใจดีนะ”
“ตั้งแต่ครั้งแรกที่เธอลักพาตัว Christina ไป ฉันก็ฝังเครื่องติดตามตัวไว้น่ะ ยิ่งทำงานแถวๆ the Rust ด้วย ยังไงก็คงโดนเธอลักพาตัวอีก”
“แปลกจัง ฉันลักพาตัวยัยหนูมาตั้งหลายชั่วโมงแล้ว ทำไมเพิ่งโทรมาป่านนี้ล่ะ?” Coquelic พูดจบ เสียงทุบจากหลังรถก็หยุดลงทันที Coquelic เลยหัวเราะออกมา
“ใช้มนุษย์เป็นเครื่องติดตามตำแหน่งฉันเหรอเนี่ย? ไร้ยางอายจริงๆ ไม่มีความเป็นมนุษย์เอาซะเลย เด็กน้อยคงเสียใจจนหัวใจแตกสลายไปหมดแล้ว”
เพิ่มเติม
-Shalom คอยฟัง Christina อยู่ตลอด ผ่านเครื่องดักฟัง

“ผู้บังคับบัญชาอยู่ที่นั่นด้วยใช่ไหม? ตามตำแหน่งรถเธอเรียบร้อยแล้วนะ ครั้งนี้ไม่ใช่แค่ตำรวจหรือ FAC ที่ตามเธอ แต่เป็นหน่วย HUSH พิเศษจาก Paradeisos เลยล่ะ พวกเรายังคุยตกลงกันได้นะ ท่านอาจารย์” Shalom ต่อรอง
“เหอะ!! หน่วย HUSH ของเธอตามรังแกฉันมาตั้งแต่เดือนมิถุนายนแล้ว อย่ามาทำเป็นห่างเหินหน่อยเลย อีกอย่าง ฉันไม่ได้รับสายเธอเพื่อมารับคำสั่ง ฟังฉันนะนัง HUSH จาก Paradeisos รถคันนี้มีผู้บังคับบัญชาของเธอ แล้วก็คนสำคัญอีกโหลนึง ระเบิดมาเนียจาก Underground ที่เธอเกลียดที่สุดด้วยเช่นกัน กำลังเดินทางไป Eastside หุ่นเชิดของ Underground เป็นคนขับรถอยู่ ยิงไปก็ไม่ตาย ถ้ารถช้าลง ระเบิดก็จะทำงานทันที ค่ามาเนียในระยะ 1 กิโลเมตรจะพุ่งสูงกว่า 2000 ทางเดียวที่จะหยุดระเบิดคือต้องกู้ระเบิด ติดอยู่ที่ตาแก่นั่นแหละ ข้างๆ ตาแก่ก็ลูกหมาเธอไง ลูกหมาจะกู้ระเบิดได้ไหมก็... เฮ้อ เราก็รู้ๆ กันอยู่” Shalom ไม่ตอบอะไร Coquelic เลยพูดต่อ
“ตอนนี้ 11:32 อีกภายในครึ่งชั่วโมง รถก็จะถึงจุดชุกชุมของ Eastiside แล้วนะ ฉันไม่เหมือนเธอหรอก ฉันไม่ต่อรองด้วย เธอทำตัวเองนะ”

“เข้าใจแล้ว นี่ก็เป็นตัวเลือกที่เธอน่าจะเลือกจริงๆ ปฏิบัติการในฝั่งตะวันตกเป็นสิ่งจำเป็น รวมถึงผู้บังคับบัญชาด้วยเช่นกัน สิ่งที่ Paradeisos ต้องการก็ชัดเจน ฉันจะกำจัดภัยอันตรายด้วยราคาที่ต้องจ่ายน้อยที่สุด” Shalom ตอบกลับ แล้วรถก็เริ่มสั่นสะเทือน หน่วย HUSH รุ่น Elite กระโดดมาบนหลังคารถแล้ว Coquelic เห็นแบบนั้นก็จิปาก
“อย่ามั่นหน้ามั่นโหนกไปหน่อยเลย” Coquelic พูดจบก็วางสาย เปิดวอวิทยุมาคุยกับเด็กน้อยต่อ แต่ Christina เงียบอยู่
“โอ๋ๆ เจ้าหนู อย่างอนสิ แค่ถูกเมินบ้างก็ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรนี่ Shalom สุดที่รักของเธอส่งกองทัพ HUSH มาแหน่ะ แต่ไม่ได้มาช่วยเธอนะ แต่ก็สู้ฉันไม่ได้อยู่ดีนั่นแหละ ฉันบอกวิธีเล่นเกมนี้ไปแล้วนะ เกมสืบสวนของเธอยังไม่จบน้า อยากเล่นต่อเปล่า?” Christina เงียบอีกพักใหญ่ จนพูดออกมาจนได้ว่า
“ฉันจะชนะ ไม่ปล่อยให้เป็นไปตามแผนของแกหรอก” Coquelic หัวเราะลั่นกับคำตอบของ Christina ทันที
“ดีเลย งั้นก็แสดงความยุติธรรมของเธอให้ฉันเห็นหน่อย” Coquelic พูดจบก็เอื้อมมือล้วงเข้าหุ่นเชิดของ Underground เพื่อดึงดาบดอกไม้มาเนียออกมา ทุบกระจกรถแตกแล้วกระโดดขึ้นหลังคารถไปปะทะกับ HUSH
“ไหนลองดูสิ จะได้แค่ไหนกันเชียว” Coquelic พูด


(*รูปกองกำลัง HUSH รุ่น Elite เต็มตัวจากท้ายอีเว้นท์)
Christina แก้ระเบิดได้จนได้ ก็ไม่ได้ยากเท่าไหร่ แต่จังหวะดีที่ประตูรถตอนนี้เปิดอ้ากว้าง ลมจึงพัดเข้ามาแรง ทำให้กระจกแตก Christina แทรกตัวเข้ามาที่คนขับรถได้ คว้าหุ่นเชิดของ Underground โยนออกจากรถทันที Christina ขึ้นขับรถแทน พยายามหาเบรค แต่โดนถอดไปตอนไหนก็ไม่รู้
“ยัย Coquelic!” Christina สบถออกมาเสียงดัง Coquelic นั่งชิลอยู่ตรงหน้ากระโปรงรถ หันหลังให้อยู่ ทำให้ผมยาวๆ สีขาวของเธอปลิวบังตาของ Christina
“11:56 แล้วนะ ใกล้ถึงเวลาแล้ว” Coquelic บอก
“ฉันกู้ระเบิดได้แล้ว!”
“อ๋อออเหรอ? เก่งมาก อยากให้ฉันชมไหม?”
“หยุดล้อเล่นกันได้แล้ว! กับดักง่ายขนาดนี้ เด็กอนุบาลยังทำได้เลย แกไม่ได้ตั้งใจจะฆ่าใครด้วยของพรรค์นั้นหรอก แกต้องการจะฆ่าใครกันแน่? แกทำไปเพื่ออะไร? อยากจะบอกอะไรกันแน่”

“หน่วย HUSH เลิกโจมตีแล้วนะ พอดีว่าสู้ฉันไม่ได้ แต่พวกเขาก็มีไพ่ตายอยู่ เห็นบอกว่า 1 นาทีก่อนเข้าพื้นที่ชุกชุม พวกเขาจะระเบิดรถทั้งคันน่ะ” Coquelic บอกอย่างสบายใจ
“ยัยนี่นิ!! เอาโทรศัพท์คืนมานะ ฉันจะโทรไปบอกพวกเขาว่ากู้ระเบิดแล้ว ปลอดภัยแล้ว แค่หยุดไว้ให้ได้ก็พอ ฉันจะขับจนกว่าน้ำมันหมดเลยก็ได้” Chistina ยังไม่ยอมแพ้
“แต่ฉันบอกพวกเขาไปแล้วน่ะ” Coquelic ทำท่าครุ่นคิด Chirstina ตกใจเสียงหลง
“5 นาทีก่อนที่เธอจะกู้ระเบิดได้ ฉันรู้อยู่แล้วว่าเธอทำได้ ฉันเลยส่งข้อความไปบอก HUSH แล้วน่ะ แต่หล่อนยังไม่ตอบเลย... คิดว่าเพราะหล่อนยังไม่เห็นข้อความ หรือเพราะไม่เชื่อกันนะ?” Coquelic ยิ้ม
“...เธอตั้งใจจะบอกอะไร..” Christina เริ่มไม่อยากเข้าใจ
“หรือไม่ก็...” Coquelic มองไปด้านหน้า หลีกทางให้ Christina เห็นด้วย

บนถนนมีเงาเล็กๆ ยืนอยู่กลางถนน Christina เห็นแวบแรกก็รู้ทันทีว่าใคร Shalom กับ Rahu ที่ยืนอยู่ข้างๆ ยังไงล่ะ
“ว้ายยยยยยย นั่นแสงสว่างแห่งความยุติธรรมของเธอไม่ใช่เหรอ?” Coquelic หันไปแซว Christina แต่ในสายตาของ Christina ตอนนี้เห็นแค่ยมทูตสีดำเท่านั้น นั่นคืออาวุธ Schorl ของ Paradeisos และมันกำลังเปิดแกนกลาง
“พี่...Shalom?” Christina ไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง เธอเคยเห็นพลังนี้มาก่อน ครั้งหนึ่งเคยเป็นพลังแห่งความยุติธรรมสำหรับ Christina แต่ตอนนี้มันกลับทำให้หัวใจของเธอเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“ฉันทำได้แล้ว… ฉันหยุดเธอได้แล้ว เชื่อฉันเถอะนะ... ขอร้อง… อย่าใช้เลย...นะ...” Christina ได้แต่อ้อนวอน
Schorl เริ่มแผ่ออก ผลิบานราวกับดอกไม้ รวบรวมพลังที่แกนกลาง หลังจากวิเคราะห์สภาพแวดล้อมแล้วก็เริ่มนับถอยหลัง

“จะว่าไปแล้ว ตาแก่นั่นไม่ตายง่ายๆ หรอก ไม่งั้นพวก Underground คงไม่ขอให้ฉันทำอะไรแบบนี้หรอก แต่คนอื่นๆ บนรถนี่... ก็ไม่รู้สินะ เธอก็ด้วย” Coquelic พ่นลมหายใจออกมา ก่อนจะหมุนตัวขึ้นหลังรถและกระโดดหายไป พูดทิ้งท้ายว่า
“ลาก่อนน้าาา ตัวแทนแห่งความยุติธรรม”
สิ่งเดียวที่อยู่ในสายตาของ Christina คือ Shalom ยิ่งกระจกรถแตกไปหมดแล้วด้วย มองยังไงก็ต้องเห็นกันและกันแน่นอน แต่สีหน้าของ Shalom ยังคงนิ่งราวกับรูปปั้น Christina เห็นริมฝีปากของ Shalom ขยับสั่ง
“ตำแหน่งพิกัด… พลัง… เวลา… ยิงได้”
ลำแสงสีฟ้ายิงออกจาก Schorl ขึ้นตรงสู่ท้องฟ้า วงแหวนสีน้ำเงินมากมายหลายวงปรากฏขึ้นบนพื้นดินด้านหน้ารถยนต์ วินาทีที่รถวิ่งเข้าวงแหวนเหล่านั้น อะไรบางอย่างก็พุ่งลงมาจากท้องฟ้า
แสงสีขาวกลบทุกอย่างในสายตาของ Christina ทุกอย่างสั่นสะเทือนจนรถพลิกคว่ำ ถุงลมนิรภัยทำงาน แต่ก็ไม่มีประโยชน์เลย หัวของ Christina กระแทกโดนพื้นแข็งเข้าจังๆ


ทุกอย่างมอดไหม้ ไฟลุกไปทั่วทั้งถนน Shalom ค่อยๆ เดินเข้ากองไฟเพื่อตามหาผู้บังคับบัญชา FAC เจออยู่ในสภาพเสื้อผ้าขาดรุ่ย ทำให้เห็นร่างกายที่ถูกเปลี่ยนทดแทนด้วยเครื่องจักรไปกว่าครึ่ง ขนาดหัวใจยังมีแสงไฟชีพจรกระพริบ อย่างน้อยๆ ร่างกายครึ่งหนึ่งของ Adrian ก็ยังไม่พังไป อึดถึกทนสมเป็นมนุษย์เหล็ก หน่วยกู้ภัยรีบเข้าช่วยเหลือทันที ทำให้ Adrian ลืมตาขึ้นมา
“ดีใจที่เห็นคุณยังปลอดภัยดีค่ะ ผู้บังคับบัญชา” Shalom กล่าวทักทาย
“HUSH...” Adrian พยายามหายใจ พูดไม่ค่อยออก แต่สายตายังคงจ้องไปที่ Shalom
“ฉัน...ยังมีชีวิต...เธอใช้...Rebel เหรอ?” Adrian พูดออกมาพลางสำลัก
“วางใจได้ค่ะ การจะใช้พลังแบบนั้นกับคุณต้องได้รับอนุญาตก่อน ซึ่งโดนปฏิเสธแน่นอน อีกอย่าง ร่างกายของคุณแข็งแกร่งมาก ฉันไม่จำเป็นต้องแทรกแซง” Shalom ตอบ
“คนอื่นล่ะ? แล้วก็...” Adrian พูดจบก็หันหน้ากลับไปมองที่รถคันใหญ่ ทีมงานชำระล้างมาเนียกำลังทำความสะอาด ตรวจสอบซากระเบิดอยู่ การโจมตีของ Schorl ทำลายไปจนแทบไม่เหลืออะไร
“บนรถมีสิ่งปนเปื้อนมาเนียระดับ 5 อยู่ คุณอาจจะทนต่อแรงกระแทกระเบิดได้ แต่คุณทนค่ามาเนียไม่ได้แน่นอน การชำระล้างมาเนียโดยตรงจาก Paradeisos จะเป็นการใช้จ่ายที่น้อยที่สุด”
“ใช้จ่ายที่น้อยงั้นเหรอ...ฮ่าๆ” Adrian ได้ยินก็หัวเราะออกมา
“แบบที่เธอทำที่ฝั่งตะวันตกในเดือนมีนาคมน่ะเหรอ? BR-002 ครั้งที่สอง นี่น่ะเหรอ สิ่งที่เรียกว่าจ่ายน้อยที่สุด”
“ค่ะ Underground ยังคงเคลื่อนไหวอยู่ เวลามีจำกัด ภารกิจที่ฉันได้รับคือ การทำทุกวิถีทาง”
“...เข้าใจแล้ว ถ้านี่คือการคำนวณของ Paradeisos ล่ะก็ เราคงทำได้แค่เชื่อใจ มีแค่เธอเท่านั้นแหละที่ทำได้” Adrian พึมพำอะไรบางอย่าง ปัดมือของ Shalom ที่ยื่นให้ออกไป แต่ก็ลุกเองไม่ได้ ร่างกายของเขาที่มีแต่เหล็กเริ่มส่งเสียงอิดออด เสียดสีไปมา จนกระทั่งเขาลุกขึ้นยืนได้
เพิ่มเติม
-Adrian คือ EDGE-06 ที่มานั้นมาจากเนื้อเรื่อง Shattered Blade อ่านได้ที่ (จิ้ม)

“จะฆ่าตาแก่แบบฉันมันไม่ต้องวางแผนใหญ่โตหรอก นี่ก็แค่การหลอก เหมือนกับคดีฆ่าที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ก็แค่พยายามดึงความสนใจของพวกเรา ผู้หญิงคนนั้นมีลิสต์คนที่ต้องฆ่ายาวเป็นหางว่าว ทุกชื่อคือฐานกระดูกสันหลังของ FAC ทั้งนั้น แถมเธอหาตัวบางคนเจอแล้วด้วย พยายามบีบบังคับฉันอยู่ พวกนั้นรู้ดีว่าฆ่าฉันไปก็ไม่ได้อะไร FAC มีนักรบมากมาย ถ้าจะหยุดปฏิบัติการนี้ พวกเขาก็ต้องฆ่าทุกคน ฝันไปเถอะ! ส่วนเธอกลับไปได้แล้ว อย่ามาเสียเวลากับฉัน ไปจับตัวสายลับ กบฏทั้งหลายใน FAC ที่หักหลังเราดีกว่่า การที่พวกเขากล้าขนาดนี้ แปลว่าปฏิบัติการนี้อันตรายกับพวกเขามาก ยิ่งแปลว่าเราต้องทำให้สำเร็จ FAC ควรตายบนสนามรบที่สู้กับมาเนีย ไม่ใช่ตายด้วยมือของพวกนักฆ่าพวกนี้ พวกเราจะสู้ต่อไป และพวกมันต้องชดใช้!” Adrian ประกาศในฐานะผู้บังคับบัญชา FAC
“แน่นอนค่ะ 9th Agency กับ HUSH เริ่มเคลื่อนไหวแล้ว ถ้าศัตรูฆ่าคุณไม่ได้ แผนการพวกเขาก็จะถูกเปิดโปง” Shalom ตอบกลับ ในขณะที่มีทหาร FAC วิ่งมาช่วยพา Adrian ออกจากจุดเกิดเหตุนี้ เขาหันหลังกลับมามองอีกครั้งก่อนไป
“มี Sinner คนหนึ่ง… เขาปิดล็อกที่นั่งแถวหน้าก่อนที่จะระเบิด กันแรงระเบิดไปราวๆ 20% ได้ ฉันหวังว่าเขาจะไม่เป็นอะไร... เป็นคนของเธอรึเปล่า?” Adrian ถาม
“ลูกน้องของฉันเองค่ะ” Shalom ตอบ
“...เธอนี่ไร้มนุษยธรรมจริงๆ” Adrian ตอบ
เพิ่มเติม
-ตรงนี้เป็นการละคร Shalom ที่ต้องทำตัวเป็นเครื่องมือที่สมบรูณ์แบบ ไร้อารมณ์ให้ได้มากที่สุด ยิ่งอยู่ต่อหน้า Adrian ด้วย จะพลาดไม่ได้
-Adrian ใจสู้มาก แต่ร่างกายจะไม่ไหวแล้ว Adrian พร้อมตายได้ทุกเมื่อ

รถพิเศษของ FAC ขับออกไปแล้ว Shalom ถึงเดินไปที่รถคันใหญ่ที่พลิกคว่ำอยู่ ทางด้าน Rahu กำลังปฐมพยาบาลรักษาแผลให้ Christina ในตอนที่แรงระเบิดเกิดขึ้น Christina ตัดสินใจประประตูทั้งหมด แต่เป็น Rahu เองที่ทิ้ง Shalom มาตั้งโล่ด้านหน้ารถ เพื่อปกป้อง Christina ไม่ให้โดนแรงระเบิดจาก Schorl จนตายไป แต่ถึงอย่างนั้น Christina ก็ยังโดนเหล็กทิ่มกระแทกเข้าลำตัว Christina ขยับไปไหนไม่ได้ เสียเลือดมากจนสติเริ่มเลือนราง มองไม่ออกว่าใครเข้ามาหา แต่วิธีการเดิน น้ำหนักเท้าในการเดินแบบนั้น Christina จำได้ดี
“Rahu ให้ฉันจัดการเอง” Shalom สั่ง แล้วคุกเข่าลงไปกุมมือของ Christina
“ผู้บังคับบัญชาล่ะ... คนอื่นล่ะ... ฉันกู้ระเบิดได้ ฉันทำได้ ไม่เห็นจำเป็นต้อง...” Christina ถามออกมาเสียงสั่น
“ไม่ใช่ทุกคนจะซื่อตรงและจริงใจแบบเธอ ผู้หญิงคนนั้นมีกับดักที่ชั่วร้ายรออยู่อีกเยอะ เป็นความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม” Shalom ตอบ
“งั้น...ฉันขอกลับไปตรวจสอบได้ไหม? ฉันอยากจะรู้...ว่าฉันทำได้รึเปล่า...” Christina พูดออกมา
“ไม่จำเป็นต้องทำหรอก” Shalom ตัดบท

ดวงตาข้างขวาของ Shalom เริ่มมีสามเหลี่ยมจางๆ ปรากฏขึ้นมา ในขณะเดียวกัน Christina ก็เริ่มรู้สึกเหมือนมีอะไรมาสัมผัสวิญญาณของเธอ เป็นแสงสีขาว เห็นเงาของยักษ์(Rebel)อะไรบางอย่างจางๆ Christina รู้สึกพะอืดพะอม ราวกับว่ากำลังถูกรุกรานและบีบรัด ความเจ็บปวดที่ร่างกายหายไป แต่ยังคงรู้สึกสะอิดสะเอียนอยู่ดี อยากจะดิ้นหนี อยากจะตะโกนถาม อยากได้คำตอบ
“บอกฉันที... ที่ผู้บังคับบัญชาพูด... BR-002... เรื่องในเดือนมีนาคม เธอเกี่ยวรึเปล่า? แล้วสองรอบนี่หมายความว่ายังไง? BR-002 ในปี N.F.104 น่ะแหละ? เกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยเหรอ? ไม่ใช่ว่า...พี่บอกว่ากำลังตรวจสอบหรอกเหรอ? พี่ Shalom... สิ่งที่พี่ทำน่ะ...คือความยุติธรรมจริงๆ เหรอ?”
ผ่านไปนานหลายนาที Christina ก็ยังไม่ได้คำตอบ แต่ความรู้สึกสะอิดสะเอียนนั่นหายไปแล้ว Shalom ปล่อยมือของ Christina อย่างเรียบร้อยและเด็ดขาด
“ลืมมันไปเถอะ”
Shalom ตอบแล้วลุกกลับไปหา Schorl แต่แล้ว Christina ก็ลืมตาขึ้นมา เห็นคนตรงหน้าอย่างชัดเจน Shalom ที่ก้มมองลงมาจากที่สูงกว่านานมาก กว่าจะเป็นสายตาที่ไม่แยแส ก่อนจะหันกลับไปอย่างไม่สนใจใยดี ทุกความกล้าหาญกับความคับแค้นในใจที่ Christina มีหายไปหมดทันที
“ไม่นะ... รอก่อน… ฉันแค่...” Christina เริ่มพูดทั้งน้ำตา
“การปฐมพยาบาลเบื้องต้นเพียงพอแล้ว ติดต่อ MBCC ให้พาตัวนางไป ฉันไม่ต้องการนางแล้ว” Shalom สั่งการอย่างเย็นชา
“ไม่ ฉันแค่อยากจะรู้... ฉันขอโทษ พี่ Shalom ฉันแค่...”
“Rahu” Shalom เรียกสั่ง ซึ่ง Rahu ลุกออกจาก Christina ทันทีที่หน่วยกู้ภัยมาถึง
เพิ่มเติม
-ในเสียงพากย์ CN JP และ KR ตัวของ Shalom มีจังหวะในการพากย์ที่แสดงออกว่า เธอกำลังทำใจอย่างมาก ที่ต้องแสดงการละครทิ้ง Christina ตรงนี้
-Shalom ใช้ Mark กับ Christina แบบจางๆ Mark เพื่อรักษา นับเป็นการ Mark ครั้งที่ 2

Schorl รายงานว่า แผนการของฝั่งตะวันตกผ่านการอนุมัติอย่างเป็นเอกฉันท์ งบประมาณ ทรัพยากรและกำลังพลจะพร้อมใช่้งานทันที การประชุมวางแผนและการสอบสวนจะเริ่มทันที Underground จะไม่อยู่เฉย เตรียมตัวให้พร้อม HUSH-X สำคัญกับปฏิบัติการนี้มาก
“ได้รับคำสั่งแล้ว ฉันจะทำให้สำเร็จตามที่ฉันเคยทำ” Shalom ตอบ

ไกลจากจุดเกิดเหตุระเบิด Coquelic ที่หนีออกมาได้กำลังมีความสุขอยู่อีกฟากของ the Rust ณ จุดที่ศูนย์บัญชาการ FAC ชั่วคราวกำลังส่งเสียงแจ้งเตือน
“ตายจริง ฉันทำพลาดซะแล้ว ทำไงต่อดีน้าาา ปัญหาจะมาหาแล้วน้า คุณลูกค้า ทำยังไงดีน้าาาา”

เหตุการณ์พยายามลอบฆ่าผู้บังคับบัญชา FAC ทำให้ผู้คนใน DisCity สั่นกลัวกันไปหมด ทั้ง FAC ตำรวจ 9th Agency และ HUSH ของ Paradeisos ต่างก็ร่วมมือกันด้วยความคล่องแคล่ว เป้าหมายคือกำจัดอุปสรรคในการเริ่มปฏิบัติการ Blockade ในเดือนสิงหาคม
Hush-X เป็นตัวแทนจาก Paradeisos ที่เข้าร่วมในครั้งนี้ ทำให้สามารถสืบหาผู้ต้องสงสัยที่ปล่อยข้อมูลของปฏิบัติการ Blockade ได้ บางคนก็เข้าโจมตี Hush-X ด้วยเช่นกัน
วันที่ 17 เดือนสิงหาคม N.F.113 14:23 ณ ศูนย์บัญชาการของปฏิบัติการ Blockade
“การเตรียมพร้อมสำหรับศึกในครั้งกำลังดำเนินไปอย่างราบรื่น สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับตอนนี้คือความปลอดภัยของข้อมูล ถ้าแผนการหลักของการต่อต้านมาเนียของ Blockade หลุดออกไป Underground โจมตีอย่างไร้ปรานีแน่นอน แผนการหลอกล่อของคุณได้ผลตอบรับเป็นอย่างดี Underground ตอนนี้อ่อนแอมากทีเดียว” Schorl รายงาน
“เข้าใจแล้ว ในเมื่อระบบ HUSH ถูกแทรกแซง การปรากฏตัวของฉันในตอนนี้จึงเป็นเหยื่อล่อที่ดีที่สุดสำหรับ Underground” Shalom ตอบ
“ยิ่งไปกว่านั้น เราต้องมั่นใจว่าคุณปลอดภัยจริงๆ แม้ว่าตัวแทนที่จะพร้อมเข้าทำงานแทนแล้วก็ตาม แต่แผนการต้องสม่ำเสมอคงเดิมจนกว่าการต่อสู้จะจบลง การสังเกตการณ์ของคุณาสำคัญมาก อย่าให้มีข้อผิดพลาดหรือการถูกรบกวน ไม่เช่นนั้นแผนการของเราจะเสี่ยง” Schorl สั่งการ
“เข้าใจแล้ว ฉันจะรักษาตัวเองจนกว่าจะจบการต่อสู้ และส่งมอบตำแหน่งให้เรียบร้อย อีกอย่าง นอกจากคุณแล้ว ฉันยังมี Rahu คอยปกป้องฉัน ไม่มีปัญหาหรอก” Shalom พูดถึง Rahu แล้ว Schorl ก็หมุนไปสแกน Rahu ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ทันที แม้ว่า Rahu จะได้ยินบทสนทนานี้่ แต่ก็ไม่มีสีหน้าใดๆ
เพิ่มเติม
-Schorl ก็ยังไม่ไว้ใจ Rahu อยู่ดี
-ตอนนี้ HUSH รุ่น 8 ตื่นแล้ว พร้อมขึ้นแทน Shalom มาก
-Shalom ไม่ค่อยชอบ HUSH 8 สักเท่าไหร่ เมื่อพูดถึง HUSH 8 แต่ละครั้ง Shalom จะชักสีหน้าทันที งอนทันที

Schorl หมุนตัวกลับมาคุย
“FAC คนนี้ฝ่าฝืนคำสั่งที่เรามอบให้เธอ(Rahu)ซ้ำแล้วซ้ำเล่า พฤติกรรมของเธอ(Rahu)ในเหตุลักพาตัวครั้งล่าสุดเป็นตัวอย่างที่อุกอาจอย่างยิ่ง เกิดอะไรขึ้นกับ Mark ของเธอ(Shalom) รึเปล่า? หรือมีปัญหากับคำสั่งที่สั่งไป? เธอ(Rahu)ให้ความสำคัญกับบทบาทของผู้พิทักษ์มากเกินไป ส่งผลให้ความเชื่อฟังลดลง ในแบบทดสอบความจงรักภักดี มีการส่งเอกสารคำชี้แจงมาด้วยว่า ถ้ามีสิ่งขัดขวางภารกิจบางอย่าง อาจจะมีการฝ่าฝืนคำสั่ง ย้ำเตือนให้ระมัดระวังในการใช้งาน ด้วยท่าทีแบบนี้...”
Shalom ได้ยิน Schorl พูดแบบนั้นก็หัวเราะออกมาเบาๆ ขัดจังหวะ Schorl โดยไม่ได้ตั้งใจ
“ฉันคิดว่านางกำลังสร้างคู่มือการใช้งานของตัวเองอยู่ ก็สมกับเป็น Rahu ดีนะ เครื่องมือที่สร้างคู่มือการใช้งานตัวเองให้อย่างละเอียดแบบนี้ ไว้ใจได้มากกว่าเดิมนะ คุณไม่คิดแบบนั้นเหรอ?”
“...ก็จริง มีคนส่งคำขอต้องการเธอ(Rahu)โดยเฉพาะด้วย” Schorl ไม่ปฏิเสธ

“ภัยร้ายจาก Underground มากขึ้นทุกๆ วัน หายนะที่ HUSH เจออยู่ประจำ สุดท้ายแล้วผู้คนมากมายก็จะพบเจอ ทำให้แรงงานผู้คุ้มกันขาดแคลน... คุณเห็นด้วยหรือไม่?” Shalom พยักหน้าเห็นด้วยพร้อมกับรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม
“Rahu เป็นคนที่พึ่งพาได้ ใช้งานง่าย ถ้าฉันไม่อยู่แล้ว จะมีผู้คนที่ต้องการตัว เพราะงั้น ช่วยหาตำแหน่งที่ดีที่สุดให้กับเธอหน่อยนะ” คำพูดของ Shalom ทำให้ Schorl เปิดแกนกลางออกมาพร้อมแสงสีฟ้าที่ใช้ยิงรถ FAC เมื่อไม่กี่วันก่อนทันที ราวกับว่ากำลังจ้องมองอยู่ ก่อนจะลองสแกนดูก่อน ผลการสแกนปกติทุกอย่าง ในขณะที่ Shalom ยังคงอ่านรายงานที่ได้รับด้วยรอยยิ้ม จิบน้ำอุ่น ปล่อยให้ Schorl สแกนไป
‘คงจะเป็นการสแกนระดับ 3 แกล้ง Schorl(EDGE-02) น่าเบื่อจะตาย แต่ตอนนี้ไม่มีใครให้แกล้งแล้ว’ Shalom คิดในใจ
พอ Schorl ปิดแกนกลาง Shalom ก็หลับตาลง ช่องแชแนลถูกเปิดใช้งาน มีคำสั่งใหม่มาแล้ว
เพิ่มเติม
-ตอนสแกน ตรวจค่ามาเนีย / ความแปรปรวนของอารมณ์ / ค่าจิตใจ / ระดับความคิดที่ทำงานอยู่
-Schorl ที่คุยอยู่ตอนนี้เป็น EDGE-02
-Shalom ขี้แกล้งหนักมาก จนลามไปถึง Schorl แกล้งหมด ไม่สนแม่ใครแล้ว

ณ ช่องแชท Paradeisos
EDGE-03: ปฏิบัติการของ FAC ได้รับการอนุมัติแล้ว แต่ค่าใช้จ่ายยังคงสูงอยู่ หลายๆ หน่วยงานยังไม่พอใจกับปฏิบัติการช่วยฝั่งตะวันตกในครั้งนี้ คงต้องจ่ายหนักเพื่อโน้มน้าวพวกเขา Paradeisos ต้องการสนับสนุนพวกเขาให้ประสบความสำเร็จที่ในเป้าหมายที่สำคัญกว่า และทุกเป้าหมายต้องสำเร็จ แผนการและการสังเกตการณ์ของ HUSH-X จึงเป็นสิ่งจำเป็น คำสั่งมีตามนี้
1. สร้างแผนการกวาดล้างสายลับที่แทรกซึมอยู่ภายใน จับสมาชิกของ Underground ให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะคนยศสูง หาทางเข้า Underground ให้ได้
2. วางแผนทัพและกลยุทธ์ในการควบคุม BR-002 ให้อยู่ในกรอบพื้นที่ สังเกตบริเวณรอบๆ ให้เรียบร้อย ถ้า Shepherd ของ Underground พยายามบุกรุกเข้าไป ล็อกเป้าหมายและฆ่าทันที ไม่ว่าจะต้องทำด้วยวิธีใดก็ตาม นั่นคือชัยชนะสูงสุดของมนุษยชาติ
3. ทำให้มั่นใจว่าสามารถควบคุม BR-002 ได้ หาทางใช้งานให้ได้ เป้าหมายแรกคือการโจมตี Underground เป้าหมายที่สองคือฟื้นฟูเศรษฐกิจของเมือง ถ้า Black Ring ที่ใหญ่ที่สุดของฝั่งตะวันตกสามารถกลายเป็นเหมือง Hypercube ใหม่ได้ล่ะก็ Nirvana จะได้บ่นน้อยลง
EDGE-03: คุณทำข้อ 1 และ 2 สำเร็จหมดแล้ว สำหรับข้อ 3 มีความต้องการเพิ่มเติมคือ คุณต้องกลับเข้าห้องสังเกตการณ์เพื่อยืนยันทิศทางของค่ามาเนีย

EDGE-04: สถานการณ์ตอนนี้วุ่นวายเกินไป เสี่ยงเกิน เรื้อรังฝั่งตะวันตกมานานแล้ว พวกเราควรจะใช้ฝนสีครามตามที่วางแผนไว้ในเดือนมีนาคม ปล่อยให้ SHP-13 กลืน Corpus 02 ไปซะ แล้วก็กำจัดทั้งคู่ด้วย Rules พวกเราลงทุนไปมากขนาดนี้แต่กลับได้ Black Ring ที่เราควบคุมไม่ได้มา จะทำอะไรก็เสี่ยง แผนการที่ถูกเปลี่ยนก็รุนแรงเกินไป X เนี่ย..
EDGE-02: Hush-X พิสูจน์ความแม่นยำของระบบ HUSH จนสามารถดำเนินการสังเกตและชักนำทางจิตใจของคนหมู่มากในวงกว้างได้ แถมเธอยังทำเป้าหมายที่สำคัญที่สุดของเราให้สำเร็จ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราทำไม่สำเร็จมานานหลายปี… การล่อ Shepherd ของ Underground ออกมา
EDGE-02: Corpus 02 ได้กลายเป็น Black Ring แล้ว ถ้าระบบรักษาความปลอดภัยถูกสร้างเรียบร้อยแล้ว เราแค่ต้องเตรียมตัวและรอ มนุษยชาติจะอยู่เหนือกว่า ยังไงมัน(Shepherd Underground)ก็ต้องออกมาเพื่อพยายามกินเหยื่อแน่นอน ทำให้เปิดเผยตำแหน่ง ตราบใดที่เราสามารถกำจัดภัยร้ายนี้ได้ ทุกอย่างก็จะกลับสู่ปกติ พวกคุณทุกคนในที่นี้ตัดสินใจด้วยตัวเองแล้ว เห็นด้วยกับการให้ Hush-X ทำภารกิจนี้โดยไม่สนใจค่าใช้จ่าย
EDGE-คนอื่นๆ: …...
EDGE-03: ฉันเห็นด้วย ถ้าเราต้องเปลี่ยนแผนล่ะก็ เราสามารถเริ่มกระบวนการทบทวนแผนใหม่ได้ ความเสียใจที่ไม่มีความหมายมีเพียงแต่บั่นทอนความมีเหตุผลเท่านั้น แผนการนี้พลาดแค่เราไม่สามารถกู้ SHP-13 กลับมาได้ ทำให้ตกไปอยู่ในมือใครก็ไม่ทราบ เรายังอยู่ในช่วงทำงานตามแผนการ เพราะงั้น Hush-X สามารถดำเนินแผนการต่อไปได้
EDGE-02: ยอดเยี่ยม Hush-X เราขอฝากฝังไว้กับคุณนะ
EDGE-02: ศูนย์วิจัยจะเชื่อมต่อกับข้อมูลที่คุณสังเกตได้ คุณต้องส่งรายงานแผนการก่อนที่การลงมติจะเริ่ม ค่าการแจ้งเตือนของ Schorl จะถูกยกขึ้น 1 ระดับ ช่วงระยะเวลาการใช้งานของคุณจะหมดลงแล้ว เราต้องการให้คุณควบคุมดูแลความเสี่ยงของตัวเอง เข้าใจรึเปล่า?
X: แน่นอน ฉันสามารถรู้สึกได้ถึงความคาดหวังที่คุณมีต่อฉัน
X: ข้อมูลแผนการต่อสู้ของ FAC ถูกส่งให้แล้ว HUSH-X พร้อมแล้ว และจะเริ่มต้นการสังเกตการในอีก 1 นาทีเพื่อยืนยันสถานะของ BR-002
X: ฉันจะทำตามคำสั่งให้สำเร็จตามที่ฉันเคยทำ
เพิ่มเติม
-EDGE-02 ให้ท้ายลูกสาว(Shalom)ตัวเองเกิ้นนนนน พิมพ์ขัด EDGE-03 ทันที ทุกคนห้ามว่า HUSH ยกเว้นตัวเอง(ฮา)
-จากคำว่า ยอดเยี่ยม ค่อนข้างยืนยันว่า EDGE-02 มีหน้าที่ดูแลหน่วย HUSH และ Shalom ก็ติดนิสัยวิธีพูดแบบนี้มาเต็มๆ

ในขณะเดียวกัน วันที่ 17 เดือนสิงหาคม N.F.113 14:23 ณ ฐานทัพลับของ The Garden Coquelic พิงประตู หลับตาลงครุ่นคิดอะไรหลายๆ อย่าง ก่อนจะลืมตาและบิดขี้เกียจ หาวและบ่นว่าไปเที่ยวมาเหนื่อยสุดๆ ปวดหลังจัง เรียกหา Garofano ให้เตรียมน้ำอาบอุ่นๆ ขอเป็นดอกกุหลาย อยากได้ชากุหลายสักแก้วด้วย ขนมด้วย แต่ Garofano ยังบาดเจ็บอาการหนักยังไม่รู้สึกตัว เลยหันไปเรียก Sumire มานวดแทน
Coquelic เพิ่มกฎข้อใหม่ให้ The Garden อย่าฟังเวลาลูกค้าให้ใช้พลังแปลกๆ พึ่งตัวเองเท่านั้น ไม่ก็ขอให้ท่านอาจารย์ช่วย แต่พอ Sumire ยกเรื่อง Thistle ขึ้นมาคุย Coquelic ตอบว่าไม่ช่วย ทำตัวเอง ดีที่ Coquelic ยังแก้สถานการณ์ทัน ทำให้ Thistle ไม่รู้อะไรมาก ไม่งั้นความลับรั่วไหลหมด ยืนกรานว่าครั้งนี้ไม่ช่วย ทำให้ไม่มีใครกล้าพูดอะไรอีก
“โอเคๆ คงจะอยู่กับหมอจิตใน 9th Agency แหละ ยื้อได้หลายวัน โดนขังใน 9th Agency ก็คงดีกว่าทำงานให้ The Garden แหละ แมงมุมสีเงิน(Langley)คนนั้นไม่เคยเห็นดีเห็นชอบกับ HUSH อยู่แล้ว ไม่ส่ง Thistle ให้แน่นอน คงโดนส่งตัวไป MBCC ของเธอแหละ ก็เหมาะดี แก้แค้นเสร็จแล้วด้วย ไปสงบจิตสงบใจสักหน่อยก็ดี ก็ไม่ได้บอกว่าเกลียดนะ เด็กใหม่ไม่รู้กฎก็งี้แหละ แต่ Thistle อย่างน้อยๆ ก็ดีกว่าพวกเธอที่ทำเพื่อตัวเอง ไม่ปล่อยให้โดนเอาเปรียบ เหมือนฉันที่สุดแล้วล่ะ ฉันห่วงพวกเธอมากกว่า Thistle ซะอีก” Coquelic บ่น
Sumire ยังคงคิดมากที่ครั้งนี้ Coquelic สร้างเรื่องใหญ่โตผิดปกติ แต่ Coquelic หัวเราะ ตอบว่าไม่มีอะไรหรอก แค่อารมณ์พาไป รำคาญพวก HUSH ก่อนจะเริ่มแซะ Sumire ที่ยังแก้แค้นของตัวเองไม่สำเร็จ Chief ที่แสนใจดีและอ่อนโยนถูกฆ่าซะแล้ว ต้องให้ Coquelic ไปจัดการให้ไหม? แต่ Sumire จัดการเท่าที่รู้ไปแล้ว แต่ก็ยังไม่รู้สึกดีพอ Coquelic เลยพูดสอน Sumire ว่าให้รักตัวเองบ้าง ดอกไม้ที่ Coquelic เลือกเองกับมือแข็งแกร่งจะตาย Sumire จะถามต่อเรื่องคำพูดของ Coquelic ที่เผลอพูดออกมาว่า “ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย” แต่ Coquelic บ่ายเบี่ยง ขอให้ทุกคนฉลองวันเกิดล่วงหน้า ขอให้วันนี้เป็นวันที่ดีที่สุด (อารมณ์คนบอกลาเป็นครั้งสุดท้าย)
ตกกลางคืน Coquelic เขียนจดหมายทิ้งไว้เป็นกอง ลงโทษนักฆ่าแต่ละคน กักบริเวณทุกคน แล้วก็หายตัวไปจาก The Garden
เพิ่มเติม
-เพิ่มกฎข้อที่ 73 ของ The Garden
-Coquelic เกลียดที่ Paradeisos กับ Underground ตีกัน
-Coquelic ปกปิดเป้าหมายที่แท้จริงของตัวเอง พอจะรู้ตัวว่า The Garden กำลังจะโดนจัดการ ไม่จาก Underground ก็ Paradeisos
-Sumire เป็นศิษย์ที่เก่งที่สุดของ Coquelic
-Coquelic แอบบอกใบ้ ว่า Chief ยังไม่ตาย แต่บอกอ้อมโลก งอน Sumire ที่ไปหา Chief ตามประสาแม่ที่เห็นลูกออกเรือน
-Coquelic สู้คนเดียวมา 2 เดือนแล้ว ตั้งแต่มิถุนายน
-Langley คือหัวหน้า 9th Agency เป็น Sinner และไม่ชอบ HUSH เช่นกัน

สายลับและสมาชิก Underground ที่แฝงตัวอยู่ใน FAC ถูกกำจัดไปเป็นจำนวนมาก ทำให้ข้อมูลรั่วไหลน้อยลง FAC จึงเริ่มหันไปทุ่มเทให้สนามรบอีกครั้ง ทางด้าน 9th Agency ยังคงจับตามอง Underground อยู่ ส่วนหน่วย HUSH ของ Paradeisos จะละออกจาก FAC เพื่อไปสืบหา The Garden ด้วยความเกี่ยวข้องกับทางเข้าลับของ Underground ทางด้าน Hush-X จะยังคงอยู่ช่วยในเรื่องการวางแผนปฏิบัติการต่างๆ

วันที่ 19 เดือนสิงหาคม N.F.113 00:00 ณ ศูนย์บัญชาการของปฏิบัติการ Blockade
ณ ช่องแชท Paradeisos
EDGE-07: ปริมาณข้อมูลจากการสังเกตการณ์ของ X มันมากเกินไป ศูนย์วิจัยวิเคราะห์ไปได้ส่วนหนึ่งแล้ว นับว่าค่อนข้างช้า แต่...ผลลัพธ์ที่ได้น่าตกใจมาก ขนาดของ BR-002 มันมากกว่าที่คาดการณ์ไว้และกำลังขยายตัวด้านในอย่างรวดเร็ว ตอนนี้ก็เป็น Black Ring ที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 2 แล้ว ไม่รู้เลยว่าจะลึกลงไปอีกมากแค่ไหน
EDGE-03: Nirvana ได้เพิ่มงบประมาณสำหรับปฏิบัติการนี้และมั่นใจกับคณะกรรมการบริหารฝั่งได้ว่าพวกเขาจะร่วมมือกับ FAC เพื่อสกัด BR-002 นี่เป็นข่าวดีนะ
EDGE-04: จะสกัดมันยังไง? สภาวะของ BR-002 แตกต่างจาก Black Ring อื่นๆ ที่เคยมีมา เราทำได้แค่สกัดมาเนียที่เหลือทะลักออกมาเท่านั้น แถมต้องคอยกันไม่ให้ Underground เข้ามาอีก Shepherd ของพวกเขาไม่ทิ้ง Black Ring ที่ใหญ่ขนาดนี้ง่ายๆ แน่
EDGE-02: … เราก็มี Shepherd ของเรานี่?
EDGE-03: หมายถึง SHP-13 ที่หายตัวไปเมื่อ 4 เดือนก่อนน่ะเหรอ?
EDGE-02: ข้อมูลจากการสังเกตการณ์ของ X ก็ค่อนข้างชัดเจนนะ อย่างน้อยๆ ก็ยืนยันได้ว่า SHP-13 ยังมีชีวิตอยู่ Shackle ของ SHP-13 เชื่อมต่อกับ BR-002 อยู่และความใกล้ชิดก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่า Shepherd ของ Underground จะแข็งแกร่งแค่ไหน ตราบใดที่ Paradeisos สามารถหา SHP-13 เจอก่อน มนุษยชาติจะนำหน้าไปก่อน

EDGE-07: แต่ SHP-13 จะยังเชื่อถือได้เหรอ? จากข้อมูลก่อนหน้านี้ Shackle ของ SHP-13 กิน Corpus เข้าไปจำนวนมากแล้ว นั่นเป็นสัญชาตญาณของเขาเอง ศักยภาพของเขาได้เข้าใกล้ขีดจำกัดสูงสุดที่เคยมีมาแล้ว ในขณะที่ปะทะกับ Corpus ของ BR-002 Rules ถูกใช้งานไปแล้วสองครั้งเพื่อหยุดยั้งการกลืนกินของ SHP-13 แค่นี้ก็บ่งบอกถึงความเสี่ยงแล้ว ยิ่งตอนนี้เชื่อมต่อกับ Corpus ของ BR-002 อีก ทำให้ Black Ring ระดับยักษ์นี้ขยายใหญ่ ละลายทุกอย่างที่เราเคยตั้งไว้ สำหรับฉันแล้ว ไว้ใจไม่ได้
EDGE-03: ฉันกังวลเรื่องคนที่ขโมย SHP-13 ไปมากกว่า เป็น Underground รึเปล่าก็ไม่รู้ ถึงแม้ว่าจะเป็นผลงานที่มีข้อบกพร่องและอ่อนแอที่สุดก็ตาม แต่ก็จัดว่าเราไม่สามารถควบคุมอะไรได้ แถมก่อนหน้านี้..
EDGE-02: ไม่เป็นหรอก X ตามหาจนเจอแน่นอน ถ้ามาตรการความปลอดภัยเริ่มมีช่องโหว่ ก็ให้เพิ่มความเข้มงวด และจัดการพฤติกรรมเสี่ยงที่คาดไม่ถึงทั้งหมดโดยทันที Rules ของ Paradeisos แน่นหนาจริง พวกเราตรวจสอบและยืนยันแล้ว ทันทีที่เธอ(SHP-13)สามารถควบคุมตัวเองได้ มาเนียก็จะไม่สามารถรื้อทำลาย Rules ที่เราสร้างขึ้นได้ เธอเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า
EDGE-03: ... “ทรัพยากรที่มีคุณค่า” เหรอ? คิดจะใช้งานอีกแล้วเหรอ ถ้าไม่นับเรื่องความเสี่ยงที่เป็นรูปธรรมออกไป จิตสำนึกของเธอก็กำลังแตกสลาย เธอกำลังกลายเป็นภาระ และเราทุกคนก็เห็นตรงกันแล้วว่าเธอไม่อยู่ในตัวเลือกอีกต่อไป
EDGE-02: งั้นเราก็แค่ต้องนำเธอไปใช้งานในรูปแบบอื่นแทน มีโอกาสสูงมากที่ SHP-13 ตอนนี้ติดอยู่ในห้วงลึกแห่งมาเนีย ตามหาตำแหน่งของเธอ แต่ไม่ต้องปลุก ปล่อยให้หลับใหลแบบนั้น ปล่อยให้ Shepherd จาก Underground กิน Corpus BR-002 เท่ากับว่ากิน SHP-13 เข้าไปด้วย หน่วยป้องกันของ FAC จะระบุพิกัดทันที ณ วินาทีที่ตัวตนทั้ง 3 บรรจบรวมกัน และเปิดใช้งาน Rules ที่ SHP-13 ทันที ต่อให้กำจัดภัยร้าย 3 อย่างพร้อมกันไม่ได้ แต่ถ้าทำให้ Shepherd ของ Underground บาดเจ็บสาหัสได้ แค่นั้นก็ถือว่าเราชนะ

EDGE-07: ใช่รึเปล่า X?
EDGE-02: ถ้าจัดการอย่างถูกวิธี แม้แต่วัตถุอันตรายก็กลายเป็นเครื่องมือที่จำเป็นอย่างมากได้
X: ขออภัย มีแมวจรหลงเข้ามา เพิ่งไล่ออกไป ขอเวลาอ่านล็อกชั่วครู่
EDGE-02: ดูเหมือนว่าคุณจะยังรับมือได้ดีอยู่
X: ค่ะ คุณรู้จักฉันดี แผนการยังดำเนินอย่างราบรื่น ฉันรู้สึกพอใจกับเรื่องนั้น
X: สรุปแล้ว นอกเหนือจากการให้การสนับสนุน FAC ภารกิจที่แท้จริงของฉันคือตามหาตัว SHP-13 ใช่ไหม?
EDGE-02: ถูกต้อง
X: ยอดเยี่ยม ฉันคาดไว้อยู่แล้วว่าจะได้รับภารกิจนี้ เลยมีแผนการในใจอยู่แล้ว และเป็นความบังเอิญที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ฉันกำลังทำอยู่...
EDGE-02: The Garden เหรอ?
X: ถูกต้อง พวกเขาเล็งเป้าหมายมาที่ฉัน และในเมื่อฉันไม่สามารถหลบหลีกได้ ฉันจะทำให้พวกเขากลายเป็นทรัพยากรของเรา ไม่เช่นนั้นแล้ว ถ้า Underground รู้และส่ง The Garden ไปตามหา SHP-13 แทน พวกเราจะไม่สามารถตามทันได้
EDGE-02: คุณเป็นที่พึ่งได้ตลอดเลยนะ นี่เป็นงานที่ค่อนข้างยาก อยากยืดอายุการใช้งานของตัวเองเพิ่มไหม?
X: ไม่ค่ะ การจัดการความเสี่ยงต้องมาก่อน ฉันเฝ้าสังเกตการณ์มานานเกินไปแล้ว ความเสี่ยงที่เริ่มถูกกัดกร่อนกำลังเข้าใกล้ขีดจำกัด ถึงเวลาส่งมอบปฏิบัติการให้เหมาะสม สงครามกำลังจะเริ่มขึ้น เราควรให้ระบบสำรองที่เชื่อถือได้มากกว่ามาเข้าควบคุมระบบ HUSH เพื่อให้แผนการเดินหน้าต่อไปอย่างต่อเนื่อง ไม่ต้องกังวล ทุกความต้องการของคุณจะได้รับการจัดการ เหมือนเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา
EDGE-02: ดีมาก คุณเป็น HUSH ที่มีประสิทธิภาพและน่าเชื่อถือที่สุดของเรามาโดยตลอด และคุณไม่เคยทำให้เราผิดหวังเลย
เพิ่มเติม
-EDGE-02 เสนอยืดอายุขัย Shalom อาจจะเพื่อทดสอบ แต่ก็อาจจะเพราะชอบการทำงานของ Shalom จริงๆ ก็ได้

จบบทสนทนา Shalom พูดกับตัวเอง
“แน่นอน มันเริ่มต้นขึ้นแล้ว และอีกไม่นานนัก…”
Shalom รับผ้าเปียกจาก Rahu มาเช็ดหน้าเช็ดตัวที่โดนเลือดของเหลวกระเซ็นใส่ มีนักฆ่ามาเนียที่ลอบเข้ามา สัญลักษณ์ดวงตา 1 ดวงบนหน้าของนักฆ่ากำลังจางหายไป พอร่างกายสลายไป จะมีชิ้นส่วนที่น่าขนลุกทิ้งเอาไว้ หุ่นเชิดของ Underground บุกเข้ามาลอบฆ่า Shalom ทุกวันเป็นระยะเวลาครึ่งเดือนแล้ว ซึ่งทุกตัวมีชิ้นส่วนนี้กันหมด Shalom พยายามเก็บรวบรวมเพื่อถอดรหัสข้อความที่แอบแฝง ถึงจะไม่เข้าใจทั้งหมด แต่ก็เข้าใจเป้าหมายของคนที่ส่งมาได้ Shalom เลยยิ้มออกมาจางๆ
เพิ่มเติม
-แมวจรที่ Shalom พูดถึง คือพวกหุ่นเชิด Underground ที่มาลอบฆ่าจนเหมือนแมลงหวี่แมลงวัน

วันที่ 19 เดือนสิงหาคม N.F.113 02:23 ณ The Rust จุดที่ใกล้กับโซนรังสีมาเนียจาก DisSea มีหญิงคนหนึ่งในชุดสีดำสนิทจาก Underground กำลังเดินอย่างเร่งรีบ สลัดหน่วย HUSH ที่แอบติดตามมาได้อย่างปลอดภัยหวุดหวิด ร่างกายบาดเจ็บหนัก
“ในขณะที่พวกเรากำลังค่อยๆ สกัดพลังจากแหล่งภายนอกอย่างระมัดระวัง Paradeisos ได้เจาะลึกเข้าไปถึงแก่นกลางของมาเนียแล้ว โดยไปถึงอย่างน้อยชั้นที่ 8 ของการสังเกตการณ์แล้ว... ไม่สิ พวกเขาทำยังไม่ได้ขนาดนั้นหรอก ไม่งั้นพวกเขาคงชนะไปแล้ว พวกเราคงไม่มีโอกาสชนะเลย พวกเขาทำได้แค่จับตามองและพูดคุยเท่านั้น ในเดือนมีนาคมพวกเขาชักใยได้แม่นยำเพราะค่ามาเนียในโลกแห่งมาเนียแปรปรวนต่างหาก เหมือน 10 ปีที่แล้ว ภารกิจที่เกิดขึ้นที่ DisSea Paradeisos ก็เป็นคนควบคุมด้วยตัวเอง แต่ไม่ว่าจะทำยังไง ผู้สังเกตการณ์ใช้งานไปนานๆ แล้วก็จะสึกหรอกจนใช้การต่อไม่ได้ แปลว่า Paradeisos มีตัวสำรองผู้สังเกตการณ์แล้ว พวกเขาพัฒนาเทคโนโลยีถึงขั้นนี้แล้วเหรอ?”
หญิงสาวจาก Underground พยายามคิดอย่างหนัก ไม่เข้าใจว่า Paradeisos ควบคุมปีศาจแบบนั้นได้ยังไงกัน
เพิ่มเติม
-Underground กลัว Shalom มาก
-เรื่องผู้สังเกตการณ์ชั้น 8 สื่อถึง Hush หมายเลข 8

“อ้าว Segal เหรอ? ไม่ได้เจอกันนานนะ สภาพเธอดู…เหมือนผ่านศึกหนักมาเลยนะ เธอห้ามตายนะ Garden ของฉันยังต้องพึ่งพาเทคนิคลับของเธอเพื่อซ่อนตัวอยู่” Coquelic กล่าวทักทาย
“เหอะ พลังนี้ไม่ใช่ของฉันหรอก เป็นของ Underground น่ะ แล้วตอนนี้ก็กลายเป็นของเธอคนเดียวแล้ว ฉันจ่ายเธอครบทุกอย่างตอนให้งาน แต่ดูที่เธอทำสิ ล้มเหลวไม่เป็นท่า แย่ไปกว่านั้น เธอทำให้เราทุกคนต้องเสี่ยง” Segal ตอบกลับ
“จริงเหรอ? ตายจริง ฉัน ขอ-โทษ-ด้วย นะ” Coquelic พูดขอโทษสุดซึ้งจากก้นเบื้องลึกของหัวใจ(ประชด) แล้วพุ่งเข้าไปเอามือล้วงเข้าไปในแผลของ Segal ทันที
“แกใช่ไหมที่หลอก Garofano ให้ข้อมูลผิดๆ รูนน่ารังเกียจพวกนั้นด้วย มาขอความช่วยเหลือฉันแทนที่จะไปหาพวก Underground... เธอถูกทิ้งแล้วล่ะสิ ปกติเธอคือคนเดียวที่มาติดต่องานตรงๆ ถ้าเธอไม่อยู่แล้ว The Garden จะเสียลูกค้าคนสำคัญไป... น่าเศร้าจริงๆ ขอบคุณที่อุดหนุนมาตลอดนะค้า~ แต่ต่อจากนี้ Garden ของฉันไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวกับ Underground อีก” Coquelic เสียงเข้ม
Segal กระอั่กเลือก แต่ก็ยังหัวเราะออกมา รู้ดีว่าทำไม Coquelic ถึงหักหลัง Underground แบบนี้ แต่ภารกิจของ Segal สำเร็จ Coquelic ไม่ปล่อยให้ Segal พูดต่อ ใช้ดาบฟาดให้ดอกไม้งอกเงยออกมา ร่างกายของ Segal กลายเป็นอะไรก็ไม่รู้ หลงเหลือไว้เพียงดอกไม้สีเข้มหน้าตาประหลาดน่ากลัว Coquelic มองทุกวินาทีที่ร่างกายของ Segal เปลี่ยนไปอย่างเคียดแค้น ในที่สุดก็จบลง ก่อนจะหันไปมอง บุคคลหนึ่งจาก Underground ที่ปั้นร่างตัวเองให้คล้าย Segal จับตามองอยู่
เพิ่มเติม
-Segal คือคนที่ทำให้ Coquelic ตกต่ำ ผูกคอ The Garden กลายเป็นแบบนี้

วันที่ 23 เดือนสิงหาคม N.F.113 07:00 ณ ศูนย์บัญชาการของปฏิบัติการ Blockade จุดยุทธศาสตร์ได้ถูกสร้างขึ้นมา เผชิญหน้ากับมอนสเตอร์จำนวนมากที่กลายร่างมาจากผู้ก่อการจลาจล และทุกอย่างก็เป็นไปตามแผนการของผู้สังเกตการณ์ X ทำให้ Underground ติดกับดัก ขณะนี้ Shalom กำลังติดต่อใครบางคนผ่าน Schorl อยู่
“งั้นเหรอ? นั่นเป็นข่าวดีที่เลย คุณพูดเกินไป คุณต่างหากคือฮีโร่ตัวจริง หลั่งเลือดเนื้อที่แถวด่านหน้า เจอกับศัตรูตรงๆ ตำแหน่งของฉันที่ Paradeisos มอบหมายให้มีหน้าที่ช่วยเหลือคุณในทุกรูปแบบเท่าที่ทำได้ ตอนนี้ ฐานหลักถูกสร้าง ปลอดภัยเรียบร้อยแล้ว พื้นที่ป้องกันเปิดใช้งานแล้วด้วยเช่นกัน ถึงเวลาที่ต้องมุ่งความสนใจไปที่แถวด่านหน้า มีข้อมูลค่อนข้างน้อย ต่อจากนี้ Underground จะไม่อยู่นิ่ง ตอนนั้นแหละจุดที่ลำบากของจริง ฉันเองก็มีหน้าที่ภาระที่ฉันต้องไปทำ ขอให้โชคดีนะ เหล่าฮีโร่แห่ง Dis”
เมื่อบทสนทนาจบลง Schorl ก็เริ่มกระพริบแสงไฟสีฟ้า รายงานผลว่า ปฏิบัติการราบรื่น ทุกอย่างลงตัว ถึงเวลาต้องจัดการเรื่อง SHP-13
“ใช่ การวิเคราะห์ของคุณถูกต้อง การตามหาตำแหน่ง SHP-13 คือสิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนี้ ต้องใช้จังหวะนี้ปรับ SHP-13 ใหม่ให้กลายเป็นคนที่เชื่อถือได้จริงๆ หรือไม่ก็ต้องกำจัดภัยคุกคามแฝงนี้ทิ้งไปโดยสิ้นเชิง Paradeisos จำเป็นต้องตามหาเธอให้พบก่อนที่ Underground จะรู้ตัว จะ FAC MBCC 9th Agency หรือ HUSH ก็ไม่สามารถแทรกแซงได้ ไม่งั้นเป้าหมายจะถูกพบเจอโดย Underground แน่นอน พวกเขาควรอยู่ทีแถวหน้าต่อไป เพราะอย่างนั้น โปรดไว้ใจฉัน ฉันรู้ดีว่าจะต้องมอบหมายภารกิจนี้ให้ใคร แผนการนำตัวเธอกลับมาได้ถูกวางไว้แล้ว ถือว่านี่คือภารกิจสุดท้ายของฉัน ภารกิจที่สมบูรณ์แบบและปราศจากข้อผิดพลาด”
‘ยกเว้นว่ามีคนมาขัดขวางน่ะนะ’
Shalom พูดแล้วคิดในใจต่อ แต่พอความคิดนี้แล่นเข้ามาในหัว ก็มีแขกผู้ไม่ได้รับเชิญปรากฏตัวมาทันที
“อุ้ย? ปฏิบัติการใหญ่ใกล้จะสำเร็จแล้วเหรอ?” เสียงของ Coquelic ดังขึ้น
เดินออกมาจากเงามืดด้านหลัง มีดาบดอกไม้อยู่ในมือ ดูสภาพแล้ว คงหลบทุกระบบการแจ้งเตือนจนเข้ามาได้ แต่ Shalom ไม่หันกลับไปมองเพราะ Schorl ที่ลอยอยู่ข้างๆ ดูเตรียมพร้อมรับมือกับภัยแล้ว
เพิ่มเติม
-ฮีโร่ตัวจริง มีหลายคน แต่หนึ่งในนั้นมี Margaret (EDGE-10)

“ยินดีต้อนรับ ท่านอาจารย์ พวกเราได้พบตัวพวก Underground หมดแล้ว ประดับประดาไปด้วยดอกไม้ชวนขนลุก ฝีมือของเธอสินะ?” Shalom ถามไป
“อือฮึ~ ไม่ต้องขอบคุณหรอก เธอติดหนี้ฉันมากกว่าที่เธอจะจ่ายไหว ถ้าไม่ใช่เพราะฉันที่ไปสะกิดผู้บังคับบัญชของเธอเบาๆ พวกนั้นคงไม่ได้ไปเหยียบสนามรบหรอก เพราะงั้นแล้ว ต้องยกเครดิตปฏิบัติการฝั่งตะวันตกให้ฉันสิ จริงไหม?” Coquelic ตอบอย่างอารมณ์ดี
“แน่นอน ยอดเยี่ยมเกินคำบรรยายจริงๆ รับทำภารกิจที่สำคัญที่สุดของ Underground พุ่งเข้าจุดต่อสู้ที่อันตรายที่สุดระหว่างสองฝ่าย ทำให้เรื่องวุ่นวาย แล้วก็โยนทุกอย่างชี้กลับไปที่ Underground ในที่สุดเธอก็ได้ทำลายโซ่ตรวนที่ผูกรัดเธอมานานเสียที เป็นการลงมือที่ลงตัวและละเอียดอ่อนมาก ทำได้ดีจริงๆ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเธอถึงเต้นไปมาระหว่าง Paradeisos และ Underground ได้นานหลายปี” Shalom หันไปหา Coquelic พร้อมรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความเมตตา
“การที่เธอตัดขาดกับ Underground แล้ว... เธอสนใจมาเข้าร่วมกับฉันไหม?” Shalom ชวน แน่นอนว่า Coquelic ตกใจมากจนผงะตาโต
“จริงเหรอ? ได้เหรอ? เธอจะให้อภัยฉัน ยอมรับพวกเราเหรอ?” Coquelic ถามเสียงใส
“เฮ้อ… เหนื่อยว่ะ ตอแแหลกับหล่อนไม่ไหวละ” Coquelic ถอนหายใจแล้วยกดาบเข้าโจมตีทันที ปะทะเข้ากับโล่ของ Rahu ที่เข้ามาป้องกันทันที Shalom ไม่แม้แต่จะขยับเขยื้อนไปไหน
“โอ๊ยยยยย องครักษ์น่าสมเพชคนนี้อีกแล้วเหรอ? รอบก่อนที่เจอกันเธอยังดูมีชีวิตชีวามากกว่านี้อีก เกิดอะไรขึ้นล่ะ? ดาบฉันทำให้เธอหมดกำลังใจ กลายเป็นหมาเชื่องของยัยนั่นไปแล้วเหรอ? ฉันยังจำได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับหมาเชื่องตัวเก่า ตัวนั้นหายไปไหนซะแล้วล่ะ? ตายหรือร้องไห้ขาดใจตาย? ยังจะมีคนเชื่อยัยนี่อีกเหรอ? นี่ล้างสมองหรือทำอะไรเนี่ย?” Coquelic บ่น
เพิ่มเติม
-ทันทีที่ Coquelic ใช้ดาบฟาด กลีบดอกไม้สีแดงก็กระจัดกระจายปลิวไปทั่ว

“เธอดูใช้ชีวิตแบบไม่ใส่ใจไร้กังวลอะไรจริงๆ สะสางเรื่องแค้นเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย คนทั่วไปคงไม่กล้าทำแบบนั้นหรอก เพราะกลัวจะมีศัตรูเพิ่มขึ้น กลัวว่าคนสำคัญจะพลอยตกอยู่ในอันตราย… เป็นราคาอันสูงลิ่วที่ต้องจ่ายเพื่อการล้างแค้น เธอคิดว่าไงบ้างล่ะ? มันไม่ทำให้รู้สึกอะไรเลยเหรอ? แล้ว Garden ของเธอล่ะ?” Shalom ถามออกไป Coquelic หัวเราะกลับ
“เธอกำลังพูดถึงวัฏจักรของการแก้แค้นเกลียดชังสินะ วงจรนี้จะจบลงตรงไหน? ประเด็นที่เธออยากพูดคือประเด็นของเธอคือการให้คุณค่ากับผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้าเราในตอนนี้ใช่ไหม? ฉันคือหัวหน้าของกลุ่มนักฆ่า The Garden ผู้คนที่ต้องการล้างแค้นต่างก็มาหาฉัน แล้วเธอจะมาคุยกับฉันเรื่องความเกลียดชังน่ะนะ? เธอจะเลิกคุกคามฉันเพราะฉันยุติธรรมและมีเมตตางั้นเหรอ? ก็ไม่ เหตุผลเดียวที่เธอลังเล ก็เพราะเธอรู้ดีว่าการขวางทางฉัน ผลลัพธ์มีเพียงความตายเท่านั้น โลกใบนี้่ไม่เคยใจดีกับเราหรอก ต่อให้ฉันจะทำตามกฎเกณฑ์ให้ตายยังไงก็ไม่มีทาง สิ่งเดียวที่ให้อิสรภาพกับเราได้อย่างแท้จริงคือพลังที่ดิบบริสุทธิ์ ตาต่อตาฟันต่อฟัน
หรือว่าฉันจะควรจะสอนเรื่องนี้กับเธอแบบใกล้่ชิดตัวต่อตัวดี?” Coquelic พูดจบ Shalom หัวเราะเบาๆ
“ขอโทษทีนะ ด้วยพลังของเธอที่มี เธอจะทำอะไรตามใจชอบก็ได้แน่นอนอยู่แล้ว” Shalom เอื้อมไปหยิบกลีบดอกไม้มาเนียที่ปลิวว่อนไปมา ชื่นชมความงดงามของมัน ใช้ปลายนิ้วนิ้วบี้ถูวนแกนกลางกลีบดอกไม้เบาๆ ก่อนจะพูดต่อ
“ทั้ง Paradeisos และ Underground ต่างก็เกรงกลัวความบ้าคลั่งและพลังของเธอ กลัววันที่เธอจะไปเก็บขี้เถ้าของพวกเขา ตราบใดที่เธอยังมีชีวิตอยู่ จะ The Garden หรือ พลังผลิตบานของเธอก็ไม่ต้องห่วงว่าจะโดนย่ำยี ถ้าฉันเป็นเธอ ฉันคงจะสบายใจกว่านี้ แบบที่เธอเคยเป็น อยู่กึ่งกลางระหว่างสองฝั่งอย่างลงตัว แต่แล้ว ทำไมตอนนี้ถึงใจร้อนนักล่ะ?”
เพิ่มเติม
-ใครสั่งใครสอนให้ Shalom เล่นดอกไม้แบบนี้!!
-บทตรงนี้เหมือนดูละครหลังข่าวตบกันมาก…

“ทั้งสองฝั่งกำลังทำสงครามกัน แต่เธอกลับไม่หลีกทาง เลือกที่จะเอาตัวเองเข้ามาในสนามรบเอง รับงานจาก Underground ท้า Paradeisos แล้วตอนนี้ก็หันกลับไปทำร้าย Underground ซะเอง ราวกับว่าต้องการที่จะตัดขาดโซ่ทุกเส้นที่ผูกมัด The Garden ไว้” Shalom พูด
แต่สายตาของ Shalom จ้อง Coquelic สังเกตใบหน้าที่อ่อนเยาว์กว่าที่ควร ผิวที่ซีดเผือกราวกับว่าเวลาถูกหยุดไว้นานแล้ว คิดคำนวณเสร็จ Shalom ก็ยิ้มออกมา
“พลังที่ยิ่งใหญ่ของเธอแลกกับพลังชีวิตใช่ไหม? เหลือเวลาอีกกี่วันล่ะ? ท่านอาจารย์” Shalom พูดจบ บรรยากาศตึงเครียดทันที Coquelic จ้องตาไม่กะพริบ ชักดาบออกมาใหม่ดีๆ ไม่มีดอกไม้ตกแต่งแล้ว
“นี่แกกำลังอวยพรให้ฉันตายเหรอ? ช่างหยาบคายจริงๆ ขอบอกให้รู้ไว้เลยนะ จำนวนวันของฉันยังมากกว่าวันของแกแล้วกันย่ะ!” Coquelic พูดอย่างเกรี้ยวกราด
“ฉันแค่ถามเอง ฉันแทงใจดำเหรอ?” Shalom ยิ้มหวานแล้วหัวเราะ Coquelic พุ่งเข้ามาปะทะอีกครั้ง และก็เป็น Rahu ป้องกันไว้ได้อีกครั้ง
“ฉันจำ Segal ได้อยู่นะ จาก Underground น่ะ เป็นคนๆ หนึ่งที่หลบ HUSH ได้อยู่เรื่อยๆ จากรายงานแล้ว ไม่เธอมีพลังพิเศษบางอย่างหรือก็สามารถเข้าถึงพลังเวทของ Underground ได้ นั่นคือรางวัลของภารกิจในครั้งนี้ใช่ไหม? ถ้าจบทุกอย่างแล้ว The Garden ก็จะสามารถปกปิดที่ตั้งได้อย่างแนบเนียน” Shalom คาดเดา
“จะคิดอะไรก็คิดไป ต่อให้คิดถูกก็หาไม่เจอหรอก แกะเวทของ Underground ไม่ได้ด้วย ไม่งั้นเธอคงไม่วิ่งหามานานเป็นปีขนาดนี้หรอก หาทางเข้ายังไม่เจอซะด้วยซ้ำ พวกขี้แพ้!” Coquelic พูด
เพิ่มเติม
-ร่างกายของ Coquelic หยุดเจริญเติบโตนับตั้งแต่ตอนที่ได้รับพลังมา เพราะพลังของ Coquelic คือการใช้พลังชีวิตของตัวเองแลกกับพลังมหาศาล
-Coquelic เหมือนขายร่างกายวิญญาณตัวเองให้ตัวตนมาเนียไปแล้ว คล้ายๆกับ Milly (แต่ Milly ขายให้ Evelleon)

“เธอพูดถูก Paradeisos ไม่ได้ชำนาญด้านมาเนียเท่า Underground หรอก ทำให้พวกเขาหา The Garden ไม่เจอ อีกอย่าง ดอกไม้ของเธอเองก็เก่งซ่อนตัวกันมากเลย ด้วยชีวิตที่มีอยู่จำกัด เธอพยายามสร้างเส้นทางให้พวกเขา ท่านอาจารย์ เธอมีมุมที่อ่อนโยนใจดีมากกว่าที่เธอคิดอีกนะ” Shalom ชมออกมา Coquelic ถึงกับจิปาก
“แกนี่มันน่าคลื่นไส้ชะมัด ฉันทำตามใจที่ฉันอยากทำเท่านั้นแหละ ดูแล The Garden เพราะพวกนั้นดูแลรับใช้ฉันได้ดีต่างหาก ก็สบายดี”
“เธอพูดถูก พวกเขารักเธอมาก มากกว่าที่เธอรู้ซะอีก” Shalom พูด
Coquelic ได้ยินคำพูดพวกนี้ก็ขนลุก แต่อาวุธคริสตัลมาเนียในมือก็โดนเลเซอร์สีน้ำเงินยิงจนแตกไปเช่นกัน Schorl ที่ลอยอยู่ข้างๆ Shalom เปิดแกนกลางออกมา ก่อนจะหุบลงและกลายเป็นโล่เพื่อกลับไปปกป้อง Shalom
ทาง Coquelic พอจะรู้ฤทธิ์เดชของ Schorl อยู่ สามารถยิงลงมาจากท้องฟ้า ทำลายทุกอย่างได้ สำหรับ Sinner แล้วก็คงไม่ต่างจากเทพแห่งความตายที่ถูกสร้างโดยน้ำมือของมนุษย์ Paradeisos
“การวิเคราะห์ของเธอถูกต้อง Underground ได้สร้าง Sinner ที่อันตรายขึ้นมา ไม่แปลกใจเลยว่าทำไม Paradeisos ถึงแก้ปัญหาไม่ได้มานาน แต่พลังชีวิตของเธอถูกมาเนียใช้ไปเกือบหมดแล้ว การเคลื่อนไหวอันเชื่องช้าของเธอไม่ก่อให้เกิดภัยอันตรายใดๆ กำจัดเธอซะ X เพื่อภารกิจของตัวเธอเอง เธอต้องกำจัดทุกอย่างที่อาจจะทำให้ Underground เข้าแทรกแซงได้” Schorl พูดออกมา
Shalom มองข้าม Schorl ไป มอง Coquelic ที่สร้างดาบเล่มใหม่ขึ้นมาแล้ว คงสะสมพลังไว้เยอะน่าดูสำหรับการเดินทางอันยาวนานนี้
‘พวกคุณทั้งหมดกำลังประเมินเธอต่ำเกินไป… เธอไม่ได้ลังเลไม่ตัดสินใจ แต่จิตใต้สำนึกของเธอกำลังแสวงหาหนทางดิ้นรนหนีความตาย เธอปรารถนาที่จะไปพบจุดจบของตนในที่อื่น แต่วิธีนั้นใช้ไม่ได้หรอก Coquelic… ปลดปล่อยพลังทั้งหมดของเธอออกมาซะ ไม่งั้นการเบ่งบานของเธอจะถูกบดขยี้ก่อนที่จะได้ผลิบาน’ Shalom คิดในใจ แล้วกำกลีบดอกไม้มาเนียในมือจนเละ แล้วพูดออกมาเบาๆ

“ที่วิลล่า Erica แค่พูดชื่อของเธอ Garofano ก็แทบจะบุกเข้ามาโดยไม่คิดชีวิต ทุกข้อมูลปลอมที่เราเผยแพร่ออกไป Garofano สนใจเทคโนโลยีที่สามารถควบคุมมาเนียเพื่อยืดไขอายุได้ ดอกไม้ของเธอน่าจะกังวลน่าดู บอกเรื่องภารกิจนี้ไปรึยัง? ครั้งสุดท้ายที่เธอกลับไปเจอพวกเขาน่ะ เมื่อไหร่กัน? แต่ก็นานมากพอจนแค่ฉันปล่อยข้อมูลปลอมเกี่ยวกับเธอนิดๆ หน่อยๆ ก็ทำให้เด็กๆ ของเธอรีบมาตรวจสอบเลยล่ะ”
Shalom พูดจบ Coquelic ก็ตกใจ แต่ Shalom หยิบกลีบดอกไม้สีฟ้าออกมาจากกระเป๋า มีทั้งดอกไวโอเล็ต คาร์เนชั่น เบญจมาศ(Chrysanthemum) และลิลลี่ Coquelic ที่เห็นก็หรี่ตาทันที Shalom เผยรอยยิ้มออกมา ดื่มด่ำกับทุกอารมณ์และรายละเอียดของปฏิกิริยาที่ Coquelic แสดงออกมา
“เธอรู้รึเปล่า ว่าพวกเขาก็อยากปกป้องเธอเหมือนกันนั่นแหละ ฉันเสียใจด้วยนะ แต่เธอสร้างศัตรูไว้มากเกินแล้วน่ะ พอฉันได้รับคำสั่ง ฉันก็คงถอยหลังกลับไม่ได้แล้ว เธอปกป้องพวกเขาลำพังคนเดียวไม่ได้ตลอดไปหรอก บางอย่างโชคชะตาก็ถูกกำหนดมาแล้ว” Shalom พูดออกมา แต่ในใจคิดตื่นเต้น
‘หัวหน้าของ The Garden จะทำยังไงต่อ… จะทำได้ขนาดไหนกันนะ…’
เพิ่มเติม
-คนที่สนุกน่ะ Shalom ฝ่ายเดียวซะมากกว่า(ฮา) Coquelic โดนบู้บี้

วันที่ 23 เดือนสิงหาคม N.F. 113 17:20 ณ วิทยาลัยการแพทย์ Banyan ในโรงพยาบาลในสังกัดแห่งที่ 1 ห้องผู้ป่วยพิเศษ ฝั่ง Eastside Dole เลือกที่จะอยู่เฝ้า Christina ปลอกแอปเปิ้ลให้อย่างไม่คล่องมือ บ่งบอกว่าเขาไม่ถนัดดูแลคนอื่นมากๆ ตัดแต่ละชิ้นก็ไม่เท่ากัน แถมเกือบบาดมือตั้งหลายที ทางด้าน Christina ตอนนี้ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองเลย น้ำหนักลดฮวบ แถมแววตาไม่สดใสดั่งเดิม Dole พยายามคุยให้กำลังใจ แต่ไม่ทันไร งานก็โทรตาม ก่อน Dole ไป Christina ถามว่า
“ความยุติธรรมมีจริงหรือเปล่า?“
Dole ถึงกับตาแดงหั่นแอปเปิ้ล เอาใส่มือ Christina ให้กิน พยายามพูดให้กำลังใจมากขึ้น ก่อนจะออกจากห้องไปเพราะงานจริงๆ Dole ล็อกประตู เหมือนเป็นมาตรการกักขัง Christina ไม่ให้ไปไหน
ตกกลางคืน Christina เอาผ้าพันแผลที่แอบไว้มาพันเอวกับเตียงเข้าด้วยกัน เอามีดปลอกผลไม้ที่ Dole ทิ้งไว้ล้างแอลกอฮอล์ แล้วเฉือนเข้าที่หลังหูตัวเองเพื่อเอาเครื่องติดตามออก เอาเสาน้ำเกลือมาหักเพื่อใช้เป็นอาวุธ แม้จะยังไม่รู้ว่าความยุติธรรมมีจริงไหม แต่ก็ต้องไป Christina หนีออกจากทางหน้าต่าง
ครึ่งชั่วโมงถัดมา เสียงแจ้งเตือนดังทั่วทั้งโรงพยาบาล ดังสั่นจนครึ่งเมืองฝั่ง Eastside เริ่มรวมพลตามหา Christina
เพิ่มเติม
-MBCC บอกว่าจะไม่จับกุม Christina จนกว่าแผลจะหายดี ทีมสืบสวนพยายามพิสูจน์ว่า Christina จิตปกติดี ลุงที่ทำงานที่ FAC ก็พยายามใช้เส้นสาย
-Dole เป็นห่วง Christina มาก ถึงแม้ตอนแรกจะบ่นเยอะ แต่จริงๆ เป็นคนที่ดี

วันที่ 24 เดือนสิงหาคม N.F. 113 01:24 ณ บ้านของ Christina กับ Mireya เสียงเคาะประตูดังขึ้น Mireya ที่หลับอยู่ต้องลุกออกจากเตียงเพื่อไปนั่งบนวีลแชร์ เข็นไปเปิดประตู เจอกับตำรวจที่ขอเข้าตรวจบ้านด้วยความหยาบคาย Mireya ก็ขยับหลีกทางให้นิ่งๆ สีหน้าไร้อารมณ์ มองดูตำรวจที่ค้นหาทุกอย่างด้วยอุปกรณ์แปลกๆ ผ่านไปสักพัก Mireya ถึงขยับไปหยิบจดหมายจากผู้ที่เคยได้ Christina ช่วยไว้ บอกว่า ถ้า Christina จะซ่อนตัว ก็คงไปตามบ้านของคนพวกนี้มากกว่า
ตำรวจรับจดหมายมาก็หัวเราะเยาะก่อนจะชม Mireya ที่ให้ความช่วยเหลือในการจับกุม Sinner ที่เป็นภัยอันตราย
เพิ่มเติม
-กลุ่มตำรวจนี้ดูถูก Sinner เป็นอย่างมาก

วันที่ 24 เดือนสิงหาคม N.F. 113 02:03 ณ สุสานสาธารณะแห่งที่ 5 ของ FAC Christina ยืนตากฝนสีครามอยู่คนเดียว ที่นี่เป็นที่แรกที่ Christina คิดจะหนีมาซ่อนตัวแม้ว่าจะไม่มีร่มเงาให้หลบฝนก็ตาม ทำให้ตัวโชกไปด้วยฝนสีคราม ปฏิกิริยามาเนียร้อนผ่าวไปทั้งตัว รู้สึกเหมือนโดนเผาทั้งเป็น ได้ยินเสียงใครบางคนแต่ Christina ไม่มีแรงหนีแล้ว หันไปมอง เห็น Mireya กำลังเข้ามาหา พูดจาเหมือนดุว่าอยู่ แต่ Christina ไม่ได้ยินอะไรเลยเพราะมาเนียที่ดังอยู่ในหัว Mireya เข้ามาถึงตัวก็รีบจับข้อมือทันที ถามว่า
“มาทำอะไรที่นี่!?”
พร้อมกับเอาชุดกันฝนสีดำคลุมตัว Christina ให้ไม่โดนฝนสีคราม พร้อมกับรีบบอกให้ Christina หนีไปที่อื่น เพราะมีตำรวจมาที่บ้านแล้ว ไม่รู้ว่าแอบตาม Mireya มารึเปล่า Christina จะทำอะไรต่อ แต่ Christina ยังคงพูดย้ำๆ ว่าต้องหาความจริง ทำให้ Mireya เริ่มสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่ก็เดาไม่ยากว่าเป็นเพราะ Shalom ทำให้ Mireya บ่นต่อว่าเตือนแล้วนะ
Mireya เอากระเป๋าของ Christina ยัดใส่มือ ข้างในมีอุปกรณ์ครบทุกอย่าง รวมถึงอาวุธไม้เท้าสำรองของ Christina ด้วย พร้อมพูดให้กำลังใจว่า Christina มาได้ขนาดนี้เพราะตัวเอง เป็นนักสืบตัวจริง
“ถ้างั้นฉันไปก่อนนะ ขอบคุณที่มา”


วันที่ 24 เดือนสิงหาคม N.F. 113 04:21 ณ สำนักงานความมั่นคงสาธารณะพิเศษฝั่ง Eastside ในกรงขังลับพิเศษโซน W Thistle ที่โคม่าอยู่เพราะมาเนียสูง ต้องตื่นขึ้นมาเพราะเสียงแจ้งเตือนนิรภัยที่ดังสนั่นว่า โซน E-2 ถูกบุกรุก นักโทษหลายคนหลบหนีไปได้ Thistle ได้แต่ฟัง หวังว่าจะเป็นโซนของตัวเองบ้าง จะได้หนีออกไป แต่แล้วกำแพงห้องขังก็ถูกทุบทำลาย Thistle ตกใจมาก ไม่คิดว่าใครใน The Garden จะบ้าบิ่นขนาดนี้ แต่คนที่มาช่วยกลับไม่ใช่คนที่คิดว่าจะมาเลย
“เจอสักที” Christina พูด
“เธอ!?” Thistle ตกใจมาก
Christina ฟาดโซ่ทั้งหลายที่ผูก Thistle ไว้แล้วรีบคว้าตัว Thistle หนีออกไปทันที
“ปล่อยฉันนะ! นี่จะทำอะไรเนี่ย?” Thistle ถามด้วยความโมโห
“พาฉันไป The Garden เดี๋ยวนี้เลย!” Christina รีบสั่ง
“ไปตายซะ! ทำไมฉันต้อง...” Thistle ยังไม่ทันพูดจบ Christina พูดขัดทันที
“5 วันที่ผ่านมา มีแต่ข่าว Coquelic ตายแล้วเต็มไปหมด แต่อย่ากลัว มันน่าจะเป็นข่าวปลอมเพื่อหลอก The Garden เธอก็เคยโดนหลอกมาแล้วนี่ ฉันเห็นหน่วย HUSH ออกปฏิบัติการเต็มยศ ถ้าเธอรู้ทาง ต้องรีบเดี๋ยวนี้เลย มีทางลัดก็ต้องใช้แล้ว ไม่งั้นบ้านเธอจะหายไปนะ!” Thistle ได้ยินแบบนั้นก็ตกใจกลัวมาก รีบคว้าข้อมือของ Christina หลบตำรวจที่เข้ามาขวาง พุ่งตัวเข้ากำแพง
“ทุบกำแพงเลย!” Thistle สั่ง Christina ก็ทุบตามสั่ง
ทำให้กำแพงมีรูโบ๋ใหญ่ยักษ์ Thistle รีบคว้า Christina แล้วกระโดดออกจากตึกสูงทันที ในระหว่างที่ร่วงลงไป Thistle กรีดบาดแผลตื้นๆ ลงบนฝ่ามือ แผลเปิดออก ขยายกว้างกลายเป็นรูปทรงใบหลิว ตรงกลางเรืองแสงเหมือนดวงตาบางอย่าง แล้วก็มีหลุมดำเปิดออกกลางอากาศ ทั้งสองคนพุ่งตรงเข้าไปในหลุมนั้น Christina ตกใจจนร้องเสียงหลง
เพิ่มเติม
-ตึกสูงมาก... เป็นสิบชั้นได้
-เหมือนพระเอกละครมาง้อนางเอกอ่ะ(มั้ง)
-Christina สั่ง Thistle บอก NO แต่พอ Thistle สั่ง Christina บอก YES

เวลา 04:30 ณ พื้นที่เวทอะไรสักอย่าง Christina ลืมตาขึ้นมาอีกที ก็ไม่ได้อยู่ใน DisCity แล้ว รอบตัวดูมืดหม่น เงียบสงบ เหมือนถูกตัดขาดออกจากโลกความเป็นจริง
“นี่พลังอะไรเนี่ย? ฉันอยู่ที่ไหน?” Christina ถามแต่ไม่ได้คำตอบ
Thistle รีบลุกแล้วดึง Christina ออกจากหลุมดำ จ้องมองหลุมดำ ในมือของ Thistle ตอนนี้มีมีดไฟอยู่ จากหลุมดำนั่น อยู่ดีๆ ก็มีกระสุนยิงขึ้นมา หน่วย HUSH โผล่หัวตามมาด้วย Thistle รีบเอามีดทิ่มลงไปทันที พยายามกันไม่ให้พวก HUSH เข้ามาได้ จนกระทั่งหลุมดำนั้นหุบลง Thistle ถึงผ่อนคลายได้ หายใจหอบ Christina มองรอบๆ เห็นอาคารหลังหนึ่งอยู่ไกลๆ
“เร็ว..กลับไป The Garden...ที่นี่คือฐานทัพสุดท้ายที่สมาชิกของ The Garden เท่านั้นที่สามารถเปิดประตูมาได้ แต่มันใช้เวลาปิดนาน ก็แบบที่เธอเห็นเมื่อกี้ ดีนะที่พวกนั้นไม่ได้โยนเครื่องติดตามตัวมา ไม่งั้นฉันคง...” Thistle บอก
ทั้งสองคนพยายามพยุงกันและกัน คนหนึ่งร่างกายบาดเจ็บ อีกคนมาเนียพุ่งสูง พากันเข้าไปในอาคารหลังนั้น แต่สัญลักษณ์บนมือของ Thistle คุ้นเคยดี เหมือนกับสัญลักษณ์ที่อยู่บนหุ่นเชิดของ Underground ไม่มีผิด
“พลังของ the Garden เหรอ?” Christina ถามออกไป
“ไม่ใช่ ท่านอาจารย์บอกว่าเป็นค่าตอบแทนของภารกิจล่าสุดน่ะ ในที่สุด The Garden ก็จะไม่มีใครมารบกวนสักที...” Thistle ตอบ แต่ Christina ยังคงคิดต่อ ว่าเป็นที่ปลอดภัยที่ Underground ให้สินะ... เทคโนโลยีอะไรกันนั่น?
พอทั้งสองคนเข้ามาถึงอาคาร สภาพตรงหน้าดูไม่ได้เลย สีแดงเลือดเต็มไปหมด Christina รีบฉีดยาสลบเพื่อไม่ให้ Thistle สติแตกก่อนเลย แล้วอุ้มร่างของ Thistle ไปวางพักไว้ก่อน
เพิ่มเติม
-Christina ขโมยยาสลบมาจากโรงพยาบาล ใช้ฉีดทหารยามที่คุมคุกขังของ Thistle

วันที่ 24 เดือนสิงหาคม N.F. 113 04:35 ณ จุดเกิดเหตุ the Garden สภาพห้องเละเทะ อาวุธกระจัดกระจาย ห้องเต็มไปด้วยกลิ่นดอกไม้เหี่ยวแห้งพร้อมกับกลิ่นหวานๆของเลือดที่เริ่มเป็นก้อนแล้ว
ที่ฉากกั้นห้องโดนกระสุนยิงขาดกระจุย เปื้อนเลือดที่กระเซ็นโดน พยายามนึกภาพเหตุการณ์ ตามร่องรอยแล้วก็พบกับกระดาษโน้ตที่ถูกฉีกออก
บนม้วนคัมภีร์มีรอยมือเปื้อนเลือดที่ป้ายแล้วลากลงเปื้อนอยู่ ลองตามร่องรอยก็เจอกับกระดาษที่ฉีกออก มีการขีดเขียนอะไรบางอย่างไว้ ก่อนจะลองนึกภาพเหตุการณ์ คนที่ทิ้งรอยน่าจะโดนทำร้ายจนยืนไม่ไหวเลยต้องพยุงตัวเองเข้ากับกำแพง อาจจะพยายามหยิบอาวุธที่ซ่อนอยู่ด้านหลังม้วนคัมภีร์นี้


ตรงกลางห้องมีอาวุธที่ถูกปักไว้หลายเล่ม ดูเหมือนอาวุธปกติของ The Garden แต่มันดูเหมือนจงใจเกินไป หาดูดีๆ ก็เจอเศษกระดาษที่ข้างใต้ นำกระดาษที่ได้สองแผ่นก่อนหน้ามาต่อกันแล้ว ได้ข้อความที่เขียนด้วยลายมือที่แสนคุ้นเคยของ Shalom ว่า
‘ดอกไม้บอบบาง เปราะบางและแตกหักได้ง่าย ช่างเหมาะจะเป็นเครื่องตกแต่งอันงดงามสำหรับงานเลี้ยงของเรา’
เสียงของ Shalom ดังขึ้นในหัว Christina เครียดจนหมดแรงกรี๊ดออกมา เริ่มหัวตื้อ คิดไม่ออกเพราะมาเนียที่พุ่งสูง อยากสืบาสวนต่อ แต่ก็ต้องล้มฟุ่บกับพื้น ข้างๆรอยเลือดที่แห้งไปแล้ว ยิ่งทำให้ Christina มีอาการ PTSD มากกว่าเดิม
Christina พยายามหายใจเข้ามากๆ พยายามปลอบตัวเอง ลืมตาขึ้นอีกครั้งเพื่อสืบสวนต่อ ฝืนใจสู้ความกลัวในใจ ตรวจสอบกลีบดอกไม้ที่กระจัดกระจาย มีบางกลีบที่ไม่เปื้อนเลือด เริ่มรู้สึกเหมือนมันดูรุนแรงเกินไปจนคล้ายกับการจัดฉาก Christina ตรวจสอบเพิ่มขึ้น ของบางอย่างในห้องร่วงแตก แต่กลับไม่มีเลือดเปื้อน
Christina เริ่มคิดว่านี่คือการจัดฉากของ Shalom แน่นอน Chrsitina เริ่มคิดต่อว่า Shalom ต้องการอะไรกันแน่
เพิ่มเติม
-โปรดจำเหตุการณ์นี้ไว้ดีๆ เหตุการณ์ต้มเล้งแกงหม้อใหญ่ของ Shalom ต่อจากนี้

กลับมาดูเหตุการณ์อีกด้านหนึ่ง Schorl ดูลังเลอะไรบางอย่าง Shalom จึงถามออกไป
“คุณดูงุนงง อะไรบางอย่าง อยากสแกนดูสักหน่อยไหม?” Shalom ถาม Schorl
“การสแกนสำเร็จแล้ว Paradeisos ตรวจดูแผนการของคุณโดยรวมแล้ว ถึงแม้ว่าหลายๆ จุดจะแปลก แต่ก็มีเหตุผลและตรงตามเป้าหมาย ไม่ว่า Coquelic จะหลงเชื่อหรือไม่ ชีวิตก็ถึงขีดจำกัดแล้ว The Garden ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป คุณหาวิธีหลบ Underground เพื่อพาตัว SHP-13 กลับมาได้ แผนการของคุณเชื่อถือได้”
“จริงเหรอ? คุณดูไม่เหมือนปกติสักเท่าไหร่ ฉันเลยนึกว่าฉันทำอะไรบางอย่างพลาดไปและกำลังจะถูกตรวจสอบ” Shalom ยังคงพูดตื๊อ Schorl
“...ตอนแรก การประเมินความเสี่ยงของคุณอยู่ในเกณฑ์ที่สูงมาก พวกเรานึกว่าคุณจะทำให้ระบบแจ้งเตือนทำงานและทำลายคุณทิ้งทันที แต่ก็ไม่เกิดขึ้น พวกเราอยู่ข้างคุณมาเสมอ และมันชัดเจนมากว่าแผนที่คุณสร้างมาในระยะเวลาที่ถูกกำหนดไว้ใจได้เสมอ Paradeisos ไว้ใจคุณ Underground ระแวงคุณ Sinner ที่แตกต่างก็อยู่ภายใต้การควบคุมของคุณ คุณคือ HUSH ที่เพอร์เฟคและเหมาะสมที่สุด 9 ปีเป็นระยะเวลาที่สั้นเกินไป พวกเราเสียใจอย่างสุดซึ้งที่ต้องเลิกการใช้งานและทำลายคุณ มันคงยากที่จะหาคนเข้ามาแทนคุณที่จะทำได้ดีเท่าคุณในอนาคต ถ้าเรายังมีเทคโนโลยีการโคลนนิ่งก็คงดี Paradeisos คงจะได้โคลนนิ่งคุณอีกหลายๆ ร่าง เพื่อรักษาความสเถียรของ HUSH”

Shalom ได้ยินแบบนั้นก็หัวเราะ
“การโคลนนิ่งใช้ได้กับแค่ร่างกาย แต่ความคิดและประสบการณ์ไม่สามารถส่งต่อได้ ความรู้สึกกำลังทำให้คุณไขว้เขว นอกเหนือจากนั้นแล้ว ภารกิจของฉันยังไม่จบ อย่ารีบบอกลาฉันสิ ยังเหลืออีกขั้นตอนหนึ่ง...”
Shalom เล่นกับจดหมายลับที่ได้มาจากสายลับที่ส่งไปแทรกซึมที่ Underground แผนการของพวก Underground คือ ยื้อให้ HUSH-X มีชีวิตไว้แล้วล่อ HUSH-X ด้วย The Garden เพื่อให้ HUSH-X จะไปจัดการ The Garden ซึ่งแน่นอนว่า Shalom ฉวยโอกาสนี้ในการใช้หาผลประโยชน์จาก Coquelic แผนหลักและแผนสำรองพร้อมแล้ว น่าสงสาร Coquelic ที่อยู่ตรงกลางจริงๆ Shalom รอให้ Coquelic มาหาอยู่ คาดหวังว่า Coquelic จะไม่ทำให้ผิดหวัง
เพิ่มเติม
-Paradeisos อยากโคลนนิ่ง Shalom เก็บไว้เพราะเป็น HUSH ที่ดีที่สุดสำหรับพวกเขามากๆ

วันที่ 26 เดือนสิงหาคม N.F. 113 02:13 ณ ห้องการสังเกตการณ์พิเศษ ฐานปฏิบัติการร่วมชั่วคราว FAC-Paradeisos ที่นี่คือห้องที่จัดเตรียมไว้ล่อ Coquelic โดยเฉพาะ Paradeisos เลือกจุดที่มีอุปกรณ์ลบล้างมาเนียมากที่สุด หนาแน่นที่สุด กองทัพ HUSH elite ที่ดีที่สุด แต่ Coquelic กำจัดทุกอย่างได้อย่างง่ายดาย พังประตูเข้ามาอย่างสง่าผ่าเผย ฆ่าทุกสิ่งที่ขยับได้ด้วยความเกรี้ยวกราด จนไม่เหลือใครแล้วนอกจาก Shalom แล้ว Coquelic ค่อยๆ เดินเข้าไปหา
“...หมาเชื่องของเธอหายไปไหนแล้วล่ะ? ปล่อยไปที่อื่นจะได้มาเจอฉันเหรอ?”
“Rahu… น่ะเหรอ? ทำภารกิจน่ะ ยังมีสิ่งที่ต้องไปจัดการ แล้วฉันต้องมาเจอเธอก่อน ก็เลยให้ Rahu ไปจัดการแทน ทำงานได้ดี Paradeisos ก็จะไว้ใจ” Shalom ตอบ
“เหอะ ปล่อยหมาไปเดินเล่นทำไมเนี่ย? ยุ่งยากจริง ฉันต้องวิ่งไปมาสองรอบเพื่อจัดการสองคนเลยเหรอ”
เพิ่มเติม
-เสียงพากย์ CN กับ KR น้ำเสียงของ Shalom คือไม่ได้ใส่ใจ Rahu เท่าไหร่ ตัวเธอตอนนี้ต้องการเจอ Coquelic มากๆ

Shalom มอง Coquelic ที่เข้าใกล้มาเรื่อยๆ Schorl ลอยอยู่เบื้องหน้าเพื่อปกป้อง ยังคงส่งสัญญาณไปที่ด้านนอกเพื่อขอกำลังเสริม พร้อมกับพลังงานที่รวบรวมไว้ที่แกนกลาง แจ้งเตือนให้ X ถอยทันที เพราะอารมณ์ของ Coquelic ไม่คงที่ แต่ Shalom ไม่ขยับ ยังคงมอง Coquelic ที่โชกเลือด ตาแดงก่ำเดินเข้ามา
“เธอดูใจเย็นดีนะ” Shalom พูดออกไป
“เธอคาดหวังให้ฉันทำตัวยังไงล่ะ? ร้องไห้จนสิ้นใจ? เป็นบ้าจนอกแตกตาย? เหอะ ไม่ล่ะ ถ้าเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ก็โทษได้แค่ตัวเองเท่านั้นแหละ ฉันพูดมาเสมอ ว่าถ้าทำไม่ได้ ก็อย่ารับงานใหญ่ ปกป้องตัวเองก็พอ ฉันไม่ต้องการความช่วยเหลือของใคร …พร่ำสอนไปขนาดนั้น แต่พวกเขาก็ยังเป็นคนโง่ จะให้ฉันทำยังไงล่ะ? ก็ช่างมันเถอะ ดอกไม้ The Garden จะอยู่หรือตาย พวกเขาก็ควรเตรียมพร้อมแต่แรกแล้ว แต่เธอน่ะ อายุเท่าไหร่ ยัยสาว Paradeisos? 26? คลานออกมาจากโหลแก้ว Paradeisos ได้กี่ปีแล้วล่ะ? ทิ้งข้อความแบบนั้นไว้... จะยั่วโมโหกันเหรอ? นี่แกกำลังดูถูกฉันเหรอ?” Coquelic พูด
เพิ่มเติม
-Coquelic ร้องไห้มา หลังจากอ่านกลอน Shalom ไป
-ตรงนี้ยืนยันจากบทพูด Coquelic ว่า Shalom อายุ 26 ปี และในเอกสารของ HUSH-X ที่ Coquelic มี


บรรยากาศเปลี่ยนไป HUSH รุ่น Elite สี่ห้าตัวรีบพุ่งมายืนปกป้อง Shalom ทันที แต่ก็โดน Coquelic แทงจ้วงจนเหมือนลูกชิ้นที่โดนไม้เสียบ จัดการเสร็จ Coquelic พุ่งเข้าหา Shalom ทันที
“แกเป็นใครบังอาจะมาเล่นสกปรกกับฉัน!?”
Coquelic สู้กับเหล่า HUSH Elite ที่เหลืออยู่จนชนะ เดินเข้าหา Shalom ต่อ
“ฉันถูกพรากทุกอย่างไปมากกว่าหนึ่งครั้งแล้ว ยังไงซะ โลกใบนี้ก็มีพวกสารเลวอยู่มากเกินไป ครั้งแรก มีคนมาเตะแมวฉัน แก่กว่าฉันตั้งหลายปี เป็นคนไม่เอาไหน ฉันเลยทุบตีเขาอยู่นาน ทำให้เขามีแผลเป็นที่ไม่มีวันหายไปทั่วตัว ทั้งหน้าและมือ ครั้งสอง มีคนพรากครอบครัวของฉันไป ฉันเลยเข้าคฤหาสน์ของเขาไปฆ่าทุกคนที่ขวางหน้า พอหัวหน้าตระกูลเหลือตัวคนเดียว เขาคุกเข่า อ้อนวอนฉันทั้งน้ำตา 4 ชั่วโมงจนคอแห้ง แล้วฉันก็ฆ่าเขาไป ครั้งสาม มีคนเอาดวงตาของเพื่อนฉันไป ฉันเลยขังเขาในห้องมืด ผ่านไปสองเดือนเขาก็ปลิดชีวิตตัวเอง เหอะ นั่นยังไม่ใกล้กับคำว่าตลอดชีวิตเลยด้วยซ้ำ ครั้งสี่ ห้า หก… ฉันจำไม่ได้แล้วล่ะว่าเจอมากี่ครั้ง”
Coquelic ดึงดาบออกมาจากศพ HUSH ใต้เท้า แสงสีฟ้าจาก Schorl พุ่งตรงมา Coquelic กวัดแกว่งต้านไว้ได้หมด
“หลายคนที่มาขอให้ฉันล้างแค้นให้ต่างก็อยู่ในความเจ็บปวด เจอครั้งเดียว พวกเขาจำความรู้สึกได้แม่นขึ้นใจ คิดว่าคงเดินหน้าต่อไม่ไหว สิ้นหวังไปหมด แต่ถ้าเจอความรู้สึกนี้ซ้ำๆ พวกเขาจะเข้าใจเอง ว่าไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ ตราบใดที่ใจยังสู้ ตาต่อตา ฟันต่อฟัน จะไม่มีใครแตะต้องสิ่งที่เป็นของ Coquelic คนนี้ได้ ฉันจะเอาคืนมาทุกอย่าง ต่อให้กลับมาสภาพพังแค่ไหนก็ต้องกลับมา มนุษย์น่ะ แข็งแกร่งจะตาย พังยังไงก็จะมีต้นกล้างอกมาใหม่เสมอ ใครที่ขวางทางฉันก็จบเหมือนกันหมด ฉันจะเกิดใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า ครั้งนี้ก็เช่นกัน”
Coquelic สู้กับเลเซอร์ของ Schorl ไม่หยุดยั้ง เลเซอร์สีน้ำเงินจาก Schorl ค่อยๆ ชำระล้างมาเนียจากดาบ Coquelic ไป จนแตกสลาย ร่วงหล่นสู่พื้น Coquelic ไม่ยอม วางมือลงบนอกซ้ายตัวเองแล้วดึงดาบออกมาใหม่ เป็นดาบพิเศษที่ทำจากพลังชีวิตและวิญญาณของ Sinner ระดับ S ทำให้เอาชนะแสงเลเซอร์สีน้ำเงินของ Schorl ได้ ต่อให้เป็นลำแสงจากท้องฟ้า Coquelic ก็ปัดป้องได้เหมือนร่ม

“เล่นกับชีวิตคนอื่นง่ายนักเหรอ คิดว่าจะกำจัดฉันได้ง่ายๆ เหรอ?” Coquelic เข้าไปถึงตัว Shalom แล้ว
“ฉันไม่กล้าหรอก ท่านอาจารย์ ฉันรู้ว่าเวลาของเธอยาวนานกว่าของฉันมาก เธอรู้ดีกว่าฉันว่าอะไรถูกชะตาลิขิตไว้แล้ว”
Schorl ตัดสินใจแล้ว ไม่สามารถหยุดยั้ง Coquelic ได้ ทำให้ Schorl หันหน้าเข้าหา Shalom แต่สายเกินไป Coquelic ฟาดทำลาย Schorl ทิ้ง ทิ่มทะลุไปถึงอกของ Shalom แล้วดึงดอกมาเนียออกมาจากตัว Shalom
เพิ่มเติม
-Schorl เหมือนจะตัดสินใจทำลาย Shalom ทิ้งก่อนที่ Coquelic จะได้ไป…

ดอกไม้เริ่มผลิบานออกมาจากอกของ Shalom ใบหน้าเริ่มซีด ดวงวิญญาณและชีวิตถูกแปรเปลี่ยนกลายเป็นมาเนียโดยฝีมือของ Coquelic ที่เกรี้ยวกราด
“ฉันเดาว่าเธอคงไม่ตายแบบนี้หรอก นังปีศาจแห่ง Paradeisos เพราะงั้น ผลิบานซะ! ให้ฉันได้เห็นว่าดอกไม้แบบไหน ปีศาจหยิ่งผยองและไร้ความเป็นมนุษย์อย่างเธอจะผลิออกมา ให้ฉันได้เห็นว่าชีวิตของเธอมันอัปลักษณ์แค่ไหน ฉันจะได้รู้ว่าควรระบายอารมณ์ล้างแค้นแกยังไง!”
Shalom ไม่ทำอะไร ไม่ตอบโต้ เหมือนกับที่มอง Schorl ละลายกลายเป็นขี้เถ้า มองดูดอกไม้คริสตัลค่อยๆ เบ่งบานขึ้นมาบนอกของตัวเอง กำแพงบาเรียทุกอย่างที่ Paradeisos ทำไว้พังหมด คนที่ทำสิ่งที่จับต้องไม่ได้คือ Sinner ที่อยู่ตรงหน้านี้ เผาทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า เบ่งบานอยู่ในความมืด Shalom ยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจอย่างมาก
“นี่คือพลังที่เธอแลกชีวิตมาสินะ ยอมแลกอนาคตทุกอย่างเพื่อพลังและอิสรภาพ มีแค่ Sinner เท่านั้นแหละที่จะเลือกแบบนี้ มีแค่เธอเท่านั้นที่ทำได้ขนาดนี้ น่าทึ่งจริงๆ ขอบคุณนะ ที่แข็งแกร่งและไม่ยอมอ่อนข้อ ฉันรู้ว่าเธอทำได้และต้องชนะได้แน่” Shalom พูด
เพิ่มเติม
-สรุปแล้ว Shalom จงใจหลอกให้ Coquelic มาทำลาย Schorl รวมถึงข้อจำกัดหลายๆ อย่างที่ Paradeisos วางไว้ที่ Shalom อย่างเช่น Rules

และแล้ว สัญลักษณ์สามเหลี่ยมที่เย็นยะเยือกก็ปรากฏขึ้นมาบนดวงตาของ HUSH ก่อนที่ Coquelic จะไหวตัวทัน ดอกไม้ที่ Coquelic กำลังดึงอยู่กลับมีอะไรบางอย่างที่น่ากลัวออกมา รู้สึกเหมือนมีตัวอะไรบางอย่างที่ขนาดใหญ่ยักษ์อยู่ด้านหลัง เป็นปีศาจที่แท้จริง(Rebel)
“แกไม่ได้กำลังผลิดอกไม้… นี่แก…!”
แล้ววินาทีถัดมา สติสัมปชัญญะของ Coquelic ก็ถูกตัวตนขนาดใหญ่(Rebel)ตัวนั้นกลืนกิน


Coquelic รู้สึกตัวอีกทีก็อยู่ในที่แปลกๆ เป็นห้องทรงสามเหลี่ยม สูงหลายร้อยเมตร ก่อนจะหันไปเห็นแสงอะไรบางอย่างที่เห็นแล้วก็รู้สึกเหมือนเรียกให้ไปหา Coquelic เดินเข้าไปช้าๆ ห้องสามเหลี่ยมนี้แคบลงเรื่อยๆ แต่เพดานก็สูงขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน จนมาถึงห้องที่ว่างเปล่าแต่กว้างขวาง มีช่องแคบเล็กๆ ที่ส่องแสงตรงหน้า Shalom ยืนอยู่ตรงกลางด้านหน้าช่องแคบนั้น

“ยินดีต้อนรับท่านอาจารย์ เธอได้แทรกซึมเข้ามาอย่างสำเร็จ” Shalom พูดทักทาย Coquelic ยกมือจะดึงดาบ แต่มีหนามสีน้ำเงินทิ่มแขนจนหมดแรงซะก่อน ทำลายมาเนียไปจนหมดสิ้น
“รบกวนไม่ใช้พลังได้ไหม? ถ้ามีความคิดอะไรแผลงๆ ก็บอกกันดีกว่า แต่อย่าทำอะไรเลย ในพื้นที่นี้ มาเนียและการกบฏคือสิ่งต้องห้าม”
“จริงเหรอ?” Coquelic ไม่เชื่อ
เอื้อมมือไปจ้วงอกของ Shalom พยายามดึงดาบออกมา แต่มีเพียงแค่เลือดจาก Shalom ที่ยืนเฉย และหนามสีน้ำเงินเท่านั้นที่ทิ่มแทงมือของ Coquelic เธอเข้าใจทันทีว่านี่ไม่ใช่พลังของ Shalom แต่เป็นกฎอะไรบางอย่างที่เหนือกว่า
“ถ้านี่เป็นบทลงโทษของฉัน ก็ไม่เป็นไรหรอก” Coquelic พูดจบ คว้าคอของ Shalom แล้วดันกระแทกลงพื้น หนามสีน้ำเงินทิ่มทะลวง Coquelic อีกครั้ง
“เทคโนโลยีของ Paradeisos นี่ดีเนอะ ฉันฆ่าแกที่นี่ไม่ได้ใช่ไหมล่ะ? ที่นี่คือพื้นที่จิตสำนึกของใคร?” Shalom ยิ้มตอบแต่ไม่พูดอะไร แต่ Coquelic กลับได้ยินหัวเราะดังจนกึกก้องอยู่ในหัวตัวเอง Coquelic ขนลุกจนรีบปล่อยอีกฝ่ายโดยทันที

“ฉันทำให้เธอกลัวเหรอ? ฉันพูดไม่ได้เพราะคอฉันโดนบีบอยู่น่ะ ก็เลยสื่อสารผ่านจิตแทน น่าขนลุกใช่ไหมล่ะ?” Shalom พูดพลางลุกขึ้นยืน ปัดฝุ่นที่กระโปรง แล้วมอง Coquelic ตรงๆ
“พื้นที่มิติแห่งจิตสำนึกนี้คือแนวขอบของเหตุผลที่ Paradeisos สร้างขึ้น อยู่ในการคุ้มกันอย่างแน่นหนา และทำหน้าที่เป็นแนวหน้าในการสังเกตมาเนีย” Shalom ตอบ
“อ่อ... แปลว่า ด้านหลังรอแยกนั่น คือใจกลางของ DisSea เหรอ?” Coquelic ถามด้วยความสงสัย
“ก็ไม่ลึกขนาดนั้น แต่ก็ใกล้จุดกำเนิดมากกว่า Black Ring ทั่วๆ ไป ที่นี่เลยมีกฎระเบียบที่เคร่งกว่าที่อื่น เพื่อควบคุมความคิดและการกระทำชั่ววูบ ป้องกันไม่ให้มาเนียจากอีกฟากหลั่งไหลเข้ามา เธอเป็น Sinner แถมเป็นผู้มาเยือนที่ไม่คาดคิด เธอคงจะรู้สึกอึดอัดสินะ” Shalom พูด
ซึ่งก็ไม่ผิดซะทีเดียว Coquelic ยกมือตัวเองขึ้นมาดู เห็นแสงสีน้ำเงินที่ห่อหุ้มอยู่ รู้สึกชาๆ โดนเข็มทิ่มอยู่เรื่อยๆ แม้จะไม่ได้ทำอะไร ให้ความรู้สึกเหมือนฝนสีครามที่กำจัดพลังมาเนียไปได้อย่างสิ้นเชิง Coquelic เงยหน้ามอง Shalom อีกครั้ง Shalom กลับไม่มีร่องรอยอะไรแบบนั้น แถมดูสงบปกติดี(ปกติ๊)
“เธอก็เป็น Sinner นี่ ทำไมถึงไม่โดนอะไรเลย?” Coquelic ถามอย่างไม่ค่อยพอใจสักเท่าไหร่
“เพราะฉันอยู่ที่นี่มาตลอดไง ฉันคุ้นเคยกับกฎที่นี่ดี ไม่ว่ากฎจะซับซ้อนแค่ไหนก็ห้ามอิสรภาพของฉันไม่ได้หรอก ฉันเป็น Sinner HUSH รุ่นที่ 7 Paradeisos ตัดแยกอารมณ์ของฉัน และส่งไปยังอีกฟากหนึ่งของมิตินี้ ด้วยวิธีนี้ ตัวตนฉันที่ขับเคลื่อนด้วยเหตุผลจะยืนหยัดอยู่แนวหน้า ส่วนตัวตนด้านอารมณ์จะจมลึกลงไปในมาเนีย เพื่อสังเกตความเปลี่ยนแปลงของโลกและหัวใจมนุษย์แทนพวกเขา” Shalom อธิบาย
“...นี่คือเทคโนโลยีที่ทำให้ Underground ต้องสั่นสะเทือนไปหมด น่ารังเกียจ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเธอถึงได้เหมือนหุ่นเชิดไร้หัวใจ” Coquelic พูด Shalom ยิ้มเยี่ยงหุ่นเชิดตอบกลับ(กวนแท้)

“ตอนนี้เราอยู่ในยุคที่โหดร้าย มนุษย์มักต้องเผชิญกับปัญหาที่ซับซ้อนเกินจะแก้ไขลำพัง พวกเขาต้องการใครสักคนมาคอยสังเกตสถานการณ์ วิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลง เสนอทางแก้ และลงมือปฏิบัติ ทำให้มันเกิดขึ้นจริง ซึ่งฉันถนัดในสิ่งเหล่านี้ งานของฉันคือการรับคำขอและค้นหาคำตอบที่เหมาะสมให้กับทุกปัญหา เพราะงั้นตอนนี้ ฉันเองก็ช่วยเธอได้เช่นกัน” Shalom พูดจบ Coquelic หัวเราะลั่น
“ช่วยฉันงั้นเหรอ? หลังจากสิ่งที่แกทำลงไป แกยังคิดจะซ่อมหน้ากากที่แตก แล้วให้ฉันมานั่งฟังเรื่องเหลวไหลไร้สาระของแกอีกเหรอ? แกเห็นว่าฉันเป็นคนโง่ขนาดนั้นรึไง?!”
“แน่นอนว่าเธอไม่ใช่คนโง่ เพราะงั้น ฟังฉันก่อน เธอก็รู้ดี ว่าต่อให้ไม่มีฉัน มีคนอีกเป็นร้อยที่ต้องการฆ่าเธอ และฉันเป็นเพียงแค่คนเดียวเท่านั้นที่ยังพร้อมที่จะคุยตกลงกับเธอได้ โชคชะตาของ The Garden น่ะ จบลงนานแล้ว โดน Underground ผูกมัดไว้ ไปไหนไม่ได้ สุดท้ายแล้วก็ต้องตายเพราะการปะทะกันของสองฝ่าย โชคชะตาของคนที่ติดอยู่ตรงกลางน่ะ อยู่ในกำมือของทั้งสองฝ่าย สงครามรอบใหม่ก็กำลังจะเริ่มต้นขึ้น จะมีหรือไม่มีฉัน การหนีไปก็เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากสำหรับเธอ ไม่งั้นเธอคงไม่ดิ้นรนขนาดนี้ บ้านที่แสนปลอดภัยที่เธอสร้างขึ้นมาจะพังลงทันทีที่ชีวิตของเธอจบลง ครั้งนี้ ต่อให้ล้างแค้นแค่ไหนก็ช่วยไม่ได้ ต่อให้เธอฆ่าฉัน ฆ่าทุกคนจาก Underground หรือ Paradeisos จะฆ่าคนทั้งโลกเลยก็ได้ แต่เธอไม่มีเวลาตามหาดอกไม้ใหม่ๆ ซากของเธอเกิดใหม่ไม่ได้ เธอรู้เรื่องนี้ดีกว่าฉัน” Shalom พูดออกมาตรงๆ
เพิ่มเติม
-อยู่ๆ เหมือนเข้าช่วงโฆษณา Shalom ขายประกันให้ Coquelic

Coquelic ฟังแล้วก็รู้สึกเหนื่อย ชูแทบชา ดวงตาล้าไปหมด การต่อสู้ที่ผ่านมาก็ใช้พลังชีวิตไปเยอะ Coquelic อยากจะพักแล้ว เลยหลบสายตาแล้วถามออกไป
“เหอะ แล้วอยากจะพูดอะไร?”
“ฉันให้ชีวิตเธอได้นะ เพื่อที่จะได้ตามหา The Garden แห่งใหม่ ห่างไกลจากปัญหาทุกๆ อย่าง” Shalom เสนอ
“เธอพูดเหมือนเธอคำนวณไว้หมดแล้ว”
“ฉันคำนวณไว้ตั้งแต่วินาทีที่เธอมาที่นี่แล้ว เพราะฉะนั้น การคำนวณความอยู่รอดของเธอจึงเป็นเรื่องที่ฉันทำได้”
“ก่อนจะถึงขั้นนั้น ฉันต้องยอมรับใช้ Paradeisos ก่อนใช่ไหม?” Coquelic ถามอย่างระแวง
“ไม่ เธอแค่ต้องฟังฉัน ครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้น” Shalom ตอบแล้วเริ่มเดินเข้าไปหา Coquelic สีหน้าเริ่มคลุมเครือและคาดเดายาก จนไม่รู้เลยว่าในหัวของ Shalom คิดอะไรบ้าง พร้อมกับพูดต่อ
“ที่นี่เป็นที่เดียวที่ Paradeisos แตะต้องไม่ได้ เลยต้องสร้างกฎมากมายเพื่อควบคุมความเสี่ยง มีเพียงแค่ฉันเท่านั้นที่ได้รับการอนุมัติให้เข้ามาที่นี่ ส่วนเธอบุกรุกเข้ามาเพื่อกำจัดฉัน ฉันดีใจนะ ที่สิ่งที่ฉันจะพูดต่อจากนี้ มีแค่เราสองคนที่รู้”

Shalom หยุดอยู่ตรงหน้า Coquelic ห่างประมาณครึ่งก้าวเดิน ก่อนที่จะถูก Coquelic มองทะลุด้วยสายตาขยะแขยง Shalom ยกมือทั้งสองขึ้นกุมแก้มของ Coquelic บังคับให้มองสบตากันโดยตรง
“ฉันมีพลังที่จะทำให้เธอมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ ปกป้อง Garden ของเธอได้ สิ่งเดียวที่เธอต้องทำคือช่วยฉันตามหาใครบางคน”
“Chief แห่ง MBCC ผู้ถือใช้ Shackle เธอหายตัวไปหลังจากที่ Rustfire เริ่มก่อจลาจลในฝั่งตะวันตก Shackle เริ่มปนเปื้อนและแพร่กระจายเพราะ Corpseborne ด้วยการแทรกแซงจาก Black Ring ไม่ว่าจะ MBCC หรือ Paradeisos ก็ไม่สามารถตามหาตัวเธอได้ คนที่ซ่อนตัวเธอไว้มีความสามารถมาก แต่อีกไม่นานก็จะมีคนมากมายที่ตามหา และจะไม่มีใครสามารถซ่อนตัวเธอไว้ได้อีกต่อไป ฉันอยากให้เธอใช้พลังของเธอในฐานะหัวหน้าของ The Garden ที่สามารถแทรกซึมไปตามสถานที่ต่างๆ ตามหา Chief ให้เจอก่อนใคร” สีหน้าของ Shalom ยังคงนิ่งเหมือนหุ่นขี้ผึ้ง แต่มือที่จับหน้าของ Coquelic อยู่นั้น ออกแรงกดมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นความมุ่งมั่นที่ปฏิเสธไม่ได้(มัดมือชก)
‘แม่ง...ยัยนี่เอาจริงว่ะ…’ Coquelic คิดในใจแล้วก็ได้แต่ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง

“งี้นี่เอง คนที่ Sumire คิดถึงสินะ... ไม่ใช่ว่าเธอฆ่าไปแล้วเหรอ? ไม่ใช่ว่าเป็นผู้เคราะห์ร้ายจากศึกระหว่างเธอกับ Underground เหรอ?” Coquelic ถามเพิ่ม
“ใช่ ทุกอย่างฉันเป็นคนวางแผนเอง ฉันได้รับภารกิจ คิดไตร่ตรอง และค่อยๆ ชักนำเธอไปยังทางตันอย่างระมัดระวัง ท่ามกลางความโกลาหลของสถานการณ์” Shalom ตอบอย่างตรงไปตรงมา
“แล้วจะมาตามหาทำไมล่ะ? คิดจะฆ่ากำจัดเพื่อกลบความผิดพลาดในอดีต? หรือเพราะตอนนี้สถานการณ์หลุดการควบคุม ถึงอยากลากกลับมาเป็นหมาเชื่องๆ?” Coquelic ยังไม่เข้าใจทั้งหมด
“ไม่ ฉันอยากให้เธอตามหา Chief แล้วฆ่าทุกคนที่มาตามหา Chief แค่รออยู่ในความมืดจนกว่า Chief จะตื่น นอกเหนือจากนี้แล้ว ไม่ต้องทำอะไรแล้วล่ะ” Shalom ตอบด้วยสีหน้าที่จริงจัง
Coquelic อึ้งจนพูดไม่ออก
“นี่แกบ้าไปแล้วเหรอ?”
Shalom เอียงหัวแล้วเริ่มหัวเราะ
“ไม่นะ? ฉันค่อยๆ ฝ่าฟันมาถึงจุดนี้ด้วยความยากลำบาก ทีละก้าวสองก้าว และในที่สุดก็หาคำตอบเจอ ฉันอยากจะภูมิใจกับคำตอบนี้ด้วยซ้ำ ถึงแม้ว่าจะเสียความทรงจำ แต่ก็เป็นตัวปัญหาที่หาได้ยาก และสามารถทำร้ายทั้งสองฝ่ายได้พร้อมกัน”

Shalom ยิ้มกว้างและลึกซึ้งมากขึ้น แต่ Coquelic กลับขนลุก
“Shackle ที่ Paradeisos ศึกษาอย่างหนักและเริ่มใช้งาน ตอนแรกใช้เพื่อกดขี่ Sinner จัดการกับมาเนีย และก็ถึงคราวของ Black Ring... เป็นเวลา 10 ปีที่ Paradeisos ต้องการพลังนี้ ตามหาความจริงที่อยู่เบื้องหลังพลังนี้ แต่ไม่สามารถเข้าใจได้ แต่ก็ไม่กล้าปล่อยหรือลดการระวังตัวลง... เพราะนี่คือสิ่งประดิษฐ์จาก Underground ที่บ้าคลั่งที่สุด เกิดที่ Lone Island ใน DisSea ถูกป้อนให้กิน Black Ring ทำให้เข้าใกล้จุดกำเนิดมากขึ้น เป็นภาชนะขั้นสูงสุดที่ถูกสรรค์สร้างโดยเหล่าคนบ้าคลั่งที่ต้องการแย่งชิงมาเนียมาใช้ และการชุบชีวิตมาเนียเป็นความกลัวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ Paradeisos เมื่อได้รับข่าว Paradeisos จึงใช้ทุกวิถีทางเพื่อเข้า DisSea ยอมสังเวยชีวิตไปมากมายเพื่อทำลาย Lone Island สร้างความเสียหายให้ Underground เป็นชัยชนะที่ประกาศไม่ได้ สิ่งที่พวกเขานำกลับมาเป็นตัวตนที่น่าเกรงกลัว เธออยู่ใน Garden แล้วในตอนนั้น เธอก็คงจำได้ดี”
Coquelic ไม่เถียงอะไร เพราะตัวเธอเองก็จำได้ 10 ปีที่แล้ว ความพ่ายแพ้ที่ทำให้ทั้งเมืองสั่นคลอน การเสียสละที่ไร้ความหมาย Coquelic นึกถึงสิ่งที่พยายามไม่นึกถึงมานานเพราะความรังเกียจในตอนนั้น
เพิ่มเติม
-ตรงนี้เป็นการยืนยันว่า Chief ไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นสิ่งมีชีวิตมาเนียที่ Underground เป็นคนสร้างขึ้นมา แต่โดน Paradeisos ขโมยไปแล้วดัดแปลง
-พูดถึงปฏิบัติการ Eclipse จากปี N.F.103 อย่างละเอียด (ที่พูดถึงทั้งเรื่อง)

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━
ย้อนไปในอดีต (Coquelic นึกถึงอดีต)
ปี N.F. 103 ณ สวนของ the Garden ในวันที่ Coquelic ยังเป็นเพียงแค่สมาชิกของ The Garden ได้ยินเสียงลูกค้ามาจึงออกไปต้อนรับ พบว่าเป็น Segal ที่มา Coquelic บอกว่า ท่านอาจารย์ไม่อยู่ มาพรุ่งนี้แทนนะ แต่ Segal ไม่สนใจเพราะเป็นภารกิจเร่งด่วน อารมณ์ไม่ดี เกรี้ยวกราดมากๆ ต้องการกำจัดศัตรูในรายชื่อ จะส่งใครไปฆ่าก็ได้ ทุกคนได้ยิ่งดี เพราะ *** ถูกทำลาย *** ก็โดนขโมยไป แถมทำร้าย *** ด้วย
ตลอดระยะเวลา 2 ปีหลังจากวันนั้น Underground มาจ้างสั่งฆ่าคนนับไม่ถ้วนอย่างกับคนบ้าคลั่ง ซึ่งท่านอาจารย์เลือก Coquelic ให้ไปทำภารกิจฆ่าคนที่ว่านั่นเสมอ จน Coquelic ได้เห็นวงจรของการฆ่าและล้างแค้น ผู้บริสุทธิ์ที่ไม่เกี่ยวข้องแต่เสียทุกอย่างจนต้องมาพึ่งพา The Garden ในวันนั้น Coquelic ไม่เข้าใจ แต่ตอนนี้เข้าใจแล้ว
เพิ่มเติม
-*** อันแรกน่าจะ Lone Island *** อันสองน่าจะ Chief แต่เราไม่รู้ชื่อเรียกเดิม

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━
กลับมาปัจจุบัน
Coquelic หัวเราะแห้ง เข้าใจทุกอย่างแล้วสะบัด ตบมือของ Shalom ออกจากหน้าทันที
“แกขโมยมีดของศัตรู แล้วก็ใช้ไม่เป็น แต่จะทิ้งก็ไม่ได้ พอต้องสู้จริงๆ ก็กลัวว่าศัตรูจะใช้อะไรหลอกบ้างรึเปล่าก็ไม่รู้ สุดท้ายก็เลยทำลายมัน แล้วหลอมใหม่ให้กลายเป็นแค่หมากตัวหนึ่งใช่ไหม?” Coquelic ถาม
“ใช่ เธอ(Chief)มีพลังมากเกินไป เข้าใกล้จุดกำเนิดมากขึ้นเรื่อยๆ Paradeisos เลยกลัว ใช้งาน Rule ที่เข้มงวดที่สุดเพื่อไม่ให้เธอกลืนกิน Black Ring อีกต่อไป หนึ่งอัน สองอัน.. ถ้าครบสามเมื่อไหร่ สิ่งที่รออยู่มีแต่หายนะ”
“ปากดีแต่สุดท้ายก็แค่คนขี้ขลาด ไม่ใช่แค่ขี้ขลาด แต่ยังหน้าไหว้หลังหลอก หยิ่งผยองอหังการ เพ้อฝันหลงตัวเอง โหดเหี้ยมเย็นชา นี่แกคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน?!” Coquelic ยิ่งรู้ก็ยิ่งโมโห
“ใช่ นี่แหละ Paradeisos... ดิ้นรนตามหาความจริง คำตอบที่ใช่ แต่ก็กลัวความเสี่ยงและสิ่งที่ไม่รู้ กลัวว่าจะเกิดหายนะอีกครั้ง พวกเขาเลยสร้างกฎเกณฑ์มากมาย เพื่อปกป้องทุกอย่างแต่ก็ทำให้ทุกคนเข้าสู่ทางตัน ส่วน Underground เป็นยังไง... เธอน่าจะรู้ดีกว่าฉันนะ” Shalom ตอบ
“ฉันไม่เหมือนพวกนั้น แต่ฉันรู้ว่าพวกแกก็แค่หมาสองตัวกัดกัน อย่ามาทำตัวเป็นฮีโร่เพราะแค่สู้กับคนชั่วเลย!” Coquelic เถียงสู้
“ใช่ ฝั่งหนึ่งสังเวยทุกอย่างเพื่อต่อต้านมาเนีย ส่วนอีกฝั่งสังเวยทุกอย่างเพื่อได้รับมาเนีย หายนะยังไม่ตื่นขึ้น แต่มนุษย์ได้เริ่มเข้าสู่ความบ้าคลั่ง สู้กันเองและทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง”
“พวกแกควรจะตายลงนรกไปด้วยกันซะให้หมด! กล้าลากคนอื่นเข้ามาพัวพันได้ยังไง!!” Coquelic สบถออกมา
“ใช่ สุดท้ายแล้วมันก็จะเกิดขึ้น แต่ก่อนหน้านั้น...” Shalom พูดด้วยน้ำเสียงที่เรียบนิ่ง

Shalom เอื้อมไปจับข้อมือ Coquelic อีกครั้ง แน่นจน Coquelic สะบัดยังไงก็ไม่หลุด Shalom ยื่นหน้าเข้าไปใกล้จนหัวแทบจะชนกัน
“เธอไม่อยากเห็นความเป็นไปได้อื่นเหรอ? ไม่ใช่ว่าอยากปฏิเสธเส้นทางที่โง่เขลานี้เหรอ? ทำตามที่ฉันบอก แล้วไปตามหา Chief สิ ฉันทำลาย Rules ที่ผูกมัด Chief ไว้แล้ว ส่งไปยังที่ๆ ไม่มีใครจับตามองได้ ที่ๆ ขนาดฉันเองก็ยังเข้าไปไม่ได้ แต่มันยังไม่พอ Black Ring วงที่ 2 แบกรับทุกสิ่งของฝั่งตะวันตกไว้ โชคชะตากำหนดไว้แล้วว่ามันจะกำเนิดขึ้นมาอีกครั้ง และเมื่อ Shepherd ได้เชื่อมต่อกับมัน Chief ก็ต้องสู้ครั้งแล้วครั้งเล่า ถึงเวลาเข้าสู่ขั้นตอนถัดไป ได้โปรด ไปในที่ที่ฉันไปไม่ถึงที เธอเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดที่อยู่ตรงกลาง มีแค่เธอที่วิ่งคาบเกี่ยวไปมาระหว่างสองฝั่งมาได้นานหลายปีขนาดนี้ สามารถทำให้ Chief ไม่ตกไปอยู่ในมือของใครได้ ครั้งนี้ เธอต้องปกป้องเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น เธอทำได้” Shalom จริงจังมากๆ
“...เหอะ อะไรเนี่ย? นี่จะทรยศ Paradeisos เหรอ?” Coquelic ถาม
“พูดอะไรน่ะ? ในสายตาฉันแล้ว ฉันเป็น HUSH ที่มีประสิทธิภาพที่สุด ทำตามความต้องการทุกอย่าง ไม่มีใครมีสิทธิ์กล่าวหาว่าฉันเป็นคนทรยศ ก็แค่ว่า ในช่วงที่ทุกอย่างชะงักแบบนี้ ฉันแค่เผลอคลายโซ่ตรวนของอสูรตัวน้อย(Rebel)ออกไปเท่านั้น”
เพิ่มเติม
-Path to no return
-แบบนี้ไม่เรียกว่าเผลอนะ เขาเรียกว่าจงใจ….

“เครื่องมืออีกชิ้นของเธอเหรอ? คราวนี้วางแผนอะไรไว้ให้เธอ(Chief)อีกล่ะ?” Coquelic ถาม
“ทำไมฉันต้องวางแผนอะไรให้ด้วยล่ะ? Chief เป็นเครื่องมือที่ใช้งานยากที่สุด มีปัญหาที่สุด แถมควบคุมยากที่สุด สำหรับคนแบบนั้นแล้ว ควรปล่อยเป็นอิสระ ปล่อยให้เธอก่อความโกลาหลตามใจตัวเอง ไปปลดปล่อยเธอซะ Coquelic เหมือนกับเธอ Chief ไม่ควรจะตกเป็นของใคร ไม่ว่าเธอ(Coquelic)จะอยากล้างแค้น Paradeisos Underground หรือโชคชะตา นี่คือโอกาสที่ดี ปล่อยให้ Chief สร้างความวุ่นวายครั้งใหญ่สิ เธอ(Coquelic)ต้องชอบแน่ๆ ส่วนค่าจ้างในครั้งนี้ ไม่ว่าเธอจะใช้พลังของฉันในการมีชีวิตอยู่ต่อเพื่อเกิดใหม่ หรือทำลายฉันเพื่อกวัดแกว่งดาบของเธอให้สูงขึ้นอีก ก็ได้หมดเช่นกัน ไม่มีใครให้โอกาสเธอได้ขนาดนี้นอกจากฉันแล้วล่ะ”
Shalom พูดจบก็รอคำตอบของ Coquelic ซึ่ง Coquelic ยังคงจ้องตาของ Shalom อยู่ ดวงตาที่ครั้งหนึ่งเคยว่างเปล่า แต่ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยความจริงใจ ไม่มีคำโกหก ไม่มีการปกปิด ไม่มีจุดประสงค์อื่น
‘วางแผนรอบคอบพิถีพิถันอย่างดี ใช้ความพยายามมากมายกว่าจะส่งภารกิจมาถึงมือฉัน สุดท้ายกลับเป็นภารกิจแบบนี้… โง่เง่าน่าตลกจริงๆ ถ้าเลือกมาขอความช่วยเหลือจากฉันตั้งแต่แรก บางทีฉันอาจจะลองคิดดูก็ได้ ถ้าเธอไม่ทำเรื่องไร้สาระพวกนั้นขึ้นมา บางที Garden ก็คงหาทางใช้ประโยชน์จากยัยนี่ได้บ้าง ถ้าฉันรู้เร็วกว่านี้ว่ายังมีทางอื่นให้เลือกก็คงดี…’
แต่น่าเสียดายที่คงไม่มีแล้ว Coquelic หยุดเรื่อง ‘ถ้าเกิดว่า’
เพิ่มเติม
-Coquelic ก็คิดถูกแล้ว ค่อนข้างเป็นคนใจดีเลย แต่ Shalom เขามีโซ่ผูกคอเยอะเกินไปหน่อย เลยบอกดีๆ ไม่ได้ แต่เรื่องนี้ Coquelic ก็ไม่ได้รู้ทั้งหมด แต่ต่อให้ Shalom ขอร้องได้ง่ายๆ ก็คงไม่ทำอะไรให้มันง่ายหรอก
-Rules ที่วางไว้ที่ Shalom ค่อนข้างอันตรายกว่าของ Chief เพราะในกรณีของ Chief คือห้ามกิน Black Ring มากไปกว่านี้ แต่ของ Shalom ห้ามกบฏ ห้ามทุกอย่าง ข้อมูลสำคัญหลายๆ อย่างของ Paradeisos อยู่ในกำมือของ Shalom ถ้าข้อมูลรั่วไหล จะกลายเป็นว่า ทุกอย่างที่ทำมาถูกเปิดเผยหมด เป็นเหตุผลที่ Schorl คิดจะทำลาย Shalom ทิ้งก่อนหน้านี้ด้วย

“ชิ... ถ้าฉันได้พักสักหน่อย ฉันอาจจะไปทำให้แล้วกัน แต่ฉันไม่ยืมพลังของคนอื่นเพื่อล้างแค้นหรอก ฉันทำอะไรก็ทำด้วยตัวเอง ฉันแค่อยากเห็นกับตาตัวเองว่า โจรขโมยหัวใจคนนั้น(Chief)มันจะเก่งสักแค่ไหน ถึงได้ทำให้เด็กน้อย The Garden ของฉันร้องไห้ได้น่าสงสารขนาดนั้น”
Coquelic สะบัดจนหลุดออกจากมือของ Shalom อีกครั้ง เดินถอยไป 2 ก้าว เว้นระยะออกห่างจาก Shalom อย่างชัดเจน มองดู Shalom แล้วก็นึกอะไรตลกๆ ขึ้นมาได้
“เหอะๆ... ในที่สุดฉันก็เข้าใจว่ายัยหนูหัวทองนั่น(Christina)รู้สึกยังไงตอนที่ต่อว่าฉัน... ความชั่วก็คือความชั่ว ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม พูดไม่สนใจหนี้บุญคุณที่เราติดค้างกันอยู่ เอาแต่พูดเข้าข้างตัวเอง ถ้างั้นแล้ว เราทั้งคู่นี่แหละ คือความชั่วร้าย” Coquelic สรุป
“เธอพูดถูก การลดค่าใช้จ่ายเป็นสิ่งที่ฉันชอบเป็นการส่วนตัว การทำตามเป้าหมายคือจุดมุ่งหมายที่แท้จริง และ การเสียสละที่จำเป็น เป็นวิธีการที่พบเห็นได้ทั่วไป นี่เป็นความต้องการของพวกเขา มองดูมันเกิดขึ้นผ่านตัวฉัน ไม่มีช่องว่างให้คิดหวังอะไรทั้งนั้น” Shalom ตอบ
“วันนี้เสียสละหนึ่งอย่าง พรุ่งนี้ก็เสียสละอีกหนึ่งอย่าง จะเสียสละกี่อย่างก็แล้วเธอ เหอะๆ … แกคิดว่าตัวเองเป็นใคร ห้ะ?!” Coquelic อารมณ์เสีย

Shalom มองนิ่งๆ ผ่านไปสักพักถึงยิ้มออกมา แล้วพูดตอบคำถามนั้น
“...ฉันก็แค่เครื่องมือที่แอบพังลงไปอย่างเงียบๆ ในช่วงที่ถูกใช้งานอยู่”
คำตอบนั้นทำให้ Coquelic ระเบิดเสียงหัวเราะอีกครั้ง รอยแยกด้านหลังเริ่มขยายใหญ่ด้วยเช่นกัน ส่องแสงที่น่าขนลุกออกมา ราวกับว่าพยายามจะเกาะตัวกับ Coquelic อยากกลืนกิน Coquelic เข้าไป
“...ฉันคงมีชีวิตอยู่ไม่ถึงวันนั้นหรอก ฉันไม่อยากได้ชีวิตที่เธอเสนอให้ด้วย แล้วก็ไม่ได้อยากรอนานขนาดนั้นเพื่อแก้แค้น ไม่ว่าเธอจะทำตามคำสั่งใครอยู่ หรือจะมีคนมาเกี่ยวกี่คน แกคือคนที่มายุ่มย่ามกับ Garden ของฉัน เพราะงั้น ชีวิตถึงได้สั้นไงล่ะ ถ้าเทียบกับความถูกต้องของ Paradeisos กับ ความปรารถนาตลอดกาลของ Underground ล่ะก็... พวกเราก็แค่มดตัวเล็กตัวน้อยเท่านั้นแหละ ถ้าพวกเราสามารถตกกลายเป็นเครื่องสังเวยตอนไหนก็ได้ งั้นถ้าฉันจะขอดื้อรั้นสักหน่อยจะเป็นไรไป? ทำอะไรบ้าบิ่นหน่อยก็ไม่เห็นเป็นไร ทั้งเธอและที่นี่ สำคัญกับ Paradeisos มากนักใช่ไหมล่ะ?”
Coquelic พูดจบก็เดินเข้าหารอยแยก ได้ยินเสียงอะไรแปลกๆ จากด้านหลัง
“ในเมื่อรอยแยกนี้คือสิ่งที่แตะต้องไม่ได้...”

Coquelic จ้วงมือเข้าไปในรอยแยกมิตินั้น แสงสีฟ้าทิ่มทะลวงร่างกายทันที แต่ Coquelic ไม่สนใจ ดันมือเข้าไปลึกมากขึ้นเรื่อยๆ พื้นที่มิตินี้เริ่มสั่นสะเทือน แสงสีขาวพุ่งออกมาราวกับดาบ ดอกไม้คริสตัลสีฟ้าใสเริ่มแพร่ไหลเข้ามา ทำให้มาเนียไหลเข้ามาด้วยพร้อมกัน
“ชอบทำตัวเหมือนเข้าใจฉันดีนัก ถ้างั้นเธอก็น่าจะรู้ดี ว่าฉันไม่ฟังหรอกย่ะ ความถูกต้องบ้าบอที่เธอพูดถึงน่ะ ฉันไม่ชอบ ฉันก็แค่นักฆ่าตัวน้อยๆ คนหนึ่งที่มาอยู่กลางสนามรบของพวกแก ไม่ว่าจะเหยื่อของฉัน คนที่ล่าฉัน คนที่ขอให้ฉันช่วย ไม่มีใครเป็นคนดีเลยสักคน ฉันเดินออกนอกลู่นอกทางมานานแล้ว และฉันจะไม่ยอมรับความถูกต้องของแก คำตอบที่ถูกต้องห่าเหวอะไรล่ะ! การที่แกให้ฉันเข้ามาที่นี่ได้คือความผิดพลาดของแก! การทำลาย The Garden ของฉันคือความผิดพลาดของแกด้วย!! ฉันจะทำอะไรก็เรื่องของฉัน!! ชดใช้ด้วยชีวิตของแกซะ!!!”

พลังมหาศาลหลั่งไหลเข้ามา Coquelic ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองมีชีวิตขนาดนี้มานานมากแล้ว จากมิติอีกฟากหนึ่ง Coquelic ได้ดึงดาบแปลกๆ ออกมาเล่มหนึ่ง ดาบที่คำรามได้ พร้อมกับมาเนียที่ไหลทะลัก ซึ่ง Shalom ก็ไม่ได้ห้ามเลย มิตินี้เริ่มพังทลาย หนวดสีขาวเรืองแสงเริ่มหลั่งไหลออกมา ส่องแสงจนเห็นรอยยิ้มที่น่าขนลุกบนใบหน้าของ Shalom ออกมา ตราบใดที่ความหวังของ Shalom ได้รับการเติมเต็ม เธอก็ยินดี ดวงตาของ Shalom ส่องแสงเป็นสามเหลี่ยมขึ้นมา
“แบบนี้ก็ได้... ครั้งนี้ ฉันจะไม่ออมมือแล้วนะ”


มิติสั่นสะเทือนจากการสู้กัน เสียงร้องคำรามดังออกมาจากอีกฟากของมิตินี้ หนวดแสงเรืองสีขาวคลืบคลานเข้ามาในมิตินี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ขยับไปแตะสัมผัส Coquelic ราวกับมีชีวิต ในขณะเดียวกัน Coquelic ก็รู้สึกเหมือนได้รับทุกสิ่งทุกอย่างกลับไป มิติแห่งนี้จากตอนแรกที่ว่างเปล่า ตอนนี้เต็มไปด้วยความรู้สึกที่มากล้น Coquelic รู้สึกเหมือนได้เกิดใหม่ รู้สึกเหมือนสามารถที่จะใช้ชีวิตอย่างปกติสุขได้อีกครั้ง
“สดชื่นจริงๆ… ฉันกลับมาแล้ว จะไม่มีใครควบคุมฉันได้ ชีวิตของฉันยังอีกยาวไกล ฉันจะทำตามใจชอบ ฉันจะรักหรือเกลียดใครก็เรื่องของฉัน ฉัรนจะไม่เสียสละอะไรเพื่อใคร ไม่รับใช้ใคร จะมีความสุขกับการล้างแค้นของฉันเอง ทุกนาที วินาที ฉันจะใช้ชีวิตเพื่อตัวฉัน ฉันจะผลิบานเพื่อฉัน ตายเพื่อฉัน คนที่ฉันรักที่สุดคือตัวฉัน ฉันจะเป็นคนเลือกโชคชะตาของฉันเอง ที่นี่คือ The Garden!”
Coquelic อ้าแขนออก มองแสงสีสว่างจ้า หัวเราะพร้อมกับร้องไห้
“พวกแกควรจะใช้ชีวิตเพื่อตัวเองสิ... เจ้าพวกโง่”
Coquelic คิดถึงดอกไม้ของเธอ อยากจะกอดพวกเขา ปกป้องพวกเขา อยากจะหลับอย่างสงบในสวนของตัวเอง แต่สิ่งสุดท้ายที่เหลืออยู่ ณ วินาทีสุดท้ายคือยัยผู้หญิงเย็นชานี่ Shalom ยืนอยู่ตรงรอยแยกมิติท่ามกลางหนวดแสงนับไม่ถ้วนที่กำลังแตกตัว Coquelic เพื่อมอบพลังชีวิตให้ ส่งมอบทุกความรู้สึกที่มี เป็นครั้งแรกที่ Coquelic รู้สึกได้ถึงความรู้สึกของตุ๊กตาตัวนั้น(Shalom) Shalom ยังคงมอง Coquelic ด้วยความรู้สึกที่เศร้าและสงสาร แต่ยิ่งกว่านั้นคือความคาดหวังอันแสนเย็นชา ครบทุกเงื่อนไขในการใช้พลังแล้ว Shalom พึมพำกับตัวเอง
“ฉันรู้ว่าเธอคงไม่ยอมรับมันหรอก ความรู้สึกของเธอมันบริสุทธิ์จนส่องสว่างไปหมด ถ้าชีวิตของเธอจะไม่ได้ใกล้ถึงจุดจบ ฉันก็คงเลือกวิธีที่นุ่มนวลกว่านี้ แต่เราทั้งคู่ต่างก็ไม่มีเวลาเหลือแล้ว จะต่อต้านก็ทำไป...ฉันเข้าใจ ฉันจะยอมรับทุกอย่างของเธอเอง แม้ว่าดอกไม้ที่มือของฉันได้สัมผัสมักจะเหี่ยวเฉาในไม่ช้า แต่ฉันต้องทำให้เธอมีชีวิตอยู่ต่อไป”
“ไปตายซะ” Coquelic สบถ

Coquelic กวัดแกว่งดาบแล้วเดินเข้าหาแสง หลอมรวมกับหนวดแสงนับไม่ถ้วน จนในหัวตอนนี้เหลือเพียงแค่ Shalom เท่านั้น ผู้หญิงที่ Coquelic จะไม่มีวันยอมให้อภัย ไม่มีวันยอมจำนน อยู่ดีๆ ก็อยู่ในทุกเศษเสี้ยวความคิดของ Coquelic เอง ต่อให้ยกดาบขึ้นมาฟาดฟันมากแค่ไหน Shalom ก็ยังคงอ้าแขนออก ราวกับว่าพร้อมจะโอบกอดยอมรับทุกสิ่งทุกอย่างของ Coquelic เธอกำลังได้รับพลังชีวิตกลับคืนมา แต่ก็แลกกับสติสัมปชัญญะที่ค่อยๆ เลือนหายไป
เพิ่มเติม
-Shalom กำลังทำการ Mark Coquelic แบบ Rahu อาจจะลึกเทียบเท่า Donald หรือมากกว่า เพราะในช่วงแรก Donald โดนลึกจน Shalom สามารถบังคับให้พูดได้เลย แต่ Donald แก้ด้วยวิธีไม่ยอมใช้พลังแม้แต่น้อย ผิดกับ Coquelic ที่อยู่ได้ด้วยพลังมาเนีย ต้องใช้พลังมาเนียตลอดเวลา แปลว่า Shalom สามารถควบคุมได้ตลอดเวลา ตราบใดที่ Coquelic ยังหายใจ

*เพล้ง*
อยู่ดีๆ ก็มีใครก็ไม่รู้พังมิตินี้เข้ามา ซึ่งเป็นครั้งแรกเลยที่ Coquelic เห็นแววตาที่แปลกใจมากๆ ของ Shalom
“หยุดเลยนะ!!!” Christina ตะโกนลั่น
หญิงสาวผมส้มทะลุเข้ามิตินี้มา ทรุดลงกับพื้นเพราะปริมาณมาเนียที่ท่วมล้น Christina พยายามยืนแล้ววิ่งไปอยู่ตรงหน้า Coquelic ขวาง Shalom แม้จะหอบอยู่ แต่ก็พยายามเต็มที่
“หยุดนะ Coquelic! นี่ไม่ใช่การสู้แล้ว Shalom จะกลืนเธอทั้งเป็น!!”
“นี่เธอยังมีชีวิตอยู่... จะมาขวางฉันเหรอ?”
“ฉัน..ฉันแอบเข้ามาในตอนที่เธอสร้างเรื่องข้างนอก ดูพวกเธอสู้กัน ฉันเข้าไปขัดไม่ได้ แต่พอเธอ...แทง Shalom ทำให้ดอกไม้บาน ทุกอย่างก็ผิดไปหมด ที่นี่ไม่ใช่โลกแห่งความเป็นจริง ในโลกความเป็นจริง ดอกไม้ที่ Shalom ผลิบานน่ะ สะพรั่งเต็มห้องไปแล้ว แต่จู่ๆ ดอกไม้พวกนั้นก็เริ่มทำร้ายเธอ(Coquelic)เอง พอฉันเข้ามา ฉันถึงได้เข้าใจ เธอกำลังจะถูกควบคุมนะ! แสงขาวๆ นั่นจะชักใยเธอ ยิ่งเธอโจมตี Shalom มากเท่าไหร่ แสงนั่นก็จะยิ่งกลืนกินมากเท่านั้น เธอกำลังโดนล้างสมองนะ หยุดได้แล้ว!!” Christina พยายามเตือน

“...แปลว่าเธอจงใจมุดเข้าดอกไม้กินคน แล้วตามฉันมาที่นี่ เพื่อมาช่วยฉันเหรอ? ฮ่าๆๆ” Coquelic หัวเราะลั่นด้วยความรังเกียจ
“ช่วยฉันเหรอ? แกจะมาหลอกใครกันแน่ ตอนนี้ฉันรู้สึกดีมาก! ไม่เคยรู้สึกดีขนาดนี้มาก่อน! เดี๋ยวฉันก็จะได้ฆ่ายัยนี่แล้ว แกต่างหากที่มาช่วยยัยนี่! ทั้งๆ ที่ยัยนี่ระเบิดแกจนจะตายไปแล้วแท้ๆ! แกนั่นแหละที่โดนล้างสมอง!” Coquelic เถียง
คำพูดนั้นแทงใจดำ Christina มาก แต่ตอนนี้ Christina ก็แทบจะยืนไม่ไหวอยู่แล้วเพราะมาเนียที่หนาแน่น เป็นความรู้สึกที่น่ากลัวที่สุดเท่าที่เคยเจอมา กัดฟันพูดออกไป แต่ Christina ลังเลมากๆ พยายามสู้กับเสียงในหัวที่ลังเล
“ไม่... ฉันมา...เพื่อตัวฉันเอง...”
“ไม่แม้แต่จะกล้ามองยัยนั่นด้วยซ้ำ!” Coquelic ตวาด
สภาพร่างกายของ Christina เต็มไปด้วยบาดแผล แต่ตอนนี้ใจก็แตกสลายด้วยเช่นกัน เพราะอะไรบางอย่างทำให้ Christina นึกย้อน เห็นตัวเองในอดีตที่ซ้อนทับกับทุกคนที่เข้าร่วม The Garden นึกถึงคำพูดเก่าๆ ที่พยายามลืมไป แต่แล้ว Coquelic ก็ปวดหัว เห็นภาพอะไรบางอย่างในหัว

“ไม่ อย่าให้การล้างแค้นทำให้ตาบอด Shalom ชอบที่เธอเป็นแบบนี้ Shalom อยากใช้ความเกลียดชังของคนอื่น”
ต่อให้พูดแบบนั้นก็เถอะ แต่เสียงในหัวของ Christina ก็ยังไม่หยุด Christina ตัดสินใจทุ่มทั้งหมดที่มี ใจสู้สักครั้ง
“ฉันรู้ว่าสิ่งที่เธอเสียไป มันไม่มีอะไรทดแทนได้ เธอทำให้ทุกคนชดใช้ได้ ไม่เชื่อในความยุติธรรม มีเพียงแค่การล้างแค้นเท่านั้นที่เยียวยาได้ แต่เธอก็ไม่ควรคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ควรจะเป็น เพราะเธอไม่ควรจะมาเจออะไรแบบนี้ตั้งแต่แรก ไม่ควรจะทรมานแบบนี้”
Christina กัดริมฝีปาก พยายามพูด กลั้นน้ำตา หนีก็ไม่ได้ ถ้าถอยคือตายแน่นอน
“Coquelic ตื่นได้แล้ว The Garden ยังมีชีวิตอยู่ มีเพียงแค่เธอเท่านั้นที่ช่วยได้”
Coquelic ได้ยินแบบนั้นก็ตกใจทันที

ที่จุดเกิดเหตุ มันไม่สมเหตุผล แต่เธอคงจะเจ็บปวดเกินกว่าจะมองเห็นความจริง เพราะงั้น ฉันจะเป็นคนบอกเอง เลือดที่เกิดเหตุมีเยอะมาก คงใช้เวลา 20 นาทีกว่าจะกลายเป็นก้อน แถมกลีบดอกไม้ก็ไม่เปื้อนเลยสักกลีบ แปลว่าเลือดถูกราดสาดไว้นานแล้วกว่าจะมีกลีบดอกไม้มาโปรย อาจจะไม่ได้มีการฆ่าเกิดขึ้นจริง คนที่วางแผนคือ Shalom ทำเพื่อยั่วโมโห Coquelic แน่นอน The Garden ที่หวงแหนถูกทำลาย Coquelic คงโมโหและตกใจมากจนไม่มีใจจะตรวจสอบจุดเกิดเหตุแน่นอน ต้องรีบไปลงมือล้างแค้นทันที
เพิ่มเติม
-ตอนที่ Christina สืบสวน The Garden ทาง Thistle ฟื้นมาแล้วก็ให้ความร่วมมืออย่างดี

Christina อยากจะหยิบโทรศัพท์ออกมา แล้วเปิดเสียงโทรคุยกับ Thistle ที่อัดไว้ แต่ว่ามิตินี้ไม่ได้เอาโทรศัพท์ของเธอเข้ามาด้วย เลยทำเป็นเช็ดมือ(สัญญาณไม่ถึงนี่นา…)
“หลักฐานอยู่ที่ Thistle พวกเราเอาเลือดไปตรวจสอบที่คลินิคแล้ว เป็นเลือดสังเคราะห์ทั้งหมด HUSH สร้างสถานการณ์เพื่อให้เธอเชื่อว่า The Garden ตายไปแล้ว Shalom ต้องการสองอย่าง หนึ่งคือ The Garden ยังต้องไม่ตาย และสอง เพื่อให้เธอคลุ้มคลั่ง”
Coquelic พยายามจะคิดตาม แต่ลำแสงสีขาวที่ยังพันตัวอยู่พยายามบังคับให้ตัวเธอไม่คิดเรื่องนี้ ให้คิดถึงเรื่องความปรารถนาที่แท้จริงของตัวเอง
“ฉันไม่เชื่อ! ฉันไม่ยอมให้เธอชักจูงฉันหรอก อย่าคิดว่าจะมาหลอกกันง่ายๆ! คนอย่างแกที่โดนยัยนี่หลอกมาตลอด เห็นความตายก็เข่าอ่อน จะไปหาอะไรเจอ ถ้าพวกนั้นยังมีชีวิตอยู่ ทำไมยัย Paradeisos นี่ไม่บอกอะไรล่ะ ถ้าจะหลอกให้ฉันช่วย บอกกันมาตรงๆ ยังไงก็ดีกว่านี่?”
Christina อยากจะตอบ แต่รู้สึกพูดไม่ออก คำพูดของ Mireya ที่ตอกย้ำความจริงทำให้รู้สึกเจ็บปวด แต่ Christina ต้องยอมพูดความจริง เพื่อความยุติธรรม แม้ว่าจะเจ็บปวดแค่ไหนก็ตาม
“ฉันดูรายละเอียดการโยกย้ายของ Rahu แล้ว อยู่กับ FAC เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการ Eclipse แต่พอเรื่องที่วิลล่า Erica เกิด Rahu ก็เปลี่ยนไป ฉันติดต่อเข้าคุยกับ Conrad (หัวหน้า FAC และสหายเก่าของ Rahu) มีบันทึกเรื่องอาการบาดเจ็บปางตายของ Rahu เพราะ Schorl ของ HUSH ซึ่งฉันก็เคยเจอเหตุการณ์คล้ายกัน เรียกได้ว่า HUSH ฆ่า Rahu แล้วช่วยชุบชีวิต ทำให้ Rahu เปลี่ยนไป ฉันเจอมาหมดแล้ว”
เพิ่มเติม
-Conrad กู้ชาติมาก เป็นคนให้ข้อมูลกับ Christina
-หลังจบอีเว้นท์ Rain Burst ตัวของ Rahu ไม่เป็นตัวเองเลย เพราะ Shalom เชิดคุมบังคับทุกอย่างหมดเลย มันแปลกตั้งแต่ Rahu ไม่ทำความเคารพ Adrian(ผู้บังคับบัญชา FAC) แบบที่เคยทำกับ Donald จนไปเข้าคณะกรรมการบริหาร และการละครจัดฉากต่างๆ นานา ก็เช่นกัน ทั้งหมดมันคือแผนการของ Shalom
-สรุปง่ายๆ Shalom โรลเพลย์เป็น Rahu
-Coquelic โดนต้มเปื่อย จน Shalom ประทับใจมากๆ

Christina หยุดพูด ไม่มองด้านหลังตัวเอง นึกภาพ Shalom ที่ยิ้มอยู่ได้ รอยยิ้มที่ตอนแรกเธอเคยรักมากๆ
“ในปี N.F.104... ฉันเข้มโจมตี Shalom ที่ Nirvana บาดเจ็บสาหัสเกือบตาย และ...ฉันก็เปลี่ยนไปในวันนั้นเหมือนกัน ฉันนึกว่าเป็นเพราะ Shalom ช่วยเหลือกอบกู้ฉันไว้ แต่พอฉันได้เห็นเธอแล้ว.. ความจริงไม่ใช่แบบนั้นเลย HUSH สามารถควบคุม Sinner ได้ถ้าตรงเงื่อนไขบางอย่าง ทำให้รับใช้ Shalom เป็นวิธีการที่ประหยัดยิ่งกว่าการฆ่า วิธีที่ฉลาดและทรงพลังในแบบที่ Shalom จะใช้ ถ้าสามารถควบคุมเธอได้ คนอื่นๆ ใน Garden ก็คงไม่เหลือ ฉันอยากเอาหลักฐานให้ดูนะ แต่เธอต้องตื่นก่อน ตื่นไปดูความจริง...”
Coquelic พูดไม่จบ อยู่ดีๆ น้ำตาก็ไหลออกมา นึกถึงภาพในวันนั้นที่แทง Shalom ความแค้นที่สะสมอยู่ในวันนั้น คำพูดที่พูดวันนั้น แต่ก็พยายามสลัดออกจากหัวไป
“ฉันไม่เหมือนเธอ การล้างแค้นไม่ช่วยฉัน ต่อให้ฉันฆ่าครบทุกคน มันก็เป็นการยอมรับว่าโลกใบนี้มันเน่าเฟะ ทำให้ฉันกลายเป็นคนที่ฉันเกลียดที่สุด อยากหัวเราะก็หัวเราะไป ฉันจะเชื่อในความยุติธรรม ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ฉันจะไม่ยอมรับว่าโลกใบนี้มันเน่าหมด ฉันจะไม่ยอมรับการถูกลิดรอนสิทธิความถูกต้อง สิ่งที่ผิดไม่ควรกลายเป็นสิ่งที่ถูก ฉันเห็นด้วยกับเรื่องเดียวที่เธอพูด นั่นคือฉันควรทำทุกอย่างด้วยตัวเอง เพราะงั้นฉันจะพิสูจน์ด้วยตัวฉันเองว่าความยุติธรรมมีอยู่จริง นำความยุติธรรมมาให้คนที่ต้องการ”
แววตาของ Christina แน่วแน่จน Coquelic เองยังต้องหวั่นไหว น้ำตาที่ไหลอยู่ก็ไม่อาจบดบังความมุ่งมั่นนั้น
“ฉันเจอความจริงแล้ว นำความจริงมาให้เธอแล้ว ฉันไม่สามารถสร้างความยุติธรรมได้ เพราะงั้นฉันเลยมอบให้เธอทำ อยากเป็นอิสระจากโชคชะตาไม่ใช่เหรอ? เพราะงั้นก็อย่าให้โอกาสมันย่ำยีเธอ อย่าให้มันทำลายเธอ อย่าให้มันพรากสิ่งที่สำคัญของเธอไป ต่อให้เธอไม่เชื่อคนอื่น แต่จงเชื่อใจตัวเอง อยากให้พวกเขากลับมาไม่ใช่เหรอ?”
เพิ่มเติม
-ยืนยันชัดเจน ว่า Christina รู้เรื่องวิธีการ Mark ของ Shalom แล้วในตอนนี้ และโดน Shalom ทำการ Mark ตั้งแต่แรกเจอ ในปี N.F.104

แน่นอนว่า Coquelic อยาก วินาทีที่ Coquelic รู้ตัว ความปรารถนาที่ลึกที่สุดในหัวใจของ Coquelic ก็พรั่งพรูออกมา ทำลายทุกความเกลียดชังในหัวใจ
‘ช่างแม่งสิ จะศัตรูหรือการล้างแค้นก็ช่างแม่ง ใครจะไปสนใจหนอนแมลงพวกนี้กัน?’ Coquelic คิดแล้วอยากกลับไปหา Garden เดี๋ยวนี้เลย อยากเห็นดอกไม้ที่งดงามเบิกบาน กอดพวกเขาอีกครั้ง
ณ วินาทีที่ Coquelic รู้สึกแบบนี้ หนวดแสงทั้งหลายก็แตกกระจายราวกับโดนปฏิเสธ พลังชีวิตทั้งหลายที่ Coquelic กำลังได้รับถูกตัดขาดทันที Coquelic เริ่มคิดได้อีกครั้ง เห็นทางออกจากที่นี่เป็นครั้งแรก ซึ่งอยู่ไม่ไกลเลย
ทางด้าน Shalom ไม่พูดอะไรสักคำ ไม่ปฏิเสธหรือยอมรับ แต่ร่างกายของ Shalom ตอนนี้เต็มไปด้วยหนามสีน้ำเงินจนขยับไม่ได้ แต่สีหน้าของ Shalom ไม่เจ็บปวดแม้แต่น้อย มองดู Christina ราวกับว่ากำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง แล้วก็นึกขึ้นได้ว่า Coquelic มองอยู่ Shalom ถึงยิ้มออกมา

“... นี่มันเรื่องอะไรกันแน่? นี่แกกำลังเล่นตลกกับฉันอยู่เหรอ? ยั่วให้ฉันโกรธแบบนี้มันได้อะไรขึ้นมา?” Coquelic ไม่เข้าใจ แต่อย่างน้อยๆ ก็คิดด้วยตัวเองได้แล้ว
“การใช้พลังของฉันมันค่อนข้างจุกจิกน่ะ ถ้าไม่เตรียมการอย่างรอบคอบ ฉันไม่กล้าปะทะกับศัตรูแข็งแกร่งอย่างเธอตรงๆ หรอก ฉันไม่รู้ว่าต้องเตรียมการแค่ไหน โทษทีนะ พวกเขาก็เป็นดอกไม้ที่ดีนะ แทนที่จะแตกหัก ยอมตกอยู่ในมือของฉันยังจะดีกว่า ในทางกลับกัน... หึ ฉันล้อเล่น เธอดีที่สุดอยู่แล้ว” Shalom ตอบ
“อะไร จะควบคุมฉันอีกรึไง? จะใช้วิธีไหนอีกล่ะ?” Coquelic เริ่มหรี่ตาไม่ไว้ใจ
“ไม่แล้วล่ะ ฉันทำในสิ่งที่ฉันต้องทำแล้ว ฉันไม่ต้องผลักเธอไปมาแล้ว เธอทำลาย Rule หลบหนีจากอารมณ์ของฉัน และกลายเป็นอิสระแล้ว”
มิตินี้เริ่มสั่นคลอนอีกครั้ง Shalom มองดูหนามสีน้ำเงินที่หนาและเข้มขึ้นเรื่อยๆ มีเวลาเหลือไม่มาก แต่ก็เพียงพอ
“เอาล่ะ วิ่งหนีเอาชีวิตรอดสิ” Shalom พูดออกมาอย่างใจเย็น

เสียงของ Shalom จางหายไป เสียงคำรามดังสนั่นออกมาจากรอยแยกมิติที่ Coquelic เปิดเอาไว้ มีอสุรกายตัวใหญ่ยักษ์(Rebel) พยายามจะเข้ามาในมิตินี้ ใช้กรงเล็บของมันฉีกกระชากรอยแยกให้่กว้างขึ้น แสงสีน้ำเงินขนาดใหญ่ทิ่มทะลวงทันที สัญลักษณ์สามเหลี่ยมแห่งแสงเริ่มปรากฏขึ้นตามร่างกายของมัน จนเกิดควันสีขาว มันไม่ใช่ตัวตนที่มีกายหยาบ แต่เป็นตัวตนแห่งอารมณ์ เหมือนพายุที่โหมกระหน่ำ มันกรีดร้องและคำราม กรงเล็บหนามมากมายทิ่มแทงเข้าที่คอ พยายามบีบคอมันที่พยายามดิ้นรน ฉีกกระชากทุกอย่างให้ขาด
Christina เกือบจะอาเจียนเพราะมาเนียที่คลุ้มคลั่ง แต่ภายใต้ตัวตนที่บิดเบี้ยว น่ากลัวดั่งปีศาจของมัน Christina รู้สึกคุ้นเคยกับความรู้สึกนี้ดี
“พี่..Shalom เหรอ?” Christina ถามออกไป Coquelic ที่ได้ยินคำถามนั้นก็ตกใจแทน
ตัวตนนั้นคำราม ทำให้มาเนียที่อยู่ภายในตัว Coquelic สั่นไหว อยากจะคำรามตาม โหยหวนพร้อมกับมัน อยากจะเป็นอิสระ ทำลายทุกอย่างที่ผูกมัด
เพิ่มเติม
-เหมือนหมาตัวแรกหอน หมาตัวสองก็ต้องหอนตามอ่ะ…
-รอยแตกที่คอ Shalom ชัดมาก รอยแตกพวกนี้น่าจะเป็น การถูกกัดกร่อน ที่ Paradeisos พูดถึงบ่อยครั้ง

Shalom ถูกมันควบคุม หรือส่วนหนึ่งของวิญญาณ Shalom เชื่อมโยงกับมัน? หรือ Shalom กลายเป็นส่วนหนึ่งของมันกันแน่? Coquelic นึกถึงคำพูดที่ Shalom พูดเอาไว้เรื่องหัวใจที่ถูกโยนไปอีกฟาก
“งี้นี่เอง... นี่คือความรู้สึกของเธอที่ถูกเนรเทศออกไปโดย Paradeisos สินะ นี่คือหัวใจของเธอ ควบคุมมาเนียไม่ได้ทั้งหมด เลยต้องใช้หัวใจของมนุษย์ควบคุมมาเนียผ่านตัวตนนี้ ความรู้สึกที่เป็นเหมือนของเธอ... นี่คือพลังที่แท้จริงของเธอ เพื่อยั่วโมโหฉัน เธอบิดเบือนคำสั่งของ Paradeisos สิ่งที่เธอทำกับฉันมัน...”
Coquelic อยากจะพูดต่อ แต่ Shalom ยิ้มพร้อมกับยกมือขึ้น ทำปาก “ชู่…” ด้วยนิ้วชี้ของเธอ(จุ๊ๆ ไว้ เดี๋ยวเขารู้)
“มันไม่ใช่ความเกลียดชังหรอก มันคือพลังที่พวกเราทุกคนเกิดมาพร้อมกับมัน ถ้าพูดออกมาดังๆ มันก็จะไม่มีความหมายทันที ชีวิตของเธอได้รับพลังยืดไปนิดหน่อย ใช้มันดีๆ นะ Coquelic”
เพิ่มเติม
-เงื่อนไขการ Mark ของ Shalom ตรงนี้เป็นการยืนยันว่า คนที่จะถูก Mark ได้ ต้องมีความรู้สึกหลักๆ เดียวกันกับ Shalom
-ความรู้สึกเดียวกันกับของ Shalom คือ 1. การกบฏต่อต้าน (Donald ชัดสุด) 2.การไม่เชื่อฟัง ดื้อรั้น (Rahu ชัดสุด รวมถึง Christina ด้วย) และ 3. อยากเป็นอิสระ (Coquelic ชัดสุด) หรือโดยรวมก็คือคำว่า Rebel ตามชื่อ

Coquelic เข้าใจแล้ว มองไปที่ Shalom และปีศาจด้านหลัง(Rebel) ที่ถูกโซ่ตรวนไม่รู้กี่ครั้ง เป็นครั้งแรกเลยที่ Coquelic ยิ้มออกมาได้อย่างสบายใจ
“มันกรี้ดซะน่าเวทนาเลย ไม่สงสารมันบ้างเหรอ?”
“ไม่ล่ะ เทคนิคการแยกสกัดมันสมบูรณ์แบบ นานแล้วที่ฉันไม่ได้รู้สึกอะไร” Shalom ตอบพร้อมกับเงยหน้ามองดูมิตินี้ที่พังทลาย ลำแสงสีฟ้ามากมายทิ่มทะลวงปีศาจตัวใหญ่ยักษ์(Rebel) รวมถึงตัว Shalom ด้วยเช่นกัน แต่ Shalom ไม่สนใจด้วยความเคยชิน
“ฉันคงมาได้แค่นี้แหละ หลังจากออกไปแล้ว จำไว้นะ ว่าเรื่องนั้นสำคัญกับฉันมาก” Shalom ยังคงย้ำกับ Coquelic
“เฮ้ออ… ช่างเถอะ ฉันไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเธอคิดอะไรอยู่ ขอบใจที่เธอทำให้ฉันถึงไม่เหลือแรงดูแลตัวเองแล้วกัน ฉันไม่รับจ้างคำขอนี้ เชิญไปทำเองนะ”
สิ่งที่ตอบ Coquelic กลับมาคือเสียงคำรามของปีศาจยักษ์(Rebel)ตนนั้น มันพยายามตะกุยตะกาย กระชากโซ่ตรวนออกจากตัวเองในความเวิ้งว้าง สู้กับหนามสีน้ำเงินที่ทิ่มแทง ทำลายกรงขังที่กักขังมันมานานหลายปี
Shalom มองห้องมิตินี้ค่อยๆ พังทลายลง มาเนียจากอีกฟากไหลทะลักเข้ามา กฎ Rule อันแสนศักดิ์สิทธิ์พังทลายลง นี่คือพลังของเธอ ไม่ถูกจองจำ ไม่ถูกบิดเบือน ไม่ถูกพรากไป หัวใจที่แท้จริง Shalom เอามันกลับคืนมาด้วย ‘เหตุผล’ ทุกอย่างถูกจัดเตรียมและดำเนินไปตามแผนการ ไม่ว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นจะเป็นสนามรบสนามแรกหรือสุดท้ายของเธอก็ตาม
เพิ่มเติม
-เรื่องนั้นสำคัญกับฉันมาก ทวงให้ Coquelic ไปช่วย Chief
-Coquelic พูดไปงั้นแหละ แต่สุดท้ายก็ทำตามคำขอของ Shalom แถมทำดีเกินเหตุด้วย

Coquelic หลับตาลง พยายามไม่เอาใจตัวเองลงไปเล่นด้วย บอกตัวเองว่า ‘นี่ไม่ใช่เรื่องของฉัน ต้องมูฟออน’
Coquelic กระชาก Chirstina ที่สภาพจะโดนมาเนียกลืนกินแล้วขึ้นมา แล้วดึงดาบออกจากตัวเอง
“ยัยหนู ฉันจะพาเธอออกจากที่นี่ พอออกไปแล้ว พาฉันกลับไปพวกเขาทันทีนะ ถ้าช้าหรือลังเลแม้แต่วิเดียว ฉันจะฉีกแกออกเป็นชิ้นๆ ถ้าโกหกฉันล่ะก็ ฉันจะทำลายโลกใบนี้ทิ้ง จำคำของฉันไว้”
ลำแสงมากมายทิ่มทะลวงราวกับว่าพยายามจะควบคุมคนบ้าคลั่ง Leviathan(Rebel) ตัวนี้ถูกปักตรึงลงพื้น มันกรีดร้องออกมาจนหูแทบแตก ไม่สามารถดิ้นออกได้ จนตัวมันเริ่มแผ่ลำแสงออกมา ทำลายห้องมิติแห่งนี้ รอยแยกมาเนียเริ่มห่างมากขึ้นเรื่อยๆ Christina ที่ได้ยินก็เริ่มปวดหัว อารมณ์มากล้นผุดขึ้นมา รู้สึกเหมือนตัวตนจะถูกลบล้างไป
Christina เผลอปล่อยมือ Coquelic เพื่อวิ่งกลับไปหา Shalom แต่วินาทีนี้ มนุษย์เป็นสิ่งไร้ค่า แสงสว่างจ้า อาบทุกอณูของห้องนี้ ผลักเหวี่ยง Christina ออกไป Christina เห็น Shalom ที่กำลังโดนมาเนียกลืนกิน เธอมองมายัง Christina ไม่ทำอะไร ราวกับว่ารออะไรบางอย่างอยู่ ผิดกับ Christina ที่พยายามเรียกชื่อ Shalom ซ้ำแล้วซ้ำอีก
เพิ่มเติม
-Leviathan คือชื่ออสูรจาก Bible

Rahu ปรากฏตัวขึ้น ใช้โล่ตัดลำแสงทุกอย่าง แล้วดึงตัว Christina ออก Shalom เห็นแบบนั้นก็ยิ้ม แล้วขยับปากพูดอะไรบางอย่าง Christina ไม่รู้เลยว่า Shalom พูดว่าอะไร แต่ Rahu ชะงักลังเล แล้วก็ตัดสินใจพา Christina ออกจากมิตินี้
ทุกอย่างขาวโพลน มีสามเหลี่ยมขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นในพื้นที่แห่งนี้ หนามแหลมสีน้ำเงินร่วงหล่นราวกับสายฝน กลืนกินทุกอย่าง ทั้ง Leviathan(Rebel) ที่คำราม และ HUSH ที่เงียบงัน


กลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง เสียงแจ้งเตือนนิรภัยดังลั่น หน่วย HUSH ตรวจจับได้ถึงความผิดปกติของ Hush-X จึงรีบเข้ามากำจัดทุกอย่าง แต่ Coquelic คอยจัดการอยู่
“ตายยัง ยัยหนู!”
เสียงแรกที่เข้ามา Coquelic พยายามตะโกนเรียกปลุก Christina ที่ยังเบลออยู่ให้ได้สติ Coquelic อยากไปหา The Garden แล้ว แต่แล้วก็มีเสียงเหล็กกระแทกเข้ามาในห้อง Rahu เข้ามาสั่งการหน่วย HUSH ทันที
“อัปเดตภารกิจ ตัวแทนจาก Paradeisos จะมารับตัว HUSH ที่เหนื่อยล้าในเร็วๆ นี้ ในระหว่างนี้ ฉันจะเป็นคนจัดการเอง”
แม้ Rahu จะเป็นคนพูด แต่เพราะเป็น Sinner ที่ Hush-X เป็นคน Mark ทำให้หน่วย HUSH ไม่เชื่อถือเหมือนกัน แต่ข้างๆ Rahu กลับมี Schorl ตัวใหม่อยู่
เพิ่มเติม
-Schorl ของ Rahu เป็นคนละอันกับของ Shalom เป็น Schorl อันใหม่จริงๆ

“สภาวะในห้องสังเกตการณ์ผิดปกติ อัปเดตคำสั่ง: กู้ร่างของ X เพื่อยื้อชีวิต มลพิษในศูนย์กลางแตะระดับอันตราย หน่วย HUSH เข้าประจำการ ทำการควบคุม Sinner ระดับ S ส่วน Rahu ดำเนินการกู้คืน X และกำจัดต้นตอการปนเปื้อนทั้งหมด หากพบความผิดปกติให้รายงานโดยทันที”
Rahu รับคำสั่งของ Schorl เมื่อเห็น Christina ที่เป็น Sinner ที่ Shalom เคย Mark อีกคน Rahu รีบบอกว่า
“ทีมติดตามของ MBCC อยู่ขอบชายเมือง ถ้าต้องพาเธอ(Christina)ออกไปอาจจะเสี่ยง ฉันขอแนะนำการโยกย้าย ถ้าจำเป็น ก็สามารถใช้การบิดเบือนความทรงจำของ 9th Agency ได้ เพราะเธอ(Christina)ก็มี Mark ของ X แม้ว่าจะไม่ลึกมากก็ตาม”
“...เป็นการกระทำที่ไม่จำเป็น ส่งต่อให้ MBCC ได้เลย อุบัติเหตุในครั้งนี้เสียค่าใช้จ่ายมากเกินไปแล้ว ถึงเวลาต้องยอมตัดทิ้ง ตอนนี้งบทุกอย่างต้องเก็บไปทุ่มให้ Underground เอาล่ะ เร็วๆ เข้า” Schorl ตอบกลับ
เพิ่มเติม
-Paradeisos ลองเชิง Rahu บ่อยมาก ไม่ไว้ใจเลย
-Schorl ที่ออกคำสั่งตอนนี้เป็น EDGE-02

Christina ได้ยินเสียงเท้าของ Rahu ที่เข้ามาใกล้ พยายามลืมตาให้ได้ แต่ Christina กลับรู้สึกคิดถึงอดีตบางอย่างแทน
“...มาช่วยเหรอ?”
Christina พูดพลางเห็นแสงสีขาวเจิดจ้าห่อหุ้มร่างกาย รู้สึกเหมือนบางอย่างในส่วนลึกของตัวตนถูกกระตุ้นขึ้นมา บาดแผลบนตัวเริ่มสมานตัวราวปาฏิหาริย์ แต่การก็รับรู้ว่าอะไรกำลังเกิดขึ้่น ทำให้ Christina ถูกความหวาดกลัวกลืนกินจนแทบหายใจไม่ออก
“ไม่ ไม่!! เธอจะใช้พลังกับฉัน เธอจะควบคุมฉัน! ปล่อยฉันนะ! ฉันไม่อยากได้ ฉันจะไม่อยากโดนเธอควบคุมอีกแล้ว” Christina พยายามต่อต้านทุกอย่าง
Christina ผลัก Shalom ออกอย่างรุนแรง Shalom ล้มหงายหลังไปเหมือนหุ่นที่ว่างเปล่า ทำให้ Christina เกิดกลัวขึ้นมา รีบคว้าตัว Shalom กลับเข้ามากอดทันที แสงสีขาวรอบๆ หายไปหมดแล้ว แววตาของ Shalom เริ่มเหม่อลอยกลวงเปล่า จนไม่มีอะไรเหลืออยู่เลยนอกจากสามเหลี่ยมบนดวงตา Christina เริ่มสับสนว่าตัวเองกำลังโดนควบคุมรึเปล่า? ยิ่งคิดก็เหมือนยิ่งกลับไปอยู่ในอดีต ความทรงจำที่ถูกกดทับไว้ผุดกลับขึ้นมา
เพิ่มเติม
-ตรงนี้เนื้อเรื่องเปรียบเทียบ Shalom เหมือนคนตายตาไม่หลับ ยังมีห่วงอีกหลายๆ อย่าง

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━
ย้อนไปในอดีต
“ความยุติธรรมน่ะ มีอยู่จริงอย่างแน่นอน ฉันเคยเห็นมันกับตา ในโลกที่บริสุทธิ์ โลกจริงๆ ที่ทุกอย่างในหัวใจมนุษย์ถูกเปิดเผยอย่างหมดเปลือก... ที่นั่นฉันได้เห็นความยุติธรรม และมันจะคงอยู่ตลอดไป” Shalom พูดบอก
“ถ้ามันคงอยู่ตลอดไป... แปลว่ามันแข็งแกร่งมากเลยเหรอ? แข็งแกร่งมากพอจะเอาชนะความชั่วร้ายได้รึเปล่า?” Christina ตัวน้อย ถามออกมา
คำถามนั้นทำให้ Shalom หัวเราะออกมา รอยยิ้มอันแสนอบอุ่นประดับอยู่บนใบหน้า Shalom เอนหัวเข้าไปหนุนไหล่ของ Christina ตัวน้อย

“บางครั้ง มันก็แข็งแกร่ง แต่หลายครั้งมันก็อ่อยแอ พวกเราอยู่ในยุคที่ไม่สมบูรณ์แบบ ผู้คนเชื่อมั่นในความโหดร้ายมากกว่า ความวุ่นวายบางครั้งก็สามารถมอบความสบายใจให้ได้ แต่สุดท้ายแล้ว มันจะต้องมีคนที่ต้องการความยุติธรรมอยู่เสมอ เหล่าผู้คนที่กล้าหาญ คนที่ถูกกดขี่ คนที่ไม่ยอมแพ้ ฉันไม่คิดว่ามันเป็นความไร้เดียงสา...”
คำพูดมากมายของ Shalom ห่อหุ้ม Christina ราวกับเป็นอ้อมกอดอันแสนอบอุ่น ก่อนจะเลือนหายไป

แสงสีขาวที่ทำให้ Christina หวาดกลัวได้หายไปแล้วแท้ๆ แต่ตัวเธอกลับดึงรั้ง Shalom ให้พิงลงมา Christina กอด Shalom ไว้แน่น
“มันไม่ใช่ความไร้เดียวสาหรอก… มันคือการยืนหยัดต่อต้านโลกอันแสนวุ่นวายนี้่ของเธอ...” เสียงของ Shalom ยังคงดังกึกก้องอยู่ในใจ

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━
กลับมาปัจจุบัน
เมื่อกลับสู่โลกแห่งควาเป็นจริง Christina กอด Shalom ไว้แน่น ไม่ยอมปล่อย
“Coquelic! ฉันจะทำตามสัญญา แต่ฟังฉันก่อน จำทุกคำพูดของฉันไว้ พ่อฉันคือ Marshall Collins เป็นผู้ฝึกสอนหน่วย FAC-G42 สละชีวิตเพื่อปฏิบัติการ Eclipse ในปี N.F.103 จากการเสียสละ พ่อได้รับเหรียญเชิดชูความกล้าหาญ ชั้นที่สอง ของ FAC ฉันไปเยี่ยมพ่อทุกปี ภูมิใจในตัวพ่อที่สุด! เพราะงั้น คงมีชีวิตรอด ช่วยพวกเขาจากนรกไม่ว่าจะขุมไหนก็ตาม ถ้าหาไม่เจอ ก็กลับมาหาฉันให้ได้ ฉันจะไม่มีวันยอมแพ้ เข้าใจไหม?”

Coquelic ที่ได้ฟัง เข้าใจสถานการณ์ทันที รีบกวัดแกว่งดาบและวิ่งหนีออกไปโดยไม่หันกลับมา ครั้งนี้ Coquelic ไม่ได้สู้เพื่อการล้างแค้นแล้ว Rahu มอง Coquelic ที่หนีไปได้ สลัดคราบเลือดต่างๆ ออกจากโล่ แล้วหันกลับไปหา Christina
“เธอ(Coquelic)ได้ยินและไปแล้ว ไม่ใช่ผู้หญิงที่จะรั้งไว้ได้ ปล่อยเธอ(Shalom)ซะ Chris ทาง Paradeisos ต้องการ Shalom ฝากเธอ(Shalom)ไว้กับฉันแล้วทุกอย่างจะไม่เป็นไร ต่อให้เธอ(Christina)รู้สึกไร้พลัง ไม่สามารถเปลี่ยนอะไรได้ก็ตาม แต่ตอนนี้เธอไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว ยังมีเส้นทางอีกยาวไกล”
Rahu ยื่นมือมาเพื่อรับร่างของ Shalom ที่ไร้สติ Christina กอดร่างนั้นไว้แน่นจนวินาทีสุดท้าย ภายใต้สายตาของ Schorl และ หน่วย HUSH ลางสังหรของ Christina ในใจรู้ดีว่าจะให้ร่างนี้ไป Shalom จะไม่ได้กลับมาอีก เพราะงั้น อยากจะบอกอะไรก็ต้องบอกตอนนี้
เพิ่มเติม
-Christina เป็นคนที่ลางสังหรดีตลอด เป็นจริงตามที่ลางสังหรบอกตลอด
-Christina ยังคงรัก Shalom มากๆ มากกว่าพี่สาวคนหนึ่ง เทียบเท่าได้เป็นดั่งแม่
-ตอนนี้ Rahu ไม่ได้โดน Shalom คุมร่างแล้ว เป็นตัวของตัวเองขึ้นมาบ้าง
-Rahu ติดเรียกชื่อ Christina ว่า Chris ไปแล้ว

‘จนถึงตอนนี้ ฉันก็ยังแยกไม่ออกเลยว่าพี่พูดความจริงหรือหลอกลวง และก็ยังยอมรับสิ่งที่พี่ทำกับฉันไม่ได้ทั้งหมด แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็ยวงรู้สึกผูกพันกับพี่ ยังไม่อยากจากไป หรือว่านี่เองก็เป็นอารมณ์ที่ถูกชักนำขึ้นมา? สิ่งที่ถูกควบคุมไว้จะรู้สึกได้ขนาดนี้เลยเหรอ? ถ้าฉันย้อนกลับไปบอกตัวเองในวันนั้นได้ ฉันก็ยังจะเลือกให้เธอเชื่อพี่ เชื่อในความยุติธรรมที่พี่พูดถึง... แม้มันจะเป็นคำโกหกก็ตาม แต่พี่ก็ได้คืนความเชื่อนั้นให้ฉันในช่วงเวลาที่ฉันต้องการมันที่สุด ในช่วงเวลาที่ฉันอ่อนแอที่สุด ทำให้ฉันมายืนอยู่ตรงนี้ได้ในวันนี้ ฉันชอบพี่มากจริงๆ พี่ Shalom’
Christina คิดอย่างนั้น แต่กลับพูดอีกอย่าง
“HUSH Shalom ฉันรู้ว่าฉันยังจับพี่ไม่ได้ และฉันก็ยังไม่มีพลังมากพอที่จะหยุดการกระทำชั่วร้ายของพี่ แต่… ฉันจะไม่หยุดตามล่าพี่ จับตาสังเกตทุกย่างก้าว เปิดโปงแผนการลับที่พี่ซ่อนไว้ วันหนึ่งฉันจะแฉความจริงทั้งหมดที่พี่ปิดบัง
ฉันยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะลงทัณฑ์ในนามของความยุติธรรม แต่สักวันหนึ่ง... จะต้องมีใครบางคนทำได้”
‘ฉันจะพาพี่กลับมาเอง…’
Shalom ในตอนนี้ไม่ได้ยินอะไรแล้ว ร่างกายอ่อนแอและเปราะบาง ไม่สามารถพยุงเธออยู่ต่อได้ สามเหลี่ยมเรืองแสงสีฟ้าดึงสติสัมปชัญญะของ Shalom เข้าสู่ห่วงลึกอันไร้ที่สิ้นสุด ดึง Shalom ออกให้ห่างจาก Christina ทิ้งร่างกายที่เย็นยะเยือกไว้เบื้องหลัง ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่หลงเหลืออยู่คือรอยยิ้มอันแสนลึกลับ ที่อาจจะไม่มีผู้ใดเข้าใจได้ตลอดกาล
เพิ่มเติม
-Christina เริ่มเติบโตในเส้นทางของตัวเอง แม้จะมีแต่ความจริงที่เจ็บปวด แต่เธอก็ยังรัก Shalom ในฐานะผู้ที่เคยมอบโอกาส อนาคตในเนื้อเรื่องบทใหญ่ๆ ที่เกี่ยวกับ HUSH หรือไม่ก็ Shalom เราอาจจะได้เห็น Christina อีกครั้ง
-ตอนนี้มีเนื้อเรื่องย่อย Christina เป็นเนื้อเรื่อง Christina's Detective Casebook: Cipher Blitz (จากอีเว้นท์ Hilda) สามารถอ่านได้ที่ Discord ของ EDGE-TH (จิ้ม)

วันที่ 26 เดือนสิงหาคม N.F. 113 แนวด่านป้องกัน Black Ring ของฝั่งตะวันตกได้เริ่มต้นใช้งานอย่างเป็นทางการ Adrian ประกาศใช้งานและอวยพรให้เมืองผ่านพ้นวิกฤตไปได้
ฝนสีครามยังคงตกลงมา ร่างกายของ Coquelic ยังพักฟื้นไม่เต็มที่ เพิ่งหนีออกมาจากห้อง HUSH นั่นได้หมาดๆ ยังคงนึกถึงคำพูดของ Shalom
“ไปปลดปล่อยเธอ(Chief)ซะ Coquelic”
เสียงในหัวคำนี้ ดังอยู่เรื่อยๆ แม้จะไม่อยากนึกถึงมากแค่ไหนก็ตาม Coquelic มายังสุสานของ FAC ตามหาป้ายของพ่อ Christina แต่ยังไม่ทันเจอ Thistle ก็วิ่งเข้ามากอดทั้งน้ำตาทันที หลักฐานทุกอย่างในมือหลุดร่วง Thistle พยายามบอกว่าจะไปหาพี่ๆ ทุกคนแทน Coquelic เอง Coquelic ไม่ต้องไปก็ได้ แต่อย่างน้อยๆ ก็เป็นการยืนยันว่า The Garden ยังไม่หายไปไหน
เพิ่มเติม
-หลักฐานเช่น แผนที่ เอกสาร ฯลฯ รวมถึงเอกสารจาก Paradeisos ที่ยืนยันภารกิจที่จะมอบหมายให้นักฆ่าจาก The Garden ที่โดน Mark จาก X แล้ว

ณ ช่องแชท Paradeisos
EDGE-07: ระบบ HUSH ถูกแทรกแซงแล้ว Rules ถูกทำลาย มาเนียแทรกซึมเข้าห้องสังเกตการณ์ที่ 2 เป็นที่เรียบร้อย พื้นที่นั้นไม่สามารถเข้าถึงได้อีกต่อไปและเกินกว่าจะซ่อมแซม จำเป็นต้องดำเนินมาตรการควบคุมอย่างเร่งด่วน เราสูญเสียการเฝ้าติดตามพื้นที่ BR-002 ทั้งหมดแล้ว
EDGE-03: จาก log สุดท้ายของ Schorl มี Sinner ระดับ S เข้าโจมตีหน่วย HUSH โดยตรง กำจัด Schorl ก่อนที่จะสามารถยับยั้ง X ไว้ได้ สร้างความเสียกายกับร่างกายของ X และบุกรุกเข้าพื้นที่จิตสำนึก
EDGE-07: เหลือเวลาใช้งานอีกแค่ 1 เดือน X ก็จะถูกเลิกใช้และทำลาย มีตัวแทนที่มารอแล้วแท้ๆ เธอถูกกำหนดให้เป็น HUSH ที่สมบูรณ์แบบที่สุด แต่กลับถูกศัตรูทำลายในวินาทีสุดท้าย ห้องสังเกตการณ์ทั้งหมดก็พังลงไปด้วย
EDGE-04: Underground เป็นคนทำ! ในเดือนกรกฎาคม พวกมันเจอระบบ HUSH และรู้ถึงความสำคัญ เลยส่งนักฆ่ามาขัดขวางปฏิบัติการของเรา คนที่โจมตีคือหัวหน้าของ The Garden นี่แหละ รวมถึงทำลาย Schorl แยกส่วน X และแทรกซึมเข้าห้องสังเกตการณ์
EDGE-02: … ฉันคุ้นเคยกับหัวหน้า The Garden ดี ทรงพลัง แต่ไม่ขนาดนี้ X คงไม่สามารถยุ่งเกี่ยวกับรอยแยกได้ด้วยตัวเอง ตามทฤษฎีแล้ว Sinner ระดับ S ก็ไม่ควรจะสามารถทำลาย Rules ได้แม้จะปิดกั้น X ก็ตาม ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการทำให้รอยแยกในห้องสังเกตการณ์แตกออกจากกันขนาดนั้น นอกเสียจากว่า... หัวหน้าของ The Garden ไปเจอกับตัวกระตุ้นบางอย่าง ซึ่งรวมถึงการปะทุของมาเนียในตัว…

EDGE-02: ... รวบรวมข้อมูลทั้งหมดของ X นับตั้งแต่เธอเริ่มปฏิบัติการ รวมถึงบันทึกทุกชุดของ Schorl แต่ละชิ้น และข้อมูลทั้งหมดที่มีการเชื่อมกันในระหว่างช่วงที่เธอเฝ้าสังเกตการณ์ จากนั้นดำเนินการวิเคราะห์อย่างละเอียด
EDGE-03: วิเคราะห์เรียบร้อย ตลอดเวลา 9 ปีที่ผ่านมา X ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมในทุกภารกิจ โดยความคลาดเคลื่อนทั้งหมดอยู่ภายในขอบเขตที่ปลอดภัย การรับมือกับสถานการณ์วิกฤตของเธอมีความแม่นยำ และทุกแผนที่ผ่านการปรับให้เหมาะสมก็ได้รับการยืนยันภายหลังว่ามีความสมเหตุสมผลและน่าเชื่อถือ ไม่พบสัญญาณของการมีสติรู้ตัวเอง และไม่เคยมีการแจ้งเตือนระดับ 5 หรือสูงกว่าจาก Schorl ตลอดช่วงการทำงานของระบบ เธอมีความน่าเชื่อถือมากกว่าที่คาด การสูญเสียเธอไปจะเป็นความเสียหายครั้งใหญ่ ทั้งหมดนี้ย่อมเป็นผลดีต่อ Underground อย่างชัดเจน เพราะพวกเขาสามารถพลิกเกมกลับมาได้
EDGE-03: แต่ถึงอย่างนั้น ก็มีความไม่สอดคล้องกันอยู่หนึ่งอย่างที่หาเหตุผลมารองรับได้ยาก X ใช้พลัง Mark สองครั้งกับ Sinner ระดับต่ำ แต่ก็ไม่กลืนกิน Sinner คนนี้เข้าไปทั้งหมด ครั้งแรกอาจอธิบายได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการทดสอบภาคสนามระยะแรกของ X ซึ่งเธอเฝ้าสังเกตการพัฒนาของ Sinner คนหนึ่ง แต่การใช้ความ Mark เป็นครั้งที่สองกลับไม่สามารถหาเหตุผลเชิงตรรกะมารองรับได้เลย บุคคลที่ถูก Mark นั้นไม่มีคุณสมบัติใดที่ควรดึงดูดความสนใจจาก X ไม่ว่าจะในแง่ของทักษะ คุณสมบัติ ศักยภาพ หรือความเชื่อฟัง ทั้งหมดนี้สวนทางกับเหตุผลอย่างสิ้นเชิง

EDGE-07: นี่จะบอกว่าความสามารถในการ Mark ที่พวกเราสร้างมาเป็นสิ่งที่ทำให้ HUSH ปนเปื้อน มีอารมณ์ที่ไม่จำเป็นขึ้นมาเหรอ?
EDGE-03: มีโอกาสน้อย แต่ก็ไม่ใช่ไม่มีซะทีเดียว เพราะเทคโนโลยี Mark คือสิ่งเลียนแบบ Shackle ของ Underground เป็นสิ่งที่ถูกปนเปื้อนด้วยตัวตนมาเนีย ถูกบังคับให้ผสานรวมเข้ากับ X ซึ่งเราไม่อาจมองข้ามความเป็นไปได้ที่การเชื่อมโยงของมาเนียนี้อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อ Hush ได้ ฉันขอแนะนำให้ระงับการใช้งานระบบ Mark จนกว่าจะสามารถตรวจสอบและยืนยันประเด็นเหล่านี้ได้
EDGE-07: แต่ ถ้า X กำลังทรยศเราจริงๆ ก็น่าจะจงใจหลอกพวกเรานะ ตั้งใจทำให้ระบบ Mark เสื่อมเสียชื่อ เป็นการกระทำที่ฉันรับไม่ได้
EDGE-02: … เอาจริงแล้ว ไม่ว่าคุณจะทำอะไร มันก็ดูมีเหตุผลทั้งนั้น เมื่อคำนึงถึงตัวตนของคุณและมาเนียของคุณ... คุณเองก็เข้าใจพวกเราเป็นอย่างดี และคุณก็รู้ว่าความคิดเห็นของคุณไม่ได้มีผลต่อฉัน ความระแวงมากเกินไปต่อเจตนาของผู้อื่นย่อมนำมาซึ่งหลุมพรางทางอารมณ์ในตัวมันเอง เหตุผลนั้นยึดถือเพียงข้อเท็จจริง เป็นที่ทราบกันดีว่า ก่อนเกิดการบุกรุก การกระทำของ X ทุกครั้งล้วนบรรลุเป้าหมายโดยไม่เพิ่มความเสี่ยงใดๆ
EDGE-02: ส่วนแนวคิดเชิงการรับรู้ เช่น แรงจูงใจนั้น… ไม่ว่า X จะเริ่มแตกร้าวจากการ Mark Sinner ทำให้สร้างกลยุทธ์เพื่อชะลอการวิจัยเทคโนโลยี Mark หรือวางแผนแทรกแซงการเปลี่ยนส่งต่อผู้ใช้งานของระบบ HUSH เมื่อระบบจำนวนมากล้มเหลวเพราะตัวเธอ เราก็ได้กรณีศึกษาที่หาได้ยาก สามารถใช้ระบุจุดอ่อนและเสริมความแข็งแกร่งให้การพัฒนาในอนาคตได้ ในตอนนี้ เธอได้กลายเป็นวัตถุทดลองที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการผลักดันพัฒนาระบบ HUSH ให้ก้าวหน้า
EDGE-02: ปิดผนึกทั้งข้อมูลสำรองและตัว X ไว้จนกว่าจะมีการสร้างห้องสังเกตการณ์ที่ 2 ขึ้นใหม่ หลังจากนั้นให้ดำเนินการถ่ายโอนตำแหน่งและปลดประจำการ ซึ่งควรเป็นกระบวนการที่ใช้เวลาไม่นาน ทั้งระบบ HUSH และเทคโนโลยี Mark ต่างก็มีความเสี่ยงของมันเอง จนกว่าจะสามารถระบุสาเหตุที่แท้จริงของความผิดปกติของ X ได้ ขอให้ใช้ความระมัดระวังในระดับสูงสุดในการใช้งานระบบ ไม่ว่าระบบใดก็ตาม
เพิ่มเติม
-EDGE-07 คิดระบบ Mark
-Shalom จงใจไม่ให้ HUSH รุ่น 8 ทำงานอย่างเต็มที่ (Mark ไม่ได้เพราะโดนห้าม ถือว่าแสบมาก) แถมเริ่มการใช้งานล่าช้า
-แปลว่า Hush รุ่น 8 น่าจะ Mark ได้ใกล้เคียง Shackle จริง แต่น่าโดนระงับการใช้งานอยู่เพราะไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า Mark มีผลทำให้อารมณ์เข้าไปผสมกับ HUSH รึเปล่า
-ร่างของ Shalom ถูกนำไปทดลองต่อยอดระบบ HUSH รุ่นหลัง คิดว่าน่าจะเป็น HUSH รุ่นที่ 9

EDGE-02: เป็นจังหวะที่ดี X เพิ่งเสร็จสิ้นการตรวจสอบ Sinner ระดับ S-Class อย่างเข้มงวด ผลการปฏิบัติงานของเธอมีเสถียรภาพอย่างยอดเยี่ยม เก็บ Sinner ที่ถูก Mark ไว้และให้ตำแหน่งกับเธอให้สอดคล้องกับแผน เฝ้าติดตามระดับเสถียรภาพของเธออย่างใกล้ชิด เราจะสามารถประเมินสถานะปัจจุบันของ X ได้โดยประมาณจาก Sinner คนนี้ ระหว่างช่วงเวลานี้ ให้เร่งจัดลำดับความสำคัญไปที่การกำจัดสายลับ เพราะการรั่วไหลของข้อมูลระบบ HUSH ไปยัง Underground ถือเป็นวิกฤตร้ายแรงที่สุดที่เรากำลังเผชิญอยู่
EDGE-02: หายนะครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น ณ Black Ring ที่ 2 เป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ระบบป้องกันของเราไม่สามารถรับมือกับมันได้เลย ขณะเดียวกัน Underground ก็กำลังเตรียมการเคลื่อนไหว การสู้เพื่อแย่งชิงการควบคุม Black Ring เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ SHP-13 ไม่ได้เป็นเพียงสิ่งจำเป็นเท่านั้น แต่มันคือปัจจัยชี้ขาด และ Underground จะได้รับรู้ในไม่ช้า
EDGE-02: รวบรวมข้อมูลการสังเกตทั้งหมดของ X ตลอดหกเดือนที่ผ่านมา มันจะมอบความได้เปรียบที่เราต้องการให้กับเรา ค้นหา SHP-13 ยึดตามแผนเดิม และกำจัด Underground Shepherd ให้สิ้น Paradeisos ได้สูญเสีย “เครื่องมืออันทรงคุณค่า” ไปแล้ว ดังนั้นเราต้องดึงคุณค่าทุกส่วนที่ยังหลงเหลือจากสิ่งที่เธอทิ้งไว้ ปิดแชแนลการสื่อสาร HUSH-X ไว้จนกว่าจะถึงวันที่มันถูกเปิดใช้งานอีกครั้ง
เพิ่มเติม
-Shalom เปลี่ยนแผนของ Paradeisos ให้ต้องใช้ SHP-13(Chief) จากตอนแรกที่ไม่ใช้แน่นอน

‘... พวกคุณไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเครื่องมือหรอก’
Rahu ที่อ่านช่องแชทอยู่ได้แต่คิดอยู่ในใจ Rahu ค่อยๆ นำร่างของ Shalom ลงสู่ห้องฟื้นสภาพ มองดูร่างกายของ Shalom จมลงสู่ของเหลวฟื้นฟูสีฟ้าใส ของเหลวนี้จะค่อย ๆ ซ่อมแซมรอยแตกร้าวรุนแรงที่ปกคลุมทั่วร่างของเธอ และผนึกการตระหนักรู้ตัวตน อันเป็นอันตรายของเธอไว้ตลอดกาล
และแล้ว HUSH-X ก็จมลงสู่ก้นเบื้องลึก เลือนหายไปสู่ความเลือนราง ไม่ต่างจากตัวตนที่แท้จริงของเธอซึ่งไม่เคยมีใครได้กล่าวถึง
‘เธอทำมันสำเร็จแล้ว จะไม่มีใครมาแทนที่เธอ และจะไม่มีใครคิดกำจัดเธออีก ต่อจากนี้… อืม ช่างเถอะ ต่อให้ฉันถามไป เธอก็คงบอกให้ฉันเดินต่อไปคนเดียว โดยไม่หันกลับมามอง ฉันจะไม่ยอมให้เธอตาย และฉันก็ไม่จำเป็นต้องให้เธอเป็นเครื่องมือของฉัน แต่ขอบคุณนะ ที่พาฉันมาถึงจุดนี้ และปูทางให้ทุกอย่างเกิดขึ้น’
Rahu หันหลังแล้วเดินออกจากห้องไป เบื้องหลังเธอ ประตูปิดลง Rahu เดินเพียงลำพัง เร่ร่อนอยู่ในโถงทางเดินอันว่างเปล่าของ Paradeisos พบพานใบหน้าที่ดูไม่คุ้นเคยอย่างเลือนรางทีละคน เธอเดินผ่านพวกเขาไปด้วยความสงบ บันทึกจดจำแต่ละใบหน้าไว้ในความทรงจำอย่างเงียบงัน
‘เฉยชา หยิ่งยโส กระวนกระวาย ไม่พอใจ…’ Rahu บันทึกจดจำทุกสีหน้าไว้ในใจของเธอ
‘นี่คือความเป็นจริงที่ซ่อนอยู่หลังม่าน ใครคือผู้ชักใย พวกเขากำลังทำอะไร และต้องการอะไร… ฉันกำลังจับตามองอยู่’
‘นี่คือความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง ใครคือผู้ชักใยบงการ พวกเขากำลังทำอะไร และมุ่งหวังอะไรอยู่… ฉันจะเฝ้ามองดูทุกอย่าง และฉันจะได้เห็นความจริง เพื่อที่วันหนึ่ง…’
เพิ่มเติม
-เธอทำมันสำเร็จแล้ว จะไม่มีใครมาแทนที่เธอ ถูกต้องตามที่ Rahu คิด เพราะว่า HUSH รุ่นที่ 8 ถูกจับไปอยู่ห้องสังเกตการณ์ที่ 3 (สร้างขึ้นใหม่) ไม่สามารถขึ้นแทน Shalom ที่เป็นตัวจริง (มีปมตั้งแต่เริ่มเลย)
-Rahu ได้เห็นร่างทดลองเยอะแยะมากมายในห้องนี้ แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นใคร

ณ ทุ่งทะเลดวงดาวแห่งดอกไม้สีน้ำเงิน
‘ฉันชอบดอกไม้ ไม่ยอมจำนนต่อสิ่งใด ไม่ถูกกักขังด้วยช่องว่างอันคับแคบ พวกเขาโหยหาดวงอาทิตย์ และเบ่งบานอย่างยิ่งใหญ่ในชั่วขณะซึ่งเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในชีวิต ฉันหลงใหลพวกเขา เพราะแม้จะถูกลิขิตให้สูญเปล่า พวกเขาก็ยังว่ายน้ำทวนกระแส เพราะแม้จะถูกลิขิตให้ร่วงโรย พวกเขาก็ยังมีชีวิตอยู่ ก้าวเดินไปสู่ความตายอย่างไม่หวั่นเกรง แม้จะถูกใครเด็ดไป พวกเขาก็ยังคงเป็นอิสระที่จะ…’


ณ สุสานแห่งการรำลึก FAC ก่อนเช้าตรู่ Christina ได้เจอกับคนที่ไม่คาดฝันว่าจะเจอ หลังจากที่เขียนจดหมายขอบคุณยาวยืดให้กับสารวัตร Dole
“อ้อ เธอยังไม่ตายสินะ” Thistle พูด
“กล้าดียังไงถึงโผล่หน้ามาเนี่ย Coquelic อยู่ไหน? ไม่ใช่ว่า Coquelic ควรจะเป็นคนมาขอบคุณฉันเหรอ?” Chistina พูด
“...เธอนี่ไม่เปลี่ยนไปเลย ยังบ้าบิ่นเหมือนเดิม ท่านอาจารย์ยุ่งน่ะ ฝากฉันมาบอกแทนว่า: ได้เลื่อนตำแหน่งบ้างยัง? พิสูจน์ตัวเองยังว่าไว้ใจได้? สถิติการปิดคดีเป็นยังไง จับคนร้ายไปกี่คนแล้ว? หรือว่ายังถ่วงอาจารย์ของตัวเองอยู่เหมือนเดิม?” Thistle พูดจบ Christina ได้ยินถึงกับกระแอม
“พ-พอได้แล้ว! วันนี้ฉันได้หยุดน่ะ เพราะงั้น... ไม่มีคดีให้ไข! น้องสาวของฉันเริ่มกลับไปเรียนแล้วน่ะ หยุดเรียนมานานมากแล้ว ฉันเป็นห่วงว่าจะโดนแกล้งตอนกลับมา ฉันเลยจะพาไปด้วย แล้วคนจาก MBCC ก็จะมารับตัวฉัน ความรู้ฉันยังน้อย ฉันยังมีพลังไม่มากพอ เพื่อจะทำในสิ่งที่ฉันอยากทำ ฉันยังต้องพยายามอีกเยอะ...” Christina เปลี่ยนเรื่อง
“โดนจับได้สินะ? ตกรอบตั้งแต่ยังไม่ทันได้เป็นนักสืบเต็มตัวเลยด้วยซ้ำ?” Thistle แหย่
“นี่คือการย้ายงาน ไม่ใช่การลดตำแหน่ง! ฉันถูกส่งไปฝึกและไปช่วยเสริมกำลังต่างหาก! พวกเขาต้องการนักสืบฝีมือดีอย่างฉันไปช่วยตามล่าตัวคน!”
“อ้อใช่ เดี๋ยวฉันจะไปฝั่งตะวันตกกับท่านอาจารย์น่ะ ดูเหมือนว่าทุกคนจะไปรวมตัวกันที่นั่น เพราะงั้น เธอคงหาตัวพวกเราไม่ได้แล้วนะ ฉันแค่อยากจะมาบอกก่อนไปน่ะ การแก้แค้นของฉันจบลงแล้วล่ะ ฉันไม่ต้องใช้ชีวิตในฐานะนักฆ่าแล้ว จากนี้ไป ฉันจะอยู่ใน The Garden ที่ทำให้ฉันสงบและมีความสุขที่สุด อยู่ปกป้อง The Garden ตลอดไป”
Thistle ยิ้มบอก เปล่งประกายเหมือนดอกไม้ที่ผลิบาน ก่อนจะหายไปในความมืดที่กำลังลับหายไปเช่นกัน แต่ Christina ยังคงอยู่ที่เดิม รอให้ฝนหยุดตก จบเรื่องราวเหตุการณ์คดีนี้
เพิ่มเติม
-Christina รักน้องมาก ต้องบอกว่าพี่น้องคู่นี้รักกันมาก
-จบอีเว้นท์ Flora Unfurl หลังจากนี้จะเป็นการเล่าคร่าวๆช่วงเนื้อเรื่องบท 13 จนกว่าจะถึงจุด Shalom ตรงๆ
-ความตลกอย่างหนึ่งของอีเว้นท์ flora Unfurl ด้วยความที่ Shalom เป็นคนชอบดอกไม้ แต่เหล่าแก๊งนักฆ่าของ Coquelic ใช้ชื่อว่า The Garden (สวนดอกไม้แห่งนั้น) เหมือน Shalom ไปทำลายสวนดอกไม้ทิ้งด้วยมือของตัวเอง ตบหัวลูบหลังปลูกใหม่อีกครั้ง


━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━
วันที่ 10 เดือนกันยายน N.F.113 มีการเปลี่ยนแปลงใน BR-002 ทางด้าน 9th Agency ยืนยันว่าเป็นฝีมือของ Underground ทางด้าน Shepherd ของ Underground เองก็เริ่มเคลื่อนไหวเช่นกัน Paradeisos พยายามจับตามองอย่างใกล้ชิด
ณ ช่องแชท Paradeisos
EDGE-03: ตั้งแต่เราเสียพื้นที่การสังเกตการณ์ของ BR-002 ไป เราก็ไม่สามารถติดตามดูการเคลื่อนไหวของศัตรูได้เลย เวทพรางตัวของพวกเขาอาจจะพัฒนาขึ้นไปอีก ทำให้ความเสี่ยงอยู่ในเกณฑ์ประเมินไม่ได้ พวกเราจะปล่อยให้ Underground ประสบความสำเร็จไม่ได้ ไม่งั้นเราจะหยุดยั้งหายนะที่อาจเกิดขึ้นไม่ได้ นี่คงจะเป็นการปะทะซึ่งๆ หน้ากันในรอบ 30 ปี กองกำลังของ Paradeisos จะเริ่มดำเนินการแทรกแซงในวงพื้่นที่จำกัด ปฏิบัติการนี้จะต้องร่วมมือกันทุกฝ่าย เตรียมตัวให้พร้อม
EDGE-03: พวกเราต้องชนะ ไม่ว่าจะด้วยวิถีทางใด หรือต้องจ่ายเท่าใดก็ตาม
เพิ่มเติม
-เกือบ 30 ปี ถ้าย้อนก็ประมาณ N.F. 84 ที่ DisSea ระเบิดกลายเป็น BR-000

วันที่ 22 เดือนกันยายน N.F.113 20:38 ในการประชุมคำสั่งลำดับที่ห้า การฟื้นฟูเขตตะวันตก โดยคณะกรรมการบริหาร ที่ประชุมพูดชมเรื่องที่สามารถควบคุม BR-002 ไว้ได้ รวมถึงกำจัดกองกำลังของ Rustfire ได้รับคำชมจาก Paradeisos แต่แล้วก็มีเสียงหัวเราะคิกคักเบาๆ เขาหันหน้าไปเจอสิบเอก Matilda Cavendish เขาเลยลงอารมณ์ ยกเรื่องที่ไม่สามารถบังคับให้คนจากฝั่งตะวันตกลงชื่อยืนยันตัวตนได้ แถมมีการลักลอบค้าขาย Hypercube โดยให้ Matilda เป็นคนอธิบายเพราะเป็นหน้าที่ของแผนกเธอ
Matilda นำภาพ Sinner(Corso) ที่ทำตัวหยาบคายใส่กล้องวงจรปิด ทำร้ายสมาชิกของคณะกรรมการบริการคนอื่น(Donald) มา พร้อมรายงานว่า Donald หายตัวไปสามสัปดาห์แล้ว ทางที่ประชุมเลยมอบหมายให้ Matilda จัดการเรื่องนี้แทน เพื่อที่คนอื่นจะได้ไม่ต้องไปเสี่ยงชีวิต
เพิ่มเติม
-ด้วยความที่ Matilda มาจากตระกูลใหญ่ Cavendish คนเลยมองว่า Matilda ไร้ความสามารถ จะมาสร้างชื่อเสียง หาอำนาจทางการเมืองที่ฝั่งตะวันตก แต่บางคนก็มองว่าโดนทิ้งไว้ฝั่งตะวันตก เป็นคนที่ไร้ประโยชน์ในตระกูล Matilda ได้ยินยังไงก็ไม่สนใจ
-Matilda เริ่มจากการเป็นเสมียนให้คณะกรรมการในปี N.F.112
-Corso เป็น Sinner คนหนึ่งที่มาจาก Rustfire

Matilda ลงทำงานภาคสนาม เข้าปะทะกับ Corso และ Hecate จนต้องขอเรียกกำลังเสริม แล้วแสร้งทำเป็นสลบไป นี่คือสิ่งที่คุยตกลงกับ Hecate และ Corso ไว้ว่าให้โจมตี ทำลายกล้องต่างๆเพื่อที่ Matilda จะสามารถกลับเข้าไปช่วย Rustfire ได้อย่างเต็มที่
Donald ยังคงคอยพยายามดูแล ปกป้อง Chief อยู่ คอยลงไปที่อนุสาวรีย์ Romanesque เพื่อเข้าไปเยี่ยมหา Chief ที่ถูกซ่อนตัวอยู่ แต่กว่าจะเข้าถึงตัวได้ก็ต้องทักทายเหล่า Sinner ที่อยู่ปกป้อง Chief ไม่ให้ใครเจอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Coquelic ที่ได้รับการไหว้วานจาก Shalom คุ้มกัน Chief ให้รอดพ้นจากทั้ง Paradeisos และ Underground
ทางด้าน Rustfire ต้องแอบหนีไปเรื่อยๆ ย้ายจุดพักหลบซ่อนไปเรื่อยๆ ไม่งั้น Paradeisos จะจับได้ Hecate ที่อยู่ด้วยเพื่อรอข่าวคราวเรื่อง Chief ก็เริ่มคุมตัวเองไม่ไหว ซึ่งแม้ว่า Donald จะมีข่าวคราวเกี่ยวกับ Chief แต่ก็ไม่สามารถบอก Hecate ได้ เพราะ Chief ยังไม่ได้สติดีเลย กลัวว่าถ้าบอกไป Hecate อาจจะทำอะไรบุ่มบ่าม
เพิ่มเติม
-Hecate ฝืนตัวเองมาก ปนเปื้อนมาเนียจาก BR-002 เพราะ Shackle ของ Chief(ที่สลบ) แต่ก็ไม่ยอมแพ้ ยังคงพยายามถามหาข่าวคราวของ Chief อย่างเต็มที่
-Chief มีคนปกป้องเยอะมาก มี Dudu, Oak Casket และ Coquelic แต่เอาจริงๆ แค่ Coquelic คนเดียวก็พอแล้ว
-ไหน Coquelic บอกไม่รับภารกิจนี้ไง ให้ Shalom ทำเอง(ฮา)
-Coquelic เตือน Donald เรื่องที่มีคนจาก Underground มาเจอ Chief แล้ว ถึงแม้ว่า Coquelic จะฆ่าไปแล้ว แต่ก็ไม่แน่ว่า Underground กำลังวางแผนอะไรบางอย่าง เลยไม่มาเอาตัว Chief ไปสักที


ครั้งนี้พอ Donald มาหาที่ Rustfire ได้วางแผนอะไรหลายๆ อย่างกับ Matilda เรียบร้อย เริ่มเดินทางออกจาก Rustfire Hecate ก็แอบตามออกมา เพราะรู้ว่า Donald มีข้อมูลของ Chief แต่ไม่ยอมบอก
Hecate ตามไปตามมา สถานการณ์พาไปจน Donald ได้เจอกับ FAC และกำลังถูกพาตัวเข้าไปฐานทัพของ FAC ทำให้ Hecate ที่แอบตามอยู่ฝืนตามต่อไม่ได้ เพราะ FAC สามารถเจอตัว Hecate ได้จากค่ามาเนีย อาจถูกส่งตัวกลับ MBCC ได้ทันที Samuel ที่เบื้องหลังคอยช่วยเหลือ Donald อยู่ห่างๆ จึงเรียกให้ Hecate ไปด้วยกัน
ในตอนนี้ FAC ต้องการสร้างความเสียหายให้ BR-002 ไม่มากก็น้อย เผื่อว่าการทำให้ BR-002 บาดเจ็บจะทำให้ Chief ตื่นขึ้น และจากข้อมูล 9th Agency มีการยืนยันว่าทาง Underground แอบส่งคนเข้าเพิ่มค่ามาเนียให้กับ BR-002 ทางด้าน FAC จึงตัดสินใจที่จะบุกเข้าขอบนอกของ BR-002 เพื่อไปกำจัดคนจาก Underground ซึ่งการที่ BR-002 อยู่ใน Drifter Camp นั้นเป็นอุปสรรคอย่างมากเพราะกลไกที่ Julien สร้างไว้อันตรายมาก ทางด้าน 9th Agency จึงแนะนำ Donald ที่คุ้นเคยกับ Drifter Camp เป็นอย่างดีให้กับทาง FAC อีกทั้ง Donald ยังได้รับการไว้วางใจจาก HUSH(Shalom) ของ Paradeisos อีกด้วย
เพิ่มเติม
-Adrian น่าจะวางแผนตรงที่อยากให้ Donald มาช่วย

การพูดคุยวางแผนระหว่าง FAC และ Donald ทำให้ Hecate ที่แอบดักฟังข้อมูลอยู่กับ Samuel รู้ว่า Chief ยังมีชีวิตอยู่ Hecate ดีใจมีแรงสู้อย่างมาก แต่พอทุกคนจะเข้า BR-002 Hecate ไม่สนใจ ไม่เข้าใจว่าจะทำไปเพื่ออะไร Samuel ถึงอธิบายให้ Hecate ฟังว่าถ้าจะปลุก Chief ให้ตื่น ต้องขจัดมาเนียออกจากตัว Chief ซึ่งมีเพียงเทคโนโลยีจาก Underground เท่านั้นที่ทำได้ สิ่งนั้นคือ ลูกบาศก์สีขาว(White Cube)
แผนการคือ Donald ล่อลวง FAC ให้เข้าไปในเขตบริเวณ BR-005 สู้และล่อลวงความสนใจของ Underground ส่วน Samuel กับ Hecate จะไปเอาลูกบาศก์สีขาว(White Cube) จากพรรคพวก(Bai Yi) ที่ขโมยมาจาก Underground
เพิ่มเติม
-Bai Yi เป็น Sinner จาก Underground (Shepherd ของ Underground เป็นคนเก็บไปเลี้ยง)มีความเกี่ยวข้องอย่างมากกับ Che และ K.K. เป็นคนที่พา Zoya ไปรักษาหลังเหตุ BR-004 ด้วย
-Rust ติดต่อกับ Donald ในฐานะความช่วยเหลือจาก 9th Agency

Donald และทหาร FAC เริ่มบุกเข้าขอบนอกของ BR-002 สู้ปะทะกับมอนสเตอร์อยู่นาน จนสามารถระบุตำแหน่งของ Underground ได้ ซึ่งคนที่เพิ่มมาเนียให้ BR-002 คือ Parma ตามเคย Donald ได้บอกตำแหน่งพิกัดกับ Rust และส่งต่อให้ Langley (หัวหน้า 9th Agency) ได้ยิง Parma บรรลุตามเป้าหมายที่ FAC ต้องการ เมื่อภารกิจเสร็จสิ้น Donald ก็ทำเป็นสู้กับมอนสเตอร์ต่างๆ เนียนแอบออกจากกลุ่ม FAC ไปดูร่องรอยของ Parma แล้วหาจังหวะไปยิงพลุสัญญาณ ณ จุดนัดพบ ก่อนจะกลับไปหา FAC
ทางด้าน Samuel และ Hecate ที่เห็นพลุสัญญาณของ Donald ก็เริ่มเดินตามแผน ไปที่จุดนัดพบอีกจุด และยิงพลุสัญญาณอีกครั้ง รอพรรคพวกคนนั้น พอ Bai Yi เป็นคนที่มา Samuel ตกใจที่เป็นคนจาก Underground แต่ Hecate จำ Bai Yi ในฐานะคนที่ช่วย Zoya ได้ แม้ว่าจะเป็นคนจาก Underground แต่ก็หวังว่า Bai Yi จะช่วย Chief ได้บ้าง แต่ Bai Yi รีบมาก ส่งลูกบาศก์สีขาว(White Cube)ให้กับมือของ Hecate แล้วไปสู้กับมอนสเตอร์ที่อื่นต่อทันที ส่วน Hecate ที่อดทนกับค่ามาเนียตัวเองมานานแล้วทนไม่ไหวจึงสลบไป
เพิ่มเติม
-Samuel ใช้เทคโนโลยีจาก Underground เยอะ Hecate เลยไม่ไว้ใจมากๆ ยิ่งอยู่ใกล้ BR-002 ด้วย ค่ามาเนียของ Hecate จึงพุ่งสูง แทบจะคลุ้มคลั่ง


Donald ที่เสร็จภารกิจ จะหนีไปทำอย่างอื่นแต่เริ่มโดน FAC เริ่มจี้ถามหาตำแหน่งของ Chief แต่ในขณะเดียวกัน เป็นจังหวะพอดีที่ Paradeisos ติดต่อ FAC ทุกหน่วย ประกาศให้รับทราบว่า รู้ตำแหน่งของ Chief แล้ว ซึ่งตำแหน่งนั้นคือจุดซ่อนตัวลี้ภัยของ Rustfire
Donald ฟังยังไงก็รู้ว่าข่าวปลอม Paradeisos โดน Underground หลอกแล้ว Underground รู้ตำแหน่งของ Chief ตามที่ Coquelic บอกแต่กลับชี้นำ Paradeisos ให้ไปที่ Rustfire ที่มีคนซ่อนตัวอยู่เยอะ Parma ที่แอบฟังอยู่ใกล้ๆ เลยรู้ว่าตอนนี้ Paradeisos ไม่มี HUSH แล้ว ไม่มีข้อมูลภายใน BR-002 เลยแม้แต่น้อยเพราะหลอกได้ง่าย ถือว่า Underground ได้เปรียบทันที
จากข่าวปลอม Paradeisos ได้รีบส่ง Rahu และหน่วย HUSH ไปตรวจสอบที่แหล่งหลบภัยของ Rustfire ทันที เจอเข้ากับ Matilda ที่ไม่ยอมให้ตรวจสอบภายในแหล่งลี้ภัย เลยเกิดการปะทะกัน ยิ่ง Paradeisos เจอ Hella ด้วย เลยยิ่งมั่นใจว่า Chief อยู่ที่นี่
สถานการณ์วุ่นวายจากการต่อสู้ ผู้คนใน Rustfire ที่หวาดกลัวผู้มีอำนาจอย่าง Paradeisos รวมถึงคนจาก Underground ที่แทรกซึมเข้ามา พูดปลุกปั่น ทำให้ทุกคนตกอยู่ในความหวาดกลัว ส่งผลให้ค่ามาเนียทั่วทั้งพื้นที่สูงขึ้น ตรงตามเป้าหมายของ Underground เป็นเหตุให้ BR-002 แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
เพิ่มเติม
-Underground สร้างสถานการณ์เสร็จเรียบร้อยแล้ว ดึงความสนใจ Paradeisos ไปที่ Rustfire ออกห่างจากแกนกลาง BR-002 อีกทั้งสามารถเพิ่มความกลัว เพิ่มมาเนียได้อีกด้วย
-สำหรับ Matilda แล้ว Paradeisos ต้องการจับกุมตัว Chief มากกว่าที่จะมาช่วยเหลือ
-เนื้อเรื่องช่วงนี้ Chief มีเสียงพากษ์
-Schorl ในบทนี้ใจร้อนและค่อนข้างฉุนเฉียว
-Rahu เป็น NPC ผ้าคลุมขาวในรูป


เมื่อ BR-002 แข็งแกร่งขึ้นจากค่ามาเนียที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ทหาร FAC ที่อยู่ในบริเวณขอบนอกของ BR-002 กับ Donald ต้องถอยทัพ ทางด้าน Samuel ที่ต้องแบก Hecate ที่สลบอยู่ก็ต้องรีบออกด้วยเช่นกัน พอออกมาได้ห่างหน่อย และด้วยงพลังจากลูกบาศก์สีขาว ทำให้ Hecate อาการดีขึ้น ฟื้นขึ้นมาได้ Samuel สละตัวเอง หาทางหลอกล่อมอนสเตอร์ต่างๆ เพื่อให้ Hecate หนีออกรอดไปได้ แต่ได้ Donald มาช่วยไว้ก่อน ยอมใช้พลัง Sinner ของตัวเอง
“ยอมจำนนซะเถอะ ให้ฉันได้เป็นเสียงของเธอ ฉันจะควบคุมทั้งหมดเอง นี่คือพลังของ Mark และฉันสามารถช่วยเพื่อนของเธอได้นะ”
เสียงของ Shalom ดังขึ้นมาให้หัวของ Donald ทันที แต่เขาไม่สนใจ หันไปสู้มอนสเตอร์ต่อ อยู่ยื้อใน BR-002 จน Corpus 02 ในร่างของ Julien โผล่มาหา มาสู้
FAC ที่สามารถออกจาก BR-002 ได้พร้อมกับคนอื่นๆ เตรียมการส่ง Hecate กลับ MBCC แต่ Hecate ไม่ยอมกลับ MBCC แน่นอน ยิ่งในมือมีลูกบาศก์สีขาวแล้ว รู้แค่ว่าต้องนำหินก้อนนี้ไปให้ Chief ให้ได้ จึงวิ่งหนีออกไป
เพิ่มเติม
-ในอดีต Corpus 02 อยากได้ร่างของ Donald มาเป็น Corpseborne เพราะเป็น Sinner
-Donald โดน Shalom สร้างเรื่องมาก ใช้พลังเป็นเหตุสังเกตได้ Sinner คนโปรดของ Shalom
-สำหรับ Donald แล้ว Corpus 02 ก็เพื่อนเก่าเพื่อนแก่ที่สู้กันมานาน
-ตอนวิ่งหนี Hecate เจอกลุ่มเด็กร้องไห้เพราะพลัดหลงจากพ่อแม่ ตัดสินใจยอมทิ้ง Nightmare ให้ปกป้องเด็กกลุ่มนี้แล้ววิ่งต่อคนเดียว ดูเหมือนว่า Hecate จะมีปมเรื่องพ่อแม่ทิ้งตัวเอง


Schorl ตรวจสอบทั่วทั้งพื้นที่ซ่อนตัวของ Rustfire เสร็จสิ้น รู้ตัวแล้วว่าโดน Underground หลอก แถมเพิ่มมาเนียให้ BR-002 ด้วย การสูญเสีย X ถือเป็นความเสียหายอย่างรุนแรง Schorl ตัดสินใจถอยทัพกำลังกลับ ในวินาทีเดียวกัน Hecate ก็วิ่งกลับมาที่ Rustfire เพื่อหา Chief พอดี Rahu เห็น Hecate มีแท่งมาเนียสีดำที่ทิ่มแทงเยอะและหนากว่า Sinner คนอื่น เลยตัดสินใจแอบตามเรื่อยๆ เพราะคาดเดาว่าเกี่ยวข้องกับ Chief แน่นอน
Hecate พยายามถามทุกคนว่า Chief อยู่ที่ไหน แต่ไม่มีใครบอกได้เลย จนกระทั่งมีเสียงผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้นมาในหัวของ Hecate จากมาเนียที่ปนเปื้อน บอกว่าจะช่วยเปิดทางให้ ทำให้ Hecate รู้ว่า Chief อยู่ที่ไหน Matilda ตกลงไปกับ Hecate ทันที จัดทีม Sinner ลงมาหา Chief ที่อนุสาวรีย์ Romanesque ด้วยกัน
เมื่อลงมาถึงอนุสาวรีย์ Romanesque เจอกับ Coquelic ที่คอยปกป้องอยู่ Schorl เห็นดังนั้น จึงมั่นใจว่า Chief อยู่ที่นี่แน่นอน Rahu เริ่มปะทะสู้กับ Coquelic แต่ Hecate ไม่สนใจ จะรีบไปหา Chief ให้ได้ มี Oak Casket มาช่วยยิงมอนสเตอร์ต่างๆ เปิดทางให้ Hecate เมื่อ Hecate เข้าถึงตัว Chief ก็รีบนำลูกบาศก์สีขาวใส่อกของ Chief ทันที พยายามฝืนสู้มาเนียที่แผ่ออกมาจากตัว Chief จนตัวเองสลบไป
เพิ่มเติม
-เสียงผู้ชายคนหนึ่งในหัว Hecate ที่มาจากมาเนียที่ปนเปื้อนคือ Julien
-Rahu กลายเป็น Paradeisos ระดับ Elite ซะแล้ว
-Rahu กับ Coquelic สู้กันได้สูสีมากๆ แต่ Rahu ถอยหนีไป focus อย่างอื่นก่อน เมื่อ Chief ฟื้น(หมดหน้าที่แหล่ว)
-Coquelic เหมือนจะรู้ว่าภายใต้ชุดผ้าคลุมคือ Rahu ออกปากพูดเองว่าอยากชำระหนี้ที่ติดค้างกัน ส่วนคนอื่นดูไม่ออกว่านี่คือ Rahu

BR-002 ระเบิดออกด้วยค่ามาเนียที่สูงขึ้นจากความกลัวของทุกคน ปกคลุมทั่วทั้งฝั่งตะวันตก นับว่าเป็นหายนะของจริงแล้ว ใครก็ตามที่อยู่ใกล้มีโอกาสกลายเป็น Corruptor ทันที
Schorl ออกประกาศยืนยันว่า Shepherd ของ Underground อยู่ใกล้ BR-002 มากๆ แต่แล้วก็มีเสียงจากแชแนลพิเศษมาแนะนำวิธีการ เมื่อ Shepherd Underground เปิดเผยตำแหน่งตัวตนให้เน้นโจมตี ในขณะเดียวกันก็ตามหา SHP-13(Chief) ที่ได้รับการยืนยันแล้วว่าฟื้นสติมาแล้ว เมื่อถึงจังหวะที่ BR-002 กลืนกินเขตตะวันตกเกือบทั้งหมด ให้เปิดใช้ Purge Order ด้วยคณะกรรมการบริหารทันที Paradeisos ตกลงเห็นด้วย จึงเริ่มประกาศตามวิทยุต่างๆ เพื่อแจ้งให้ประชาชนอพยพโดยมีระยะเวลาให้ประมาณเพียง 43 ชั่วโมงเท่านั้น
Donald ที่ยังสู่อยู่กับ Corpus BR-002 ที่ได้กลายเป็นร่างอวตาร Black Ring ไปแล้ว แต่อยู่ดีๆ วิธีการพูดและการกระทำของ ร่างอวตาร Black Ring ก็เปลี่ยนไป สีหน้า น้ำเสียง และคำพูดของ ร่างอวตาร Black Ring คลับคล้ายคลับคลากับ Julien มากๆ จน Donald ชะงักไป
“ต่อจากนี้ ตานายแล้วนะ”
แต่แล้วก็มีแรงระเบิดเกิดขึ้น ทำให้ Donald กระเด็นไปไกล หลุดออกจากวงอาณาเขตของ BR-002 กระเด็นตกลงมาจากหอคอยสูงถึงพื้น ร่อแร่จะตายแล้ว Chief ที่เพิ่งตื่นขึ้่นมา เดินทางออกจาก Drifter Camp มาเจอพอดีก็เข้าไปช่วยไว้ได้ทัน ตัดสินใจถอยออกไปตั้งหลักก่อนกับกลุ่ม Rustfire คนอื่นๆ ที่จุดลี้ภัย
เพิ่มเติม
-แชแนลพิเศษที่ว่า Rust เป็นคนบอก แต่ใช้แชแนลนี้ได้ยังไง ไม่อาจทราบได้ แต่ขอเดาว่า Langley เปิดให้
-ในช่วงเวลาที่ Chief หลับใหล Chief ตื่นขึ้นในความทรงจำของ Julien เห็นทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่ Julien อายุ 11 ปีจนถึงโต ทำให้เข้าใจความรู้สึก Julien และคนอื่นๆ ความรู้สึกที่เป็นต้นกำเนิดของ BR-002
-อาจจะเพราะ Julien หลอมรวมกับ BR-002 ไปแล้ว Chief เลยเห็นความทรงจำเหล่านี้
-Donald เป็นเหมือนพี่ที่ Julien เคารพรักมาก เป็นความหวังของ Rustfire สุดๆ
-Chief พอตื่นขึ้นมา นิสัยเปลี่ยนไปทันที จากอบอุ่นอ่อนโยนใจดี กลายเป็นที่ห่างเหินแบบแปลกๆ แถมไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นมนุษย์เท่าไหร่แล้ว แต่ยังรักมนุษย์มากๆ
-Corpus 02 มีร่างกายภาชนะแล้วจึงกลายเป็นร่างอวตารของ Black Ring
-Rustfire ต้องรีบเตรียมตัวรับมือกับ Purge Order คนที่อยู่ในฝั่งตะวันตกก็ขอลี้ภัยเข้า Rustfire มาเรื่อยๆ จนคนล้น
-Horo ขึ้นเป็นหัวหน้าของ Legion แทน Zoya เข้ามาให้ความช่วยเหลือ Rustfire ซึ่งปัจจุบัน Legion ได้รับภารกิจบางอย่างจาก 9th Agency อยู่ ไปทำงานด้านนอกเมือง DisCity มีเมืองเล็กๆ ที่ด้านนอกเมือง ใน WhiteSands
-Eirene ในนามบริษัท Quinn สร้างจุดลี้ภัยไว้ที่ WhiteSands
-Matilda ถูกตระกูล(คุณป้า Bernadette)เรียกตัวกลับ ด้วยเหตุผลที่ว่า Cavendish ไม่ควรตายอยู่ใน Black Ring


เมื่อพร้อม Donald กลับเข้าไปใน BR-002 อีกครั้งคนเดียว แต่ Chief ตามมาด้วย แอบเข้ามาด้วยกัน เสียงที่ดังอยู่ใน BR-002 บ่งบอกว่ามีการต่อสู้เกิดขึ้นอยู่ Chief เดาไม่ยากว่า Paradeisos กำลังสู้กับ Shepherd จาก Underground เพื่อยื้อไม่ให้ขึ้นมาหาใจกลางของ BR-002 ระหว่างทางก็เจอกับศพของ Underground และหน่วง HUSH ของ Paradeisos เข้ามาโจมตี Donald สู้แทน Chief ทุกอย่าง จนกระทั่งทั้งสองคนเจอ Rahu ที่มาพร้อมกับ Schorl
“Chief แห่ง MBCC ถึงเวลาที่คุณต้องกลับแล้ว คุณเป็นที่ต้องการของ Paradeisos” Schorl กล่าวออกมา
“พวกแกดูรู้ทางมากกว่า Underground อีกนะเนี่ย?” Donald พูดตอบแทน Chief
“คุณคือ Sinner S-012 ที่โดน Mark จาก X(Shalom) แล้ว ดูท่าระบบจะมีปัญหา สามารถใช้พลังโดยไม่ถูกกลืนรวมเพิ่มเติม” Schorl เห็น Donald ก็รู้ทันที
“เพราะฉันมีความมุมานะดุจเหล็กกล้าต่างหาก ไม่ใช่พลังมาตั้ง 9 ปีเพื่อไม่โดนคุม ปั้นกล้ามมาตั้งเยอะ” Donald ยังคุยกวน
“ว่ากันตามตรง Mark เดิมเริ่มจางหายเสียมากกว่า Donald คุณเป็น Sinner ระดับ S คุณสามารถรักษาตัวตนของตนเองไว้ได้ภายใน Black Ring ถือเป็นเรื่องน่าทึ่งอย่างยิ่ง คุณคือพลังอันยิ่งใหญ่ที่มีศักยภาพจะสร้างผลงานระดับชาติให้กับมนุษยชาติ น่าเสียดายที่ HUSH ผู้ทำการ Mark คุณกลับจบชีวิตลงก่อนเวลาอันควร หากเธอ(Shalom)ยังอยู่ เธอ(Shalom)น่าจะเป็นผู้ที่เหมาะสมที่สุดในการควบคุมความเอาแน่เอานอนไม่ได้ของคุณ” Schorl กล่าว
“ว้าาาา จริงหรือเนี่ย? HUSH คนนั้นดีดออกไปแล้วสินะ… ถ้าบอกกันเร็วกว่านี้ ฉันคงไม่ต้องมาระวังตัวอะไรขนาดนี้หรอก ว่าแต่ท่าทางการไม่อยู่ของเธอ(Shalom)จะทำให้แผนพวกแกพังไปพอสมควรเลยนะ ว่าแต่เกิดอะไรขึ้นล่ะ โดน Underground เล่นงานอีกแล้วเหรอ?” Donald ยังคงกวนเรื่อยๆ
“อย่าเปลืองแรงคิดจะยั่วยุฉันเลย Sinner พวกเราคือการจุติของเหตุผลอันบริสุทธิ์ เราอย่ามาปะทะกันตรงนี้เลยดีกว่า พวกคุณทั้งสองต่างก็ถูกมลทินของ Black Ring เล่นงานอย่างหนัก หากไม่มีสิ่งที่เหมาะสม ก็มีแต่จะเสียเวลาพวกเรา ภารกิจของเราคือหยุดการรุกคืบของ Underground และทำลาย Black Ring เพื่อป้องกันวิกฤตระดับโลก ดังนั้นถอยไปซะ เป้าหมายของเราคือ Chief ทั้งหมดนี้ก็เพื่อประโยชน์สูงสุดของมนุษยชาติ” Schorl ตอบอย่างเย็นชา
เพิ่มเติม
-พอ Chief ตื่น Sinner ก็อาการดีขึ้นเพราะ Chief รับความทรมานจากมาเนียไว้ที่ตัวเองทั้งหมด เดินไม่กี่ก้าวก็เหนื่อยแล้ว Donald เลยให้ขี่หลัง พาขึ้นไปหา BR-002 แถม Donald ต้องสู้แทน Chief ทุกอย่าง เวลาที่ Donald เหม่อ จะโดน Black Ring กลืนกินสติ Chief ก็คอยเขกหัวปลุก
-Chief เงียบและคิดเยอะมากขึ้นมากๆ ไม่เล่นมุกตลก ไม่ตอบอะไรมาก จน Donald เดาไม่ออกเลยว่า Chief จะทำอะไร

เมื่อ Rahu ขยับเข้าใกล้ Donald ก็ขวางเอาไว้ Schorl ยังสั่งให้ส่งตัว Chief ไปให้ Paradeisos เดี๋ยวนี้ แต่ Donald ไม่ยอม ทำให้เกิดการปะทะกัน Donald สามารถฟาดชุดของ Rahu ที่ส่วนแขนขาดได้ แต่แทนที่ Rahu จะถอย เธอกลับฉีกชุดส่วนนั้นทิ้งเพื่อสู้ต่อ Donald รู้สึกแปลกทันที แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร กลุ่ม Corruptors ที่อดีตเป็นสมาชิกของ Rustfire ก็เข้ามาโจมตี ทำให้ Donald โดนรั้ง Rahu พุ่งเข้าหา Chief ทันที
Chief โดน Rahu บีบคอยกขึ้นจนตัวลอย ซึ่ง Chief ก็ปล่อยเพราะตอนนี้รู้แล้วว่าอีกฝ่ายเป็น Sinner รออาศัยทีเผลอ จับที่แขนของ Rahu ที่ไม่มีชุดเกราะแล้ว ใช้ Shackle ทันที ทำให้มาเนียจาก BR-002 โจมตี Rahu จนผงะถอยไป Donald รีบมาช่วย Chief ทันที แต่ตอนนี้ Chief งง ทั้งๆ ที่อีกฝ่ายเป็น Sinner แต่ Shackle กลับรู้สึกแปลก จะบอกว่าเพราะ BR-002 ก็ไม่ใช่
Rahu ที่โดนมาเนียปนเปื้อนไปเข่าทรุดทันที รีบหยิบ Hypercube มาใช้ แต่ Schorl ไม่พึงพอใจสุดๆ
“Shackle พวกนี้กำลังบั่นทอนพลังจนคุณต่อสู้ไม่ไหวเหรอ? ตัดสินใจพลาดจริงๆ ไม่ควรให้ SHP สัมผัสผิวคุณโดยตรงตั้งแต่แรก ถอยไม่ได้แล้ว จับกุม Chief ซะ คุณเป็น Sinner ที่พิเศษ Shackle ไม่สามารถทำอะไรคุณได้ พวกเขาอ่อนแอแล้ว ควบคุม SHP-13 ซะ ถึงเวลา...ซ่า....ซ่าาา....”
เพิ่มเติม
-นับว่า Rahu เก่งมากๆ เพราะเคลียร์พื้นที่ Black Ring คนเดียวมาถึงตัว Chief และ Donald ได้ (หรือไม่ก็งบ Paradeisos มันดี...)
-กว่าจะมาถึง Chief ก็โดน Coquelic ตุบตับมวยกันหลายยก
-Rahu จงใจฉีกแขนเสื้อทิ้ง

สัญญาณรบกวนเข้าแทรกกลางคัน Schorl เงียบลง แสงไฟยังกระพริบอยู่ ราวกับว่ากลายเป็นคนละคน
“การปะทะกันก่อนหน้านี้ไม่จำเป็นเลย เรามาเปลี่ยนวิธีการ ใช้ผู้ติดต่อคนใหม่ และเริ่มบทสนทนานี้กันใหม่อีกครั้งดีกว่า สวัสดี Chief ฉันรับผิดชอบช่องทางการสื่อสาร Super-Loop EDGE-01 และเป็นหนึ่งในคณะผู้ตัดสินใจของ Paradeisos เราทั้งคู่กำลังตกอยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างหนัก การสู้กันตรงนี้มีแต่จะเปลืองเวลาและบั่นทอนกันและกัน สุดท้ายแล้ว ผู้ที่จะได้ประโยชน์มีเพียง Black Ring และ Underground ซึ่งจะสร้างความเสียหายให้กับนครรัฐของเราโดยตรง ดังนั้น ฉันจะยุติการเคลื่อนไหวเชิงรุกต่อคุณ และต้องการเปิดการสนทนาอย่างตรงไปตรงมา พวกเราต้องการมุมมองและการสนับสนุนจากคุณ”
EDGE-01 พูดผ่าน Schorl ทางด้าน Donald ที่มีประสบการณ์รีบเตือนไม่ให้ Chief หลงเชื่อ แต่ Chief ลองฟังข้อเสนอดูหน่อย
“ขอบคุณที่คุณเข้าใจ ข้ามความเข้าใจผิดที่ผ่านมาแล้วไปก่อน แล้วเข้าเรื่องกันเลย เพราะเวลาของเราไม่เคยรอใคร” EDGE-01 ตอบ แล้วอยู่ดีๆ คำพูดทุกอย่างก็ไหลเข้ามาในสมองของ Chief ทันที

ณ ช่องแชท Paradeisos (ในหัวของ Chief)
EDGE-01: ข้ามพิธีรีตองเรื่องจุดยืนของพวกเราไปก่อน ในการต่อสู้กับ Mania ครั้งนี้ เราทั้งคู่ต่างก็เป็นศัตรูกับ Underground การปลุกปั่นของพวกมันทำให้ BR-002 ได้ทวีความผันผวนขึ้นอย่างรุนแรง รังสีได้กลืนกินพื้นที่เขตตะวันตกไปแล้ว 80% และกำลังคืบหน้าไปยังฝั่ง Eastside เราเหลือเวลาเพียง 48 ชั่วโมงก่อนที่ผู้คนทั้งหมดจะถูกกลืนและกลายเป็นเชื้อหล่อเลี้ยงมาเนียของ BR-002 หลังจากนั้น เราจะไม่สามารถหยุดยั้งมันได้อีก นี่คือโอกาสสุดท้ายของเรา เราต้องโค่นมันลงหรือทำลายมันให้สิ้นก่อนเวลาจะหมด และความหวังที่ดีที่สุดของเราคือ Purge Order ในพื้นที่
EDGE-01: โดยปกติแล้ว Rules ไม่อาจแทรกแซงอิทธิพลของ Black Ring ที่มีต่อเหล่า Corpseborne ได้ แต่คุณคือข้อยกเว้ การปะทะของคุณกับ Corpus 002 ได้ผูกคุณเข้ากับมันด้วย Shackle เมื่อคุณยอมรับ Rules และตั้งตัวเองไว้เป็นจุดยึด เราจะสามารถผ่าแนวป้องกันของ Black Ring ได้ นี่จะเป็นการประสานที่สมบูรณ์แบบ พร้อมการโจมตีแบบเจาะจงโดยตรงใส่ Corpus 002
EDGE-01: แผนนี้มีหลักฐานการสนับสนุนอย่างหนักแน่น Nirvana ก็เข้าร่วมด้วยเช่นกัน พร้อมทุ่มทรัพยากร Hypercube ผลผลิตตลอดสิบปีเพื่อขับเคลื่อนกลยุทธ์น้ เราจะระงับปฏิบัติการทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับ Purge Order และกำจัดภัยคุกคามของ BR-002 ต่อเขตตะวันตกให้สิ้นซาก อย่างถาวร
Chief: ถ้ามันง่ายเหมือนเดินเล่นหน้าบ้าน คุณคงไม่โยนการตัดสินใจนี้มาให้ฉัน
EDGE-01: ใช่แล้ว เมื่อคุณเป็นผู้แบกรับ Rules ที่ระดับการประสาน 100% คุณจะถูกทำลายโดยสิ้นเชิงโดยไม่มีทางรอดแน่นอน ดังนั้นเพื่อไม่ให้คุณดับสูญก่อนที่ Corpus 002 จะถูกกำจัด เราจำเป็นต้องใช้การโจมตีครั้งเดียวที่เด็ดขาด ภายใต้การประสานเต็มรูปแบบ
EDGE-01: นั่นคือการสรุปข้อมูลแผนการทั้งหมด ทีนี้ การตัดสินใจของคุณคืออะไร?

Chief: นี่เรียกว่าทางเลือกจริงหรือ? ใช่เหรอ? นี่เป็นการบีบบังคับทางศีลธรรมชัดๆ คุณกำลังกดดันให้ฉันยอมจบทุกอย่าง โดยเอาชีวิตของผู้คนนับล้านมาเป็นตัวประกันชัดๆ
EDGE-01: รู้สึกหนักใจกับศีลธรรมของการตัดสินใจครั้งนี้งั้นเหรอ? นั่นยิ่งพิสูจน์สิ่งที่ X พูดไว้ คุณเป็นคนดีและซื่อตรงอย่างแท้จริง และมันก็สอดคล้องกับทุกการกระทำที่คุณแสดงออกมาจนถึงตอนนี้ แต่คุณไม่ต้องกังวล ฉันไม่ได้จะบังคับให้คุณเลือก จากทิศทางที่ทุกอย่างดำเนินมา ไม่ว่าเราจะเลือกทางไหน เราก็ร่วงถึงจุดต่ำสุดแล้วในฐานะตัวแทนของมนุษยชาติ อย่างไรก็ตาม หากเป็นฉันที่มีอำนาจตัดสินใจ ฉันจะเลือกช่วยคุณโดยไม่ลังเล และดำเนินแผน Purge Order ต่อทันที
Chief: ...หยุดเลย ยิ่งฟังยิ่งรู้สึกคลื่นไส้
EDGE-01: ฉันคิดไว้อยู่แล้วว่าคุณน่าจะรู้สึกแบบนั้น Purge Order มีโอกาสสำเร็จ แต่ถ้าฝืนดันมันมากเกินไป โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงคุณนั่นจะหมายถึงการสูญเสียความไว้วางใจจากคุณไปตลอดกาล และบั่นทอนความแกร่งทางจิตใจของคุณอย่างรุนแรงในกรณีนั้น ทุกสิ่งที่ฉันเสียสละเพื่อปกป้องคุณก็จะสูญเปล่า
Chief ยินแบบนั้นก็ลังเล ชะงักไปชั่วขณะเพราะตั้งตัวไม่ทัน ก่อนจะหัวเราะออกมาเพราะสิ่งที่ได้ยินมันไม่น่าเชื่อเลยสักนิด
Chief: ฉันสำคัญกับ Paradeisos ขนาดนั้นเลยเหรอ?
EDGE-01: มุมมองของแต่ละคนย่อมแตกต่างกันไป ในประเด็นนี้ ฉันสามารถพูดในฐานะตัวแทน Paradeisos ได้
เพิ่มเติม
-เป็นครั้งแรกที่ Chief ได้คุยแชท Paradeisos(เทคโนโลยีเสียงในหัว) หากไม่เข้าใจสามารถย้อนไปอ่านหน้าข้อมูลหลักได้(จิ้ม)

แผ่นดินไหวสั่นสะเทือน ทำให้ Chief หลุดการเชื่อมต่อกับช่องแชแนลเมื่อครู่ทันที EDGE-01 จึงสนทนาต่อด้วย Schorl
“หลังจากสูญเสียห้องสังเกตการณ์ที่ 2 ไป การสื่อสารแบบ Super-Loop กับ BR-002 ให้เสถียรนั้นยากขึ้นเรื่อยๆ และเวลาก็กำลังหมดลงอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ฉันยังต้องรับมือกับศัตรูที่ต้องใช้สมาธิของฉันทั้งหมด ในกรณีของ BR-002 ไม่ว่าคุณจะเลือกทางไหน สถานการณ์ก็ยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้ แต่สำหรับคุณ นี่คือการตัดสินใจที่เดิมพันด้วยชีวิต นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ฉันมอบการตัดสินใจนี้ไว้ในมือของคุณ พร้อมกับ Schorl ตอนนี้ระบบการโจมตีของมันถูกปิดถาวรสำหรับคุณแล้ว โดยจะคงไว้เพียงหน้าต่างคำสั่ง ‘Rules’ และการป้องกันด้านความปลอดภัยในระดับจำกัดเท่านั้น เมื่อครบ 27 ชั่วโมงนอกเขต Ring ทาง Paradeisos จะเริ่มใช้คำสั่ง Purge Order ทันที การดำเนินการนี้จะกำจัดประชากรในเขตตะวันตก เพื่อหยุดยั้งไม่ให้มีการเพิ่มพลังให้กับ BR-002 อีกต่อไป”
“ก่อนถึงกำหนดนั้น คุณกับพวกพ้องยังพอจะพยายามจัดการอพยพผู้คนให้ได้มากที่สุด แม้ว่าความพยายามของคุณอาจช่วยได้เพียงไม่กี่คน เขตตะวันตกถูกตัดสินชะตาไว้แล้ว ผู้คนนับล้านจะถูกลบล้าง หากภาระนี้หนักหนาเกินกว่าที่คุณจะรับไว้ได้… จนกว่าจะถึงเวลานั้น ยังมีอีกทางหนึ่งให้เลือก”
Donald ทนฟังไม่ไหวแล้ว พูดขัด EDGE-01 ทันที เชื่อว่า Chief ไม่มีทางเลือกวิธีการของ Paradeisos เด็ดขาด เพราะผ่านไป 9 ปี Paradeisos ก็ใช้วิธีการเหมือนเดิม คนที่ไม่เคยลงมาจัดการเจอปัญหาด้วยตัวเองไม่มีสิทธิมาสั่ง!!
จังหวะพอดีที่โครงสร้างอาคารนี้สั่นสะเทือน แท่งเหล็กเกือบร่วงใส่หัว Chief แต่พลังมาเนียจากชั้นล่างสุดพุ่งทะลุขึ้นมาเหมือนควันภูเขาไฟ Donald รีบคว้าตัว Chief หลบทันที
เพิ่มเติม
-ห้องสังเกตการณ์ที่ 2 คือห้องที่ Shalom อยู่สังเกตการณ์

Donald สลบหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้(ภาพตัด) แต่ตื่นขึ้นมาจากฝันร้ายก็เจอกับ Chief ที่หอบเหนื่อย พยายามแบกทั้งสองคนเดินอยู่(เรียกลากดีกว่า ไม่เชิงแบกซะทีเดียว) Schorl ยังคงลอยอยู่ข้างๆ Chief อย่างเงียบงัน ราวกับว่ากำลังรอคำตอบสุดท้ายของ Chief อยู่ Donald รีบเปลี่ยนตำแหน่งเป็นคนพยุงช่วย Chief ทันที
Chief ที่เริ่มเดินต่อไปยังใจกลางของ BR-002 ยังไม่มั่นใจเลยว่าจะสามารถสู้ได้รึเปล่า แตกต่างจาก Donald สุดๆ เพราะ Donald คิดว่า Julien ยังคงสู้อยู่ และ Black Ring อันนี้เวลาขยาย จะขยายขึ้นสู่ท้องฟ้า ไม่เหมือน Black Ring อื่นๆ ที่แผ่ออกกว้าง แต่ Chief บอกข่าวร้ายว่า Julien ได้ตายไปแล้ว Donald เข้าใจคำพูดสุดท้ายที่ได้ยินในเสียงของ Julien ก่อนหน้านี้ที่บอกว่า
“ต่อจากนี้ ตานายแล้วนะ”
ทันที Donald เริ่มคิดถึงอดีต เริ่มเหม่อลอย Chief ก็พยายามเขกหัวตบหน้า แต่รอบนี้นานกว่าเดิม บ่งบอกถึงกำลังใจของ Donald ที่ถดถอย
ด้วยสภาพที่ร่อแร่ทั้งคู่ มาเนียก็คลืบคลานมาถึงแล้ว Donald ตัดสินใจ หาที่รายรัดดึงตัวที่ใกล้ที่สุด รัดข้อมือของ Chief ไว้ แล้วโยนไปชั้นบน ก่อนจะส่ง Chief ขึ้นยอดสูงสุดคนเดียวด้วยสายดึงเส้นนี้ สละตัวเองให้มาเนียที่กำลังคลืบคลานมากินเพื่อให้ Chief รอดคนเดียว
เพิ่มเติม
-Donald ฝันถึงตอนที่โดน Shalom ใช้ Mark ใส่
-Chief ยืนยันให้ Donald ฟังว่า ยื้อมาได้ 8 เดือนขนาดนี้เพราะ Julien เลย Shackle อย่างเดียวคงไม่ได้ขนาดนี้ แต่ที่ Chief ตื่นได้ เป็นเพราะ Julien สละตัวเอง
-Chief พยายามปฏิเสธ ไม่ให้ Donald เสียสละตัวเองเพราะไม่อยากให้ใครฝากความหวังไว้กับ Chief ที่แม้แต่ตัวเองก็ยังไม่เชื่อเลย

ยิ่งเข้าใกล้ใจกลาง Black Ring Chief ก็ยิ่งต้องสู้กับเสียงมาเนียมากขึ้นเรื่องๆ ร่างกายหนักอึ้ง แม้แต่การลืมตาขึ้นยังแทบจะทำไม่ได้ แต่รู้สึกได้ว่ากำลังมีใครบางคนลากร่างกายของ Chief อยู่
“ฉันจะ...พาเธอออกไปเอง” Taran พูด
Chief ที่ลืมตายังไม่ขึ้นก็ไม่รู้ว่าใคร แต่จู่ๆ ก็เห็นแสงสีฟ้า และเสียงที่แปลกแต่คุ้นเคยดังขึ้นมาในหัว
“...หืม? ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงเนี่ย?”
“อืม... ดูเหมือนว่าในช่วงหลายเดือนที่ฉันไม่อยู่นี่ ทุกอย่างจะเลวร้ายลงไปหมดเลย”
“แต่ถ้ามีเธออยู่ด้วย เราจะหาทางออกได้อย่างแน่นอน”
“เอาล่ะ สูดหายใจลึก ๆ แล้วตั้งสติกับสิ่งที่สำคัญสำหรับเธอ”
เพิ่มเติม
-Taran เป็นคนลาก Chief
-เสียงที่แปลกแต่คุ้นเคย คือเสียงของ Shalom
-ยิ่งเป็นการยืนยันว่า ในตึกคณะกรรมบริหารที่ฟาดให้ Chief สลบนั้น มี Shalom อยู่ เพราะ Taran น่าจะโดน Mark จริงๆ


แสงสีขาวเริ่มห่อหุ้ม Chief จนกลายเป็นเหมือนดักแด้ เห็นคนที่คุ้นเคยหลายคน พยายามจะไขว่คว้าไว้ แต่สติสัมปชัญญะกลับสั่นคลอน ก่อนทุกอย่างจะกลายเป็นรูปเป็นร่าง หลอมรวมกันจนกลายเป็นผู้หญิงแปลกหน้าคนหนึ่ง หญิงคนนั้นยิ้มให้จางๆ แล้วพูดขึ้นมาว่า
“ยินดีที่ได้เจอกันนะ Chief... หรือจะบอกว่า... ไม่ได้เจอกันนะ ดีล่ะ”
[ตัวเลือก 1: “เธอคือ?” ] สำหรับ Chief แล้ว ใบหน้าของอีกฝ่ายเป็นปริศนามากๆ แต่มีอะไรบางอย่างทำให้รู้สึกคุ้นเคยมากเป็นพิเศษ เป็นความคุ้นเคยที่แปลกประหลาด ความคุ้นเคยที่รู้อยู่ลึกๆ ในใจว่าต่อให้ถามอะไรไปก็คงไม่ได้คำตอบ
[ตัวเลือก 2: ...] Chief จำไม่ได้เลยว่าใคร ทันทีที่ Chief เห็น Shalom เป็นครั้งแรก ความรู้สึกตื่นตัวและระแวดระวังก็ผุดขึ้นมาในตัว แต่ในเวลาเดียวกันก็รู้สึกคุ้นเคย รู้สึกว่าอยากจะพูดอะไรบางอย่างโดยที่ยังไม่ทันได้คิด “...ไม่ได้เจอกันนานนะ”
เพิ่มเติม
-เวลาที่ Chief จิตหลุดเข้าภวังคจิตใต้สำนึก จะจำอะไรไม่ค่อยได้เท่าไหร่ จำได้แค่บางอย่างเท่านั้น ตรงนี้เป็นการคุยกับ Shalom ในภวังค์ เป็นพื้นที่มาเนียของ ฺBR-002

“ฉันคือ Sinner ที่ถูกดัดแปลงอย่างเป็นพิเศษ ถูกสร้างมาเพื่อรับมือกับกับภัยพิบัติ จิตสำนึกส่วนหนึ่งของฉันถูกยึดตรึงไว้ในพื้นที่มาเนียของ Black Ring ที่สอง ทำการเฝ้าสังเกตอยู่ตลอดเวลา วิเคราะห์อยู่ตลอดเวลา และ Shackle ของเธอเองก็เชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับ Black Ring ที่สองเช่นกัน” หญิงร่างบาง(Shalom)คนนั้นได้พูดต่อ
“งั้นนี่ก็คือเหตุผลที่ฉันได้เจอเธออีกครั้งสินะ มันไม่ต่างอะไรจากปาฏิหาริย์เลย ฉันดีใจที่เห็นว่าทุกคนดูแลเธอเป็นอย่างดี”
“แต่ความเชื่อมโยงของเรานั้นเปราะบาง ยังมีอีกหลายคนใน Black Ring ที่สองแห่งนี้ที่ไม่ชอบฉัน ฉันอาจต้องถอนตัวได้ทุกเมื่อ งั้นเรามาตั้งสติกับเรื่องตรงหน้ากันดีกว่า และใช้เวลาที่มีให้คุ้มค่า แต่ดูเหมือนว่า เธอกำลังติดขัดอยู่ ต้องการให้ฉันช่วยไหม? ฉันถนัดเรื่องการวิเคราะห์สถานการณ์และแก้ปัญหาซับซ้อน อีกอย่าง… ฉันเคยเป็นเครื่องมือที่ Paradeisos ภูมิใจที่สุด ตอนนี้มันเสียหายชำรุดไปแล้ว และอาจช่วยอะไรไม่ได้มากนัก แต่คุณคงไม่ถือใช่ไหม?”
Shalom พูดมายาวนานมาก แทนที่ Chief จะตอบ กลับเลือกที่จะถามคำถามแทน
“...เธอมาจาก Paradeisos เหรอ? แล้ว นี่คืออะไร?” Chief ชี้ไปที่สามเหลี่ยมที่ลอยอยู่ข้างๆ ตัว Chief
เพิ่มเติม
-ย้อนไปอ่านด้านบนสักนิดนึง ตอนต้นของบทความ ในสอบสวน Shalom เจอหน้าแล้วต้องถามคำถามนี้ คำถามเดียวกันเป๊ะ

“นั่นคือ ผู้เฝ้าสังเกตและตัวแทนเสียงของ Paradeisos รวมอยู่ในตัวเดียวกัน ถูกตั้งค่าให้ใช้งาน Rule ที่ตัวเธอ มันเป็นพลังที่แข็งแกร่งแน่นอน ทว่าพลังนั้นเองก็กลายเป็นโซ่ตรวนที่ผูกมัดเธอไว้แน่นที่สุด
เธอถือกำเนิดจากรากเดียวกับมาเนีย ศัตรูคู่อาฆาตของ Paradeisos และนั่นคือเหตุผลที่พวกเขาไม่อาจไว้วางใจเธอได้” Shalom อธิบาย
“เขา(EDGE-01)บอกว่า มันมีพลังมากพอที่จะทำลายพวก Corpseborne” Chief ตอบ
“ใช่ แต่มันเป็นดาบสองคม มันจะทำลายเธอด้วยเช่นกัน เธอพร้อมจะสละชีวิตของตัวเอง เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของมนุษยชาติหรือเปล่า?” Shalom ถามกลับไป
“ฉันแค่กำลังพยายามหาดูว่าฉันยังมีทางเลือกอะไรเหลืออยู่บ้าง พวกเขาบอกว่าฉันกำลังถูกหมายตาอยู่ มีคนใช้ Shackle ที่แข็งแกร่งกว่าซ่อนอยู่ใน Black Ring ถ้าฉันกลืนกิน Corpus 002 เข้าไป เธอคนนั้นก็จะมาเพื่อกลืนกินฉัน แบบไม่ต้องพยายามอะไรเลย” Chief อธิบาย
“เขาพูดแบบนั้นเหรอ?” Shalom ได้ยินแบบนั้นก็หัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะพูดต่อ
“วางใจได้ เขาไม่ได้โกหกเธอหรอก เพียงแต่ ในสายตาของ Paradeisos นี่คือแผนเดียวที่พวกเขายอมรับได้เท่านั้น แต่สำหรับเธอแล้ว เธอยังมีทางเลือกอื่นอยู่”

Shalom ยกมือขึ้นมาเพื่อสอดเข้าไปในเสื้อคลุมสีขาวช่วงบนหน้าอกของ Chief หยิบลูกบาศก์สีขาวออกมาจากภายใต้ผ้าคลุมนั้น
“สิ่งนี้... มาจาก Underground ใช่ไหม? ในขณะที่ Black Ring อันที่ 4 ปะทุขึ้น inherirtance ชิ้นนั้นได้ปรากฏตัวขึ้นเงียบๆ ในห้องประชุมโดยไม่มีใครทันสังเกต เมื่อ Black Ring กลืนหอคอย(Drifter Camp)เข้าไป แม้แต่ Shepherd จาก Underground ก็ยังเคลื่อนไหวโจมตี Julien โดยที่ ห้องสังเกตการณ์อยู่ในสายตาอย่างเปิดเผย เหตุการณ์นี้ถือเป็นหนึ่งในความสำเร็จที่น่าทึ่งที่สุดของ Underground เป็นเทคนิคที่ปกปิดอย่างแนบเนียนและยังคงสร้างความฉงนให้ Paradeisos ไม่รู้จบ และยิ่งไปกว่านั้น Paradeisos จะไม่มีวันเข้าใจสิ่งนี้…”
นิ้วของ Shalom ค่อยๆ กดลงบนหน้าอกของ Chief อย่างแผ่วเบา ตรงตำแหน่งที่หัวใจเต้นเป็นจังหวะอยู่
“... ทั้ง Julien Rustfire และเหล่าคนใน Black Ring นี้ ความรู้สึกที่มีแต่เธอ... พวกเขาแค่ภูมิใจในตัวเองเกินกว่าจะพยายามเข้าใจ และนั่นแหละ ฉันถึงรู้สึกขอบคุณความหยิ่งทะนงของพวกเขา”
Shalom ถอยหลังไป 1 ก้าว ยืนหลังตรงอีกครั้ง

“ในสายตาของ Paradeisos ที่ยึดถือ ‘ประโยชน์สูงสุดของมนุษยชาติ’ เธอถูกบังคับให้เหลือเพียงเส้นทางเดียวเท่านั้น แต่ถ้ามองจากจุดยืนของเธอเอง… ฉันสามารถเสนอทางเลือกให้เธอได้สามทาง”
“ตัวเลือกที่หนึ่ง: เหมือนกับแผนที่ สามเหลี่ยมเล็กๆ นั่นที่เขาเสนอไว้ เธอสามารถยอมรับ ‘Rules’ อีกครั้ง เป็นคนกดปุ่มระเบิด Corpseborne ยอมรับและสนับสนุน Paradeisos ในการกวาดล้างทุกอย่างตั้งแต่ต้นตอ”
“ฮึ… การคำนวณของคนคนนั้นแม่นยำเสมอ และกลยุทธ์ที่เขาวางย่อมสำเร็จอย่างไร้ที่ติ ราคาที่เธอต้องจ่ายในฐานะชนวนจะมหาศาล เธอจะถูกสังเวยเพื่อเขตตะวันตก เพื่อ ‘ประโยชน์สูงสุดของมนุษยชาติ’ เดินไปตามเส้นทางที่ ‘ถูกต้อง’ เธอและอสูรจะจบชีวิตลงพร้อมกัน และถูกยกย่องหลังความตายในฐานะวีรสตรี”
“เอาล่ะ… ไปต่อกันที่ตัวเลือกถัดไป”
Shalom พูดอธิบายตัวแรกเลือกจนจบ

“ตัวเลือกที่สอง: ออกไปจากที่นี่ ทิ้งภาระที่ไม่เกี่ยวข้องทั้งหมด เธอไม่จำเป็นต้องกังวลว่าจะมีใครตามล่า เมื่อมีลูกบาศก์สีขาวอยู่ในมือ เธอสามารถหายไปจากโลกนี้ได้อย่างสมบูรณ์ ไม่มีใครตามรอยได้”
“เดินไปเลย เดินจากไปโดยไม่ต้องกังวลอะไร แล้วปล่อย Black Ring นี้ให้เป็นของ Underground ให้พวกเขาทำในสิ่งที่ต้องการ เธอไม่จำเป็นต้องแบกรับชะตาชีวิตของผู้อื่น”
“เธอควรเป็นอิสระ มีชีวิตเพื่อตัวเธอคุณเองเท่านั้น ไม่มีใครมีสิทธิ์ตัดสินทั้งนั้น”
คำพูดของ Shalom ฟังดูจริงใจ ทว่าสายตากลับแฝงแววหยอกเย้า จับจ้อง Chief อย่างพินิจ ราวกับกำลังอยากรู้ว่า Chief จะตอบสนองยังไง แต่เมื่อ Chief เงียบไม่ตอบอะไร หญิงสาวที่อ้างตนว่าเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งของ Paradeisos ก็หัวเราะออกมาเบาๆ
“ฉันรู้ว่าเธอไม่ชอบทั้งสองทางเลือก ไม่ต้องกังวล ยังมีอีกทางหนึ่ง…”
เพิ่มเติม
-ตัวเลือกที่สอง นึกว่าอยู่ใน Attack on titan ในรูทแยก หากเลือกที่จะหนี(ฮา)

“เชื่อในสัญชาตญาณของตัวเอง และยึดมั่นในสิ่งที่เธอเป็น เหมือนที่เธอยืนหยัดต่อสู้อย่างกล้าหาญมาโดยเสมอ เธอมีศักยภาพพอจะทำมันได้ ไม่จำเป็นต้องหวาดกลัว Shackle สีน้ำเงิน และไม่จำเป็นต้องระแวง Rules เธอกุม Corpseborne ไว้ในมือแล้ว เอาชนะมันและกลืนกินมัน เปลี่ยน Black Ring นี้ให้กลายเป็นพลังของเธอเอง เพราะท้ายที่สุดแล้ว พวกมันก็ไม่ต่างจากเธอเลย”
“ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยเปล่งประกายด้วยอิสรภาพแบกรับอุดมคติอันสูงส่งและสายสัมพันธ์อันลึกซึ้ง(คนเหมือง W-31) ถูกทอดทิ้งและเหยียบย่ำจนแหลกสลาย การต่อต้านของพวกเขาถูกเยาะเย้ย คำวิงวอนถูกเพิกเฉย สุดท้าย พวกเขาถูกบิดเบือนให้กลายเป็นร่างอัปลักษณ์ และถูกตีตราในนามของ ‘อสูร’ แม้จะกลายเป็นอสูร มันก็ยังคงเป็นสิ่งที่ยืนหยัดและดื้อรั้นที่สุด Shackle ของ Underground ยังไม่สามารถทำลายมันได้ ตลอด 9 ปีที่ผ่านมา มันซ่อนตัวอยู่ และจนถึงวันนี้ แม้แต่ Shepherd ของ Underground เอง ก็ยังไม่อาจเผชิญหน้ากับมันได้”
“ดังนั้น มันก็อาจไม่สามารถเอาชนะเธอได้เช่นกัน ผู้ที่สืบทอดพลัง Shackle นี้”
Shalom ก้าวเข้ามาใกล้ จ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของ Chief ทว่าสายตานั้นกลับเหมือนมองข้ามตัว Chief ไป ราวกับกำลังเห็นภาพของผู้คนมากมายซ้อนทับอยู่เบื้องหลังคุณ

“สิ่งนี้(BR-002)เป็นตัวแทนของเจตจำนงอันยิ่งใหญ่ เจตจำนงที่ไม่ควรถูกควบคุมโดย Paradeisos ไม่ควรถูกทำลายโดย Underground และไม่ควรถูกทำให้แปดเปื้อนด้วยมาเนีย บางที…การยอมรับมันไว้ อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เหล่าฮีโร่พร้อมจะมอบอิสรภาพอย่างแท้จริงให้เธอ หากความปรารถนาของเธอคือการเผาผลาญโลกใบนี้ พวกเขาก็พร้อมจะช่วยให้มันเกิดขึ้น เพื่อแลกกับสิ่งนั้น ความปรารถนาสุดท้ายของพวกเขาอาจมีเพียงอย่างเดียว… ให้เธอทำให้ทุกคนที่เคยเหยียบย่ำ Syndicate ต้องชดใช้ มีเพียงเธอเท่านั้นที่ยินดีเผชิญหน้ากับความปรารถนาอันเจ็บปวดนี้ ดังนั้น ฉันคิดว่าเธอสามารถเสี่ยงเดิมพันได้ และเธอจะได้รับการยอมรับจากพวกเขา”
“ยิ่งไปกว่านั้น… Chief ที่ฉันเคยรู้จัก ก็คงจะเลือกเส้นทางนี้อย่างไม่ลังเล ใช่ไหมล่ะ?” Shalom พูดจบ Chief ก็พูดออกไป
“…เธอดูรู้จักฉันดีนะ”
Shalom ตอบกลับเพียงแค่รอยยิ้มที่คลุมเครือ ไม่ยืนยันและไม่ปฏิเสธ ไม่สามารถบอกอะไรได้เลย ว่าเธอคนนี้กำลังคิดหรือรู้สึกอะไร

“ความปรารถนาที่พวกเขาอยากให้ฉันรู้งั้นเหรอ….” Chief เริ่มคิด นึกถึงคำพูดของผู้คนมากมายจาก Rustfire แล้วถอนหายใจออกมา
“ฉันลองแล้ว แต่มันไม่สำเร็จ สุดท้ายก็กลายเป็นสภาพนี้ กลายเป็นเหยื่อของการกระทำของตัวเอง ฉันก็แค่คนธรรมดา ไม่ได้พร้อมอะไร และก็ไม่ได้มีใจจะรับแบกรับความปรารถนาเศร้าๆ ของคนอื่น และแน่นอน…ฉันไม่อาจตอบสนองความคาดหวังของเธอได้” Chief พูดออกมาเหนื่อยๆ
“...ความคาดหวังของฉันเหรอ?” Shalom พูดถึงขึ้นอย่างแปลกใจ
“คนที่ต้องการให้ฉันเลือกทางที่สาม ให้ฉันยึดพลังนั้นไว้และลุกขึ้นท้าทายทุกอย่าง… คือเธอ ใช่ไหม?” Chief ถามออกไป
“…. ตายจริง เดี๋ยวนี้ฉันแสดงออกชัดขนาดนั้นเลยเหรอ? หวังว่าเธอจะไม่โกรธนะ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะลองเชิงหรือสอดรู้สอดเห็นอะไร” Shalom พูดไปก็ยิ้มไป
“ฉันเข้าใจ ไม่ต้องกังวล ฉันเองก็มีบางอย่างอยากจะบอกเธอเหมือนกัน… ฉันมีเป้าหมายที่ต้องไปให้ถึง และกำลังหาทางออกที่เหมาะกับตัวเอง แต่ฉันรู้ดีว่าทำคนเดียวไม่ไหว เธอช่วยฉันหน่อยได้ไหม?”
Chief ถามออกไป Shalom ได้ยินอย่างนั้นก็หัวเราะออกมาเบาๆ
“ว่ามาเลย ฉันฟังอยู่ ฉันสนใจมากจริง ๆ”
เพิ่มเติม
-Chief เดาเกม และสิ่งที่ Shalom ทอดสะพานไว้ให้ออกเกือบหมดแล้ว

Chief ลืมตาตื่นขึ้นมา กลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง เห็น Corruptor ตัวหนึ่งที่ช่วยเหลืออยู่ เป็นคนที่ Chief รู้จักทันที จากการมองเพียงแวบแรก
“ฉันจะ...พาเธอออกไปเอง... เพื่อ Rustfire... เพื่อ... Syndicate...” Taran พูดซ้ำไปซ้ำมา
Chief เห็นก็รู้ดีสายเกินไปแล้วสำหรับ Taran แต่ Chief ยังมีธุระที่ไม่ได้สะสาง เลยต้องไหว้วาน Corruptor ตัวนี้นี่แหละ Chief พูดออกไป
“พาฉันไปหาหัวหน้าของ Rustfire หน่อย Taran”
เพิ่มเติม
-ตอนนี้ Chief ออกจากภวังคจิตสำนึกเรียบร้อย

Chief ขึ้นมาถึงชั้นบนสุด เจอกับ Corpus 02 ที่อยู่ในร่างของ Julien นั่งอยู่บนบัลลังก์ที่สร้างขึ้นเอง Chief เริ่มพูดกวนยั่วโมโหร่างอวตาร Black Ring แรกๆ ไม่เท่าไหร่ หลังๆ ชักจะมีน้ำโห ฉุนสิ่งที่ Chief พูดกวนไปมา จนร่างอวตาร Black Ring เข้ามาบีบคอของ Chief ปัด Taran ร่วงหล่นไป แต่แล้ว หนามสีน้ำเงินจาก Schorl ก็เริ่มทิ่มแทงแขนและลำตัวของร่างอวตาร Black Ring ทำให้มันติดสตั้นมึนงงไปชั่วครู่ Chief พูดอธิบายพร้อมเยาะเย้ยว่านี่คือเทคโนโลยีล้ำสมัยของ Paradeisos ไว้ใช้ต่อกรกับสิ่งมีชีวิตมาเนียแบบพวกเรานี่แหละ มาเพื่อฆ่านายโดยเฉพาะ
Chief กับร่างอวตาร Black Ring สู้กันอยู่นานจนไฟลุกไหม้ จน Chief ยอมใช้ Shackle ของที่กลายเป็นสีน้ำเงินโจมตี ทิ่มทะลุตัว Chief เอง เพื่อให้โดนร่างอวตาร Black Ring ที่เชื่อมต่อกันด้วย Shackle อยู่ แต่พิเศษคือ Chief ใช้พลังของลูกบาศก์สีขาวเพื่อทำให้ตัวเองล่องหน ไม่ได้รับความเสียหายจาก Shackle สีน้ำเงิน

การใช้งานพลังในรูปแบบนี้นับว่าเป็นการเปลืองพลังงานอย่างมาก เพราะโจมตีไม่โดนหัวใจของ ร่างอวตาร Black Ring สักทีจน Schorl เริ่มพูดบ่นออกมาว่าพลังงานจะหมดแล้ว พร้อมกับสั่งให้ Chief เลิกใช้เวทของ Underground ทันที แต่ Chief ไม่ฟัง สวนกลับไปว่า
“เอะอะอะไรเนี่ย? ไหนบอกว่าอยากเห็นการตัดสินใจของฉันไม่ใช่เหรอ ถอยไปซะ แล้วดูดีๆ”
“…เป็นไปไม่ได้ คุณไม่น่าจะรู้วิธีใช้ Rules ได้ การประเมินขีดจำกัดก็ไม่ใช่สิ่งที่คุณทำได้
ใครกันที่เอาความลับของ Paradeisos ไปบอกคุณ? ระหว่างที่คุณหลุดจากการติดตามของ MBCC คุณไปติดต่อกับใครมา?!” Schorl เริ่มอารมณ์ร้อนและอารมณ์เสียทันที
“…เยอะเกินจะนับได้ คุณต่างหากที่ยังมองไม่เห็นภาพรวม คนที่คิดด้วยเหตุผลล้วนๆ มักจะมองข้ามความเป็นไปได้อีกมากมายเสมอ” Chief ตอบออกมา
เพิ่มเติม
-ความลับของ Paradeisos ก็คือ Shalom ที่บอกไปก่อนหน้านี้จ้าาาา

ท่ามกลางพื้นที่มาเนียของ Black Ring ที่สองแห่งนี้ ในมิติที่ Schorl มองไม่เห็น มีหญิงจาก Paradeisos(Shalom) ที่จับตามองทุกอย่างด้วยรอยยิ้มอยู่ ผ่านไปนานหลายเดือนและทุกอย่างก็ไหลไปไกลเกินกว่าสิ่งที่ Shalom คาดการณ์ไว้ แต่ Shalom กลับรู้สึกตื่นเต้นระทึกกับความพลิกผันที่ไม่คาดฝันนี้
เพิ่มเติม
-ดวงตาของ Shalom มีสามเหลี่ยมอยู่ แปลว่าใช้พลังจาก Rebel อยู่
-Paradeisos ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า Shalom อยู่ด้วย
-Shalom รู้สึกตื่นเต้นประทับใจในความนอกแผนการ เป็นคนชอบอะไรเสี่ยงๆ(ฮา)
-เป็นครั้งแรกที่ตัวเกมบรรยายความรู้สึก Shalom ออกมาจริงๆ ยืนยันว่าตอนนี้มีความรู้สึกจริงๆ

Chief ยังคงบอก Schorl ว่าไม่ได้มาเพื่อตาย และจะไม่ถอย จะกลับบ้านอย่างปลอดภัย ไม่เป็นหุ่นเชิดของใคร เพื่อความฝันของ Chief เอง Schorl มีพลังกำจัด BR-002 งั้นก็ใช้ไป มันถึงเวลาแล้ว ที่จะต้องคืน Black Ring นี้ให้กับเจ้าของที่แท้จริง ซึ่งนั่นคือชาวฝั่งตะวันตก แล้วยิ่ง Black Ring สามารถทำให้ความปรารถนาสูงสุดเป็นจริงได้ ถ้างั้น Black Ring ก็จะทำความปรารถนาของชาวฝั่งตะวันตกให้เป็นจริง
ร่างอวตาร Black Ring ที่ได้ยินก็หัวเราะ มนุษย์จากฝั่งตะวันตกอ่อนแอไร้ค่า ไม่มีพลัง เอาแต่หนีตาย หลงเชื่อทกอย่าง คิดเหรอว่าจะทำอะไรได้ แต่ Chief ก็ยิ่งพูดอธิบายว่า คนที่หิวกระหายความรุนแรงตายกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Black Ring หมดแล้ว คนที่ยังเหลือรอดอยู่ในตอนนี้คือเหล่าผู้คนที่อ่อนแอต้องดิ้นรนหนีเอาชีวิตรอด คนที่อยากได้บ้านของพวกเขากลับมา คนที่มุ่งมั่นต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง ร่วมใจยืนสู้อยู่ด้วยกันอย่างมีกำลังใจ
ความปรารถนาที่ไม่ใช่การทำลายฆ่าล้างหรือความรุนแรงไม่อาจทำให้มาเนียใน Black Ring แข็งแกร่งขึ้นได้ ตรงกันข้ามด้วยซ้ำ มันจะทำให้มาเนียของ Black Ring อ่อนแอลง ร่างอวตาร Black Ring ที่เข้าใจก็เริ่มกรีดร้อง พุ่งทะยานเข้าโจมตี Chief แต่แล้วกลับมีเสียงคำรามปริศนาดังขึ้น พร้อมหนามมาเนียสีน้ำเงินที่ทิ่มแทงจน Corpus 02 ถูกตรึงให้อยู่กับที่ ร่างอวตาร Black Ring โมโหมากที่สุดท้ายแล้ว Chief ก็อยากได้พลังไปใช้ซะเอง แต่ Chief ไม่ต้องการหรอก ต้องการพิสูจน์ว่า ‘แม้แต่ Black Ring ที่แข็งแกร่งที่สุดก็ถูกทำลายได้’ ต่างหาก
เพิ่มเติม
-ตอนปะทะมีเสียงคำรามปริศนาเป็นของ Rebel (Shalom)
-K.K. ที่มากับ Che ได้เจอ Bai Yi และกำลังจะหนีไปด้วยกัน แต่โดน Langley มาจับได้ซะก่อน
-Nightmare ของ Hecate จากโครงกระดูก กลายร่างเป็นมังกรมีปีก
-Hecate เชื่อใจ Chief มากพอที่จะแยกตัวไปปกป้อง Hella แล้ว
-Rust ตอนนี้เปลี่ยนร่างอีกครั้ง กำลังจะกลายเป็นโอปป้า Rust ที่เราได้เห็นกันหน้าตู้
-Horo ได้เห็นพลังของ Zoya และเงาที่เลือนรางไกลๆ ของ Zoya ในร่างใหม่
-พอสถานการณ์ดีขึ้น Nightingale รีบติดต่อให้ยกเลิก Purge Order ทันที

หนามสีน้ำเงินโจมตีร่างอวตาร Black Ring ซ้ำๆ จนร่างกายที่แท้จริงปรากฏ กลายเป็นปีศาจ Corpus ตัวใหญ่ยักษ์ที่น่าเกลียดน่ากลัว จังหวะดีที่ Donald มาทัน พาเพื่อนมาด้วยอีกคน
“ฉันบอกแล้วไง ว่าเราสามคนจะทำลาย Black Ring นี้ไปด้วยกัน”
Corpus ยังไม่ยอมแพ้ แค้นอยากจะฆ่า Shepherd ของ Underground ให้ได้ จะหนีเข้าโลกมาเนีย ซ่อนตัว และรวบรวมพลังใหม่อีกครั้ง แต่เมื่อเข้าโลกมาเนียไปแล้วกลับเจอ Julien ที่นั่งรออยู่
อาคาร Drifter Camp เริ่มสั่นสะเทือนและพังทลายลง Corpus ที่พยายามหนีจึงไปไหนไม่ได้ เหมือนโดนขังอยู่ในกรง ท้ายที่สุดแล้ว ความปรารถนาของชาวฝั่งตะวันตกก็กลายเป็นเปลวเพลิง Black Ring ที่เผา Corpus จนมอดไหม้ละลายหายไป มาเนียที่ปนเปื้อนอยู่ใน Shackle ของ Chief เองก็หายไปด้วยเช่นกัน


Chief กลับเข้าสู่ภวังคจิตใต้สำนึกอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ Chief จำได้ทุกอย่างแล้วในครั้งนี้ และจะไม่ลืมสิ่งที่เกิดขึ้นโดยเด็ดขาดอีกแล้ว Shalom เห็นหน้าอีกฝ่ายก็เริ่มพูดก่อน
“ฉันไม่เคยคิดเลยว่าเธอจะยกสิทธิ์การตัดสินใจให้ผู้อื่น… ฉันรู้ว่าเธอเป็นคนที่คาดเดาไม่ได้เสมอมา แต่ไม่เคยคิดว่าจะเป็นเรื่องแบบนี้ อย่าไปพูดถึงความเป็นไปได้ของความสำเร็จเลย ถ้าไม่มีข้อมูลจากการสังเกตการณ์ แผนนี้ก็เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนจนแทบไร้ขอบเขต มันคือการพนันชัดๆ และเธอเลือกยอมจำนนต่อโชคชะตาด้วยตัวเธอเอง…” Shalom พูดแล้วก็ถอนหายใจ
“ฉันไม่มีวันกล้าพอจะเลือกเส้นทางแบบนั้นได้เลย” Shalom พูดต่อ
“ท้ายที่สุดแล้ว ฉันก็ทำได้เพียงเท่านี้แหละ ฉันได้เห็นความพยายามอันยิ่งใหญ่ของผู้คนมากมาย แม้ว่าบางคนจะไม่ได้แข็งแกร่ง แต่ทุกคนต่างทุ่มเทจนถึงที่สุด ลองคิดดูสิ คนขี้ขลาดจะอยู่ใน Black Ring ได้นานขนาดนั้นเลยเหรอ? ถึงตอนนั้นแล้ว คนที่กลัวต่างก็หนีไปหมดแล้ว เหลือเพียงผู้ที่ยังยืนหยัด ผู้ที่ยังคอยช่วยเหลือกันและกัน… คนเหล่านั้นต่างหาก คือคนที่กล้าหาญที่สุด ฉันเดาชะตากรรมของเขตตะวันตกไม่ได้หรอก แต่ฉันเชื่อใจพวกเขา ให้พวกเขาเป็นคนมอบคำตอบให้กับฉัน” Chief ตอบออกไปอย่างจริงใจ
“…ฉันเข้าใจแล้ว ที่เธอสามารถเชื่อใจผู้อื่นได้ เพราะเธอได้เห็นโลกที่กว้างกว่า ได้พบกับ ‘ผู้คน’ ที่แท้จริงมากกว่า เพราะเธอ…ไม่ได้อยู่เพียงลำพังคนเดียว ฉันอิจฉาเธอนะ ถ้าฉันเป็นเหมือนเธอมากกว่านี้ บางทีฉันอาจคิดหาทางออกที่ดีกว่าได้ และทุกคนก็คงต้องเจ็บปวดน้อยลง ฉันขอโทษ” Shalom พูดออกมา
เพิ่มเติม
-บทพูดขอโทษของ Shalom เป็นการขอโทษจากใจจริง และรู้สึกเศร้าใจในเวลาเดียวกัน เสียงพากย์จีน Shalom จะดูเจ็บปวดสำนึกบาปของตน

“เอาจริงๆ แล้ว ฉันไม่ใช่คนที่เชื่อใจใครได้ง่ายๆ หรอก ตอนแรกฉันก็ไม่คิดจะเชื่อใจ ‘คนจาก Paradeisos’ อย่างเธอ การปรากฏตัวของเธอทำให้ Black Ring ปั่นป่วนไปหมด ฉันรู้ดีว่าเธอต้องทำอะไรสักอย่างไปแน่ๆ แต่ตลอดเส้นทางนี้ ฉันกลับได้รับการปกป้องจากผู้คนมากมายที่ฉันไม่เคยรู้จัก และบางที…เธอก็คงเป็นหนึ่งในคนเหล่านั้น เธอดูมั่นใจพวกเขาจะคอยปกป้องฉันได้ จนกระทั่งถึงวันนี้ อีกอย่าง... ”
“ในตอนที่ฉันตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต มีใครบางคน(Rahu)ยอมเสี่ยงชีวิตของตัวเอง คว้าตัวฉันไว้ และพาเธอ(Shalom)มาหาฉัน เขา(Rahu)ไม่ได้พูดอะไรเลย และฉันก็กลัวว่าเขาคงไม่มีวันพูดความจริงเกี่ยวกับตัวเองออกมาได้ แต่ความจริงใจที่เขาแสดงออกนั้นชัดเจน มันก็จริงที่เธอถูกบางคนปฏิบัติเหมือนเป็นเพียงเครื่องมือ แต่ก็ยังมีคนอื่นๆ ที่เชื่อใจเธอมากจริงๆ เพราะงั้น ฉันคิดว่าเธอไม่จำเป็นต้องอิจฉาฉันเลย”
Chief พูดออกไป Shalom ที่ได้ฟังก็เริ่มเข้าใจอะไรหลายๆ อย่าง
“…งั้นเองสินะ… เป็นแบบนี้เองสินะ ฉันนึกว่าพวกเขาทุกคนจากไปกันหมดแล้ว เพราะแต่ละคนต่างต้องเดินตามเส้นทางของตัวเอง…”
หลากหลายอารมณ์มากมายปรากฏเอ่อล้นอยู่ในดวงตาของ Shalom(เหมือนจะร้องไห้) จน Chief อยากจะจดจำ เก็บช่วงเวลานี้ให้นานที่สุด แต่ Black Ring กำลังแตกสลาย และดินแดนแห่งจิตสำนึกนี้ก็ค่อย ๆ เลือนหายไป
เพิ่มเติม
-Rahu จงใจเนียนฉีกแขนเสื้อออกเพื่อช่วย Chief ให้ใช้ Shackle ได้ แถมยังทำตามคำสั่งสุดท้ายของ Shalom ในวันที่ห้องสังเกตการณ์พังทลาย แม้ว่าจะสามารถเลือกไม่ทำก็ได้ เพราะได้เห็นอะไรบางอย่างในโหลทดลองตอนที่นำร่างของ Shalom ไปลงของเหลวฟื้นฟูสีฟ้าใสที่ Paradeisos
-จุดที่เห็นโหลทดลอง เป็นจุดสำคัญที่ทำให้ Rahu เปลี่ยนใจ แต่คิดว่าน่าจะมีผลในเนื้อเรื่องอนาคตข้างหน้าที่เกี่ยวกับบุคคลสำคัญ
-พวกเขาทุกคน ได้แก่ Donald, Rahu, Coquelic, Christina

“เหมือนว่าจะหมดเวลาแล้วสินะ ช่วยดูแลพวกเขาแทนฉันด้วยนะ พวกเขาไม่เหมือนฉันเลย แต่กลับคล้ายเธอมาก สักวันหนึ่ง ไม่ช้าก็เร็ว พวกเขาจะมาหาเธอ ละยืนเคียงข้างเธอ” Shalom พูดออกมา
“แล้วเธอล่ะ? จะไม่มาด้วยกันเหรอ?” Chief ถามออกไป
“ฉันเหรอ? ฉันไม่เป็นไร ไม่ต้องห่วงเรื่องฉันหรอก และฉันก็หวังว่าเธอจะลืมการพบกันของเราไป มันจะปลอดภัยกว่าสำหรับเธอ เธอมักจะเลือกเส้นทางที่ยากที่สุดเสมอ ไม่ใช่การหลบหนี และไม่ใช่การก่อความพินาศ แต่เป็นการเผชิญหน้ากับปัญหา และมองหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ ต่อจากนี้ ทุกอย่างจะยิ่งถาโถมใส่เธอมากขึ้น ระวังตัวไว้ด้วย โชคชะตาของเราเกี่ยวพันกัน และได้เปลี่ยนแปลงซึ่งกันและกันไปแล้ว ทุกอย่างที่เกิดขึ้น…ไม่มีอะไรให้ต้องเสียใจ” Shalom กล่าวบอกลา
“…ดูเหมือนว่าจะยังไม่ถึงเวลานะ เราจะได้พบกันอีก และเมื่อถึงวันนั้น เพื่อนของเราก็จะมาร่วมกับเราด้วย” Chief ไม่ยอมให้ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้เจอกัน
Shalom เหมือนจะกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็เลือกเก็บมันไว้ เธอมอบเพียงรอยยิ้มแทนคำพูด
“ฉันดีใจที่เธอได้อิสรภาพของตัวเอง เพราะอย่างนั้น… ฉันขออวยพรให้เธอมีความสุขนะ”

“ว่าแต่ ถ้าเธอเดาผิด และผู้คนในเขตตะวันตกเลือกเส้นทางอื่นขึ้นมาล่ะ? เธอจะทำยังไง? เธอยังจะเชื่อว่า สิ่งที่ทำมาทั้งหมดนี้ มีความหมายอยู่ไหม?”
Chief ไม่ตอบอะไรกับคำถามของ Shalom แต่สีหน้าบ่งบอกทุกอย่างออกมาอย่างชัดเจน จนแม้แต่ Shalom เองก็ยังอดหัวเราะออกมาไม่ได้
“สีหน้าที่น่าสนใจแบบนั้นอีกแล้วสินะ สีหน้าที่ฉันคุ้นเคยเป็นอย่างดี โชคดีที่โชคชะตาพาพวกเขามาเลือกเส้นทางนี้ ไปเถอะ มีใครบางคนมารอรับแล้ว”
Shalom ส่ง Chief ออกจากภวังมิตินี้…

Chief ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง กำลังโดน Donald หิ้วพาออกจาก Drifter Camp อยู่เลย เหม่อมอง Syndicate ผู้คนมากมายวิ่งไปมา ทั้งร้องไห้และหัวเราะ เพราะ Black Ring ได้หายไปแล้ว Donald ขอบคุณ Chief ที่ช่วยฝั่งตะวันตกไว้ แต่ Chief บอกว่า “เรียกฉันว่าฮีโร่สิ” ทำ Donald เหวอไปเลย แล้ว Chief ถึงพูดต่อ “ทุกคนเป็นฮีโร่กันหมดนะ” Donald หลุดขำ ไม่อยากคืน Chief ให้ Paradeisos เลยจริงๆ ต้องพาไปส่งให้ Hecate ตามสัญญาก่อน แล้ว Donald ถึงปล่อยมือ Chief ให้ร่วงหล่นลง Chief รีบคว้ามือ Hecate ที่ขี่ Nightmare มารับทันทีเพื่อลงสู่พื้นอย่างปลอดภัย
ทางด้าน Rahu ที่นอนสภาพร่อแร่อยู่ที่พื้นดิน ไม่มี Schorl อยู่ข้างตัว เงยหน้ามอง Black Ring ที่สลายหายไป แล้วหัวเราะลั่นออกมาอย่างอิ่มเอมใจ ดีใจที่ได้แผนการเดินไปอีกขั้น ทางด้าน Christina ที่กำลังไล่ช่วยผู้บาดเจ็บก็มาเจอพอดี กำลังจะไปเรียก Nightingale แต่พอ Rahu ปฏิเสธแถมลุกขึ้นเอง Christina ที่จำเสียงได้เกือบจะเรียกชื่อ แต่ Rahu บอกทิ้งท้ายแค่ “ไม่เป็นไร” ก่อนจะใส่หมวกดีๆ จังหวะ Schorl มาพอดี Rahu เลยเดินออกไปเงียบๆ
ส่วน Coquelic ที่ยังอยู่ที่อนุสาวรีย์ Romanesque ปลอบใจ Thistle ที่ร้องไห้จับขอบชุดของ Coquelic อยู่ (พี่มีขอบตรงไหนให้น่าจับบ้าง?) แถมบ่นว่า
“ขี้แยจริงๆ จะให้ทิ้งได้ลงคอได้ไงเนี่ย?”
เพิ่มเติม
-Nightingale พยายามสั่งให้ FAC ไปตามหา Chief ที่อยู่ในตึก Drifter Camp
-เป็นจุดที่ Hella ขอออกเดินทางไปผจญภัย เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งและประสบการณ์ให้ตัวเอง
-Chief ทำลาย BR-002 ในวันที่ 1 เดือนธันวาคม N.F.113 กลับเข้า MBCC ให้ Hecate ตัดผมให้วันที่ 3 เดือนธันวาคม N.F.113
-ศูนย์วิจัย Ring ไม่ได้คุม MBCC ต่อแล้ว
-คนที่ติดเชื้อมาเนียกว่า 60% กลายเป็น Sinner ที่พลังน้อย (ระดับ B หรือต่ำกว่า)
-คณะกรรมการบริหารจะยังคงทำงานอยู่ แต่ปฏิรูปใหม่ (Donald โดน Matilda ถีบลงจากตำแหน่ง)
-Donald ไม่ยอมบอกข้อมูลทุกอย่าง
-Christina อยู่กับ MBCC
-9th Agency รายงานว่า Rust ตายในหน้าที่ แต่ Langley ที่รักและแคร์ลูกน้องมากกลับไม่เสียใจเลย (แสดงละครไม่เนียน Rust ยังไม่ตายจริง)
-ใกล้ๆซากของ BR-002 เกิดเหมืองขุด Hypercube ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่เพราะ Paradeisos ปิดการใช้งานห้องสังเกตการณ์ที่ 2 ไปแล้ว Nirvana เลยไม่สามารถใช้เทคโนโลเครื่องขุดเจาะอัตโนมัติในการขุดได้ ต้องใช้มนุษย์ในการขุดเหมืองเหมือนเมื่อก่อน ทำให้ฝั่งตะวันตกมีอำนาจในการต่อรองมากกว่า Paradeisos ก็ไม่เข้าข้างด้วย อยากรู้ว่าเอาชนะ BR-002 ได้ยังไง


หลังจากจบเรื่องราว BR-002 Langley พา Chief ไปเจอ Paradeisos ตัวเป็นๆ ของจริง ไม่ใช่เค้ก Paradeisos 03 ขอบคุณ Chief ที่ให้ความร่วมมือและยอมรับการเปิดใช้งาน Rules ส่วน Paradeisos 02 บอกว่าสิ่งที่ Chief ทำนั้นเกินความคาดหมายไปมาก บ่นเสียดายที่ไม่ได้มาเจอก่อนหน้านี้ ในตอนที่ X(Shalom) ยังอยู่ (มีคนเสียดาย Shalom ไม่หยุด) แต่โชคดีที่ยังมีเวลาให้เราได้รู้จักกันอีกเยอะ ก่อนจะส่ง Chief ต่อไปให้ Paradeisos 01 ทักทาย เพราะ Paradeisos 01 คือคนที่คุยกับ Chief ใน Black Ring
ส่วน Corpus 02 ที่อ่อนแอแต่ยังไม่ถูกกลืนกิน หนีรอดได้เพราะตัวตน Rustfire บางอย่าง แต่ตัวตนที่ใช้นั้นคือ Taran ที่มีความปรารถนาที่แรงกล้า ทำให้ Corpus 02 กลับเข้า DisSea โดยไม่ตั้งใจ เข้าสู่ทุ่งทะเลดวงดาวแห่งดอกไม้สีแดง เจอกับ Shepherd จาก Underground ที่แปรเปลี่ยนจากยายแก่กลายเป็นร่างที่แท้จริง Corpus 02 จึงโดน Shepherd จาก Underground กลืนกินเข้าไป ซึ่ง Chief เองก็รู้สึกได้นิดๆ
เพิ่มเติม
-EDGE-01 เห็นสิ่งที่ Chief ทำแล้วนึกถึงอดีตที่น่าสนใจ (น่าจะ Augustus)
-Shepherd จาก Underground เรียก Chief ว่าน้องสาวที่น่ารัก มองว่า Corpus 02 นี้คือของขวัญจาก Chief
-ฉากจบบท 13 จะมี PV Animation เกี่ยวกับ Shepherd จาก Underground กลืนกิน Corpus 02 สามารถไปกดรับชมได้ภายในเกม


━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━
ช่วงส่งท้ายก่อนจะจบจริงๆ
Coquelic หลังจบ BR-002 ไม่กี่วัน ในส่วนของ Coquelic ที่กำลังจะตาย หลบซ่อนอยู่ที่ฝั่งตะวันตก รอให้ Chief มารับตัว แต่เมื่อ MBCC มาจับจริง Coquelic กลับแสดงละคร ขัดขืนการจับกุมตัวเพื่อยื้อเวลาให้สมาชิก The Garden คนอื่นๆ หลบหนีไปได้ ในตอนที่สอบสวน Chief เลยไม่ได้ข้อมูลอะไรมาก แต่ก็เข้าใจเจตนาที่แท้จริงของ Coquelic Chief จึงทุ่มสุดตัวในการช่วยเหลือ รับพลังมาเนียที่ปนเปื้อนจาก Coquelic ไปไว้ที่ตัวเองจนอาการตัวเองทรุดโคม่าไปหลายวัน Coquelic รอดเพราะเสียงของเหล่า The Garden ที่มาเฝ้ารอที่เตียงทุกๆ วัน
พอ Coquelic ฟื้น ก็ไปหา Chief ที่นอนบาดเจ็บอยู่ในห้องทันที ตกลงคุยกัน 3 อย่าง
1.MBCC ต้องตามหา Sinner ของ The Garden ที่เหลืออย่างลับๆ ใช้ Shackle เพื่อควบคุมมาเนียของแต่ละคน
2.รักษาคำพูด ไม่เปิดเผยว่า Sinner คนไหนมาจาก The Garden ไม่ใช้ Shackle เพื่อบังคับ Sinner ให้ทำตามสิ่งที่ Chief ต้องการ
3.Chief ต้องเห็นคุณค่าและทะนุถนอมชีวิตของตัวเอง ไม่พุ่งชนทุกอย่างเป็นกระทิง วางแผนบ้าง
ซึ่งข้อ 3 ทำให้ Chief ขอให้ Coquelic ไม่ใช้พลังของตัวเองแล้วด้วยเช่นกัน แต่สุดท้ายแล้ว Coquelic ก็ฝากฝัง The Garden ไว้กับ Chief
เพิ่มเติม
-สมาชิก The Garden ที่ไม่รวม Coquelic ที่มีในตอนนี้คือ Sumire Garofano Thistle และ Gekkabijin
-Coquelic จะตายเพราะโดนมาเนียกลืนกิน ทาง Chief เลยรับมาเนียนั้นมาไว้ที่ตัวเอง
-Chief เขียนรายงาน 9th Agency ว่า Sinner จาก The Garden สู้กับ FAC จนตายไปหมดแล้ว มีแค่ Coquelic ที่เหลือรอด
-Thistle ได้เจอกับ Christina ที่ MBCC และสนิทกัน(เกินเพื่อน)

Rahu หลังจบ BR-002 ภายในเดือนธันวาคม N.F.113 Chief ติดต่อกับ 9th Agency เริ่มพยายามค้นหาความจริง หาข้อมูลคนที่บงการเบื้องหลัง Rustfire ในปี N.F.104 และ N.F.113 นั่นทำให้อยู่ดีๆ Rahu ก็ถูกย้ายตำแหน่งจาก Paradeisos มา MBCC ทำให้ Chief ได้ใช้ Shackle กับ Rahu แต่ Chief กลับรู้สึกแปลกๆ เหมือนมีอะไรมาขวางกั้นอยู่ราวกับว่า Rahu มี Shackle ของคนอื่นตรึงอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ใช่ Shackle ซะทีเดียว (Mark ของ Shalom)
ในการสอบสวน ไม่ว่าจะถามอะไรออกไป Rahu ก็ไม่บอกอะไรทั้งนั้น จน Chief หยิบเรื่อง Conrad ขึ้นมา พา Rahu ไปเจอ Conrad ที่โดนขังอยู่ที่ FAC ทำให้ Rahu เริ่มแสดงอาการออกมานิดๆ Chief เลยเข้าใจว่า Rahu ตอนนี้กำลังปกป้อง Chief จากอะไรบางอย่าง เหมือนที่พยายามปกป้อง Conrad
Chief ตามหาข้อมูลต่อจนเจอสมุดบันทึกของ Rahu ในห้องร้างห้องหนึ่ง เขียนเล่าเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นปี N.F.113 จนถึงวินาทีที่ตัดสินใจไปวิลล่า Erica แต่แล้ว Rahu ก็ตามตัวมาทัน พยายามพูดบังคับให้ Chief ส่งสมุดเล่มนั้นคืน เถียงกันพักใหญ่
จนกระทั่งหน่วย HUSH ปรากฏตัว รายงานว่ามีภารกิจให้ทำลายทุกหลักฐาน ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวข้องกับเธอคนนั้น(Shalom) รวมถึงคนที่รู้ข้อมูลด้วย แต่ Rahu ปล่อยให้ Chief รู้แถมไม่ฆ่า Conrad เลยถือว่า Rahu คือคนที่ทำให้ข้อมูลรั่วไหล อีกทั้งยังแสดงอารมณ์ผันผวนผิดปกติ ต่อให้ Rahu อ้างว่าเป็นเพราะ Shackle แต่หน่วย HUSH ไม่เชื่อ เพราะ Rahu คือองครักษ์ที่ X เลือกและได้ Mark ไว้ลึกมากๆ ในช่วงเวลาที่ X โดนกักขังตอนนี้ การที่ Rahu แปรปรวน หักหลัง เท่ากับว่า X แปรปรวนและหักหลังด้วยเช่นกัน หน่วย HUSH จึงตัดสินว่า Rahu และ Shalom เป็นสิ่งกีดขวางไม่ให้ HUSH คนถัดไปขึ้นนำแทน
ก่อนที่จะเริ่มเกิดการปะทะระหว่าง Rahu และหน่วย HUSH Chief เข้าโจมตีแทน สุดท้ายก็ร่วมมือกับ Rahu สู้จนชนะมาได้ แต่ Rahu สลบไปหลายวัน Chief ลองตรึง Shackle ใหม่อีกครั้ง พบว่า สิ่งที่กีดกั้น Shackle อยู่ในตอนแรกได้หายไปแล้ว เปิดทางให้ Chief ได้ใช้ Shackle กับ Rahu ตรงๆ คนเดียว (Shalom ปล่อย Mark ออก เลิกตรึงแล้ว)
ในช่วงขณะที่ Rahu หลับ Rahu ได้ฝันเห็นความทรงจำเก่าๆ เกี่ยวกับ Varna แต่สักพักหนึ่ง Shalom ก็ปรากฏตัวอยู่ข้างๆ
“ฉันสงสัยอยู่เลยว่าคุณจะจำมันได้ตอนไหน” Shalom พูดออกมา
“...ฉันไม่มีทางลืมอยู่แล้ว ต่อให้เธอไม่ทำอะไรแบบนี้”
“ช่วยไม่ได้ คุณชอบโมโหอยู่เรื่อยเวลาคุณจำอดีตได้ โกรธจนถ้าคุณไปสู้กับ Paradeisos ล่ะก็ ฉันก็ช่วยคุณไม่ได้หรอก แต่ในตอนนี้ ต่อให้คุณฝันถึงพวกเขา คุณก็ยังหลับได้อย่างสงบสุข... ทุกอย่างดูโอเคดี” Rahu ไม่ปฏิเสธคำพูดนี้ของ Shalom
“คุณเองก็มีแล้วนะ” Shalom พูด
“...ขอบคุณ” Rahu ตอบกลับเบาๆ
“ฉันต่างหากที่ควรจะขอบคุณ... เต็มที่นะ” Shalom พูดทิ้งท้าย (Shalom ปล่อย Mark Rahu)
ผ่านไป 4 วัน พอตื่นขึ้นมา Rahu รีบถามทุกอย่างกับ Chief แต่ Chief กลับตอบขำๆ ว่าโทรไปโวยวายกับ FAC และ 9th Agency จะขอเข้าพบ HUSH (Shalom) แต่ Chief โดนบ่นกลับมาแทน แถม Paradeisos ให้ข้ออ้างว่า เป็นความขัดข้องของระบบ จะปรับปรุงแก้ไข แต่ทาง Paradeisos ต้องการตัว Rahu กลับไป ก่อนกลับไป Rahu ให้คำมั่นสัญญากับ Chief ว่า จะเป็นคนที่แทรกซึมเข้า Paradeisos ให้ Chief คอยปกป้อง Chief จากข้างใน Paradeisos และทั้งคู่ก็แยกจากกันเดินตามทางของตัวเอง
เพิ่มเติม
-Rahu ฉีดคริสตัลมาเนียเข้าตัวเองในวันที่ 9 เมษายน N.F.113 (ช่วงที่ Chief สลบโคม่าไปแล้ว) สลบไป 3 วันแล้วกลายเป็น Sinner
-จบเนื้อเรื่องตรงนี้ Rahu ไม่มี Mark ของ Shalom แล้ว เป็นอิสระจาก Shalom
-Conrad ในตอนนี้แทบจะกลายเป็น Corruptor แล้ว แทบจะคลั่ง ผิดหวังที่ Rahu กลายเป็นหมาเชื่องให้ Paradeisos ทั้งๆ ที่ครั้งหนึ่งคิดอยากให้ Paradeisos ชดใช้ เสียใจที่ยอมปล่อยให้ Rahu ไปที่วิลล่า Erica
-Conrad สุดท้ายแล้วโดนอพยพไปอยู่ห้องพิเศษนอกเมือง DisCity เพื่อรักษาดูอาการ Paradeisos เองก็รับปากว่าจะปกป้องในฐานะเหยื่อผู้เสียหายจากความขัดข้องของระบบ HUSH
-ภารกิจ Rahu ก็เป็นการทำลายทุกหลักฐานเกี่ยวข้องกับ Shalom ด้วยเช่นกัน แต่การไม่ฆ่า Conrad หน่วย HUSH เลยถือว่า Rahu กบฏ
-หน่วย HUSH จะรับคำสั่งจาก HUSH (แบบ Shalom) หรือ Paradeisos เท่านั้น แต่พอตอนนี้ไม่มี HUSH หน่วย HUSH เลยต้องการ HUSH คนถัดไปทันที ต้องการหัวหน้าคนสั่งการ
-Varna ต้องการให้ Rahu ขึ้นเป็นกัปตันของหน่วย G47 แทน แต่ Rahu ไม่ยอม จะปกป้อง Varna ตลอดไป
-Rahu ทำความเคารพ Chief แบบ FAC ตอนลาจาก

ท้ายสุด HUSH รุ่นที่ 8 ที่เป็น HUSH คนถัดไป ถูกเปิดการใช้งานตั้งแต่ช่วง Rain Burst แล้ว แต่ไม่สามารถเข้าทำงานในห้องสังเกตการณ์ที่ 2 ได้ อีกทั้งทาง Paradeisos ยังไม่สามารถหาสาเหตุความผิดปกติของ HUSH-X ได้ ทำให้เริ่มต้นการใช้งานอย่างเป็นทางการล่าช้าเพื่อตรวจสอบและเพิ่มความระมัดระวัง ในขณะเดียวกัน Paradeisos ต้องสร้างห้องสังเกตการณ์ที่ 3 ซึ่งเป็นห้องใหม่แทนที่ห้องสังเกตการณ์ที่ 2 ที่ถูกปิดไป HUSH รุ่นที่ 8 จึงเริ่มถูกใช้งานอย่างเป็นทางการในห้องสังเกตการณ์ที่ 3 หลังจบเนื้อเรื่อง N2 (เดือนธันวาคม N.F.114)




