สรุปเนื้อเรื่อง Path To Nowhere: N7-N8 The Thorny Roads to Dawn
คำเตือน
เนื้อหาเหล่านี้มีการ Spoil เนื้อเรื่อง N7-N8 ทั้งหมด เนื้อหาต่อจากเนื้อเรื่อง Shattered Blade (N5-N6) ที่เป็นเนื้อหาก่อนหน้า และมีเนื้อหาสอบสวน Sinner ของ Rust และ Margaret ทางทีม EDGE-TH แปลสรุปเนื้อหา Rust อย่างละเอียดเพราะมีผลต่อเนื้อเรื่องอย่างมาก ส่วนสอบสวนของ Margaret แปลในระดับที่พอจะรู้เหตุการณ์ สามารถอ่านเพิ่มอรรถรสและทำความเข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีการใส่สีตีไข่ตรงช่วงเพิ่มเติมโดยทีมผู้เขียน อาจจะถูกเปลี่ยนแปลงทฤษฎีเนื้อหาตอนนี้ได้ทุกเมื่อในอนาคต และเนื้อหาภาษา ENG ใน Global รายละเอียดสำคัญบางอย่างหลายจุดแตกต่างอย่างมาก ทีมงานที่เล่นเซิฟจีนจะเน้นใส่รายละเอียดเพิ่มลงในส่วนที่ขาดไป
เนื้อหานี้ไม่เหมากับผู้เล่นใหม่ที่ยังไม่เข้าใจพื้นฐานโลกในเกม สามารถปูพื้นไล่เรียงทำความเข้าใจได้ที่ ข้อมูลหลัก, N3-N4, Shattered Blade (N5-N6), Shalom Story, แล้วถึงเป็นเนื้อหานี้
โปรดดดดดด เข้าใจภาษาลิงที่ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อสื่อสารกับมนุษย์ด้วย
เทียบภาษา : EN(100%) | KR(100%) | JP(60%) | CN(100%)
1:52 ━❍──────── 3:16
↻ ⊲ Ⅱ ⊳ ↺
↻ ⊲ Ⅱ ⊳ ↺
━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━
ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหาของ N7-N8 ย้อนไปยังอีเว้นท์ Exodus: Auric Sanctuary และ Scourge Eclipse Scar ในเนื้อหาเหล่านี้จะเป็นมุมมองของตัวละคร Hypatia เดิมทีแล้วเธอคือ ลูกหลานของตระกูล Campbell ที่ถูกต้องตามกฎหมาย อีกทั้งยังเป็นนักวิจัยจากสถาบันวิจัย Fraser ที่อายุน้อยที่สุด เป็นคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการวิจัยและพัฒนาอารัมเป็นอย่างมาก ได้พูดคุยรู้จักกับ Chief คร่าวๆ แบบไม่ระบุตัวตน (แต่ก็สืบจนรู้อยู่ดี) ผ่านทางแชทในเว็บมืดตั้งแต่ช่วงเดือนธันวาคม N.F.113 (หลัง BR-002) ก่อนจะขาดการติดต่อ จนกระทั่ง Hypatia ได้พบเจอกับ Hella ในอีเว้นต์ Exodus: Auric Sanctuary จนกระทั่งเหตุการณ์ BR-005 เกิดขึ้นที่เมือง Furor และได้จบลงด้วยการร่วมมือของ Chief DisCorps และ FAC เข้าสู่ช่วงหลังสงคราม หรือก็คือเนื้อเรื่องหลักบทนี้นั่นเอง
เพิ่มเติม
-Exodus: Auric Sanctuary คืออีเว้นท์ของ Hypatia
-Scourge Eclipse Scar คืออีเว้นท์ของ Synex
-สามารถอ่านเหตุการณ์ BR-002 ในเนื้อเรื่องหลักบท 11-13 ได้คร่าวๆ ในเนื้อเรื่องของ Shalom ที่ได้เขียนไว้ก่อนหน้านี้ (จิ้ม)
-Eirene ก็เป็นคนของตระกูล Campbell แต่เป็นลูกนอกสมรส และหนีออกจากบ้านมาอยู่ DisCity

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━
ย้อนความเดิม
ในเดือนพฤศจิกายน N.F.114 (เลือกตั้งนายกในเนื้อเรื่อง N1-N2) ด้วยการยุยงปลุกปั่นของสถาบันวิจัย Fraser ทำให้มีคนหัวรุนแรงเข้าไปสร้างความวุ่นวายใน DisCity
ในเดือนมิถุนายน N.F.115 (เนื้อเรื่อง N3-N4) ได้มีการจัดงาน Great Expo เกิดเหตุการณ์มากมาย Adelaide Campbell พยายามจับกุม Chief ไว้ แต่พลาดทำให้ถูกทาง DisCity จับกุมไว้แทน ในขณะเดียวกัน BR-005 ก็ระเบิดเกิดขึ้น
ในเดือนกรกฎาคม N.F.115 (เนื้อเรื่องอีเว้นท์ Honeyed Night หรืออีเว้นท์ของ Milly) พื้นที่ Euphoria ที่ Fraser สร้างขึ้นมาเพื่อแทรกซึมเข้าชนชั้นสูงของ DisCity ถูกทำลาย พบเจอเอกสารยืนยันแผนการสงครามของ พันธมิตร Farland จนกระทั่งวันที่ 10 BR-005 เริ่มเคลื่อนไหวเข้า WhiteSands
วันที่ 11 สิงหาคม N.F.115 Paradeisos เปิดใช้งาน BR-003 ทำให้เกิดการพักรบเกิดขึ้น จนกระทั่งวันที่ 21 August N.F.115 ทางด้านพันธมิตร Farland โจมตีอีกครั้งจากคำสั่งของ Fraser สองวันถัดมา BR-005 ถูกทำลายจากการร่วมมือกันของ DisCorps, FAC และ Chief แห่ง MBCC ทำให้กองทัพของ Fraser พังลงทันที
ในทุกๆ ครั้งที่มี Black Ring เกิดขึ้น มักจะมีเหมืองขุด Hypercube ปรากฎขึ้นมาเสมอ แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่พบเจอ ทำให้ทุกฝ่ายต่างก็เร่งค้นหา
เพิ่มเติม
-งาน Great Expo สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่เนื้อเรื่อง N3-N4(จิ้ม)
-เหมืองขุด Hypercube คือสิ่งสำคัญมากๆ ในเวิร์ส PTN

วันที่ 23 เดือนสิงหาคม N.F.115 ด้วยความร่วมมือจากหลายๆ ฝ่าย ทำให้สามารถทำลาย BR-005 ได้ EDGE เจอ inheritance ที่น่าสงสัยของ Underground มาเก็บไว้อย่างมิดชิด ภัย Tides of Ashes เองก็ลดลงจากการหายไปของ BR-005 สงครามที่ตึงเครียดมาเกือบปีได้จบลงแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น EDGE กลับไม่เจอความสงบสุขในชัยชนะนี้เลย พวกเขาใช้ทุกวิถีทางในการซ่อน BR-003 อีกครั้ง รีบสั่งการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้รีบจัดการซากต่างๆ ของ Black Ring และตามหาสิ่งน่าสงสัย ซึ่งภายใน 2 วัน พวกเขาพบพื้นที่มาเนียผันผวนไม่ทราบสาเหตุในเส้นทางการเคลื่อนที่ของ BR-005 พวกเขาสั่งให้หลายหน่วยงานร่วมมือกันเข้าตรวจสอบทันที
วันที่ 25 เดือนสิงหาคม N.F.115 ณ ซาก BR-005 ใน WhiteSands ทหาร FAC เข้าโจมตีบุคคลน่าสงสัย แต่บุคคลนี้รู้วิธีการสู้และเครื่องจักรปืนต่างๆ ของ FAC เป็นอย่างดี ทางด้าน Chief เองก็คอยดูสถานการณ์ วิเคราะห์ไปด้วย แต่เครื่องตรวจมาเนียไม่ระบุว่าอีกฝ่ายเป็น Sinner Chief จึงคาดเดาว่าบุคคลน่าสงสัยนี้ใช้เวทย์ของ Underground และทันทีที่ Chief พูดคำว่า Underground ทหาร FAC ตื่นตัว รีบแจ้งเตือนทุกหน่วยงาน เปลี่ยนแผนรับมือทันที เกือบจะแย่ แต่กลับมาได้ Chief มองออกว่าอีกฝ่ายไม่ได้มาทำร้าย เลยเข้าไปหาโดยตรงแล้วตรึง Shackle ได้ทันทีอย่างง่ายดาย
"ฮ่ะ... กล้าหาญและบ้าบิ่นเหมือนเคย" Sinner ที่โดน Chief ใช้ Shackle พูดออกมา
ถึง Chief จะไม่เคยเจอหรือได้ยิน แต่ Chief ได้เห็นความทรงจำจาก Shackle ซึ่งเป็นปฏิบัตภารกิจที่ Drifter Camp ของอีกฝ่ายผ่านทาง Shackle นั่นทำให้ Chief ตกใจและระแวงอีกฝ่ายมาก จนต้องถามออกไปว่า
"นายคือใครกันแน่?"
แต่อีกฝ่ายไม่ตอบ เขาทำเพียงแค่ยิ้มให้ Chief ต้องการสอบสวนอีกฝ่ายให้รู้แน่ชัดว่าเขาคือ Rust รึเปล่า
เพิ่มเติม
-ในส่วนนี้มาจากการสอบสวน Rust

ในห้องสอบสวน Chief พยายามพูดต้อนอีกฝ่ายให้ยืนยันให้ได้ว่าเขาคือ Rust จริงๆ รึเปล่า แต่อีกฝ่ายกลับบ่ายเบี่ยง ไม่ยืนยันแต่ก็ไม่ปฏิเสธ พยายามบอกให้ Chief หาหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มาพิสูจน์ แต่สุดท้าย อีกฝ่ายก็ยอมเล่าว่า เขาคือมนุษย์ที่รวมเข้ากับ Black Ring จนได้คำสาปและพร พลังที่ได้คือ ร่างกายคือภาชนะที่เขาสามารถเปลี่ยนได้ตามต้องการ สามารถย้ายสติสัมปชัญญะได้ด้วย Black Ring ถ้าร่างกายที่ใช้อยู่ตาย สติสัมปชัญญะของเขาก็จะกลับเข้าสู่ Black Ring รอคอยวันที่จะมีร่างกายที่พร้อมใช้งานให้กับเขา ซึ่งร่างกายที่พร้อมใช้งานคือ ร่างกายที่ติดเชื้อมาเนีย ไม่มีสติหลงเหลือ แต่ยังไม่กลายเป็น Corruptor เปรียบเสมือนการสิงร่างกายของคนตาย คนที่มีพลังคล้ายกันคือ Parma ทางด้าน 9th Agency ฆ่าไปหลายครั้งกว่าจะทำได้จริงๆ
Rust ถาม Chief กลับว่า การที่ Chief กิน Black Ring เข้าไปมากขนาดนั้น ตอนนี้ Chief ยังเป็นคนเดิมอยู่ไหม หรือกลายเป็น ‘โซ่ตรวนของมาเนีย’ ไปแล้ว? Rust พยายามยั่วให้ Chief โมโห ใช้พลังมาเนียต่างๆ จนเสียงเตือนภัยดังไปทั่ว พยายามบังคับให้ Chief ใช้ Shackle เพื่อดูความทรงจำมากกว่านี้ แต่ Chief ปฏิเสธจนวินาทีสุดท้าย Rust ถึงยอมบอกว่า
"ฉันดีใจที่เธอยังไม่เปลี่ยนไปนะ ยังเป็นเพื่อนที่ดี พึ่งพาได้ ในแบบที่ Sinner คนๆ หนึ่งจะขอได้เหมือนเเดิม"
ถึงแม้ Rust จะยอมรับว่าตัวเขาคือ Rust ที่ Chief รู้จัก แต่การใช้พลังเยอะจนระบบเตือนภัยดังทำให้มีพนักงาน MBCC เข้ามาทุบประตูขัดจังหวะไปแล้ว Rust จึงขอพักผ่อนก่อนเพราะใช้พลังมากแล้วเหนื่อย แต่ในคืนนั้น Rust ก็ได้หนีออกจาก MBCC
เพิ่มเติม
-อ่านเนื้อเรื่อง Drifter Camp แบบสรุปได้ที่เนื้อเรื่องของ Shalom (จิ้ม)
-ในจุดที่ Donald เข้าไปจุดพลุสัญญาณในขอบพื้นที่ BR-002 เพื่อเรียก Hecate/Samuel มีร่องรอยของคนที่ถูกทรมานปางตายอยู่ แต่หนีรอดได้ แต่จากสอบสวนนี้มีการยืนยันว่าพบศพของ Rust ที่โดนทรมานจนตายในพื้นที่ BR-002
-Chief ที่สลบเข้า Drifter Camp ได้ โดนกระสุนและกระบอกปืนก็จริง แต่แค่นั้นไม่สามารถทำให้คนเข้าใจผิดว่าตายได้ Chief เลยคิดว่าเป็นเวทย์บางอย่าง แถมตอนที่ Chief สลบยาว Chief โดน Rust จับย้ายร่างกายหลายครั้ง
-รอยแผลต่างๆ ที่อกและคอของ Rust เป็นร่องรอยของ Black Ring ที่สาหัสกว่าของ Hella ที่ Chief เคยเห็น ภายในแผลเหมือนมีสิ่งมีชีวิตไร้รูปร่างอยู่
-ร่างกายของ Rust ในครั้งนี้ น่าจะเป็นร่างที่ 4 ที่เขาใช้งาน เขาจำไม่ค่อยได้แล้ว

เพิ่มเติม
-Matilda ไปคุยเจรจาจัดการเรื่องต่างๆ กับ Nirvana อยู่
-Rust แอบถามตารางงาน Samuel เพื่อที่จะได้ไม่เจอ แต่ Samuel ก็เลยแก้ตารางงาน โผล่มาหาทะนที
-Samuel เล่าว่า ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงของปี N.F.113 Rust ได้ให้ข้ัอมูลเยอะมาก ทำให้ช่วย Chief ออกจาก BR-002 ได้
-Rust กลัว EDGE มาก
-Underground ตอนนี้กำลังตามหา BR-003 และ Black Ring อื่นๆ
-Chief เล่าว่า Hella ตอนนี้เหนื่อยง่ายมาก หลับยาวนานขึ้นเรื่อยๆ ซึ่ง Rust เดาว่า Hella น่าจะตามหาใครบางคนเลยหลับนาน > เรื่องนี้ผูกเกี่ยวเนื่องไปถึง สอบสวนเทปของ Hella ที่เธอหลับแต่ไม่ยอมตื่น
-Rust เล่าว่า Underground ต้องการแกนกลางของ BR-003 เพราะเป็นชิ้นส่วน inheritance ที่รวมร่างกับ Corpus ได้สมบูรณ์แบบ ไม่อยากให้ EDGE เก็บไว้ใช้งานเท่าไหร่ และเตือน Chief ว่าอย่าไปใช้ shackle กับ Corpus แบบนั้นอีก อย่าทำตามสัญชาตญาณตัวเอง
-เวลา Rust เปลี่ยนร่างกายใหม่ ความทรงจำจะไม่ครบ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความทรงจำก็คือสิ่งที่อยู่ในสมอง เหมือนกับเวลาที่ Chief ล่องลอยด้วยจิตจะจำอะไรไม่ค่อยได้ แต่ก็เลือนลางคุ้นเคยหลายๆ อย่าง

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━
ย้อนไปในอดีต (ความทรงจำของ Rust)
ในปี N.F. 89 ที่สวนสนุกของ DisCity BR-001 ได้เกิดขึ้น Rust ในตอนนั้นน่าจะอายุ 5-6 ขวบ ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์นั้น กอดรองเท้าเปื้อนเลือดของผู้ใหญ่คนหนึ่งเอาไว้ คาดว่าเป็นผู้ปกครอง แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ได้ชาว Underground แก่ๆ คนหนึ่งรับเลี้ยงเพราะ Rust สามารถทนพลังมาเนียจาก Black Ring ได้ Rust อยากมีชีวิตอยู่ต่อ ไม่อยากตาย จึงยอมตามชาว Underground ไป จนถูกเลี้ยงได้ประมาณ 1000 วัน (ประมาณ 3 ปีกว่าๆ น่าจะอายุ 8 ขวบ ประมาณปี N.F. 92) Rust ถูกส่งให้ไปทำภารกิจที่ Inner Bay
ภารกิจของ Rust คือเปิดหาทางให้ชาว Underground นำหิน inheritance เข้าไปไว้ในเหมือง W-31 เพื่อทำให้เกิด Black Ring อีกครั้ง และแล้ว วันที่ 28 เดือน November N.F. 104 BR-002 ก็เกิดขึ้นในเหมือง W-31 Rust ในวัยเด็กได้เห็น Corpus ของ BR-002 กลืนกินผู้คน และ หญิงที่น่าจะเป็น Shepherd ของ Underground ที่เข้ามารอให้ BR-002 กินมนุษย์จนพลังเยอะ แล้วเข้าโจมตีจนตัวขาดครึ่ง เหล่าชาว Underground ปลื้มปิติกันอย่างยิ่งที่สามารถทำให้ Shepherd ได้กิน Black Ring แล้วเข้าใกล้ความเป็นพระเจ้ามากยิ่งขึ้น
ตาแก่ Underground ที่เลี้ยง Rust ไว้กำลังจะสังเวยตัวเองเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของ Shepherd จาก Underground แต่ Rust รั้งเอาไว้ ไม่ยอม เพราะในสายตาของเขาในตอนเด็ก Black Ring คือสิ่งที่แย่งครอบครัวของเขาไป ความปรารถนาของ Rust แรงกล้ามากจนได้รับพลังจาก Black Ring
เพิ่มเติม
-Rust อาศัยอยู่กับ Underground ยาวนานเป็นสิบปี แต่ไม่เคยเชื่อในความเชื่อแบบ Underground เลยแม้แต่น้อย
-Shepherd จาก Underground ในบทนี้จะเขียนชื่อว่า Shepherd? แต่ในเซิร์ฟจีนจะเขียนด้วยชื่อ BEA
-ครึ่งหนึ่งของ BR-002 ถูก Shepherd จาก Underground กินไป อีกครึ่งหนึ่งหนีไปจนกลายเป็น BR-002 Sky Tower ที่ Chief ไปสู้ในบทเนื้อเรื่องหลัก จนสุดท้าย อีกครึ่งตัวก็โดน Shepherd จาก Underground กินไปอยู่ดี
-Shepherd จาก Underground นับเป็นพี่สาวของ Chief ซึ่งสามารถอ่านเนื้อเรื่องของเธอได้ในตอนท้ายของเนื้อเรื่องชาลอม (จิ้ม)
-ตาแก่ Underground ของ Rust อยากตายให้กับ Black Ring

พวกเขาได้ร่วมมือกันทำเรื่องเสี่ยงตายนั่นคือการขัดขวางไม่ให้ Shepherd จาก Underground ได้ BR-003 ไปครอบครองและกิน ทำให้คำทำนายของ Underground ไม่เป็นจริง และเขาพร้อมที่จะทำแบบนี้อีกซ้ำๆ (เป็นเหตุให้ทาง EDGE มี BR-003 ไว้ในครอบครอง)
เพิ่มเติม
-Sophos จาก Underground หรือ ผู้มีปัญญาของ Underground น่าจะเป็นยศตำแหน่ง เหมือนกับที่มีตำแหน่ง Sage แห่ง Underground
-สำหรับ Rust แล้ว Shepherd จาก Underground คือปีศาจ ไม่ใช่พระเจ้า

ในปี N.F.106 ที่พื้นที่ซากหลังการต่อสู้ที่ ‘หอแห่งการชี้นำ’ ทางด้าน 9th Agency ตรวจพบตัวตน Underground ที่รอดชีวิตมาได้ ถูกตั้งรหัสว่า S-247 และนำไปทดลองเพื่อหาคุณสมบัติของตัวตนที่คล้าย Parma ด้วยเหตุนี้ ทาง EDGE จึงเข้าใจพลังของ Parma มากยิ่งขึ้น การวิเคราะห์จาก EDGE ระบุว่า มาเนียที่ปนเปื้อนในตัวของ Rust นั้นมีจิตสำนึกของหลายคนนำมาผสมกันและใช้ Black Ring เป็นพลังเสริม คาดว่าเป็นวิธีการของ Underground ที่ทำให้ชั้นชั้นสูงของชาว Underground แข็งแกร่งเป็นอย่างมาก ตราบใดที่ทำลายจิตสำนึกทั้งหมดไม่ได้ ก็จะสามารถฟื้นชีวิตกลับมาด้วย Black Ring ได้ แต่ Rust แตกต่างจาก Parma ตรงที่ว่า Rust นั้นมีจิตสำนึกหลักที่ควบคุมทุกอย่างเพียงอันเดียว ทำให้จิตสำนึกอื่นไม่สามารถแทรกแซงมาควบคุมได้ และการเกิดใหม่ที่ BR-003 ทำให้ Rust ได้บรรลุสภาวะสมดุลที่พิเศษไม่เหมือนใครจนกลายเป็น Sinner ในแบบของตัวเอง ซึ่งทาง EDGE ทดลองไปทั้งหมด 83 ครั้งจน Rust เกือบตายจริงๆ ก่อนจะแนะนำให้กำจัดเพื่อควบคุมความเสี่ยงในอนาคต
Langley Blackett แห่ง 9th Agency ยื่นข้อเสนอให้นำดวงจิตของ Rust ไปใส่ไว้ในร่างกายที่เชื่อใจได้มากกว่าเดิม อยากทดสอบว่า ภาชนะร่างกายที่ใช้มีผลต่อความเป็นมนุษย์มากน้อยแค่ไหน ถ้าประสบความสำเร็จ ทาง EDGE ก็จะมีอาวุธ(Rust)ที่สามารถนำมาใช้ต่อกรกับ Underground ได้ แต่ถ้าล้มเหลวก็จะพิสูน์ว่าพลังของ Langley ไม่ค่อยมีผลต่อตัวตนจาก Underground
ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาคือประสบความสำเร็จ Rust เกิดใหม่โดยที่มีร่องรอยการต่อสู้กับชาว Underground จนปางตาย เวทย์เกือบถึงชีวิตจำนวนมากถูกจารึกไว้บนร่างกายของ Rust แต่ Rust ก็เอาชนะมาได้ปางตาย ซึ่งนั่นทำให้ตาแก่ Underground ที่เลี้ยงดู Rust มาโมโหที่สุด
เพิ่มเติม
-เป็นครั้งแรกที่ EDGE สามารถยืนยันได้ว่าหิน inheritance มีไว้เพื่อสร้าง Black Ring จาก BR-002 อีกทั้งยังมีการยืนยันว่ามีหิน inheritance ที่ BR-003 และ BR-004 ด้วยเช่นกัน
-S-247 รหัส Sinner ของ Rust
-ชื่อของ เหตุการณ์ Navigator Observatory ทาง EDGE-TH ขอเรียกว่า ‘เหตุการณ์หอแห่งการชี้นำ’ ก่อน อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงในภายหลัง
-พลังของแลงลี่คือ สามารถคาดการณ์เงื่อนไขที่จำเป็น เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ต้องการหลังจากเหนี่ยวไกปืนแห่งเหตุและผล(ปืนพิเศษของ Langley) และเมื่อเงื่อนไขเหล่านั้นครบถ้วน จะสามารถควบคุมวิถีกระสุนให้กวาดล้างเป้าหมายทุกจุดได้ทันที
-ในปี N.F. 106 Rust ที่ตายในเหตุ BR-002 และเกิดอีกครั้งใน BR-003 แต่เนื่องจากยังไม่มีร่าง จึงได้แต่รู้สึกเสียดาย อยากบอกอะไรกับ Chief ให้มากกว่านี้

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━
กลับมาปัจจุบัน
จนกระทั่งโฮโลแกรม ณ ที่นั่งสุดท้ายปรากฎขึ้น วุฒิสภา Fraser ที่ 2 Elliot Baker ถึงยกมือขึ้นพูด กล่าวเปิดการประชุมแม้ Adelaide Campbell จะมาไม่ได้ก็ตาม Elliot พูดถึงการลงทุนของ Fraser ที่มากล้นแต่กลับขาดทุน จัดการ DisCity ไม่ได้ แถมเสียเปรียบต้องเซ็นสัญญาสงบศึก ความพ่ายแพ้นี้ทำให้เสียชื่อเสียง หายนะจาก BR-005 เริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เมืองเล็กต่างๆ เริ่มทนอยู่ไม่ไหวเพราะขาดแคลนทรัพยากรต่างๆ ไม่ว่าจะปลุกปั่นให้ทุกคนเกลียด DisCity มากเพียงใด แต่ความพ่ายแพ้ของ Fraser รวมถึงอาวุธ Black Ring ของ DisCity ทำให้ทุกคนหวาดกลัว สิ่งที่พวกเราพยายามทำมาสูญเปล่า ความกลัวแพร่สะพัดราวกับเป็นโรคภัยหายนะ ทางฝั่ง DisCity ได้ส่งนักการทูตมาคนหนึ่ง ชื่อ Margaret เพื่อมายื่นเสนอความช่วยเหลือในการจัดการปัญหามาเนียตกค้างจาก Black Ring และให้ความช่วยเหลือด้านการขุดเหมืองให้กับเมืองเล็กต่างๆ ซึ่งทาง Fraser ไม่สามารถหยุดยั้งอะไรได้
เพิ่มเติม
-เข้าสู่เนื้อเรื่อง N7

เมื่อชื่อของ Augustus ดังขึ้น ทุกคนก็เริ่มพูดคุยซุบซิบกันทันที Raphael เริ่มไม่เห็นด้วย ดูถูกเมืองเล็กๆ ในพันธมิตร Farland เป็นอย่างมาก วุฒิสภา Fraser ที่ 3 Valorain ได้พูดขึ้นมาว่า ตอนนี้ที่สำคัญที่สุดคือตามหาเหมืองจาก BR-005 แล้วปัญหาทุกอย่างจะจบลง ในระหว่างนี้ แค่ช่วยนิดๆ หน่อยๆ จะได้ไม่กบฎก็พอ
เพิ่มเติม
-อาวุธ Black Ring ของ DisCity คือ BR-003
-ก่อนหน้านี้ ทรัพยากรต่างๆ ถูกส่งไปให้สงครามเยอะมากจนเมืองเล็กๆ ไม่มีใช้ แต่อดทน หวังให้ชนะสงคราม แต่พอแพ้ก็ตามสภาพ
-Augustus คนเด่น คนดัง ประจำหมู่บ้าน วีรกรรมสามารถไปอ่านได้ที่ (จิ้ม)
-ในรูปด้านล่างคนซ้ายคือ Raphael คนขวาคือ Valorain

พวกชาว Farland เริ่มคุยกันอย่างสิ้นหวัง พยายามตามหา Hypercube ท่ามกลางทะเลทราย แม้จะต้องเสี่ยงตายก็ตาม แล้วเริ่มเดินเข้าพายุทรายไป Saina เริ่มนับเลขจับเวลา 1-100 แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น Saina จิปาก สั่งให้นักรบทุกคน ออกจากที่หลบซ่อน เข้าไปช่วยเหลือทันที
ภายในพายุ อุปกรณ์ป้องกันต่างๆ ของชาว Farland พังไม่เป็นท่า ป้องกันการโจมตีของมอนสเตอร์ไม่ได้แม้แต่น้อย แต่ดีที่นักรบอารัมเข้าช่วยไว้ได้ทัน Saina สั่งแบ่งงานนักรบคนอื่นๆ อย่างรวดเร็ว


เหล่านักรบอารัมต่อสู้จนชนะ ยอมพาเหล่าชาว Farland สำรวจรอบๆ ให้พวกเขาเห็นว่าไม่มี Hypercube เลย เพื่อที่จะได้ถอดใจ จะได้ไม่กลับมาอีก แน่นอนว่าชาว Farland ที่มาต่างก็สิ้นหวังกว่าเดิม โอดครวญอย่างทรมาน Saina กล่าวบอกให้พวกเขาถอยออกไป ให้ Fraser เป็นคนจัดการดูแล ผู้เชี่ยวชาญจาก Luminaris จะมาถึงในไม่ช้า ไม่ต้องมาเสี่ยงชีวิตแบบนี้หรอก แต่ชาว Farland ไม่เชื่อใน Fraser แล้ว แถมเริ่มคิดจะย้ายไปพึ่งพา DisCity ซะด้วยซ้ำ
คำว่า DisCity ทำให้ Saina โกรธมาก เริ่มโทษว่าเป็นเพราะพวกชาว Farland นี่แหละ ที่ทำให้เกิด BR-005 ทำให้นักรบอารัมมากมายต้องตาย เริ่มขู่ฆ่าชาว Farland ซะด้วยซ้ำ แถมดึงคอเสื้่อจนตัวลอยเลย

Lana ได้กล่าวขอบคุณ Elliot ที่เปิดประเด็นนี้ขึ้นมา และให้การยืนยันว่า Hypatia Campbell ที่ขายความลับของชาติได้ถูกขังตัวไว้แล้ว

แต่แน่นอนว่า Hypatia ไม่ตอบอะไร ผู้สอบสวนเริ่มอัดบันทึกเสียง พร้อมกล่าวพูดถึงประวัติ Hypatia
“Hypatia Campbell หัวหน้านักวิจัยอารัมแห่งสมาคม Luminaris คุณถูกเชื่อว่าเกี่ยวข้องโดยตรงกับเหตุการณ์หายนะหลายครั้ง รวมถึงเหตุระเบิดที่สถาบันวิจัยอารัมและการจุดชนวน BR-005 นอกจากนี้ คุณยังถูกสงสัยว่าก่อกบฏจากการขายความลับแกนกลางของอารัมให้แก่ DisCity”
Hypatia ยังคงนิ่งเงียบ ไม่ตอบโต้ ไม่สารภาพอะไรทั้งนั้น

Hypatia ยังคงเงียบ ทำให้ผู้สอบสวนเริ่มดุว่าทันที เพราะ Hypatia มาจากตระกูลใหญ่ เป็นความหวังของพันธมิตร Farland แต่กลับหักหลังไปเข้าร่วม DisCity เริ่มกล่าวโทษ Margaret ที่ชอบพูดอ้างถึง ‘สันติภาพ’ แต่ DisCity ไม่เคยเลือกสันติเลยสักครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยุค DisCorps ทำให้ผูกขาด Hypercube ได้ ต้องขอบคุณ Fraser ที่ทำให้ยังสามารถซื้อขาย Hypercube มาให้ทุกคนใน Farland ได้ต่างหาก
เพิ่มเติม
-Maragret ไปตามหา จนได้เจอ Hypatia เป็นครั้งแรกในตอนที่ Hypatia หนีออกจาก Fraser หลัง BR-005 เกิดขึ้น

เพิ่มเติม
-Hypatia โดนขังในห้องโรงแรมแห่งหนึ่ง เพราะยศสูงมากพอจนเบื้องบน Fraser ไม่กล้าขังในคุกทั่วไปแบบคนทั่วไป

Hypatia ยังไม่ทันหนีพ้นออกจากโรงแรม ระบบรักษาความปลอดภัยดังแจ้งเตือน พวกทหารเริ่มตามหาทันที Hypatia รีบหนี กระโดดออกจากระเบียง ใช้อารัมเป็นพลังส่งตัว เคลื่อนที่พริ้วเหมือนแมว (หนีสุดขอบฟว้าาาา)
เพิ่มเติม
-ตราตระกูลไม่ถูกยึดไปเพราะเบื้องบนถือว่าให้เกียรติชื่อตระกูล แถมดูไม่มีพิษภัยอะไร แต่ความจริงตราตระกูลก็เป็นอารัมเหมือนกัน


ขณะเดียวกัน ณ ห้องหนึ่งสมาคม Luminaris กล้องวงจรปิดสามารถจับภาพ Hypatia ที่กำลังกระโดดออกจากระเบียง มุ่งหน้าไปยังใจกลางเมืองที่ผู้คนพลุกพล่านได้ Raphael (วุฒิสภา Fraser ที่ 10) บ่นทันทีว่าปล่อยให้หนีได้ยังไง แต่ Lana (วุฒิสภา Fraser ที่ 5) พยายามพูดให้ทุกคนใจเย็น พูดถึงเหตุผลที่ทุกคนมารวมตัวกันในครั้งนี้ ก็เพื่อมาดู Lana ใช้เทคโนโลยีใหม่ที่ได้มา ก่อนจะเริ่มวิเคราะห์ตัว Hypatia ที่ฉลาดแต่ซื่อเกินไป และเริ่มต้นเปิดใช้งานเทคโนโลยี แสดงอิทธิฤทธิ์ทันที

Hypatia วิ่งสุดตัว พยายามหนีทหารยามที่ไล่ตามหลังมาให้ได้ แต่เสียงมาเนียในหัวอยู่ๆ ก็ดังขึ้นมา ทำให้ Hypatia หยุดวิ่ง และเริ่มเวียนหัว รู้สึกเหมือนอยู่ที่ทะเลทราย เห็นภาพหลอนเป็นผู้คนจาก Furor ที่ตายจากไปที่พยายามโน้มน้าวให้ยอมแพ้ Hypatia นึกถึงวันที่ตนสาบานว่าจะทำเพื่อประชาชนทันที ในโลกแห่งความเป็นจริง Hypatia โดนทหารยามเจอตัวและจับกุม แต่ในสายตาของ Hypatia เห็นเป็นวิญญาณผู้คนจาก Furor ที่เข้ามาจับดึงตัว
เพิ่มเติม
-มาเนียที่พุ่งพล่านในตัว Hypatia เกิดจากเทคโนโลยีที่ Lana ใช้ด้วย


Margaret ปลอบ Hypatia ด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน บอกว่าจะไม่ยอมให้พวกเขามาทำร้าย Hypatia อีก ขนนกร่วงหล่นลงสัมผัสตัว Hypatia ทำให้ภาพหลอนทั้งหลายหายไปดั่งความฝัน Hypatia ถึงได้ลืมตามาเห็น Maragret ที่อยู่ตรงหน้า ก่อนจะสลบไปด้วยความเหนื่อยล้า
เพิ่มเติม
-พลังของ Margaret คือสามารถทำให้คนที่โดนสัมผัส ไม่อยากสู้หรือสร้างความวุ่นวายได้ (จิตสงบบบ)


ณ เวลา 20:20 Hypatia ยังคงติดอยู่ในฝันร้าย จากทั้งความผิดหวังในตัวเองและจากมาเนีย ฝันถึงคนที่ตายไปแล้วที่ Furor ที่เอาแต่ต่อว่าที่ Hypatia ช่วยอะไรไม่ได้ ฝันถึง Hella และ Horo ในฝันก็มีแต่คำดุว่า ไม่อยากเป็นเพื่อนกับ Hypatia อีกต่อไป ฝันถึงเสียงพี่ชาย Adelaide ที่พยายามโน้มน้าวให้กลับเข้าตระกูล ฝันถึงขุนนาง Fraser ที่ดูถูกตระกูล Campbell ฝันถึงนักวิจัยที่ดูถูกที่ Hypatia ยังเด็ก ไม่มีทางเข้าใจอารัมได้ แม้กระทั่ง Synex ในฝันเองก็ชักชวนให้เข้าร่วมกับพวกนักรบอารัม
จนกระทั่งได้ยินเสียง Margaret ที่แนะนำตัวเองในฐานะ ทูตจาก DisCity ที่มาพร้อมกับนักพิราบสีขาวหิมะบนไหล่ ซึ่งนกตัวนั้นเองก็บินมาเกาะที่หัวของ Hypatia ในวินาทีแรก Hypatia ไม่เชื่อ คิดว่าเป็นความฝันอีก เลยเดินหันหลังจากไป แต่ Margaret ในความฝันนั้นคือตัวจริง เธอได้คว้าจับแขนของ Hypatia เอาไว้ด้วยรอยยิ้ม พร้อมพูดว่า ถ้าหลงทาง ไม่รู้จะไปทางไหน ไปกับ Maragaret ดีกว่า ดีกว่าโทษตัวเองไปเรื่อยๆ ทำเพื่อสิ่งที่ Hypatia ต้องการจริงๆ ดีกว่า เพราะสันติภาพที่ Maragret ต้องการนั้น ตรงกับความปรารถนาของ Hypatia
เพิ่มเติม
-Hella นับว่าเป็นเพื่อนคนแรกของ Hypatia เลยก็ว่าได้


Hypatia รู้สึกเหมือนอยู่ในไออุ่นอะไรบางอย่าง มีเสียงบทเพลงคลาสสิกบรรเลงและเสียงน้ำ กลิ่นน้ำหอมดอกไม้ตลบอบอวลไปทั่ว เธอค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา ไม่รู้เลยว่าตัวเองอยู่ที่ไหน แต่แล้วเสียงของ Margaret ก็ดังขึ้นที่ด้านหลัง หันไปก็พบว่า ทั้งคู่กำลังอาบน้ำอยู่ Margaret บอกว่าที่นี่คือโรงแรมของ Margaret เอง ไม่ต้องกังวล ก่อนจะเริ่มเช็ดเหงื่อของ Hypatia ที่ไหลออกมาเพราะฝันร้าย
Margaret เล่าว่า พอ Hypatia โดนพวกรัฐสภาจับตัวไป ตัวเธอก็พยายามตามหามาตลอด จนไปเจอ Hypatia ที่ล้มสลบอยู่ข้างถนน แผลตามตัวเยอะมาก ไหล่หลุด เข่าหลุด เลยตัดสินใจอาบน้ำแร่บำบัดให้ จะได้รักษาแผลให้หายดี ใช้น้ำหอมสมุนไพรจากทริปที่ไป Eastia ซึ่ง ช่วยทำให้จิตใจสงบได้ แต่ Hypatia ยังคงรู้สึกเจ็บมากๆ อยู่ พยายามขอโทษที่เป็นภาระ แต่ Margaret ยังคงเป็นห่วง อธิบายแผลต่างๆ ก่อนจะหยิบกระจกให้ส่องที่หลังคอของ Hypatia ซึ่งมีสัญลักษณ์แปลกๆ ประทับไว้อยู่ Hypatia เห็นก็รู้ทันทีว่าเป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ของสมาคม Luminaris และ Underground แต่ไม่คาดคิดว่าจะใช้กับตัวเธอไวขนาดนี้ แต่ Hypatia ไม่รู้ตัวเลยว่าโดนเมื่อไหร่ พอลองแตะดูก็เจ็บมาก Margaret รีบโกยน้ำอุ่นๆ ราดที่รอยหลังคอเพื่อบรรเทาอาการเจ็บทันที ยอมพูดว่า พลังของ Margaret ไม่สามารถลบล้างรอยนี้ได้ ทำได้แค่บรรเทา พร้อมกล่าวขอโทษที่ดูแลไม่ดี Hypatia โดนทำร้ายเพราะมาคบค้ากับ Margaret
Margaret เริ่มเล่าว่า อีกไม่กี่วันจะมีงานฉลองครั้งใหญ่ ซึ่งตัวเธอต้องขึ้นเวทีพูด และแน่นอนว่า รัฐสภา Fraser เลยต้องสร้างภาพลักษณ์ แต่จะโทษ Margaret ที่ทำให้แพ้สงครามไม่ได้ จึงต้องการหาแพะรับบาป ซึ่งคนๆ นั้นก็คือ Hypatia
Hypatia ได้ยินแบบนั้นก็เริ่มเครียดทันที Margaret เห็นดังนั้นจึงกอด Hypatia เบาๆ ให้อีกฝ่ายสบายใจมากขึ้น พร้อมพูดเน้นย้ำว่า Margaret เต็มใจทำ ดีกว่าปล่อยให้ BR-005 ทำลายโลกใบนี้ไปมากกว่านี้ ก่อนจะชวน Hypatia ลุกออกจากอ่างไปแต่งตัวให้เรียบร้อย
เพิ่มเติม
-เทคโนโลยีใหม่ที่ Lana ใช้สร้างภาพหลอน
-Margaret โดนเหยียดจากทุกที่เพราะเป็นชาว DisCity ในเมือง Fraser ยิ่งเพิ่งผ่านสงครามมาด้วย

Margaret ชวนให้ Hypatia พักผ่อนในห้องนี้ก่อน พลางหวีผมให้ Hypatia ไปด้วย ก่อนจะแนะนำตัว Helga ในฐานะองค์รักษ์ที่มาปกป้องดูแล แต่ความจริงเป็นตัวแทนของ พันธมิตร Farland ที่มาเพื่อประเมิน Fraser ว่าต้องการอะไรกับ Farlands กันแน่
เพิ่มเติม
-Margaret พูดแหย่ว่า ตัวแทนจาก Farland และ DisCity อยู่ด้วยกันแบบนี้ คู่ควรกับการสร้างข้อตกลงสู่สันติภาพนะ

Marcus ที่ฟังอยู่ก็รีบถามถึง Adelaide Campbell แต่ที่ปรึกษาไม่สามารถให้ข้อมูลได้ แต่สามารถยืนยันได้ว่า Hypatia Campbell หนีจากเอื้อมมือของรัฐสภาแล้ว มี Margaret เป็นคนปกป้องดูแลอยู่ ทางรัฐสภาโมโหมากและต้องการตราหน้าว่า Hypatia คือผู้ทรยศ
Marcus ได้ยินดังนั้นจึงหัวเราะเยาะเย้ย เริ่มวางแผนใช้คนคนหนึ่งที่เป็นตัวถ่วงของสมาคม Luminaris มาเป็นหมากของตัวเอง ต้องการเอาชนะ DisCity ให้ได้
เพิ่มเติม
-ภายหลังจะได้รับรู้ชื่อเต็มว่า Marcus Drake

ณ เมือง Fraser ในเวลากลางคืน มีเงาของนักฆ่าคนหนึ่งกำลังพุ่งเล่นไปตามหลังคาของตึกอาคารต่างๆ พริ้วไหว เงียบงันราวกับค้างคาว เขาหยุดลงที่อาคารแห่งหนึ่ง แทรกซึมเข้าไปหาเป้าหมายที่หลับอยู่บนเตียง มีดสีแดงดำปรากฎขึ้นในมือของเขา ก่อนจะง้างขึ้นเพ่ื่อฆ่า แต่เมื่อแทงไป มีดของเขากลับปะทะเข้ากลับเหล็กอะไรบางอย่าง แล้วสัญญาณเตือนนิรภัยก็ดังขึ้นทั่วทั้งวิลล่า นักฆ่ารีบหาทางถอยหนีกลับทันที แต่ Helga เข้ามาขัดขวางได้ทัน ทั้งสองเกิดการปะทะ
Helga ในทีแรกนึกว่ารัฐสภาส่งมา แต่ดูดีๆ แล้วไม่ใช่คนของ Fraser แน่นอน เขาตัวสูง ใบหน้าถูกผ้าพันแผลพันไว้มิดชิด เห็นแค่ดวงตาเท่านั้น แต่สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือมีดสีดำเรืองแสงสีแดงในมือของเขา เวทย์จาก Underground แน่นอน Hypatia เห็นก็รีบตะโกนบอก Helga ทันที นักฆ่าพยายามเข้าโจมตี Hypatia อีกครั้ง ดึงผ้าห่มขึ้นมาบังวิสัยทัศน์ของ Helga แต่ก็พลาด แต่ยิ่งนักฆ่าพยายามเท่าไหร่ มีดในมือก็ยิ่งเรืองแสงมากเท่านั้น จนกระทั่งโจมตีไวกว่า Helga แต่ดีที่ Margaret เข้ามาช่วยไว้ได้ทัน มีดนั้นแทงเข้าที่แขนของ Margaret แทน ถ้าไม่ทำเช่นนั้น คอของ Hypatia คงได้ขาดแล้ว จังหวะคนตกใจ นักฆ่าพลาดอีกครั้ง เขาจึงชิงจังหวะนี้หนีออกจากอาคารนี้ทางหน้าต่าง Helga รีบตามออกไป

แผลที่แขนของ Margaret กลายเป็นสีม่วงดำ มีพลังบางอย่างทำงานอยู่ เลือดไหลไม่หยุด Hypatia จึงรีบใช้อารัมพยายามปิดปากแผลให้ทันทีด้วยความร้อนรนพร้อมกล่าวขอโทษ แน่นอนว่า Margaret ไม่ว่าอะไร แถมเปลี่ยนไปคุยเรื่อง Underground ที่อยู่เบื้องหลังสมาคม Luminaris กลุ่มคนที่ผลักดันโปรเจค Black Ring ที่แท้จริง
Helga กลับมาพอดี ไล่ตามนักฆ่าไม่ทันเพราะเขาหายลงไปในดิน แต่ก็สามารถโจมตีใส่จนเสียเลือดได้จำนวนหนึ่ง มั่นใจว่านักฆ่าคนนี้จะไม่กลับมาอีกสักพักใหญ่ๆ Helga ถาม Margaret ว่าจะทำยังไงต่อ แผนการล่อลวงให้รัฐสภาโจมตีล้มเหลวเพราะไม่สามารถหาหลักฐานได้เลย Margaret ตัดสินใจฝากฝังให้ Helga พา Hypatia ออกจากเมืองไปซ่อนตัวก่อน จะได้ปลอดภัย แต่ Hypatia ที่ได้ยินแบบนั้นไม่พอใจจนลุกขึ้นยืน อยากให้ Helga อยู่ปกป้อง Margaret มากกว่า มั่นใจว่าหนีคนเดียวได้ แต่ Helga กลายเป็นคนขึ้นเสียงซะเอง เพราะ Hypatia ไม่เข้าใจความอันตรายของสถานการณ์ในตอนนี้เลยว่ามันอันตรายมากแค่ไหน Underground ทำได้มากกว่านี้เยอะ แถมมีแต่จะต้องให้ Margaret ไปช่วยอีกซ้ำๆ
Margaret พูดห้ามปราม Helga ทันที ก่อนจะกุมมือ Hypatia ไว้ พยายามปลอบอีกฝ่าย อยากให้ Hypatia ปลอดภัยเลยจะส่งให้ออกไป แต่ถ้า Hypatia อยากอยู่ต่อก็ไม่ได้ว่าอะไร Hypatia รีบเสนอว่าจะลองตามเวทย์ Underground ของนักฆ่าคนนั้น ถ้าหาเบาะแสความเกี่ยวข้องของรัฐสภากับนักฆ่า Underground คนนั้นได้ ก็อาจจะทำให้เปิดโปงเบื้องหลัง BR-005 ได้ Margaret ได้ยินอย่างนั้นก็ชื่นชมความฉลาดของอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้ม ให้ Hypatia กับ Helga ร่วมมือกัน แน่นอนว่า Helga ช่วยแม้จะไม่เต็มใจก็ตาม
เพิ่มเติม
-รัฐสภา Fraser ใช้นักฆ่าของ Underground แทนเพื่อปกปิดตัวตนผู้ว่าจ้าง

โดรนของ Hypatia เข้าไปสำรวจดูย่านคนรวยที่มีร้านขายเสื้อผ้าแฟชั่นสวยๆ เครื่องประดับเพชรพลอย ไม่มีอะไรก็ไปบินไปทิศตะวันออก เข้าสู่สวนสาธารณะ มีแต่เด็ก ซึ่งก็มีเด็กพยายามปาหินใส่โดรน ทำให้ Hypatia ต้องบังคับโดรนบินออกไปทางทิศตะวันตก เข้าสู่ช่วงพื้นที่ริมแม่น้ำ มีดาราคนดังมากมายกำลังถ่ายทำหนังซีรี่ย์อยู่ แต่บินหายังไงก็หาไม่เจอ Hypatia เลยถอดใจ จะหาทางอื่น
แต่ในจังหวะที่กำลังบินกลับ โดรนตรวจพบพลังเวทย์บางอย่าง มันรุนแรงมากจนขาดการเชื่อมต่อกับโดรน Hypatia รีบออกจากจุดซ่อนตัว วิ่งไปตำแหน่งสุดท้ายของโดรนทันที
เพิ่มเติม
-โดรนตัวนี้รีบทำมากๆ ใช้เวลาแค่วันเดียว ทั้งๆ ที่ปกติต้องใช้เวลา 7 วัน เลยไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ ทำได้แค่ตรวจจับสัญญาณ Black Ring และพลังที่ถูกใช้เมื่อไม่นานมานี้ในระยะที่จำกัด

Hypatia สังเกตเห็นเงาใครบางคนอยู่ในเงามืด เธอรีบจ้องสังเกตทันที เห็นว่าเป็นคนที่มีผ้าพันแผลรอย ตัว Hypatia จึงเชื่อว่านี่แหละ คือคนจาก Underground ที่ตามหาอยู่ Hypatia รีบวิ่งไล่ตามทันที แต่อีกฝ่ายก็หนีอยู่เช่นกัน แถมกระโดดพาดโผนบนดาดฟ้าไปมาจนยากที่จะตาม Hypatia เริ่มใช้อารัมเข้าไปขัดขวางการหนีของอีกฝ่าย เขาไม่ทำลายทิ้ง แต่กลับหยิบกาละมังพลาสติกใกลเๆมาครอบแล้วเอาหม้อเหล็กมาวางทับ ขังอุปกรณ์อารัมที่ว่าเอาไว้แทน
"เฮ้อ... ของเล่นเยอะจัง นี่ฉันหลงเข้ามาอยู่ในความฝันของพวกคลั่งหนังสายลับเหรอ? ตื้อไม่เลิกเลย"
ไม่นานนัก อุปกรณ์อารัมก็เริ่มแปลงร่างกลายเป็นรูปร่างคล้ายหนอนแล้วหลุดหนีได้ ในขณะเดียวกัน Hypatia เองก็ตามมาจนใกล้ถึงแล้ว ต่อให้นำไปไกลแค่ไหน Hypatia ก็ตามมาได้อยู่ดี
เพิ่มเติม
-Hypatia เคยเข้าฝึกระเบียบวินัยที่เข้มงวดของ Campbell เลยมีแรงวิ่ง ไม่หอบง่าย
-คนที่พันผ้าพันแผลรอบตัวคนนี้คือ Rust นั่นเอง ต่อจากนี้ขอเรียก Rust เพื่อความเข้าใจง่าย สามารถอ่านสตอรี่คร่าวๆ เกี่ยวกับจุดเริ่มต้นที่เรารู้จัก Rust ได้ที่เนื้อเรื่องของ Shalom (จิ้ม)


Rust มองไปที่ทางแยกด้านหน้า แสงและฝูงชนพลุกพล่านมาก ผ้าพันแผลที่พันใบหน้าส่วนล่างเริ่มรัดแน่นขึ้นจากรอยยิ้มของเขา
"ถึงเวลาใช้ฝูงชนแล้วล่ะ"
เขากระโดดลงจากดาดฟ้าอาคาร ลงสู่พื้นตลาดสด หายเข้าสู่ฝูงชนราวกับเป็นหยดน้ำในมหาสมุทร Rust เข้าไปแตะไหล่ให้ตกใจทีละคนสองคน ทอดยาวไปเรื่อยๆ นับหลายสิบคน Rust ได้ทำการประทับตราสัญลักษณ์อะไรบางอย่างสีดำแดง เป็นเหมือนเถาวัลย์ที่เลื้อยคดเคี้ยว แผ่พลังมาเนียออกมาจากร่องรอยพวกนั้น แล้วอยู่ดีๆ ทุกคนก็โดนดึงไปด้านหน้า ทำให้ล้มเป็นเหมือนโดมิโน่ Hypatia ที่เพิ่งมาถึงก็ตกใจ แถมคิดแค้นใจที่คนที่เธอไล่ตามอยู่กล้าใช้เวทย์ Underground กับคนหมู่มากขนาดนี้ได้ยังไงกัน
จังหวะที่ Hypatia กำลังจะวิ่งตามต่อ ก็ได้มีชายชราคนหนึ่งที่ล้มไปแล้ว ปวดหลังมาก พยายามคว้าจับ Hypatia ให้ช่วย Hypatia ลังเลมากๆ แต่ด้วยความเป็นคนที่ห่วงใยผู้อื่น Hypatia จึงตัดสินใจช่วย ให้ชายเฒ่าเกาะแขน แล้วพาเดินไปหาที่นั่ง พลางพูดขอโทษ Margaret ออกมาว่าละทิ้งคนพวกนี้ไม่ได้จริงๆ
"อุดมการณ์ของเธอหนักแน่นกว่าที่คิดไว้มากเลยนะ คุณหนู Hypatia Campbell"
เสียงของ Rust ดั้งขึ้นมา Hypatia ซึ่งเธอตกใจมากทันที พยายามหันมองรอบๆ หาต้นตอเสียง อุปกรณ์อารัมที่ยังทำงานอยู่ของเธอเองก็ระบุว่าเป้าหมายของเธอห่างไปค่อนข้างไกลแล้ว พอลองวิเคราะห์ดีๆ ก็พบว่าเสียงนั้นดังขึ้นในหัวของเธอเอง เป็นเวทย์มาเนียชนิดหนึ่ง เชื่อมมาจากชายเฒ่าที่ตอนนี้กำลังพยุงตัวเกาะแขนของ Hypatia อยู่
เพิ่มเติม
-ในค่ำคืนนี้ มีบริษัทหนึ่งกำลังพยายามโฆษณาแผนกการเงิน มีมาสคอตเป็ดตัวใหญ่ยืนพูดเสียงดังด้วยลำโพงอยู่…

Hypatia รีบบอกให้อีกฝ่ายเปิดเผยตัวซะดีๆ หยุดใช้พลังมาเนียกับผู้บริสุทธิ์แบบนี้แล้วมาเจอหน้ากันตรงๆ ดีกว่า แต่แน่นอนว่า Rust ไม่เอาด้วย แต่พูดให้ Hypatia สบายใจว่า เวทย์นี้ไม่มีผลเสียกับคนที่โดน ถ้าหลับก็จะหายไปทันที แต่สงครามจบลงแล้ว ยังต้องไล่ล่ากันขนาดนี้อีกเหรอ? ขอโทษสักหน่อยแล้วกัน
"ขอโทษที่ทำให้สัตว์เลี้ยงอารัมตัวน้อยของเธอกลายเป็นแบบนี้นะ คุณ Campbell ไม่ได้มีความบาดหมางอะไรส่วนตัวเลยแม้แต่น้อย แค่ช่วงนี้ฉันเครียดน่ะ ก็เลยเซนซิทีฟกับอุปกรณ์และคนที่ใช้อารัมนิดหน่อย แต่ไม่ต้องห่วง ฉันมีค่าชดเชยให้แน่นอน แต่เลิกตามฉันได้ไหม? อย่างน้อยๆ ก็เลิกตามใน Fraser เพราะไม่เป็นประโยชน์ต่อใครเลย"
Hypatia เริ่มเถียงกลับว่าไม่ได้ตามเพราะเรื่องที่อีกฝ่ายทำลายอุปกรณ์อารัม แล้วก็ไม่ได้ทำตามคำสั่งใครด้วย Hypatia เริ่มสอนว่า การสร้าง Black Ring มันย่ำแย่แค่ไหน Rust ที่ฟังอยู่ก็หัวเราะลั่นออกมา ประทับใจในความถูกต้องที่ Hypatia ยึดมั่น ก่อนจะบอกสัญญาว่า จะยกเลิกพลังเวทย์ที่ใช้อยู่ และจะตัดขาดกับกลุ่มคนที่ไม่ควรยุ่งด้วย พร้อมกับเตือน Hypatia ว่าอย่าเร่งรีบจัดการ Underground เพราะถ้าอยากช่วยเหลือ Farlands จริงๆ มันมีทางเลือกที่ดีกว่านี้มาก กลับบ้านนอนดีกว่า ดูแลตัวเองดีๆ นะ
แต่ยิ่งคุย Hypatia ยิ่งไม่เข้าใจ แถมยิ่งดื้อด้วย Rust เลยตัดสินใจตัดช่องทางการสื่อสารทันที Hypatia ถึงได้พาชายชราเดินพ้นรอดปลอดภัยถึงครอบครัวของเขาจริงๆ แล้วรีบวิ่งออกมาเพื่อตามหาคนที่เพิ่งคุยด้วยล่าสุดทันที
เพิ่มเติม
-Hypatia วิเคราะห์แล้ว อุปกรณ์อารัมตรวจเจอพลังงาน Black Ring จากตัว Rust แต่เหมือนใช้สำหรับการปกป้องตัวเองมากกว่า เวทย์ที่ใช้ในการคุยกับ Hypatia เองก็ไม่มีเจตนาร้ายแอบแฝงจริงๆ

"เธอ...ตามหาฉัน?...Campbell...ที่หนีไป… Hypatia Campbell.. ยอดเยี่ยม... ฉันต้องพาเธอกลับไป ไม่ว่าจะเป็นหรือตาย"
ที่เปลวไฟมาเนียดวงนั้นเริ่มแปรเปลี่ยนกลายเป็นมีด เล่มเดียวกันกับที่ Hypatia เคยเห็นในคืนที่โดนลอบฆ่า นักฆ่าเริ่มเข้ามาโจมตีอีกครั้ง Hypatia ใช้อุปกรณ์อารัมที่มีในการเข้าปะทะกับมีด พยายามใช้พลังอารัมลบล้างพลังมาเนีย
พลังมาเนียนี้ทำให้ Hypatia นึกถึงพลังสัญลักษณ์สีแดงที่อยู่บนมือของ Adelaide เธอเคยได้เห็น Adelaide ฝึกใช้พลังนั้นในตอนที่ได้พลังมาใหม่ๆ กับเหล่านักรบอารัม แต่ Adelaide ก็ต้องจ่ายไปมากกับการใช้พลังในแต่ละครั้ง
เพิ่มเติม
-จากความทรงจำของ Hypatia แปลว่า Adelaide น่าจะได้รับดอกไม้มาใช้งานหลังจากที่พัฒนาอารัมไประดับหนึ่งแล้ว การใช้งานน่าจะคล้ายกับ Uris จาก DisCorps ที่ต้องจ่ายไปเยอะ


แต่อยู่ดีๆ นักฆ่าก็ผงะถอยหลังไป และ Rust ก็ปรากฎตัว ผ้าพันแผลที่หน้าเริ่มหลุดออกด้วยเช่นกัน
"ฉันบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าด้านนอกมันอันตราย? เธอควรกลับบ้านได้แล้ว"
Rust ยกมือขึ้นแล้วเงามีดสีดำก็พุ่งออกมาจากมือของเขา รูปปั้นที่ Hypatia พยายามรั้งไว้ระเบิดแตก ฝุ่นฟุ้งกระจายจนมองไม่เห็นอะไรเลย แต่ Hypatia กัดฟัน ตัดสินใจใช้พลังอารัมที่มีเหลืออยู่ แปรเปลี่ยนให้กลายเป็นมีดเพื่อทิ่มแทงเข้าไปที่ Rust แต่กลับไม่โดนอะไร แถมอาวุธโดนแย่งออกไปจากมืออีกต่างหาก

เมื่อฝุ่นเริ่มจางหาย ใบหน้าของผู้มาเยือนจาก Underground ก็เด่นชัด ดวงตาสีแดงก่ำ เป็นสีหน้าที่ดูสงบ แตกต่างจากแววตาแดงก่ำที่ต้องการฆ่าในคืนนั้น Rust ยิ้มเยาะเย้ยออกมา
"ตายจริง ระวังหน่อยสิ นักปราชญ์ตัวน้อย… เพื่อนของฉันค่อนข้างชอบใบหน้านี้เลยนะ ถ้ามีรอยขึ้นมาล่ะก็แย่แน่ ลดอาวุธลงเถอะ นักวิจัยควรจะให้คุณค่ากับชีวิตตัวเองมากกว่านี้นะ ปล่อยเรื่องนี้ให้ฉันจัดการเอง อย่างน้อยๆ เธอเชื่อว่าฉันไม่ใช่ฝ่ายเดียวกับปีศาจพวกนี้แล้ว ใช่ไหม?"

หลังจากการต่อสู้จบลง Hypatia เหนื่อยหมดแรงพิงซากรูปปั้น ส่วน Rust ยังคงทำตัวตามปกติ แถมใช้พลังเวทย์ในการกำจัดร่องรอยของพลังมาเนีย Black Ring ด้วย เรียบร้อยทุกอย่างแล้วเขาถึงหันไปยิ้มให้ Hypatia พูดขอบคุณออกมา Rust ก็ดูดีใจที่ได้รับการขอบคุณจากใจจริงจากคนของตระกูล Campbell เป็นครั้งแรก หวังว่าจะแก้เรื่องความเข้าใจผิดกันก่อนหน้านี้ได้ แต่ก็หวังว่า คราวนี้ Hypatia จะกลับบ้านจริงๆ ไม่เถลไถลเจอนักฆ่าอะไรแบบนั้นอีก ก่อนจะอวยพรและบอกลา
แต่ Rust ยังไม่ทันได้ไป Hypatia กลับดูหมดแรง เริ่มขดตัว ดูเจ็บปวดมากๆ นิ้วก็เลือดซึมออกมา
"อึก... มันเจ็บมาก...จริงๆ..."
Rust รีบเข้าไปดูแผลทันที ถามว่าแผลจากนักฆ่าเมื่อกี้รึเปล่า? เพราะถ้าโดนเวทย์ของ Underground นั้นไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย แต่พอเข้าไปใกล้แล้ว มือของ Rust กลับโดนอุปกรณ์อารัมจับกุมเอาไว้
Hypatia เงยหน้าขึ้นมอง Rust ถึงแม้ใบหน้าจะซีดจากการเสียเลือด แต่แววตามุ่งมั่นสุดๆ
"จับได้แล้ว"
"..."
"…"
พวกเขาจ้องกันอยู่หลายวินาที จนกระทั่ง Rust หัวเราะลั่นออกมาอย่างห้ามไม่ได้ ประทับใจสุดๆ สมกับที่เป็น Campbell จริงๆ Hypatia รีบขอโทษทันที แต่กลัวว่าถ้าปล่อยให้หลุดมือไปอีก จะไม่มีวันได้เจออีก Hypatia ต้องการรู้ความจริงเกี่ยวกับเวทย์ของ underground จริงๆ Hypatia เริ่มถามรัวมาก ทั้งเรื่องทางวิทย์และทางการเมือง อะไรก็ได้ ขอแค่ได้รู้ แต่ยิ่งพูดถามก็ยิ่งเหมือนคำอ้อนวอนมากกว่า
เพิ่มเติม
-Hypatia การละครหลอก Rust!

"อ้าว อารัมจับกุมเป้าหมายแบบนี้เหรอ?"
เสียงของ Rust ดังขัดขึ้นมา Hypatia เลยมองลงไปที่มือ พบว่าอุปกรณ์อารัมที่ใช้จับข้อมือ Rust ก่อนหน้านี้ จับข้อมือของ Hypatia ไปซะแล้ว แถม Rust เองก็เป็นอิสระด้วย Rust ร่ายเวทย์ตรึงไว้ไม่ให้ Hypatia ขยับ ก่อนจะเริ่มนั่งลงยองๆ แล้วเอื้อมไปค้นดูกระเป๋าของ Hypatia เจอรูปภาพที่ Hypatia ถ่ายคู่กับ Hella Rust จึงหยิบมาดูอย่างตั้งใจ
"นี่คือเธอและเพื่อนของเธอสินะ... เป็นมิตรภาพที่ดีจริงๆ น่าอิจฉานะเนี่ย"
Rust จ้องอยู่นาน แต่ Hypatia ไม่สามารถอ่านสีหน้าของอีกฝ่ายได้ แต่ Rust เก็บรูปนั้นใส่กระเป๋าเสื้อตัวเอง ก่อนจะคืนกระเป๋าให้ Hypatia

"ของขวัญจากเพื่อนบางชิ้นก็ไม่ควรได้รับความไว้วางใจขนาดนั้นนะ อย่างเช่นเจ้านี่..."
Rust พูดพลางหยิบนกตัวเล็กๆ ที่ถูกสร้างด้วยอารัมออกมาจากปกคอเสื้อของ Hypatia ซึ่ง Hypatia ไม่รู้เลยว่ามีสิ่งนี้ติดตัวอยู่ด้วย แต่พอดูดีๆ แล้ว Hypatia ถึงนึกออกว่านี่คือวิธีการสื่อสารกับ Margaret นี่นา ทำไม Margaret ถึงต้องเอาใส่ในปกคอเสื้อของเธอด้วย? ใส่ตอนไหน? พลาดได้ไง?
"ดูเหมือนจะเป็นเครื่องดักฟังนะ หรือไม่ก็เครื่องติดตาม เพิ่งติดได้ไม่นาน... มีใครบางคนจับตาดูการเคลื่อนไหวของเธออยู่นะ รู้รึเปล่าว่าเขาคือใคร คุณ Campbell?"
Hypatia ไม่ตอบอะไรเพราะรู้อยู่แก่ใจ ทำให้ Rust พูดต่อ
"ไม่ยอมพูดเหรอ? คงเป็นเพื่อนอีกคนหนึ่งของเธอสินะ ไม่หักหลังเพื่อนคนนี้แน่นอน ช่างน่าชื่นชมจริงๆ ขอเดาว่า เพื่อนคนนี้คือคนเดียวกันกับที่ส่งมาหาฉันสินะ เชื่อใจ‘เธอ’หมดหัวใจ ยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อ‘เธอ’ แต่‘เธอ’ช่วยอะไรบ้างล่ะ? อย่างเช่น... ให้ความจริงใจกับยัยนั่น? ในตอนที่เจ้าตัวแอบติดที่ติดตามอันนี้ ส่งเธอเข้าสู่อันตราย คนๆ นั้นจริงใจกับเธอจริงๆรึเปล่า?"
"ขอร้องล่ะ อย่าพูดเกี่ยวกับ‘เธอ’แบบนั้นเลย‘เธอ’..."
Hypatia ยังไม่ทันตอบจบ นกตัวน้อยตัวนั้นก็เริ่มสั่น
เพิ่มเติม
-Hypatia กับ Margaret ใช้นกอารัมนี้เป็นวิธีส่งต่อข้อมูลของอารัมให้ DisCity
-Rust รู้อยู่แล้วว่า Margaret เป็นคนส่ง Hypatia มาก จากการเรียกว่า ‘เธอ’

"พอได้แล้วค่ะ ได้โปรดเลิกใช้คำพูดที่ชักจูงให้ผู้คนแตกแยกได้แล้วค่ะ สาวน้อยตรงหน้าคุณพบเจอเรื่องโหดร้ายมามากแล้ว สิ่งที่เธอต้องการคือการมั่นคงปลอดภัย ไม่ใช่ความกลัวและความสงสัยที่ไม่สิ้นสุด อย่างน้อยๆ ฉันก็ให้คุณค่ากับความไว้วางใจของเธอ และเป็นห่วงความปลอดภัยของเธอมากๆ ฉันเชื่อว่าตัวฉันยังพอมีความน่าเชื่อถือหลงเหลืออยู่ในสายตาคุณอยู่บ้าง ใช่ไหมคะ? ไม่ได้คุยกันนานแล้วนะ สายลับ Rust และที่ผ่านมาเธอก็พยายามอย่างหนักมากเลยนะ Hypatia"
Margaret พูดออกมาผ่านนกน้อยตัวนั้น การเรียกชื่อทำให้ Rust พูดตอบออกมา
"ช่างสุภาพเหลือเกินนะ ‘นกพิราบแห่งสันติภาพ’ แห่ง DisCity ฉันต้องขอยอมรับเลย ไม่คิดเลยว่าเราจะได้กลับมาพบกันใหม่ในสภาพการณ์แบบนี้"
ทั้ง Rust และ Margaret ต่างปะทะฝีปากจิกกัดกันอย่างดุเดือดราวกับคู่ฝึกซ้อมที่รู้ใจ ถ้อยคำที่โต้ตอบกันนั้นร้อนแรงจนแทบจะเกิดประกายไฟในอากาศ Hypatia ได้แต่เฝ้ามองอยู่ห่างๆ ด้วยความงงและอึ้ง ก่อนจะถามขึ้นมา
"พวกคุณสองคน...รู้จักกันเหรอ? แต่คุณ Margaret บอกว่าเขามาจาก Underground แน่นอนนี่นา... เกิดอะไรขึ้นกันแน่?"
เพิ่มเติม
-ต่อจากนี้ในเกมจะขึ้นชื่อว่า ‘Rust’ โดยมีฟันหนูกำกับอยู่ เพราะมันคือชื่อโค้ดเนม ไม่ใช่ชื่อที่แท้จริงของ Rust

"ฉันขอโทษนะ Hypatia แต่ถ้าฉันไม่พูดแบบนั้น เธอคงจะดื้อรั้นอยู่ต่อเพื่อปกป้องฉันให้ได้ เพราะเธอเป็นคนที่มีจิตใจดี แต่ฉันอยากให้เธออยู่ห่างเหตุการณ์อันตรายที่สุดแล้ว คงมีเพียงข้ออ้างเรื่อง ‘การกำจัดนักฆ่าให้สิ้นซาก’ เท่านั้นที่จะทำให้คุณยอมออกจากข้างกายฉันไปได้... หวังว่าเธอจะให้อภัยในกลลวงเล็กน้อยของฉันนะ เอาล่ะ ฉันขออธิบายอะไรหน่อย ชายที่อยู่ตรงหน้าเธอไม่ใช่หมาล่าของ Underground หรอก ตรงกันข้ามซะด้วยซ้ำ เขาเคยเป็นพนักงานข้อมูลให้กับ DisCity เป็นสายลับที่ยอดเยี่ยมของ 9th Agency เป็นทหารที่น่านับถือแม้แต่ Underground ยังต้องเกรงกลัว สายลับในตำนานที่ใช้ชื่อว่า Rust และสายลับที่ไว้วางใจได้คนนี้ จะพาเธอออกจากเมือง Fraser ไปยังที่ที่ปลอดภัยกว่านี้ ฉันจะได้หายเป็นห่วง"
แน่นอน คำพูดของ Margaret ทำให้ Hypatia ตกใจ ดูไม่ดีใจสักนิด แถมไม่ชอบเท่าไหร่ด้วย แต่ก็เถียงอะไรไม่ได้ ตรงกันข้ามกับ Rust ที่สีหน้าดูจริงจังขึ้นมา
"คุณ...ยังพยายามที่จะส่งฉันออกไปเหรอ? ฉันเป็นตัวถ่วงเหรอ?"
Hypatia ถามออกมาด้วยความเศร้า แต่ Margaret ปฏิสเธทันที
"ฉันแค่หวังให้เธอพ้นจากภัยอันตราย"
"แต่ตอนนี้ใครๆ ก็ตกอยู่ในอันตราย ไม่มีใครหนีได้พ้นหรอก คุณเองก็ตกอยู่ในอันตรายเช่นกัน ทุกคนใน Fraser และพันธมิตร Farland ก็เช่นกัน ฉันไม่อยากหนี ฉันอยากช่วย ... คุณคิดว่า... ฉันดีไม่พอเหรอ?"
Hypatia ถามออกมาทันที ทุกคนเงียบ มีเพียงแค่นกตัวน้อยที่เกาะอยู่บนไหล่ของ Hypatia ที่คลอเคลียซุกแก้มของ Hypatia อยู่ ก่อนจะมีเสียงของ Margaret ที่พูดออกมาด้วยความอบอุ่นและรอยยิ้ม ราวกับว่าสีหน้าที่แสนเอ็นดู Hypatia ได้ส่งมาถึง
"เธอแข็งแกร่งกว่าที่ฉันคิดไว้มาก Hypatia แต่อย่าเข้าใจผิดนะ ฉันไม่เคยสงสัยในความกล้าหาญของเธอเลย ฉันอยากส่งเธอออกห่างจากอันตรายใน Fraser เพราะฉันอยากให้เธอไปตามหาต้นตอของภัยพวกนี้ ซึ่งไม่ใช่ที่ Fraser แน่นอน"

"...แต่คุณพูดเองนี่นา ว่างานฉลอง Unity Gala จะเป็นสนามรบที่ตัดสินทุกอย่าง" Hypatia พูด
"ใช่ เพราะงานนั้นจะมีแต่คนใหญ่คนโตที่มีอำนาจในการตัดสินใจ สิ่งที่จะเปลี่ยนผลลัพธ์ได้ ไม่ใช่ตัวเลือกที่คิดภายในเสี้ยววินาทีที่เกิดการปะทะ แต่เป็นการเตรียมตัวอันยาวนานและอิทธิพลที่ค่อยเป็นค่อยไปที่เกิดขึ้นก่อนจะเกิดการปะทะต่างหาก พวกเราต้องการผู้ไกล่เกลียคนกลางคนใหม่ ใครสักคนที่สามารถเดินทางเข้าสู่ WhiteSands ได้ มุ่งหน้าไปยังใจกลางของหายนะทั้งหมด เข้าไปสัมผัสชีวิตของผู้คน เข้าใจความยากลำบากของพวกเขา ให้เกียรตความปรารถนาของพวกเขา และสร้างสะพานเชื่อมสู่ความเข้าใจผิดของพวกเขา มีเพียงแค่วิธีนี้เท่านั้นที่จะช่วยปลดปล่อยให้พวกเขาพ้นจากการควบคุมของ Fraser ได้ เพื่อนำทางพวกเขาให้กลับเข้าสู่ฝั่งที่ถูกท้องของประวัติศาสตร์ ฉันได้หวังว่าฉันจะเป็นสะพานแห่งนั้น แต่ฉันโตที่ DisCity คงไม่สามารถเอาชนะความเกลียดชังทางเชื้อชาติที่ผูกติดกับตัวฉันได้ พวกเขาจะไม่มีวันเปิดใจยอมรับฉัน เพราะแบบนั้น ภารกิจที่สำคัญมากๆ นี้ จึงมีแค่เธอเท่านั้นที่ทำได้"
"...รวมพันธมิตร Farland ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน... ฉันน่ะเหรอ?"
Hypatia ฟังคำพูดของ Margaret แล้วอึ้ง เริ่มรู้สึกว่ามันหนักหน่วงมากๆ แม้จะเคยผ่านการต่อสู้มานับไม่ถ้วน ทั้งปกป้องเพื่อนและความหวัง เคยจินตนาการที่จะสละชีวิตเพื่อความหวัง แต่ไม่เคยคิดเลยว่าจะกลายเป็นแบบนี้ Hypatia ยังคงอึกอัก ไม่มั่นใจในตัวเอง

นกน้อยอารัม(Margaret)เริ่มอ้าปากจะพูดต่อ แต่ Rust กลับพูดขัดขึ้นมาซะแทน
"ยังสั่งการเก่งไม่เปลี่ยนเลยนะ ทูต Margaret แค่บงการลูกน้องตัวเองยังไม่พอเหรอ? ถึงต้องวางแผนดึงคนนอก DisCity เข้ามาเอี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยน่ะ?"
"เฮ้อ... ตายจริง Hypatia เป็นเพื่อนที่แสนล้ำค่าของฉัน ที่ขอความช่วยเหลือจากนายก็เพราะฉันเป็นห่วง Hypatia มากจริงๆ แต่ถ้านายยังดึงดันที่จะทำให้เราแตกคอกันแบบนี้ ฉันคงต้องเริ่มรู้สึกโกรธขึ้นมาจริงๆ แล้วล่ะ"
Margaret พูดจบ Rust กรอกตาวนไปหนึ่งที แล้วถึงพูดตอบกลับบ้าง
"ฮ่ะๆ ขอโทษที่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับมิตรภาพของเธอกับคุณ Campbell นะ แต่ขอร้องล่ะ เลิกดึงฉันเข้าไปเกี่ยวกับแผนการของเธอได้ไหม? นานแค่ไหนแล้วที่เธอไม่ได้ติดต่อ ‘เพื่อน’ อีกคน แมงมุมสีเงินน่ะ เธอไม่รู้เหรอว่าฉันแยกทางกับ 9th Agency มานานแล้ว?"
"ขอบคุณที่เป็นห่วงนะ แต่ความสัมพันธ์ของเรายังเหนียวแน่นเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน ก็แหม เราเป็นเพื่อนร่วมห้องกันนี่นา ไม่เหมือนใครบางคนหรอก ที่ชอบปฏิเสธภารกิจจากเพื่อนเก่า แถมยังหัวรั้นหยิ่งไม่สนใจใครเหมือนเด็กหนีออกจากบ้าน... อ๊ะ ขอโทษทีนะ ฉันคงต้องใช้คำว่า ‘มีความมุ่งมั่นแรงกล้า’ มากกว่า แต่จะยังไงก็เถอะ จากการสังเกตแล้ว ฉันคิดว่าฉันเข้าใจนายมากขึ้นแล้ว อย่างเช่นว่า จากนิสัยของนายแล้ว นายคงไม่ใจดำพอที่จะยืนดูอยู่เฉยๆ ใสตอนที่สาวน้อยผู้แสนดีกำลังตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิตหรอก ใช่ไหม?"
เพิ่มเติม
-แมงมุมสีเงิน หรือ Silver Spider คือฉายาของ Langley เพราะตรงขมับมีรอยแมงมุมอยู่ รวมถึงการเป็นหัวหน้าหน่วยข้อมูล เป็นเหมือนแมงมุมที่ชักใยสร้างใยอยู่เบื้องหลัง
-ตรงนี้ยืนยันว่า Margaret กับ Langley เป็นเพื่อนร่วมห้องเรียนเดียวกัน รุ่นเดียวกัน

"แถวนี้มี ‘คนดี’ ที่ตกทุกข์ได้ยากเยอะเกินน่ะ... คิวสำหรับคนต้องการความช่วยเหลือของฉันยาวเหยียดไปถึงปีหน้าเลย"
"ช่วยเปลี่ยนลำดับความสำคัญให้เธอหน่อยนะ... นายก็รู้อยู่ว่า Hypatia เป็นถึงผู้เชี่ยวชาญจากสมาคม Luminaris แถมยังเป็นพยานที่เห็นเหตุการณ์ BR-005 กับตัวเองด้วยนะ" Margaret ยังคงพยายามโน้มน้าว
"สิ่งเดียวที่ฉันรู้คือ Hypatia ยังเด็กมาก และฉันก็ไม่เห็นด้วยกับทั้งเธอและสมาคม Luminaris ในเรื่องนี้ เด็กๆ แบบ Hypatia ไม่ควรเข้ามายุ่งเกี่ยวกับปัญหาแบบนี้ ต่อให้มีการปกป้องที่ดีก็ตาม ไม่ควรถูกพามาเจอสงครามสนามรบเพื่อทำตามความคิดหรือคุณค่าของใครบางคน" Rust เริ่มพูดจาด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาด แต่ Margaret ยังคงพยายามโน้มน้าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนเช่นเคย
"นายดูถูก Hypatia เกินไปนะ ขอฉันเล่าอะไรหน่อยแล้วกัน นายน่าจะยังไม่รู้... ในช่วงแคมเปญ Ash แม้จะระยะเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ แต่ Hypatia วิเคราะห์และถอดรหัสข้อมูลอารัมของ BR-005 ส่งให้ FAC ที่ Broken Frontline ใน DisCity ทำให้พวกเขาสามารถโจมตีและทำลายพวก Apostles ได้อย่างแม่นยำ ทำให้สงครามจบลงไวกว่าที่กำหนด ทุกอย่างเกิดขึ้นได้เพราะ ‘เด็ก’ ตรงหน้านาย สำหรับภายนอกสมาคม Luminaris แล้ว Hypatia ก็ยังคงเป็นนักวิชาการที่มากความสามารถ สูสีกับพวกนักวิจัยจากสถานบันวิจัย Ring เลยล่ะ เอาล่ะ นายจะยังมองจากที่สูง ดูถูก Hypatia ว่าเป็นแค่เด็กต่อไปล่ะ? ในเส้นทางที่นายพยายามตามหา Hypatia อาจจะนำหน้านายไปใกล้ ‘คำตอบ’ ที่นายตามหาอยู่มากกว่านายก็ได้นะ ไม่อยากลองดูสักหน่อยเหรอ?"
ข้อเสนอและข้อมูลที่ Margaret บอกมามันเยอะจน Rust เงียบไปเพื่อคิดตัดสินใจ พลางหันไปมอง Hypatia อย่างพินิจพิเคราะห์ แล้วถึงยอมขอโทษออกมา
"เธอพูดถูก ต้องขอโทษด้วยจริงๆ นักวิจัย Campbell เธอสมควรได้รับความเคารพมากกว่าที่ฉันเคยแสดงต่อเธอ"
เพิ่มเติม
-แคมเปญ Ash คือช่วงอีเว้นท์ Augustus ที่สู้กับ Apostle of Ashes ที่ DisCity อ่านเพิ่มเติมได้ที่อีเว้นท์ Shattered Blade (จิ้ม)
-เหมือนมาอ่านคนแข่งขายประกันแปลกๆ (ฮา)

"Hypatia เป็นคนที่สำคัญมากกับทั้ง Fraser และ DisCity แต่จากที่นายได้เห็น ต่อให้ Hypatia อยู่ที่นี่ต่อไปก็โดนลดคุณค่า Hypatia ไม่ได้ใช้ความสามารถของตัวเองอย่างเต็มที่ นั่นแหละ คือสิ่งที่น่าสลดใจที่สุด ฉันเชื่อว่าเราทั้งคู่ต่างก็อยากเห็น... ว่า Hypatia จะทำได้ขนาดไหนถ้าสามารถเบ่งบานได้อย่างเต็มที่"
"... ก็ได้ ฉันทำเอง แต่มีข้อแม้อย่างหนึ่ง ฉันสัญญาว่าจะรักษาความปลอดภัยให้คุณ Campbell แต่วิธีการและการตัดสินใจทุกอย่าง ฉันเป็นคนตัดสินใจ ไม่ใช่เธอ และอย่างที่เธอรู้ว่าฉันมีเส้นทางเดินของตัวเอง ซึ่งไม่ตรงกับเส้นทางของเธอ อย่างน้อยๆ ก็นำเรื่องนี้เข้าไปในสมการที่เธอคำนวนด้วยนะ คุณหญิง ‘นกพิราบแห่งสันติภาพ’" Rust กล่าว
"ขอบคุณสำหรับการย้ำเตือนนะ แล้วก็ Hypatia ฉันรู้ว่าความรู้สึกผิดในเรื่องของ BR-005 ยังคงติดค้างอยู่ในใจของเธอ แต่การที่จะขอให้เธอเดินไปข้างหน้า เผชิญหน้ากับมันอีกครั้ง... บางทีอาจจะฟังดูโหดร้าย แต่ตอนนี้... ฉันต้องการเธอมากที่สุดแล้วล่ะ"
Margaret ตอบกลับมาอย่างสดใสอารมณ์ดีทันที พร้อมกันหันไปคุยกับ Hypatia ทำให้นกน้อยที่เกาะอยู่บนไหล่ Hypatia ยื่นหน้าไปคลอเคลียอีกครั้ง

"BR-005 ทำให้ภัยพิบัติเกิดมากขึ้น สงครามได้ทำให้จำนวนอารัมและ Hypercube ร่อยหรอลงไปมาก Farland ตอนนี้ก็เริ่มจะเอาตัวไม่รอด แต่ Fraser ก็ยังคงชักใย เอารัดเอาเปรียบ อาศัยจังหวะสิ้นหวังและความจนตรอกของผู้คนหาผลประโยชน์เข้าตัวเอง พวกเขารู้ดีว่า คนที่สูญเสียทุกอย่าง จนตรอกด้วยความสิ้นหวังนั้น อ่อนแอหลอกง่ายที่สุด ต่อให้เป็นความหวังจอมปลอม พวกเขาก็พร้อมจะทำทุกอย่าง ใช้ความฉลาดและจริงใจของเธอในการนำทางพวกเขาให้พบกับความหวังที่แท้จริง อย่าทำให้อดีตซ้ำรอย เพื่อพวกเขาและพวกเรา"
คำพูดของ Margaret ทำให้ Hypatia นึกถึง Furor จนเจ็บปวดหัวใจขึ้นมา เธอตอบตกลงเพื่อความอยู่รอดของอนาคตของทุกคน Margaret ได้ยินคำตอบนั้นก็สบายใจ อวยพรขอให้การเดินทางราบรื่น พร้อมกับบอกว่าจะส่งนกน้อยไปช่วยเท่าที่จะทำได้
"‘Hypa’ Rust พวกเราจะได้เจอกันอีกครั้ง แล้วไว้เรามาฉลองด้วยกันนะ"
Margaret พูดทิ้งท้ายก่อนวางสายไป
เพิ่มเติม
-Margaret เรียก ‘Hypa’ ด้วยชื่อเล่นซะแล้ว

Hypatia ยังคงนึกถึงสิ่งที่คุยและตกลงไปเมื่อชั่วครู่ รู้สึกได้ถึงภาระที่กำลังแบกรับไว้ ไม่มั่นใจเลยว่าจะทำได้จริงรึเปล่า แถม Rust จะช่วยได้ขนาดนั้นจริงๆ เหรอ? Hypatia ก็ยังไม่มั่นใจ ไม่ไว้ใจขนาดนั้น Rust พูดเสนอขึ้นมาว่าให้รักษาแผลบนตัว Hypatia ก่อน จะได้เริ่มออกเดินทางเพราะภารกิจนี้ยิ่งใหญ่มาก ต้องเตรียมตัว Hypatia ตกลง ก่อนจะโค้งคำนับลึกมากๆ พร้อมกล่าวขอบคุณและฝากเนื้อฝากตัวกัน Rust ยื่นมือให้พร้อมรอยยิ้ม พูดให้กำลังซึ่งกันและกัน ตกลงร่วมมือกัน

Hypatia ยังคงรู้สึกเจ็บที่หลังคอตัวเอง จุดที่มีตราสัญลักษณ์ เธอยังคงนึกถึงอดีตต่างๆ พยายามบอกตัวเองว่า ต้องรับผิดชอบเรื่องที่เกิดขึ้น
เพิ่มเติม
-จังหวะที่ไม่มีมอนสเตอร์ Rust ก็ชวนให้ Hypatia กลับเข้าเรือไปนอนพักผ่อน สัญญาว่าจะปลุกถ้าถึงจุดหมายแล้ว

"คุณ Margaret เราไม่ได้คุยกันมาสักพักแล้ว สองวันแล้วที่เราไม่ได้ติดต่อกัน หวังว่าคุณจะยังปลอดภัยที่ Fraser นะ หวังว่ารัฐสภาจะไม่สร้างปัญหาทำให้คุณเครียดมากจนเกินไป คุณ Rust กับฉันกำลังเดินทางไปที่พื้นที่ Farland แห่งหนึ่งที่ชื่อว่า รังของ Crag ที่ฉันเข้าใจก็คือ ที่นี่จะมีการประชุมใหญ่ หัวหน้าหมู่บ้านชนเผ่าต่างๆ จะมารวมตัวกันเพื่อหารือที่นี่เกี่ยวกับอนาคตหลังยุคสงคราม พวกเราน่าจะเดินทางถึงวันนี้ ฉันสัญญาว่าจะไม่ทำให้คุณผิดหวังที่ไว้ใจฉัน ฉันจะช่วยเหลือพวกเขาให้ปรองดอง ช่วยให้พวกเขาผ่านพ้นความยากลำบากไปให้ได้"

Hypatia เดินกลับเข้ามาที่ห้องควบคุม เจอ Rust ที่กำลังขับเรือเหาะอยู่อย่างตั้งใจ Rust แจ้งว่าจะถึงภายใน 2 ชั่วโมง ชวนให้ Hypatia หลับพักผ่อนเอาแรงสักหน่อย แต่ Hypatia ปฏิเสธ ขอตัวไปห้องเครื่องยนต์เพื่อตรวจเช็คระบบอารัมดีกว่า
Rust ได้ยินแบบนั้นก็เลิกคิ้วขึ้น เพราะตั้งแต่ออกเดินทางมา Hypatia แทบไม่หยุดพักเลย ไม่สู้มอนสเตอร์ก็อัพเกรดเรือเหาะด้วยอารัม จน Rust เชื่อในใจว่า ถ้ามีวัตถุดิบอารัมมากพอ Hypatia คงสร้างเรือเหาะที่ดีกว่านี้ได้แน่ๆ เสียดาย ทั้งๆ ที่ Campbell กับสมาคม Luminaris มีอัจฉริยะอยู่ในมือแท้ๆ แต่กลับทำได้แค่นี้ แต่ Rust ก็รู้ดีว่า Hypatia ขยันขนาดนี้เพราะความรู้สึกผิด
Rust รีบเอื้อมไปหยิบกุญแจห้องเครื่องยนต์ก่อนที่ Hypatia จะหยิบได้ พร้อมเริ่มแหย่ว่าถุงดำใต้ตาหนามากแล้ว ไปนอนเถอะ เพราะความเร่งรีบแทบไม่เคยสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้ พร้อมเล่าว่า Margaret เนี่ยนะ รออยู่ที่ Fraser นานสิบปีกว่าจะมีโอกาสได้ลงมือทำตามแผนที่วางไว้

จนมาถึงพื้นที่ตะวันตกของ WhiteSands ที่มีหมู่บ้านอยู่แห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ในหุบเขา เหล่านักรบอารัมในหมู่บ้านกำลังพยายามสู้กับ Tide of Ashes แต่พวกเขาก็เป็นเหมือนแค่เขื่อนที่กำลังพยายามต้านคลื่นน้ำท่วมขนาดมหึมา มีผู้หญิงเสียงห้าวคนหนึ่งกำลังพยายามสั่งการจากด้านบน เสียงเธอดังกึกก้องไปทั่วทั้งเมือง พยายามควบคุมฝูงชนที่แตกตื่นจากความกลัวพยายามหนีเอาชีวิตรอดจากหายนะ
แต่แล้วก็มีเรือเหาะลำหนึ่งพุ่งเข้ามาจอดในหุบเขาจนสั่นสะเทือนไปหมด Rust ที่สวมชุดดำเดินออกมาจากเรือเหาะพร้อมกับ Hypatia ที่สวมผ้าคลุมของ WhiteSands ปิดบังตัวตน Rust ตะโกนเรียก Yokna หญิงสาวที่สั่งการอยู่ด้านบน ด้วยสำเนียงชาว Farland ราวกับเป็นคนพื้นเมืองจนไม่เหลือคราบสายลับที่นิ่งสุขุมเลย

Yokna ทักทายเล็กน้อยก่อนจะเล่าว่า Apostles ช่วงหลังมาบ้าคลั่งสุดๆ แถมพวก Fraser ก็ยึดอุปกรณ์อารัมไปทำสงครามจนหมดสิ้น ทำให้ผู้คนตามหมู่บ้านไม่สามารถปกป้องตัวเองได้ ก่อนจะเริ่มขอความช่วยเหลือจาก Rust คนอื่นๆ จะได้ไปรีบซ่อมหลังคา ทำที่หลบภัย
เสียงระเบิดดังขึ้น อีกครั้ง(ครั้งแรกตอน Rust ขับเรือเหาะมาจอด) Rust บอกไปตามตรงว่าซ่อมหลังคาไปก็ไม่ช่วยหรอก ก่อนจะถามถึงบาเรียที่ถูกส่งมาจาก Furor ซึ่ง Yokna ตอบทันทีว่า ยังมี แต่ไร้ประโยชน์ เป็นแค่ถ้วยรางวัลขยะจากการสงคราม ใช้อะไรไม่ได้เลย คำพูดนั้นทำให้ Rust ชายตามอง Hypatia หมวกฮูดปิดบังใบหน้าจนหมด แต่พอพูดถึง Furor แล้ว Hypatia ก็กำหมัดทันที
Hypatia เสนอตัวจะช่วยซ่อมแซมบาเรียของอารัมทันที อ้างว่าเป็นผู้ช่วยของ Rust เลยสามารถทำได้ ถึงแม้ว่า Yokna จะไม่ไว้ใจ หรี่ตามองอย่างพินิจพิเคราะห์ ยิ่งเป็นเสียงเด็กผู้หญิงด้วย มองใบหน้ารูปร่างไม่เห็นเลย แต่ตอนนี้ไม่มีทางเลือกมาก จึงตัดสินใจเรียกลูกน้องที่ชื่อ Marco ให้พา Hypatia ไปที่จุดที่ตั้งเครื่องบาเรียอารัมทันที ซึ่งทางด้าน Rust เองก็จะช่วยด้วยต้าน Tide of Ashes เอาไว้

Hypatia มาถึงจุดที่เห็นสภาพแล้ว เรียกได้ว่าเป็นสุสานของเครื่องจักร ทุกอย่างเก่าคร่ำครึไปหมด เป็นรุ่นที่ผลิตมาเมื่อสิบปีที่แล้ว สนิมขึ้น เสื่อมสภาพตามกาลเวลา วิศวกรอายุที่มาด้วยรีบอธิบายทันทีว่าเครื่องยังใช้ได้ แค่ต้องมีอารัมและ Hypercubes จำนวนมาก แต่หายนะครั้งนี้มากระทันหันเกินไป เลยเตรียมตัวไม่ทัน อุปกรณ์ที่ได้จาก Furor เป็นรุ่นที่ใหม่มากๆ เลยไม่เข้าใจ เลยแยกส่วนออกมาดูไปแล้ว…
Hypatia ที่เห็นสภาพเครื่องก็เข้าใจทันทีว่าสิ่งที่พวกเขามีไม่ใช่เครื่อง แต่เป็นส่วนประกอบของเครื่องต่างหาก Hypatia คิดหนักว่าจะทำยังไงดี แล้วถึงตัดสินใจใช้พลังอารัมที่ตัวเองมีชาร์จพลังงานให้เครื่องอารัมเก่าๆ ที่มีอยู่ ดึงแกนกลางมาหลอมรวมและสร้างใหม่ จนทำให้อุปกรณ์พวกนี้สร้างบาเรียขนาดใหญ่ได้
ผู้คนที่แตกตื่นอยู่ในตอนแรกถึงกับหยุดมองท้องฟ้าที่มีบาเรียสีทองด้วยความตกตะลึง ก่อนจะเริ่มส่งเสียงเฮลั่น ในขณะที่ Rust กลับดูเหมือนอยู่คนละโลกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ เขาก้มต่ำลงแล้วเงยหน้าขึ้นมาพร้อมรอยยิ้มจางๆ

Yokna เข้ามาถามชื่อของ Hypatia เพื่อที่จะได้รู้ชื่อของผู้มีพระคุณต่อหมู่บ้าน Hypatia บอกชื่อไปว่า Tia แล้ว Yokna ถึงประกาศกร้าวว่า คืนนี้จะดื่มฉลองเพื่อชัยชนะที่ Tia มอบให้ แน่นอนว่า Hypatia ตกใจและงงมาก
ตกกลางคืนมา โดมบ้านทุกหลังไฟติดหมด แม้ว่าจะมีผู้คนที่บาดเจ็บ แต่ทุกคนก็ฉลองกันด้วยเสียงหัวเราะอย่างมีความสุข มีการเต้นรำมอบพรให้กับ Hypatia ซึ่งตัวเธอในตอนแรกลังเล ไม่มั่นใจว่าตัวเองคู่ควรหรือเลป่า แต่ Rust ก็ผลักดันให้ Hypatia รับไว้ด้วยความเต็มใจ Hypatia ที่ได้รับคำอวยพรต่างๆ นานารู้สึกประทับใจมากเพราะทุกอย่างดูมาจากใจจริง ไม่เหมือนการอวยพรแบบขุนนางชนชั้นสูงแม้แต่น้อย
แต่อยู่ๆ ที่สัญลักษณ์หลังคอก็เจ็บปวดขึ้นมา ตอบสนองความรู้สึกผิดในใจจนอึดอัดไปหมด แต่เธอก็พยายามนึกถึงหน้าของ Margaret ที่พยายามช่วยไว้ เอามือทาบอกพยายามหายใจลึกๆ จนรู้สึกสบายตัวมากยิ่งขึ้น แล้วถึงหันไปสนใจการเต้นรำรอบกองไฟที่อยู่ใกล้ๆ แต่เนื่องจากท่าทางของ Hypatia ไม่สู้ดี Yokna จึงรีบถามด้วยความเป็นห่วง แต่ Hypatia อ้างว่ารู้สึกซึ้่งใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้ Yokna ยิ่งพยายามดูแล Hypatia อย่างดี ก่อนจะหันไปหา Rust เพื่อถามไถ่ว่าพา Tia มาทำไม Rust ก็เล่าแนะนำตัว Tia ว่าเพื่อนเป็นนักวิจัยอารัม Yokna กับ Rust เป็นเพื่อนกันมานานมกาแล้ว ช่วยกันและกันมาเสมอ Hypatia สัญญาว่าจะพยายามช่วยเต็มที่

Hypatia เริ่มระวังตัว แต่ Rust เข้ามาพูดปกป้อง Hypatia ไว้ Yokna เข้าข้างฝั่ง Rust ทันที แต่ Rael พูดย้อนความไปมา ทุกคนก็เริ่มสงสัยในตัว Rust จริงๆ เพราะก่อนหน้านี้บอกว่าเป็นนักล่าสมบัติไปขาย แต่ตอนนี้ดูๆ แล้วไม่ใช่แน่นอน
Rust เริ่มกระซิบบอกให้ Hypatia เตรียมหนี แต่แน่นอนว่า Hypatia ไม่ทิ้ง Rust แน่นอน จังหวะที่การปะทะจะเกิดขึ้น ชายวัยกลางคนคนหนึ่งเข้ามา เขาชื่อว่า Jabara เขาเริ่มคุยประณีประนอมทุกฝ่ายด้วยสินค้าที่มี ให้อาวุธใหม่ๆ กับ Rael เพื่อทำให้เขาใจเย็นลง

ชื่อ Adelaide ทำให้ Hypatia เริ่มคุยด้วยหน่อยๆ Jabara เริ่มคุยเก่งทันทีที่ยืนยันได้แน่ชัดว่าคนตรงหน้าคือ Hypatia จริงๆ พร้อมสัญญาว่าจะไม่บอกเรื่องที่ Hypatia มาที่นี่ให้ Adelaide ฟัง แต่ Rust เข้ามาคุยแทรกไว้ก่อน เกรงว่า Hypatia จะรับมือไม่ได้
Jabara พาทั้งสองคนเข้าไปพักผ่อนนั่งคุยกันในเต้นท์แห่งหนึ่ง Rust เริ่มชวนคุยเรื่องอาหารและทรัพยากรจาก Fraser นั่นทำให้ Jabara บ่นเรื่องทรัพยากรที่ขาดแคลนทันที ติดต่อใครไม่ได้เลย เขาเลยอยากมารบกวน Hypatia ว่าอาจจะช่วยอะไรได้ แล้วเขาถึงเริ่มคุยเรื่องงานฉลอง Gala ที่จะจัดขึ้นว่าสุดท้ายแล้วก็เป็นแค่เวทีการเมือง
Jabara อยากจะส่งอาหารที่ล้นออกไปขายที่อื่น แต่การขนส่งแพงมากๆ อยากให้ทาง Campbell เริ่มเงินให้สัก 20% ซึ่งคำพูดนั้นทำให้ Hypatia จะเถียงทันที เพราะผู้คนในหมู่บ้านนี้ดูขาดอาหารกันมาก ทำไมถึงบอกว่ามีล้นล่ะ? แต่ยังไม่ทันพูดอะไร มาเนียจากสัญลักษณ์ที่หลังคอก็พุ่งสูง ทำให้ Hypatia เริ่มหลอนเห็นภาพต่างๆ จนรู้สึกแทบจะอาเจียนออกมา Jabara เริ่มงง แต่ Rust อ้างว่า เพราะเดินทางเหนื่อย เมาเรือด้วย สูดอากาศดีๆ สักหน่อยคงดี Jabara ก็รีบหลักทางให้ทันที
"เราก็เดินทางกันมานานแล้ว ครอบครัวเธอคงเป็นห่วงน่าดู ไปบอกให้เธอ(Margaret)รู้ว่าเธอ(Hypatia)ยังปลอดภัยก็ดีนะ"
Rust พูดส่งท้ายก่อน Hypatia ที่ Hypatia จะออกจากเต้นท์ที่พัก พยักหน้าขอบคุณและขอโทษในเวลาเดียวกัน

"ทำไม.. ทำไมถึงมีคนที่มองไม่เห็นความทรมานของผู้อื่นอยู่ด้วย?" คำถามที่ค้างคาใจ Hypatia มานานที่สุดได้ถูกพูดถามออกมา เสียง Margaret ขาดๆ หายๆ มาก สัญญาณไม่ดี แต่แย่ลงเรื่อยๆ Hypatia จึงรีบถามก่อนที่สัญญาณจะขาดจริงๆ
"...บางคนก็ไม่มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น แต่ส่วนใหญ่แล้ว เพราะพวกเขาเองก็ยังเอาชีวิตตัวเองไม่รอดยังไงล่ะ" Margaret ตอบ แล้วสัญญาณก็ขาดหายไป

Daik พา Yokna และ Rael มาด้วย เพราะเจรจาคุยแล้วเรียบร้อย ทั้งสองคนถึงได้รู้ว่า Tia ก็เป็นคนจากสมาคม Luminaris เหมือนกัน พอเริ่มมีเสียงพูดคุย Jabara ก็ออกมาคุยด้วย ต่างกับ Rust ที่เริ่มเนียนแฝงตัวไปกับเงาด้านหลังทันที ทำตัวเป็นสายลับที่ตัวตนไม่เด่น แต่ทุกคนต่างก็เข้ากลับไปในเต้นท์เพื่อเริ่มพูดคุยกัน ในครั้งนี้มีหัวหน้าของแต่ละฝ่ายด้วย

Hypatia ได้ยินก็รู้ทันทีว่า Margaret ไม่มีทางพูดแบบนั้นแน่นอน ขมวดคิ้วอยากจะโต้ตอบ แต่หันไปหา Rust ก่อน แต่ Rust ส่ายหน้านิดๆ ให้ Hypatia อดทนฟังไปก่อน
Rael ได้ยินแบบนั้นก็เริ่มฮึกเหิม พร้อมสู้ แต่ Jabara พยายามเกลี้ยกล่อม ไม่อยากได้สงครามแล้ว Daik พูดต่อว่า ทูตแห่งสันติภาพ Margaret Kervoz เนี่ย พูดโน้มน้าวเก่งมาก ยิ้มเก่ง สัญญาว่าจะแบ่งเทคโนโลยีให้ด้วยซ้ำ บอกจะช่วยแก้ปัญหามาเนีย ส่งกำลังคนและเทคโนโลยีช่วยขุด Hypercube ต่างๆ นานา แต่ทุกคำสัญญาก็ไม่น่าเชือถือเลยแม้แต่น้อย แถม Nirvana มีการไปสร้างฐานที่ใกล้ๆ ซากเมือง Furor แล้วด้วย หัวหน้า Farland ทั้งสามเริ่มคุยกันถึงเมือง Furor ทันที ว่าค่ามาเนียสูง เข้าไปใกล้ก็มีแต่จะตาย จะให้ DisCity ขุดหา Hypercube อยู่ฝ่ายเดียวไม่ได้ Daik ยิ่งพูดใหญ่ว่าทาง Fraser ไม่สามารถไปห้ามได้
Yokna เริ่มพูดก่อนว่า ไปสำรวจดูรอบๆ แล้วไม่มีอะไรเลยนอกจากมอนสเตอร์กับขยะอารัม ไม่คุ้มแรง Daik เลยหยิบหลอดแก้วที่มี Hypercube อยู่ด้านในออกมา ก่อนจะเริ่มคุยโน้มน้าวว่า หายนะเยอะขนาดนี้ มีเพียงแค่ Hypercube ที่ช่วยปกป้องทุกคนได้ และสมาคม Luminaris ก็ยืนยันออกมาแล้วว่า Hypercube จะเกิดขึ้นได้ที่ซากของ Black Ring เท่านั้น แต่ตอนนี้ DisCity ผูกขาด Hypercube หมดเลย การที่ DisCity เสนอจะช่วยเรื่องเหมือง ก็เพียงแค่ต้องการเหมือง Hypercube ที่เกิดจาก Black Ring ของ Furor ไงล่ะ
เพิ่มเติม
-ระหว่างที่ประชุม Hypatia ลูบนกน้อยในกระเป๋าตลอด รู้สึกเหมือนได้อยู่ใกล้ Margaret แล้วสบายใจ
-ชื่อเมือง Furor ทำให้หัวหน้าเมืองทั้งสามรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา เพราะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเมืองนั้นเลยจนกระทั่งกลายเป็น Black Ring

Hypatia อดทนไม่ไหว รีบแย้งขึ้นมาว่าการวิจัยเรื่อง Black Ring ของสมาคม Luminaris ยังไม่สมบูรณ์ การป้องการการติดเชื้อจากมาเนียยังทำได้ไม่ดี ถ้าเข้า Furor ไปมันอันตรายมาก Daik รีบแย้งทันทีว่า Hypatia ไม่ได้เข้าไปที่ศูนย์วิจัยนานแล้ว ทางศูนย์วิจัยค้นพบวิธีใหม่ที่สมบูรณ์แบบแล้ว Rust จึงตัดสินใจพูดขึ้นมา
"ข้อตกลงของนายคือ นายเอาข้อมูลมาแลกกับชีวิตของพวกเขาสินะ?"
Daik ยังคงหน้านิ่ง อ้างว่า "ทุกการลงทุนมีความเสี่ยง ไม่ได้บังคับให้ใครตกลงด้วย แต่ทางสมาคมมีข้อความมาบอกเท่านี้ หน้าที่ของการปกป้องคนของตัวเอง... ก็ยังคงเป็นหน้าที่ของพวกคุณเอง"
Jabara รีบอ้างทันทีว่าเป็นพ่อค้า ต้องคำนวนค่าใช้จ่ายทุกอย่าง พลาดก็แย่ Yokna เสนอจะเป็นคนไป Furor เอง ขอข้อมูลด้วย Hypatia รีบเตือนทันที ไม่งั้นก็ขอไปกับ Yokna ด้วย เผื่อจะช่วยอะไรในฐานะผู้เชี่ยวชาญอารัม Rael จึงจะช่วยด้วย ทำให้ Jabara ยอมช่วยแบบหวังผลประโยชน์ Daik ยิ้มทันทีที่ทุกคนตกลงจะไปที่ Furor กัน นัดรวมตัวตอนเช้าเพื่อออกเดินทางทันทีก่อนที่ DisCity จะไปถึง
Hypatia ยังคงอยากเถียงอยู่ในใจ แต่ Rael เลือดนักสู้ร้อนแล้ว พ่อค้า Jabara ก็เริ่มนับเงิน ส่วน Yokna ที่ต้องการปกป้องคนอื่นก็ตัดสินใจสละตัวเองแล้ว มันเป็นเรื่องน่าเศร้าที่ ในยุคแห่งเลือดและผลประโยชน์ตอนนี้ ความอันตรายและชีวิตคือราคาที่คนพร้อมจ่าย ต่อให้พูดหรือแนะนำอะไรไปก็ช่วยอะไรไม่ได้
Daik เริ่มลุกออกจากเต้นท์ สบตากับ Hypatia แล้วสัญลักษณ์ที่หลังคอก็เริ่มทำงานทันที ทำให้ Hypatia หมดสติไป

Hypatia เริ่มหงุดหงิดทันที ว่าห้องพักพิเศษอะไรกัน แต่ Rust พูดให้คลายเครียดว่า ก็เป็นการลาพักร้อนที่จัดเตรียมไว้ให้ดีนะ แต่แล้ว Hypatia ก็เห็น Rust เขียนขยับทำสัญลักษณ์มือที่หน้าตักของเขา Hypatia เลยเงียบลง แต่ Rust ยังคงพูดชมห้องไปเรื่อยๆ แต่เดินถอดเทปจากเครื่องอัดเสียงที่ซ่อนอยู่หลายตัว ซึ่งพูดไปได้ไม่ถึง 5 นาที เครื่องอัดเสียงหลายตัวก็เริ่มถูกปิดลงจนหมด จน Rust พึงพอใจ เขาถึงหยิบแอปเปิ้ลยื่นให้ Hypatia กิน
"พวกเขาใจดีมากจริงๆ ผลไม้แบบนี้หาที่ด้านนอกโซนขุนนางของ Fraser ยากนะ เธอควรกินนะ คุณหนู Hypatia พักเก็บแรง ที่เธอสลบก่อนหน้านี้... ไม่ใช่แค่ความเหนื่อยใช่ไหม? เหมือนโดนเวทย์อะไรบางอย่างที่มีผลกับจิตใจ... พวกรัฐสภาทำเหรอ? ก่อนที่เราจะออกจากเมือง? ฉันไม่ทันสังเกตเห็นร่ะ ขอโทษด้วยนะ..."
แต่ Hypatia รีบขอโทษแทนเพราะรู้สึกผิด ถ้า Hypatia ฝืนต่อต้านเวทย์นี้ได้ก็คงไม่ต้องออกจากการประชุม คงจะได้ข้อมูลมากกว่านี้ แต่คำขอโทษนั้นไม่ใช่สิ่งที่ Rust คิดว่าจะได้รับ Rust เป็นห่วง Hypatia จริงๆ แต่ดูเหมือนว่า Hypatia จะไม่เข้าใจ

Rust บอกว่า เริ่มจากแก้พลังเวทย์ที่ติดตัว Hypatia ก่อนน่าจะดี? เพราะที่ Furor ได้กลายเป็นสนามรบแห่งความโหดเหี้ยมแน่นอน ไม่อยากให้เวทย์นี้ไปขัดขวางจังหวะการสู้ Hypatia เถียงว่าเราไม่มีเวลาขนาดนั้น ต้องรีบไป Furor ให้ได้ ได้ยินแบบนั้น Rust ถึงเงียบไป จ้องสีหน้าของ Hypatia ดูดีๆ ใบหน้าที่มุ่งมั่นเพราะความสิ้นหวัง ความประหม่าที่ใช้ความดื้อรั้นกลบเกลื่อน Hypatia ไม่มีทางเปลี่ยนใจแน่นอน Rust ถึงยอมแพ้ในเรื่องนี้ไป
Rust เลิกยิ้มแล้วเริ่มจริงจังมากๆ เขาลุกไปหยิบชุดน้ำชาไปที่มุมห้องห่างๆ เช็คใบชาก่อนเผื่อมียาพิษ แล้วกลับมาหา Hypatia เริ่มต้มน้ำร้อนอย่างช้าๆ พลางคิดแผนการไปด้วย พอน้ำร้อน รินใส่แก้วที่มีใบชา ชงชาเสร็จ Rust ก็ได้คำตอบในใจพอดี
"คุณหนู Campbell ชอบหนังสายลับรึเปล่า?" คำถามของ Rust ทำให้ Hypatia งงมากๆ
"ก็เคยดูนะ… แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาไม่ใช่เหรอ?"
"เยี่ยมเลย แปลว่าเธอมีประสบการณ์แล้ว คิดซะว่าเราจะซ้อมเป็นสายลับกัน"
Hypatia ยิ่งงงกว่าเดิมกับคำตอบนี้ แต่ Rust กลับดูจริงจังมากขึ้นเรื่อยๆ เขายังคงพูดต่อ
"ฮึ่ม... จะว่าไปแล้ว ในฐานะ ‘สายลับมือดี’ ที่คุณ Margaret เป็นคนชมด้วยตัวเอง และในฐานะคนที่ได้รับเหรียญเกียรติยศแห่ง 9th Agency... ฉันไม่เคยรับลูกศิษย์เลยนี่นา คุณหนู Campbell สนใจเป็นศิษย์คนแรกของฉันไหม? หรือขอฉันเรียกเธอว่า Hypatia ได้ไหม?"

เมื่อ Hypatia ได้รับสัญญาณ เธอบิดเหล็กอารัมในมือของเธอตอบกลับ ทำให้อารัมในมือของ Rust ก็บิดตามเป็นรูปทรงเดียวกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ารักจน Rust อดที่จะยิ้มไม่ได้
พวกเขาสองคนมาเจอกันในถ้ำแคบๆ จุดหนึ่ง พากันเดินตัวติด พยายามหาทางออก แต่ที่ทางออกก็มีทหารยามคุมเข้มมากยิ่งกว่าเดิม Hypatia ทำอะไรไม่ถูก Rust จึงเริ่มสอนวิถีแห่งสายลับ ว่าทุกอย่างที่ล็อคได้ ก็จะมีบางอย่างที่ไขเปิดได้ แต่ Hypatia ได้แต่เถียงในใจว่าของแบบนั้นมีแต่ในหนังเท่านั้นแหละ อ้าปากบ่นไม่ได้เพราะตอนนี้ถือว่า Rust เป็นอาจารย์ของตัวเองไปแล้ว
Hypatia แปลงอารัมของตัวเองให้กลายเป็นแมงมุมอีกครั้ง วิ่งโลดแล่นตามท่ออากาศ สักพักกลับมาที่มือของ Hypatia ได้ตำแหน่งกุญแจมาแล้ว Hypatia ถึงบอก Rust ด้วยภาษารหัสมือว่ากุญแจอยู่ที่ห้องสามชั้นล่าง มีคนหนึ่งพกกุญแจไว้ Rust ยกนิ้วโป้งให้ทันที Rust บอกกลับเป็นภาษารหัสว่าให้ใช้แมงมุมอารัมแอบตามเรื่อยๆ แล้วหาจังหวะขโมยกุญแจมา Hypatia ได้รับคำแนะนำก็พยักหน้าและทำตามทันที ให้แมงมุมอารัมปล่อยใยแมงมุมห้อยตัวลงจากเพดาน รอจังหวะขโมยกุญแจ
เพิ่มเติม
-ในภาษาอังกฤษ Rust แซว Hypatia ว่าเป็น Toni Stark ของอารัม แต่ ญี่ปุ่น เกาหลี และจีน จะแซวว่าเป็นโดราเอมอน ซึ่งได้ยินแล้ว Hypatia แทบจะสำลัก

จังหวะที่รออยู่ Hypatia ได้ยินพวกนักวิจัยอารัมคุยกันว่า พวก Farland หลอกง่ายมาก แค่พูดถึง Hypercube นิดๆ หน่อยๆ ก็เป็นเด็กวิ่งตามขนมแล้ว Hypatia ฟังแล้วได้แต่ขมวดคิ้ว เริ่มโมโหมากขึ้นเรื่อยๆ Rust ที่คอยดูปฏิกริยาอีกฝ่ายจนพอ Hypatia เริ่มไม่ไหวจริงๆ Rust ถึงเริ่มยิ้มแล้วเคาะกำแพงเบาๆ ให้ Hypatia สนใจเพื่อสอนข้อสองของการเป็นสายลับว่า ต้องลงมือในตอนที่โอกาสมาถึงทันที ห้ามลังเลกับการลงโทษความชั่วเด็ดขาด Hypatia แย้งทันทีว่าสายลับต้องทำอะไรลับๆ เงียบๆ ไม่ใช่เหรอ? Rust ถึงกับยิ้มพ่นลมออกมาที พร้อมอธิบายว่า สายลับทำงานใต้แรงกดดันมหาศาลเสมอ ก็ต้องมีวิธีคลายเครียดกันบ้าง
Rust ได้ตัดสายสัญญาณบางอย่างมาตลอดตั้งแต่ออกจากห้องขังมา ซึ่งทำให้ทหารยามในถ้ำนี้ติดต่อโลกภายนอกไม่ได้ ส่งสัญญาณอะไรออกไปไม่ได้ Hypatia เห็นดังนั้นแล้วได้แต่คิดในใจว่า ที่ผ่านมาจะ หลบๆ ซ่อนๆ กันทำไมล่ะ? ทำไปเพื่ออะไร? ยังไม่ทันอ้าปากบ่น Rust พูดขึ้นมาซะก่อนว่า เตรียมตัวนะ ไคลแม็กซ์จะมาแล้ว
*คลิก*
ไฟทุกอย่างดับมืดลงทันที พวกนักวิจัยที่เพิ่งเดินผ่านไปก็บ่นกันระงมว่าไฟดับอีกแล้วเหรอ แต่นักวิจัยอีกคนตกใจ กลัวว่าจะเป็นการลอบโจมตี แต่ไม่ทันการ โดน Rust ที่หย่อนตัวลงมาจากท่ออากาศ บิดหัวปิดปากซะก่อน ส่วนอีกคนโดนสับหลังคอสลบเรียบร้อย Rust หยิบไฟฉายจากโต๊ะใกล้ๆ ส่องไปยังท่อระบายอากาศ แต่ยังมีนักวิจัยอีกคนที่ยังไม่สลบ เขาร้องตกใจมาก แต่ Rust ไม่สนใจ พร้อมสอนหลักสูตรสายลับข้อที่ 3
"อย่าทิ้งโมเม้นต์ฉายเดี่ยวเท่ๆ ของตัวเอง ตาเธอแล้วนะ สายลับ Campbell"

Hypatia ลงมาจากท่อระบายอากาศตามแสงสปอตไลท์ของไฟฉาย แล้วพูดตะกุกตะกักว่า
" ‘ภ-ภารกิจลับที่เป็นไม่ได้’ นี้… ฉันจะทำให้สำเร็จ!"
Rust ที่เข้าสู้ ส่วน Hypatia ช่วยด้วยพลังอารัมอยู่เบื้องหลัง เหล่านักวิจัยโอดครวญด้วยความเจ็บปวด พวกเขาเป็นแค่นักวิจัย จะไปทำอะไรได้ นักวิจัยยอมมอบกุญแจให้แต่โดยดี เป็นครั้งแรกที่ Hypatia รู้สึกต่ื่นเต้น ความเครียดที่มีหายไปหมด ก่อนจะหยิบระเบิดอารัมที่ทดลองสร้างขึ้นมาเอง แต่ยังไม่เคยลองใช้ขึ้นมา ดึงสลักระเบิดออกแล้วปาไป จนทุกอย่างระเบิดขาวโพลนไปหมด
เพิ่มเติม
-ภารกิจลับที่เป็นไปไม่ได้ ล้อกับหนัง Mission: Impossible

Hypatia ถามออกไปว่าใกล้ถึง Furor รึยัง? หลับไปนานแค่ไหนแล้ว? แต่ Rust หยอกแกล้ง ชี้แก้มตัวเอง Hypatia จึงรีบเช็ดมุมปากตัวเองเผื่อมีน้ำลายหรืออะไรเปื้อน เริ่มอายจนหน้าแดง ความไม่เป็นกุลสตรีจะเกิดขึ้นไม่ได้กับตระกูล Campbell เด็ดขาด! แต่พอเช็ดแล้ว… Hypatia ถึงได้เข้าใจว่าตัวเองกำลังยิ้มแป้นอยู่ รู้สึกได้ว่าไม่ได้ยิ้มแบบนี้มานานมากแล้ว
"ดูท่าจะฝันดีสินะ" Rust พูดออกไป Hypatia ไม่ปฏิเสธ ก่อนจะขอบคุณซึ่งกันและกัน เพราะ Rust เองก็สนุก แถมได้ลูกศิษย์ด้วย
" ‘หน้าที่ของสายลับคือการผดุงความยุติธรรมจากความชั่วร้าย!’ ใช่ไหมล่ะ?" คำพูดติดตลกของ Rust ทำให้ Hypatia หัวเราะออกมาเต็มที่ ซึ่งแค่นี้ก็ทำให้ Rust มีความสุขมากๆ แล้วที่ได้เห็น Hypatia ผ่อนคลายลงบ้าง

ทั้งคู่ค่อยๆ กินอาหารด้วยกันอย่างใจเย็นไม่รีบร้อนภายใต้แสงดาว เป็นครั้งแรกที่ Hypatia รู้สึกผ่อนคลายจริงๆ ไม่ต้องแบกภาระอะไร หัวของ Hypatia โปร่งสุดๆ ความคิดโลดแล่น แต่สุดท้ายแล้ว Hypatia ก็ยังรู้อยู่ดี เธอถามออกไปว่าที่นี่ที่ไหน เพราะ Furor ไม่ใช่ทรายแบบนี้ ทัศนยภาพก็ไม่คล้าย Rust มัวแต่ย่างไก่ไม่ยอมตอบ Hypatia ถามซ้ำ Rust เลยบอกตรงๆ ว่า สิ่งที่รออยู่มีแต่เรื่องโหดร้ายแน่นอน เพราะงั้น กินเติมพลังให้เต็มที่ก่อนแล้วค่อยไป ลูกศิษย์ต้องฟังอาจารย์นะ
แต่การตอบไม่เจาะจงแบบนี้ Hypatia รู้จักดี เธอถามย้ำว่ากินเสร็จแล้วจะไปไหนกันแน่? Furor แน่ๆ ใช่ไหม? แต่การที่ Rust ไม่ตอบแถมมองหน้า Hypatia ตรงๆ ก็เพียงพอที่จะให้คำตอบ ว่า Rust จะไม่พา Hypatia ไปเพราะมันอันตราย

Rust เริ่มพูดชมว่าเห็นด้วยกับ Margaret ที่ Hypatia เป็นคนที่มีพรสวรรค์ คนที่พยายามทำเพื่อสันติสุขแบบ Hypatia และ Margaret เป็นอะไรที่สุดยอดมาก นับถือจริงๆ แต่สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าความสัมพันธ์ของ Margaret จะเป็นอะไรสำหรับ Hypatia Margaret ก็ยังเป็นทูตแห่งสันติภาพจาก DisCity และตำแหน่งนั้นทำให้เป้าหมายของ Margaret กับ Hypatia ไม่มีวันเหมือนกัน Hypatia ไม่จำเป็นต้องพยายามเพื่อพนักงานจาก DisCity ขนาดนั้น ให้ข้อมูลไปเยอะขนาดนี้ก็เพียงพอแล้ว ถ้าฝืนต่อไปจะเจออันตราย Margaret เข้าใจแน่นอนถ้า Hypatia จะทำภารกิจแค่นี้ ถ้า Margaret เป็นเพื่อนจริงๆ คงไม่ยอมให้ Hypatia โดนสมาคม Luminaris ไล่ตามจับขนาดนี้

ซึ่ง Adelaide เป็นคนวางแผนทุกอย่าง เขาเป็นคนส่งหิน Inheritance มาให้ ถึงแม้ว่า Adelaide จะเป็นพี่ชายเป็นคนที่ทำให้ Hypatia หลุดรอดจากตระกูล ทำให้ Hypatia ได้ทำในสิ่งที่ตัวเธอทำได้ก็ตาม เพราะงั้นแล้ว Hypatia จึงรู้สึกว่าต้องรับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้่น
เพิ่มเติม
-พอ Hypatia จะพูดถึง Adelaide เสียงจะสั่นทันที เพราะสนิทกันมากๆ แต่ตอนนี้เป็นความรู้สึกที่น่ากลัวแต่ก็สวยงาม ความรู้สึกของ Hypatia มีสองด้านที่ตีกัน

"ต้องรับผิดชอบถึงไหนล่ะ?"
Rust ถามออกไป แต่ Hypatia ไม่เข้าใจคำถามนั้น Rust หันกลับไปมอง Hypatia อีกครั้งด้วยความจริงจัง ก่อนจะถามขึ้นมา
"เธอจะท้าทาย Fraser ที่บงการการเมืองมานานนับสิบปีเหรอ? หรือเธอจะไปไล่ล่า Underground ที่อยู่กันเป็นหนูท่อจับตัวยากขนาดที่ 9th Agency ก็ยังทำไม่ได้? เธอจะทำถึงขนาดไหน และพร้อมจ่ายขนาดไหน? เธอทำเพื่อความรับผิดชอบหรือความรู้สึกผิดกันแน่? อยากจะหยุดเรื่องนี้จริงๆ หรือแค่อยากชดใช้สิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต? หรือสิ่งที่สำคัญสำหรับเธอคือการได้ทนทุกข์ทรมาน มองว่าเป็นการชดใช้บาปส่วนตัวของตัวเอง?"
Hypatia จะเถียงทันที แต่ห้ามตัวเองไว้ก่อนเพื่อตั้งสติ แต่พอจะพูดอีกครั้ง ปณิธาณของเธอกลับหายไปหมดแล้ว เหลือเพียงแค่ความมุ่งมั่นที่ว่างเปล่า
"...มันไม่สำคัญหรอกค่ะ ฉันจะคิดอะไรก็ไม่เกี่ยว ถ้า Farland ต้องการอะไร ฉันก็จะทำ ฉันจะทำทุกอย่างที่นักวิชาการอย่างฉันสามารถทำได้"
Rust ได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกอยากหัวเราะออกมา แต่ต้องกลั้นเอาไว้ เพราะคำว่า ไม่สำคัญ ที่ว่านี่แหละ คือก้อนหินขนาดใหญ่อันหนักอึ้งที่ไม่ยอมขยับไปไหนตรงหน้า Rust รู้ดีว่าควรหยุด แต่ก็อดที่จะแหย่ไม่ได้อยู่ดี
"ถ้าอย่างนั้น ก็เริ่มจากการทวงคืนสิ่งที่มีค่าที่สุดในฐานะนักวิชาการกลับคืนมาก่อนสิ ปัญญาและความรอบรู้ มองตัวเองให้แน่ชัด มองโลกให้ออก แล้วเธอจะเข้าใจเอง ว่าเธอทำดีที่สุดแล้ว การที่ทุกอย่างไม่ได้ออกมาสมบูรณ์นั้น ไม่ใช่ความผิดของเธอเลย เธอสู้บาปของเมืองทั้งเมืองไม่ได้หรอก จะไปกู้คืนคนสำคัญที่แยกจากไปเพราะการคอรัปชั่นหรือห่างเหินก็ไม่ได้ ความทรมานทั้งหมดในดินแดนแห่งความอดอยากนี้ล้วนมีต้นตอมาจากความขาดแคลน หายนะได้บีบพื้นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ เธอแก้ไขย้อนกลับไม่ได้ยกเว้นว่าเธอจะไปหักเหทิศทางของ Perishing Star แต่ไม่มีใครทำได้หรอก Black Ring เกิดจากความปรารถนาจำนวนมากที่รวมตัวกัน เป็นโรคร้ายระยะสุดท้ายของยุคสมัยของเรา โชคชะตาที่มีใครหลายคนเลือก จะแก้ไขทุกอย่างด้วยฮีโร่คนสองคนไม่ได้หรอก การแบกรับคนอื่นไว้ เธอต้องละทิ้งอดีตของตัวเองก่อน แล้วเดินต่อไปยังอนาคตด้วยตัวคนเดียว เป็นความรับผิดชอบของผู้ที่ยังมีชีวิตรอด ไม่ต่่างจากการตามหาความตาย"

"...ในอดีต...มีอะไรเกิดขึ้นกับคุณเหรอ?"
คำถามนั้นดึงสติให้ Rust กลับมายังโลกปัจจุบัน เขาจึงยิ้มออกมา
"สนใจอดีตฉันเหรอ? ถ้าจะให้เล่าคงนานกว่าคืนเดียวนะ สายลับสร้างเรื่องเท็จเก่งซะด้วยสิ ยังอยากได้ยินรึเปล่า? คิดไปคิดมา ไม่เล่าดีกว่า ตอนนี้เรามีเวลาจำกัด ใกล้ถึงเวลาแล้ว"
Rust รู้ตัวแล้วว่าพูดมากเกินไป เขามองไปยังท้องฟ้า เห็นดวงดาวสีม่วงลอยผ่านไป นั่นคือสัญญาณจากพวกพ้อง คนๆ นั้นจะมาถึงแล้ว ต้องเตรียมพร้อม Rust ถึงหันไปคุยกับ Hypatia ต่อ
"เพื่อนของฉันจะมารับตัวเธอพาไปยังที่ปลอดภัย ถ้ารอดพ้นจากเอื้อมมือของรัฐสภาแล้ว นกพิราบตัวน้อยของเธอก็จะมีแรง เธอจะติดต่อ Margaret ได้อีกครั้ง แล้วรายงานไปด้วยนะ เดี๋ยวทูตแห่งสันติภาพก็ต้องเดินบนสนามรบของตัวเอง ข้อมูลทุกอย่างที่เธอ(Hypatia)หามาได้สำคัญกับเธอ(Margaret)มาก ไม่ทำให้เธอ(Margaret)ผิดหวังแน่นอน แต่ไม่ต้องห่วง เพื่อนร่วมงานเก่าของฉันไม่อ่อนแอขนาดนั้นหรอก ด้วยวิธีของ Margaret แล้ว งาน Gala ใน Fraser จะพบกับความสันติแน่นอน แต่เรื่องสมาคม Luminaris Underground หรือจะ Black Ring ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฉันเอง พวกเขาคือเหยื่อของฉัน เธอแค่ต้องเลือกว่าอยากเห็นวิธีการไหน อีกไม่นานคงมีประกาศข่าวบน Fraer News ไปทั่วทั้งเมืองให้เธอได้ดู ขอบคุณที่สนับสนุนกันนะ"

Rust พูดจบก็หันไปมอง Hypatia
"เอาล่ะ สายลับ Campbell การความต้องการที่จะรับผิดชอบของเธอมันถ่วงเธอจนทรมานล่ะก็ บางทีเธอควรจะฟังคำแนะนำของฉันนะ ความสามารถของเธอควรจะนำไปใช้เพื่ออนาคตที่ดีขึ้น ไม่ใช่ถูกบดขยี้ด้วยความรู้สึกผิดจนโดนชักใย ความสามารถไม่ได้ถูกนำมาใช้อย่างเต็มที่ ความพยายามเป็นเรื่องน่ายกย่อง แต่เส้นทางที่ข้างหน้ามืดหม่น การรอคอยก็ไม่ใช่เรื่องแย่ ใจเย็นไว้ดีกว่าเดินเข้าไปตาบอดไม่รู้อะไร จงแสวงหาความรู้ สร้างมิตรภาพ บางทีอาจจะพบแสงสว่างในที่ที่ไม่คาดฝัน ส่องสว่างเปิดเส้นทางใหม่ที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน"
Hypatia ฟังแล้วคิดตาม เธอไม่เคยเห็นแสงสว่างบนเส้นทางที่เลือกเดินมานานแล้ว แต่พอลองคิดนึกย้อนดู Hypatia ก็เริ่มรู้สึกเหมือนมีความกระหายอะไรบางอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เหมือนนักเดินทางบนทะเลทรายที่เจอแอ่งน้ำ
"แล้วมันคือที่ไหน?" Hypatia ถาม
"ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่เดี๋ยวมันจะปรากฎเอง เพราะเธอเป็นคนดีที่มีวินัย หัวรั้นพอตัว มีคนอยากช่วยมากมาย และก็มีคนที่ต้องการให้เธอช่วยอีกมากมาย เดินหน้าเข้าหาแสงต่อไปเรื่อยๆ แล้วสักวันเมฆที่บังตาจะคลี่ตลาย ตอบคำถามทุกอย่างในใจของเธอ"
คำพูดของ Rust ทำให้ความทรงจำในอดีตของ Hypatia ฟื้นกลับขึ้นมา จนเธอน้ำตาเริ่มคลอ กลั้นใจไว้ แล้วเงยหน้าขึ้นมา ยืนยันกับ Rust ว่าจะนำคำแนะนำไปใช้และไปที่ปลอดภัยกับเพื่อนของ Rust แต่ก่อนจะไป Hypatia ขอทำอะไรบางอย่างก่อน เพราะเธอรู้ดีว่าหลังจาก Hypatia ไม่อยู่ Rust จะไปที่ Furor คนเดียว แต่เครือข่ายข้อมูลของสมาคม Luminaris มันเยอะมาก Rust คนเดียวไม่สามารถถอดรหัสได้หมดหรอก Hypatia ที่อยู่มานานแล้ว แถมเป็นนักวิจัยของสมาคมถอดรหัสให้ได้เร็วกว่ามาก Rust เองก็ต้องการความช่วยเหลือของ Hypatia เช่นกัน

Rust ลุกขึ้นยืน เริ่มคำนวนเวลาและระยะทางต่างๆ ก่อนจะหันไปหา Hypatia ชวนคุยต่อว่าถ้า Hypatia อยากจะทำอะไรก็พูดได้เลย Rust จะไปทำด้วยจนจบ ซึ่งก็เป็นการตอบตกลงให้ Hypatia ไปด้วย นั่นทำให้ Hypatia ดีใจอย่างมาก Rust เริ่มเอาทราบกลบร่องรอย กองไฟก็โยนกลับเข้าเรือเหาะ Rust ส่งสัญญาณให้เพื่อนที่จะมาก่อนที่จะขึ้นเรือเหาะเตรียมออกเดินทาง

ณ เมือง Fraser ต่อให้ท้องฟ้าหม่นหมองแค่ไหน แต่งานเลี้ยงน้ำชาของชนชั้นสูงก็ยังดำเนินต่อไป Margaret ที่เป็นคนจัดงานเลี้ยงนี้กลับนั่งอยู่คนเดียวที่มุมห้อง หักคุกกี้เป็นชิ้นเล็กๆ ด้วยนิ้วมือเพื่อป้อนให้นกตัวเล็กๆ มากินจากขอบหน้าต่าง
จนกระทั่งมีชายชนชั้นสูงคนหนึ่งเข้ามาคุยด้วยเพราะเห็น Margaret ดูไม่สนุกกับงานเลี้ยงนี้ Margaret ตอบตามตรงว่า นก Canary ที่ Margaret รักมากๆ บินหลุดออกจากหน้าต่างไปหลายวันก่อน กลัวว่านกจะเจอพายุเจอมาเนีย ชายชนชั้นสูงแสดงความเสียใจด้วยทันที แต่นกที่บินหลุดไปแล้วคงรอดยาก เขาเชิญชวน Margaret ไปเลือกนก Canary สีสวยๆ ที่บ้านของเขาให้เป็นสัตว์เลี้ยงตัวใหม่ แต่ Margaret กลับถอนหายใจด้วยรอยยิ้ม เพราะนกแต่ละตัวมันไม่เหมือนกัน
Margaret ลุกขึ้นยืนแล้วประกาศทั้งรอยยิ้มว่า ขอตัวแยกไปก่อนเพราะมีธุระ แต่ให้ทุกคนอยู่ในงานน้ำชาต่อไปได้ตามสะดวก แต่ Margaret เดินออกมายังไม่ทันขึ้นบันได Helga มาขวางไว้ซะก่อน
Margaret เริ่มบอกข้อมูลว่า มีตัวแทนจากสมาคม Luminaris ปรากฎตัวที่การประชุม Farland ผลลัพธ์ออกมาเป็นที่พึงพอใจของสมาคม ทั้งสองฝ่ายจะร่วมมือกันเข้าไปสำรวจ Furor ทั้ง Margaret และ Helga ต่างก็รู้ดีว่า Fraser ต้องการอะไร Margaret เลยยื่นข้อเสนอ
"เธอจะ...วิ่งกลับบ้านหรืออยู่จับตามองฉันต่อก็แล้วแต่เธอเลยนะ"
เพิ่มเติม
-นก Canary น่าจะหมายถึง Hypatia
-เจ้าภาพคนจัดงานออกงานก่อน จะให้คนที่มางานอยู่ต่อก็แปลกๆ ...

ณ WhiteSands Saina ได้รับข้ัอความจากสมาคม Luminaris ว่าให้ตามจับ Hypatia ให้ได้ เนื่องจาก Hypatia ถูกตีตราว่าเป็นสายลับจาก DisCity ทำให้ Saina มีกำลังใจในการทำภารกิจอย่างมากเพราะเกลียดคนที่อยู่ฝ่าย DisCity มาก
เพิ่มเติม
-Saina คือนักรบอารัมตอนที่เปิดเนื้อเรื่อง N7 ย้อนกลับไปอ่านด้านบนสุดได้

ทั้งสองคนเข้าไปในฐาน มีตราสัญลักษณ์ DisCity และ Nirvana มากมาย แต่ยิ่งเข้าไปลึกก็ยิ่งเห็นว่ามีการใช้ความรุนแรงเกิดขึ้น เครื่องจักรบางอย่างพังเป็นชิ้นๆ เหมือนถูกทำลายจากความเกลียดชัง เจอศพคนๆ หนึ่งพร้อมข้อความที่เขียนด่าทอขับไล่คนจาก DisCity เอาไว้
Hypatia สันนิษฐานว่า คนอพยพเป็นคนเข้ามาโจมตี แต่ Rust หยิบเอกสารบนโต๊ะ ซึ่งเป็นหลักฐานการวิจัยต่างๆ ที่พอ Hypatia เห็นก็รู้ทันทีว่าเป็นฝีมือของสมาคม Luminaris

ตรงกลางห้องมีเครื่องตรวจจับ Hypercube ขนาดใหญ่ตั้งไว้ Hypatia สันนิษฐานว่าไม่ได้นำกลับไปด้วยเพราะมันมีขนาดใหญ่เกินกว่าจะคุ้มค่าเคลื่อนย้าย Hypatia มองว่าแกนกลางของเครื่องน่าจะยังใช้งานได้ แม้ว่ากรอบนอกจะพังก็ตาม เธอจึงใช้พลังอารัม ซึ่งนั่นทำให้เวทย์ Underground ที่อยู่หลังคอเริ่มแพร่มาเนียใส่ Hypatia ทันที แต่เธอก็ฝืนสู้ พยายามจนสามารถแยกชิ้นส่วนสำคัญออกมาได้

ในขณะเดียวกัน บนพื้นมีสัญลักษณ์สีแดงปรากฎออกมา หุ่นเชิดของ Underground เริ่มปรากฎตัวไม่หยุด Rust จึงต้องเข้าไปจัดการ แต่ไม่ว่าจะฆ่าไปแค่ไหน หุ่นเชิดพวกนี้ก็กลายเป็นของเหลวสีดำแล้วถูกปั้นขึ้นมาเป็นหุ่นเชิดตัวใหม่อีกครั้ง Rust บ่นหน่อยๆ แต่ก็จัดการจนหมด กลับเข้าไปในอาคาร เจอ Hypatia กำลังคิดคำนวน ที่พื้นห้องมีแต่สูตรคำนวนสมการต่างๆ ส่วน Hypatia กำลังคุกเข่าเขียนคำนวน คิดค่าต่างๆ ด้วยชอล์คในมือ
Hypatia ยืนยันจากข้อมูลว่าที่นี่ไม่มี Hypercube แม้แต่น้อย การบันทึกข้อมูลครั้งสุดท้ายคือสี่วันก่อน แปลว่าโดนโจมตีในระหว่างที่ตรวจสอบ Rust เลยเข้าใจว่า สมาคม Luminaris รู้ตั้งแต่เมื่อสี่วันก่อนที่ว่า Furor ไม่มีอะไรเลยนอกจากมาเนียที่ปนเปื้อน แต่เมื่อสองสามวันก่อนที่การประชุม Farland กลับบอกว่าค้นพบ Hypercube ที่ Furor จงใจหลอกล่อให้หัวหน้าของ Farland เดินทางมาปนเปื้อนมาเนียที่ Furor Hypatia เสริมว่า Furor เป็นพื้นที่ของ Farland ถ้าพวกหัวหน้ามาตายที่นี่ จะไม่มีใครสงสัย Fraser แถมจะโทษ DisCity เพราะอุปกรณ์เครื่องจักรที่ถูกทิ้งไว้ Hypatia ยิ่งร้อนรนใจ ต้องไปหยุดแผนการฆ่าหัวหน้า Farland ให้ได้
เพิ่มเติม
-ถ้าหัวหน้า Farland ตาย Fraser จะได้ควบคุม Farland ง่ายขึ้น

Rust ชื่นชมความคิดของ Hypatia ก่อนจะยื่นแผนที่ให้ พร้อมกับอธิบายว่า นี่จะเป็นการสอบจบหลักสูตรสายลับของ Hypatia โดยแผนคือ Rust กับ Hypatia จะแข่งกันว่าใครจะช่วยหัวหน้าของ Farland ได้มากกว่ากัน ซึ่งทั้งสองจะแยกกันไปคนละทาง ให้พาหัวหน้า Farland ออกมาทุกคน จะบังคับด้วยแรง คุยโน้มหนาว หรืออะไรก็ได้ แต่ตัวสายลับห้ามบาดเจ็บเด็ดขาด
Hypatia แย้งเพราะแผนมันแปลกเกินไป อันตรายมาก แต่ Rust ดูมุ่งมั่น แถมพูดขอเป็นการส่วนตัวด้วย Hypatia เลยยอม แล้วแยกย้ายกันไปทำภารกิจ

Hypatia เจอเครื่องจักรของ DisCity ที่ถูกดัดแปลงด้วยอารัมเพื่อใช้เป็นท่อส่งพลังงานมาเนียจากเหมืองเข้าสู่กับดักด้านบนนี้ Hypatia เจ็บปวดใจมากที่เห็นอารัมที่เธอตั้งใจวิจัยเพื่อช่วยชีวิตคนอื่นถูกนำมาใช้เป็นอาวุธทำร้ายผู้คนแบบนี้ Hypatia ปลดการเชื่อมต่อ แต่ทันทีที่ทำแบบนั้น หุ่นเชิด Underground ปรากฎตัวออกมาอีกจำนวนมาก
Hypatia ชนะมาได้ด้วยบาดแผลเต็มตัว เธอเห็นหัวหน้า Farland แล้วก็๋เริ่มแอบตามดูทันที ทางฝั่งหัวหน้่า Farland นั้นขาดการติดต่อกับ Daik แล้ว Yokna พยายามอยู่กับที่ไม่ให้เกิดภัยอันตราย Hypatia จึงพยายามสร้างเส้นทางที่ปลอดภัยให้ ซึ่ง Jabara เห็นเส้นทางที่ปลอดภัยก็จะหนีอย่างเดียว
แต่ที่น่าแปลกสำหรับ Hypatia เลยคือ ที่นี่ค่ามาเนียต่ำเกินไปสำหรับจุดกำเนิด BR-005 เธอเลยตั้งใจจะกลับไปรวมตัวกับ Rust แต่ดูจากแผนที่แล้ว ไม่ว่าจะทางไหนก็ไปเจอยากมากเพราะค่ามาเนียที่ปิดกั้น
ในขณะเดียวกันเอง Saina (นักรบอารัมผมม่วงๆ คนนั้น) ก็มาถึงเช่นเดียวกัน
เพิ่มเติม
-มีมอนสเตอร์ทั้งหุ่นเชิด Underground และนักฆ่าอารัม Hypatia เพิ่งรู้ว่า Fraser กับ Underground ร่วมมือกันมากขนาดนี้

"ใคร?"
Rust ปรากฎตัวออกมา เดินเข้ามาในวงกลมพิธีกรรมบางอย่างที่กำลังเกิดขึ้น พลังอารัมและเวทย์ของ Underground กัดกินร่างกายของเขา แต่ Rust ไม่สนใจ กล่าวทักทายว่า นายต้องไปเป็นไกด์นำทางให้กลุ่มหัวหน้า Farland ไม่ใช่เหรอ? แต่ Daik ก็ไม่น้อยหน้า ตอบกลับว่า คิดอยู่แล้วว่าเราจะได้คุยกันแบบส่วนตัว
Daik เก็บเศษเสี้ยว Abyss สีดำสนิทขึ้นมาจากหลุมดำ แล้วนำไปวางในภาชนะอารัมที่มีกลไกซับซ้อน ผนึกไว้ในภาชนะนั้น Daik เริ่มร่ายคาถาอะไรบางอย่างด้วยความเคารพนับถือ แล้วย้ายไปใส่ไว้ในกล่องเวทย์ที่มีการป้องกันหลายชั้น แล้วเขาก็ปิดฝากล่องลงอย่างระมัดระวัง ทุกอย่างเรียบร้อย Daik ถึงหันไปคุยกับ Rust
Daik เข้าใจสักทีว่า Rust คือสายลับที่ทำให้สมาคมวุ่นวาย ถามถึงตัวถ่วง Campbell ที่ติดตามมาด้วย แต่ Rust บอกว่า คุณหนู Campbell เป็นคนเดียวในสมาคมที่สมควรจะถูกเรียกว่าเป็นนักวิชาการ ปัญญาสูงส่งจนไม่ควรจะมาเห็นอะไรน่าเกลียดแบบนี้
เพิ่มเติม
-เศษเสี้ยว Abyss นี้คือ เศษเสี้ยวชิ้นส่วนหิน Inheritance

Daik บอกว่า เศษเสี้ยวนั่นเป็นสิ่งที่พยายามทำกันมานานมาก เป็นการเลียนแบบพลังของ Black Ring การทำลายไปโดยไม่คิดวางแผนแบบนี้ มีแต่จะสร้างปัญหานะ แต่ Rust ไม่สนใจ บอกว่า ถ้าผลงานที่ทำมันน่าภูมิใจมากก็ไม่ควรมาหลบๆ ซ่อนๆ กันแบบนี้หรอก แต่ Daik หัวเราะ เพราะ Rust เองก็ไม่ต่าง ผ้าคลุมของ Rust ถูกสร้างจากวัสดุพิเศษที่เป็นการปกป้องและผูกตรึง Rust ไว้ในเวลาเดียวกันเหมือนเป็นเวทย์ผนึก ทำให้รูปร่างของ Rust ที่ซีดเหมือนศพไม่แตกสลาย ร่องรอยบาดแผลต่างๆ หายไปจนเกือบหมดแล้ว ยกเว้นแค่ที่คอเท่านั้น และเมื่อมาเนียสูงขึ้น รอยแผลที่คอของ Rust เริ่มขยับเหมือนสิ่งมีชีวิต เริ่มเรื่องแสงสีแดง
"Sophos จาก Underground เคยพูดถึงศาสตร์การใช้พลังของ Black Ring เพื่อดัดแปลงชีวิตอยู่ และมีคนๆ หนึ่งที่ได้รับพรนั้น แสวงหา Black Ring แต่ก็หนีจากมัน แต่ตัวตนของเขาก็ยังถูกพันธนาการไว้กับ Black Ring... นานแค่ไหนแล้วที่นายทิ้ง ‘แม่’ ไป? ทุกการหายใจของนายน่าจะทรมานใจน่าดู"
Rust ไม่ตอบอะไรคำพูดของ Daik หรอก เขาทำเพียงหลับตาลงแล้วสูดอากาศเข้าไปช้าๆ ยิ้มออกมาให้ Daik เห็น
"ฉันไม่ปฏิเสธว่ามันเป็นภาระ แต่ก็ไม่แย่ขนาดที่จะจัดการนายไม่ได้หรอก"
ร่องรอยสีแดงบนตัว Rust เริ่มลามออกจากคอสู่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย แม้แต่ปลายนิ้วก็ไม่เว้น ดวงตาของ Rust แปรเปลี่ยนกลายเป็นสีแดง พลังล้นเหลือ Rust ยกปืนขึ้นยิง Daik รีบเข้าไปปกป้องกล่องเวทย์ทันที กล่องในมือ Daik เริ่มสั่น พื้นที่สนามอารัมเริ่มแผ่ขยายออก บิดพื้นที่สนามมาเนียให้ออกไป ทำให้กระสุนมาเนียของ Rust ใช้ไม่ได้ผล และแล้วหนวดมาเนียจำนวนมากก็ปรากฎขึ้นมา พุ่งเข้าโจมตี Rust ทันที Rust ตอบสนองโดยการทิ้งปืนและเข้าไปสู้กับหนวดเหล่านั้นโดยตรง เสื้อผ้าขาดหลุดรุ่ย สร้างบาดแผลบนร่างกายของ Rust แต่สิ่งที่ไหลออกมาเป็นของเหลวแปลกประหลาด ไม่ใช่เลือดหรือน้ำหนอง แต่เป็นมาเนียที่เหมือนลาวา

Rust เข้าไปประชิดตัว Daik เพื่อเหยียบย่ำทำลายกล่องอารัม เขายกคอเสื้อ Daik จนตัวลอยขึ้น แม้ว่า Daik จะไอสำลักหายใจไม่ออก แต่เสียงของเขาดังเข้าไปในหัวของ Rust ด้วยความตื่นเต้น เพราะ Daik ตื่นเต้นมากที่ได้พบเจอตัวทดลองที่สุดยอดมากๆ อย่าง Rust
"....ภาชนะร่างกายนายเป็นเหมือนที่เขาพูดเอาไว้ไม่ผิด ขนาดเป็นตัวตนที่ด้อยกว่า Sage ยังมีพลังได้มากขนาดนี้… ศาสตร์ของผู้มีปัญญาไปไกลขนาดไหนแล้วกันนะ? ได้รับการชำระล้างจาก Black Ring แล้วรู้สึกเป็นยังไงบ้าง? ชีวิตที่ถูกสร้างขึ้นใหม่แข็งแรงไหม? นายตายไปแล้วหนึ่งครั้ง... ไม่สิ สามแล้วใช่ไหม? เป็นไงบ้างล่ะ? มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างไหม? ถ้าฉันฆ่านายตอนนี้ได้ ฉันจะได้เห็นนายเกิดใหม่ตรงหน้ารึเปล่า? ร่างกายใหม่ของนายจะรูปร่างเป็นยังไง? จะเหมือนเดิมหรือแตกต่าง?"
ความหิวกระหายความรู้ที่จะได้ทำการวิจัยของ Daik ทำให้ Rust ยิ้มออกมาหน่อยๆ
"Adelaide ไม่มีอารมณ์มาอธิบายเรื่องพวกนี้ให้คนนอกรู้หรอก แปลว่ามีชาว Underground คนอื่นสอนงานที่ Fraser งั้นเหรอ? ที่ไหนน่ะ? สอนอะไรไปบ้างแล้ว?... นี่แกจะสร้าง Black Ring อีกอันรึไง?"
"ไม่ตื่นเต้นเหรอ? เพราะนายก็… ได้รับพรจาก Black Ring แล้วนี่นา นายควรจะเป็นอัครสาวกที่จงรักต่อ Black Ring ที่สุดสิ..."
คำพูดของ Daik ทำให้ Rust ไม่พอใจ เขาพยายามทำลายกล่องอารัมต่อทันที Rust เถียงกลับว่า เวทย์ Underground พวกนี้ Rust เรียนรู้ด้วยตัวเอง
เพิ่มเติม
-Sage คือปราชญ์ของ Underground (เช่น Evelleon ในอีเว้นท์ Milly)

เมื่อกล่องอารัมนั้นเข้าสู่ใจกลางของพื้นที่ วงเวทย์ 8 ชั้นก็ปรากฎขึ้น ทำให้มีของเหลวมาเนียจำนวนพุ่งพล่านออกมาจากรอบขอบนอกของวงเวทย์นั้น กล่องอารัมกระเด็นหลุดออกจากมือของ Daik ไปอยู่ที่ขอบนอกของวงเวทย์ ของเหลวมาเนียเหล่านั้นค่อยๆ ปั้นร่างขึ้นมากลายเป็นคนชราคนหนึ่งในชุดผ้าคลุมดำ เขาหยิบกล่องนั้นขึ้นมา ก่อนจะยืนจ้องหน้า Rust ซึ่ง Rust เองก็ต้องกลับไม่วางตา ผ่านไปสักพัก Rust ถึงหัวเราะออกมา
"ฉันนึกว่าฉันต้องทำลาย Fraser ทิ้งถึงจะได้เจอพวกนายซะอีก ไม่นึกเลยว่าจะโผล่มาให้เจอกันง่ายๆ แบบนี้ เกลียดฉันขนาดนั้นเลยเหรอ?" Rust พูดออกมา
"...พวกเราให้โอกาสนายหลายครั้งแล้ว เพื่อให้กลับมาอยู่กับเรา แต่สิ่งที่พวกเราได้รับกลับมา... มีเพียงแค่การทรยศ ครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะงั้น พอแล้ว..." ชาว Underground คนนั้นพูดตอบกลับด้วยภาษาที่ Daik ฟังไม่ออก แต่ Rust ฟังออกทุกคำพูดอย่างแจ่มแจ้ง คำพูดของเขาเศร้าโศรก เสียใจกับสิ่งที่ Rust เลือกตัดสินใจทำลงไป
"ไม่มีใครอยู่พูดแก้ตัวให้นายแล้ว คนที่รักนายตายหมดแล้ว นายทำให้ทุกดวงวิญญาณที่เชื่อใจนายต้องผิดหวัง พวกเขาจะสาปแช่งนายตลอดกาล ไม่มีวันให้อภัย ฉันได้รับคำสั่งให้ฆ่านาย ไม่ว่าจะต้องฆ่ากี่ครั้ง และแม้ว่าฉันจะตายจากไป คนอื่นก็จะมาฆ่านายต่อ เพื่อให้ตัวตนของนายหายไปให้ได้... ผู้ทรยศ หลงทาง ละทิ้ง Black Ring แต่มีชีวิตรอดด้วยการย่ำศพคนของตัวเอง... จำคำพูดของฉันไว้ จำคนที่จะฆ่านายเอาไว้... จงจำ... นายมันเกินกว่าจะเยียวยาแล้ว" ชาว Underground คนนั้นพูดไปพลางเริ่มวาดวงเวทย์ที่มือตัวเอง เตรียมโจมตี
"งั้นเหรอ น่าเสียดายนะ" Rust ฟังจนจบ เขามองต่ำลง

Rust เงยหน้าขึ้นมาใหม่ กลับมายิ้มเหมือนเดิม
"หลังจากที่ฉันตายไปครั้งก่อน ดูเหมือนว่าฉันจะลืมพวกนายไปแล้วน่ะ" Rust ยิ้มตอบ
ซึ่งคำพูดนั้นทำให้ชาว Underground คนนั้นโมโหมาก เขาเริ่มร่ายเวทย์บางอย่าง กล่องในมือที่แนบอกของเขาอยู่ก็เริ่มสั่นจนเปิดออก ยังไงซะ เศษเสี้ยว Inheritance ในกล่องก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของ Black Ring อยู่ดี มันมีพลังมากพอที่เมื่อผสมเข้ากับเวทย์ของ Underground แล้ว ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป Rust เริ่มเตรียมตัวสู้ทันที
"นายยังมีชีวิตอยู่เพราะ Black Ring ได้ทั้งเลือดได้ทั้งเนื้อ ครั้งแล้วครั้งเล่า... เอากลับคืนมานะ ไอ้คนทรยศ! ไม่ว่าแกจะตายกี่ครั้ง แกก็ต้องคืนมันมา! แกหนีไม่ได้หรอก!!"
ชาว Underground โกรธมาก ต่างจาก Rust ที่ได้ยินคำว่า ‘หนี’ แล้วแทบจะหลุดหัวเราะ เพราะ Rust ไม่เคยหนีไปไหน สำหรับ Rust แล้ว พลังที่ Black Ring ให้มานั้นเป็นเพียงคำสาป
Rust ล้วงเข้าไปในหน้าอกของตัวเอง เลือดและกระดูกไหลทะลักออกมา กลายเป็นมาเนียตามความปรารถนาของ Rust เลือดเนื้อทุกหยดกลายเป็นอาวุธ
เพิ่มเติม
-ว่ากันตามตรงแล้ว Rust ไม่ได้เกลียดชาว Undergrounf คนตรงหน้าเลย เพราะมันผ่านมานานแล้ว ความทรงจำเลือนลางไปหมด จำได้เพียงคำพูดของคนเหล่านั้นที่พูดเสมอว่า จะเสียสละสังเวยทุกอย่างในนามของ ‘ความเชื่อมั่น’

"ไหนตกลงกันแล้วไงว่าจะแยกทางน่ะ เธอ..." Rust พูดยังไม่ทันจบ Hypatia สวนตอบ
"ฉันกำจัดกับดักหมดแล้ว! พวกหัวหน้า Farland ก็ปลอดภัยแล้วด้วย!" Hypatia พูดจบ อุปกรณ์อารัมรูปทรงผึ้งเล็กๆ ในกระเป๋าเสื้อของ Rust ก็ลอยกลับไปหา Hypatia ทันที
"ฉันขอโทษ ฉันกลัวว่ามันจะอันตรายเกินไปถ้านายทำคนเดียว..." Hypatia พูดออกมาเบาๆ อย่างรู้สึกผิด ก้มหัวลงเหมือนกำลังสารภาพบาปอยู่
"...ไม่ต้องขอโทษหรอก เธอทำดีมากเลย ชนะอาจารย์ของเธอซะด้วย" Rust ยิ้มตอบ
"แกล้งกันอีกแล้ว..."
ถึง Hypatia จะตอบแบบนั้น แต่ Rust พูดจากใจจริง ความโมโหเมื่อกี้นี้หายไปหมด ทำให้เขามีสติ คิดหน้าคิดหลังได้แล้ว แถมสิ่งที่ Hypatia ทำนั้น กำจัดอาวุธที่น่ากลัวที่สุดของศัตรูไปได้ด้วย ทำให้ Rust ได้เปรียบในการต่อสู้นี้ทันที

ชาว Underground ที่เห็นการควบคุมอารัมที่แม่นยำของ Hypatia แล้ว เขารู้ทันทีว่าใคร เขาพูดออกมาว่า
"เธอนี่เอง... ‘แขนขา’ ของ Sage แห่งความอดอยากที่ไม่ยอมตัดขาดออกไป... มากพรสวรรค์จริงๆ ..."
แต่คำชมเหล่านี้ Hypatia ฟังไม่ออก สำหรับเธอแล้วเหมือนเป็นเพียงเสียงพึมพำครวญครางที่น่าสะอิดสะเอียน แม้แต่ใบหน้าของเขาเอง Hypatia ก็ยังมองไม่เห็น เรียกว่าเป็นมนุษย์ได้ไหมก็ไม่รู้ ที่เท้าของเขามีเมือกของเหลวจาก Black Ring ที่คุกเข่ากราบไหว้เขาอยู่ ในตอนที่ Hypatia ปิดกล่องอารัมนั้น เธอรู้สึกได้ว่า นั่นคือความชั่วร้ายที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่ข้างใต้ Furor พลังของ Inheritance
Hypatia เริ่มกลัวขึ้นมา หันไปถาม Rust ว่าต้องสู้กับสิ่งนั้นจริงๆ เหรอ? แต่แล้วเธอก็ตกใจเพราะเห็นร่องรอยสีแดงสดที่เรืองแสงตามตัวของ Rust เขาพยายามยืนบัง Hypatia ไม่ให้ชาว Underground เห็น พร้อมกับดึงคอเสื้อพยายามปกปิดรอยสีแดงตามตัวเอง พยายามบอกไม่ให้ Hypatia มอง
Rust ชม Hypatia ที่สามารถพาหัวหน้าของ Farland ออกไปในที่ปลอดภัยได้ ชนะแล้ว ภารกิจสำเร็จ ผ่านการทดสอบ ถึงเวลากลับบ้านแล้ว แต่ Hypatia ฟังแล้วรู้สึกไม่มั่นใจว่าจะกลับบ้านได้เลย...
เพิ่มเติม
-Sage แห่งความอดอยาก คือ Adelaide คำที่ใช้เรียกคือ the Famine Sage

Daik ที่ดูทึ่งกับการต่อสู้ของ Rust และชาว Underground พูดออกมา ยืนยันว่าพวกเขาจะไม่สู้ต่อเพราะกล่องอารัมโดนปิดไปแล้ว โอกาสชนะยากมาก แต่งานฉลอง Unity Gala จะยังเกิดขึ้นตามที่ Fraser วางแผนไว้ Daik พูดจบก็หันไปหาชาว Underground แล้วพูดออกมาว่า
"… เพื่อปัญญา เพื่อประเทศชาติ"
Rust ที่ได้ยินก็จะยิงทันที แต่ปืนโดนหนวกระยางค์มาเนียกลืนกินไปแล้ว ชาว Underground สังเวยร่างกายของตัวเองซีกซ้ายให้เน่าเปื่อยจนสลายไปเพื่อร่ายคาถาบางอย่างที่ทำให้ Rust ไม่สามารถขยับเคลื่อนที่ได้ ส่วนมือขวาหันไปยิงหัวของ Daik ที่กำลังยิ้มอยู่จนหัวของ Daik ระเบิดออก
Hypatia แทบจะกรี๊ด เธอไม่เข้าใจว่าทำร้ายพรรคพวกเดียวกันทำไม แต่เธอก็เข้าใจทันทีว่าทำไม Rust เรียกว่าที่นี่เป็นสนามรบแห่งความโหดเหี้ยม
เมื่อทุกอย่างสำเร็จ แม้ว่าชาว Underground คนนั้นจะเหลือร่างกายเพียงครึ่งเดียวจนตัวสั่นไปหมดแทบจะยืนไม่ได้ แต่เขาก็ยังพยายามจับกล่องอารัมไว้ด้วยความพยายาม
"จงจำไว้... คนทรยศที่ทิ้งแม้กระทั่งชื่อของตัวเอง... ไม่ว่าจะกี่ครั้ง ทุกอย่างที่ Black Ring ได้มอบให้แก จะต้องถูกส่งคืน ขอสาปแช่งแกจนกว่าจะตาย..." ชาว Underground คนนั้นพูดจบ ร่างกายของเขาก็กลายเป็นของเหลวเลือดสู่พื้น หลอมรวมเข้ากับเมือกมาเนียรอบๆ จนหายไป

สิ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่คือศพที่น่าสยดสยองของ Daik แถม Rust ก็ยังโดนตรึงอยู่ ตอนนี้เริ่มมีเสียงเท้าเดินเข้ามาใกล้ Rust จึงรีบบอกให้ Hypatia หนีไปก่อน แต่ Hypatia ไม่ยอมไปจนเกิดเสียงระเบิดขึ้น เส้นทางถูกตัดขาดหมด กลิ่นเลือดเริ่มฟุ้งกระจาย
นักรบอารัม Saina เดินเข้ามา ในมือมีชิ้นส่วนของหุ่นเชิดที่มีตราสัญลักษณ์ของ DisCity อยู่ เห็น Rust และ Hypatia ที่โชกเลือดกับ ศพของ Daik ที่เป็นตัวแทนของสมาคม Luminaris เธอก็เข้าใจทันทีว่าพรรคพวกของเธอโดนฆ่าตาย Saina กระโจนเข้าโจมตี Hypatia ทันที โมโหที่หัวหน้า Farland ที่ตามมาด้วยไม่ยอมช่วยฆ่า Hypatia แต่ Yokna อยากฟังสิ่งที่เกิดขึ้นก่อน เพราะ Hypatia ไม่มีทางทำเรื่องแบบนี้ จะฆ่าพรรคพวกเดียวกันทำไม เพราะ Hypatia ก็มาจากสมาคม Luminaris
แต่ Saina ไม่เชื่อ Saina คิดว่า Hypatia ต้องการให้พวกคนจาก Farland ไม่มี Hypercube ใช้ ยิ่งเพราะ Hypatia เคยเป็นหัวหน้าผู้ดูแล Furor ด้วย แต่ Hypatia พยายามแย้งว่าที่ Furor ไม่มี Hypercube อยู่เลย ข้อมูลที่สมาคมให้เป็นเรื่องโกหก และแน่นอนว่า ไม่มีใครยอมรับว่า Furor ไม่มี Hypercube เพราะถ้ายอมรับว่าเป็นความจริง แปลว่าพวกเขายอมละทิ้งความหวังสุดท้าย
Saina พยายามใช้ความเกลียดชังยุยงให้ทุกคนฆ่าโจมตี Hypatia สรรหาทุกคำพูดมาใช้ Rust กระซิบบอกให้ Hypatia หนีไปก่อน แต่ Hypatia ก็ยังไม่ยอมอยู่ดี ไม่อยากให้ Rust ตาย แต่ Rust หัวเราะออกมาเบาๆ บอกว่า "ฉันตายไม่ได้หรอก ฉันยังมีคนที่..." Hypatia ไม่เข้าใจ แต่ Saina ไม่สน ยิ่ง Rust พูดว่าเขาตายไม่ได้ Saina ก็ยิ่งจะฆ่าเขาเลยทันทีเพื่อพิสูจน์ Saina พุ่งเข้าไปจะโจมตี Rust แต่ Rael เข้ามาใช้ดาบขวางไว้ Saina จึงใช้โอกาสนี้หักเหเข้าโจมตี Hypatia จนตัว Hypatia กระเด็นไป
Saina ค่อยๆ เดินเข้าไปช้าๆ เพื่อจะฆ่า Hypatia แต่แล้วจู่ๆ ตรงกลางระหว่าง Saina และ Hypatia ก็มีนกน้อยอารัมโผล่ออกมา เป็นนกที่ Hypatia พกไว้เสมอ ทันที Saina ฟาดดาบลง นกน้อยอารัมตัวนั้นหักออกเป็น 2 ส่วน แสงสีขาวโพลนปกคลุมทั่วทั้งพื้นที่ทันที และแล้ว Margaret ก็ปรากฎตัว ขนนกปลิวไสว

Margaret เดินเข้าไปจับข้อมือของ Saina เบาๆ ความรู้สึกอบอุ่นบางอย่างไหลเข้าตัว Saina จนเธอรู้สึกหายโกรธและยอมปล่อยทิ้งอาวุธลงพื้น ทำให้การสู้ในครั้งนี้หยุดลง Margaret โบกพัดของตัวเองอย่างอ่อนโยน ยิ้มออกมา
"ขอความกรุณาทุกท่านสำรวมกิริยาด้วย กิริยาเช่นนี้ไม่เหมาะสมกับการสนทนาที่เหมาะสมเลย"
Hypatia ตกใจมากที่ได้เจอ Margaret ซึ่งแน่นอนว่า Margaret ชม Hypatia ที่ทำได้ดีมาก แต่ตอนจากนี้ให้ Margaret เป็นคนลงมือต่อเอง ให้ Rust พา Hypatia หนีไปก่อน
"...อดทนไว้ก่อนนะ นกพิราบแห่งสันติภาพแห่ง DisCity"
Rust พูดทิ้งท้ายก่อนจะอุ้ม Hypatia ออกไป แม้ว่า Hypatia จะพยายามแย้งก็ตาม

Margaret แนะนำตัวเอง คำว่า DisCity และ ทูตแห่งสันติภาพ ทำให้ทุกคนเริ่มคุยซุบซิบกัน ยิ่ง Saina ดูเชื่องเหมือนหมาทันทีที่ Margaret ปรากฎตัวด้วย ทุกคนจึงเริ่มไม่ไว้ใจ Rael ขยับเข้าโจมตีก่อน แต่ Margaret ขยับหลบอย่างง่ายดาย พร้อมกับพยายามคุยโน้มน้าวด้วยเหตุผลต่อไป แต่นักรบอารัมคนอื่นๆ ไม่สนใจ เข้าโจมตีอย่างต่อเนื่อง

วันถัดมา ทางด้าน Helga เดินทางกลับมาถึง Farland สักที Helga เข้ามาในห้องประชุมที่หัวหน้าทั้ง 3 คนนั่งอยู่ มองเห็นกระดานประชุมที่เขียนว่า Fraser ตัวใหญ่ๆ เธอก็พอจะเดาได้ แต่ก็ถามทุกคนว่าสถานการณ์เป็นยังไงบ้าง Yokna ก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้น Helga ฟังแล้วก็เข้าใจ เธอเริ่มอธิบายว่า ตอนนี้ไม่มีใครรู้ว่าเหมือง Hypercube อยู่ที่ไหน ทำให้หัวหน้าทั้ง 3 เงียบทันที เพราะเถียงเรื่องนี้กันมานานหลายวัน
Yokna เข้าข้างฝั่ง Fraser เพราะเชื่อในวิธีขุดเหมือง Hypercube ของสมาคม Luminaris แต่คนอื่นๆ เริ่มขึ้นเสียงทะเลาะกันทันที Helga จึงเดินออกจากเต้นท์ แต่ Yokna รีบมาบอกว่าจับตัว Margaret ไว้ได้ Helga งงมาก แต่เธอก็ไปที่คุกหินเพื่อเจอกับ Margaret
เพิ่มเติม
-Helga เป็นอดีตทหารยุคปฏิวัติและนักการทูตแห่งพันธมิตร ทำให้หัวหน้าเมืองต่างๆ นับถือมาก
-Yokna ดูแลหมู่บ้านในรอยแยกหุบเขา ไว้ใจได้ในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่ถ้าความเสี่ยงสูงจะตัดสินใจบ้าบิ่น
-Jabara เป็นหัวหน้าของพวกพ่อค้า ไม่ค่อยมีวิสัยทัศน์ แต่หาของได้ทุกอย่างไม่ว่าจะเวลาไหน
-Rael เลือดร้อน แต่เป็นนักรบที่เก่ง เป็นอาจารย์สอนที่ดีมาก

ข้างในกรงขัง Margaret กำลังแกะเปลือกเมล็ดเหี่ยวๆ เพื่อป้อนให้นกน้อยในมือกินแทะ จนกระทั่งประตูห้องขังเปิดออก Margaret ถึงยิ้มและทักทาย
"นึกว่าลืมฉันแล้วซะอีก ฉันดีใจนะที่คุณตัดสินใจมาเยี่ยมฉันสักที"
Margaret เริ่มทักทายทุกคน รู้จักว่าใครเป็นใคร ตำแหน่งอะไร เคยทำอะไร เริ่มจาก Yokna Rael และ Jabara แม้จะมีปากเสียงกันบ้าง แต่ Margaret ก็พยายามอธิบายอย่างมากว่าตัวเธอต้องการช่วยเหลือจริงๆ เล่าย้อนถึงอดีตที่ Margaret ปกติแล้วจะเดินทางกับพ่อมาที่ Farland ในตำแหน่งนักการทูตเสมอ เธอได้เห็น Farland และ DisCity ที่เคยร่วมมือกัน
จนกระทั่งมิตรไมตรีนั้นพังลงเพราะรัฐบาล DisCorps แต่ทุกอย่างก็จบลงเมื่อ EDGE ได้ถูกก่อตั้งขึ้นมาในปี N.F.103 ซึ่งในปี N.F.104 DisCity ยกเลิกการส่ง Hypercube ให้ Farland เพราะมีเหตุฉุกเฉิน ทำให้ความสัมพันธ์ของ Farland และ DisCity ซึ่ง Margaret อยู่ที่ Fraser ในช่วงเวลานั้นเลยได้ยินมุมมองเพียงฝ่ายเดียวว่า DisCity หวงกักตุน Hypercube อย่างเดียว ทิ้งให้คน Farland ตายด้วยหายนะ หนำซ้ำยังมีการแอบขาย Hypercube ในราคาแพง แต่ความจริงแล้ว ในปี N.F.104 เหมืองที่ฝั่งตะวันตกระเบิด ซึ่งเป็น Black Ring อันที่ 2 ซึ่ง Black Ring ที่เกิดขึ้นที่ Furor คือ Black Ring อันที่ 5 ในช่วงเวลาที่ยากลำบากของ DisCity ทางด้าน Farland ไม่แม้แต่จะช่วยเหลือ แต่กลับขู่ประนาม ประท้วงกับ DisCity
เพิ่มเติม
-Margaret เคยเจอ Yokna ที่อยู่กับคนของตัวเอง กับเคยเจอ Jabara ในงาน Great Expo ของปี N.F.106
-เรื่องรัฐบาล DisCorps สามารถอ่านคร่าวๆ ได้ที่
-เรื่องเหมืองฝั่งตะวันตกที่ระเบิด สามารถอ่านคร่าวๆ ได้ที่เนื้อเรื่องชาลอมช่วงต้นกลาง (จิ้ม)

Yokna เริ่มไม่อยากฟังเลยถามตรงๆ ว่า Margaret ต้องการอะไรกันแน่? Margaret จึงเล่าต่อว่า Fraser เข้ามามีบทบาทในฐานะคนกลางระหว่าง DisCity และ Farland หลังจากที่ขาดแคลน Hypercube หลังปี N.F.104 ซึ่ง Fraser กักตุน Hypercube ทั้งหมดที่ DisCity ส่งออกให้ แล้วโกหกทุกคนว่า DisCity กักตุน Hypercube ไว้ใช้คนเดียวเพื่อให้ทุกคนเกลียด DisCity ซึ่งงาน Great Expo ในปี N.F.106 ถูกจัดขึ้นเพื่อผูกมิตรกับทาง Farland อีกครั้ง แต่ Fraser กลับทำให้ BR-003 เกิดขึ้น ทำให้ Margaret ต้องจัดการทุกอย่างในสงคราม Outland
"เธอคิดว่า BR-003 คืออาวุธ Ring ที่ DisCity สร้างขึ้นมาจริงๆ เหรอ? เวลามี Black Ring เกิดขึ้นมา ใครเสียหายมากที่สุดล่ะ? คิดว่า DisCity อยากให้เกิดขึ้นเหรอ?"
Margaret ถามออกมาด้วยใบหน้าที่เศร้าหมอง ก่อนจะพูดเล่าต่อว่า Fraser กลัวว่า DisCity กับ Farland จะกลับมาสนิทกันจนรู้ความจริงทุกอย่าง กลัวว่า Farland จะเลือกอยู่กับ DisCity แม้ว่า Margaret จะไม่อยากโทษใคร แต่ความจริงก็คือความจริง

Jabara ที่ได้ยินแบบนั้นก็เริ่มอึกอักพูดไม่ออก จึงยอมสารภาพว่า ในช่วงที่ Fraser ไม่ส่ง Hypercube ให้ Jabara ไปตกลงค้า Hypercube กับ Nirvana หลังงาน Great Expo แล้ว แต่ว่าพายุทรายกับ Apostles ที่เกิดจาก Black Ring ขัดขวางทำให้ส่ง Hypercube ให้ทุกเมืองไม่ได้ Rael กับ Jabara เริ่มมีปากเสียงกันทันที แต่แล้ว Rael ก็หันไปโทษ Margaret ที่ยุยงให้พวกเขาแตกแยกกันเอง แต่ Margaret ตอบกลับด้วยรอยยิ้มว่า
"คุณ Rael ภูมิใจที่ได้ใช้อารัมใช่ไหม? ขนาดคุณ Campbell เองก็ยังไม่เคยคิดเลยว่าสิ่งประดิษฐ์ของเธอจะถูกใช้งานแบบนี้ใน Farland เธอสร้างอารัมขึ้นมาเพื่อสู้กับ Black Ring และหายนะที่เกิดขึ้น ไม่ใช่สู้กับมนุษย์ด้วยกันเอง ทำไมตอนนี้นักรบอารัมกลายเป็นนักฆ่าเพื่อการล้างแค้นแล้วล่ะ?"
Rael ที่ได้ยินแบบนั้นโกรธจนหน้าแดงเป็นไฟ แต่เขากลับพูดเถียงอะไรกลับไม่ได้เลย

Margaret เลยถือว่าตอนนี้ปรับความเข้าใจกันแล้ว เธอเริ่มอธิบายข้อเสนอของฝั่ง DisCity ว่าเมื่อเร็วๆ นี้ BR-002 ที่ซ่อนตัวอยู่ถูกกำจัดไปแล้ว เลยมีเหมืองใหม่เกิดขึ้น ฝั่งตะวันตกกำลังเร่งสร้างเหมือนกันอยู่ ถ้าสำเร็จแล้ว Hypercube จะเยอะมากยิ่งกว่าเดิม จะไม่มีการขาดแคลน Hypercube แล้ว ทาง DisCity พร้อมนำ Hypercube เหล่านี้ออกมาแบ่งปันให้กับชาว Farland
ทุกคนในห้องตกใจมากทันที แต่ Yokna ยังไม่ยอม เพราะ Fraser ก็มีข้อเสนอมาให้เหมือนกัน จะให้เหมือง Furor แถมสอนวิธีขุดเหมืองอีก ถ้า DisCity ไม่ให้ข้อเสนอที่ดีกว่า Farland ก็ไม่เอา Margaret ที่ได้ยินแบบนั้นก็ยิ้มดูถูกสมาคม Luminaris เบาๆ
"ยังไม่รู้ตัวกันอีกเหรอ? ว่าใครเป็นคนสร้างเรื่องที่เหมือง Furor นั่นน่ะ? ขอบอกแล้วกันว่า DisCity ส่งคนที่เก่งที่สุดไปตั้งแคมป์ที่เหมือง Furor มาครึ่งเดือน หาแหล่ง Hypercube หลายสิบวัน แต่ไม่เจอแม้แต่ก้อนเดียว การที่สมาคม Luminaris บอกว่าเจอเหมืองใน Furor น่ะ ก็แค่ฝันกลางวัน"
Margaret พูดจบก็ขยับมือนิดๆ เรียกนกพิราบมาที่มือหนึ่งตัว แล้วนกตัวนี้ก็อ้าปาก เสียงของ Hypatia ที่พูดสรุปการคำนวนข้อมูลการตรวจสอบหา Hypercube ที่เหมือง Furor ดังออกมาให้ได้ยิน ทุกคนที่ยินเริ่มแตกตื่น แต่สุดท้ายก็ไม่ยอมรับความจริง อ้างว่า Margaret โกหก ทำให้ Helga เตะแต่ละคน แทรกตัวเข้ามาไล่เหล่าหัวหน้าออกไปหมด
เพิ่มเติม
-Hypatia พูดไว้ตอนที่เขียนคำนวนสมการคณิตต่างๆ บนพื้น ที่ Rust เข้าไปเจอหลังจากสู้หุ่นเชิด Underground

เมื่อ Helga เข้ามา Margaret ถึงกางพัดตัวเองออก ปิดบังใบหน้าตัวเองนิดๆ พร้อมกับยิ้มให้อีกฝ่าย Margaret กล่าวขอบคุณ Helga ที่เข้ามาช่วย แต่ตัวเธอรู้ดีว่า Helga เข้า Fraser ไปเพื่อฆ่าตัวเธอ แต่ Helga ทำได้ไม่ดีเลย ทหารกองโจรกับนักฆ่าลอบสังหารมันไม่เหมือนกัน Rael มีพรสวรรค์เป็นนักฆ่าลอบสังหาร ไม่เปลี่ยนใจง่ายๆ จากสิ่งที่เห็นหรือได้ยิน แต่ Helga นั้นแตกต่าง เชื่อมั่นในสิ่งที่เห็น
Helga ไม่ปล่อยให้ Margaret พูดมาก
"เธอก็ทำงานเก่งนะ มีคอนเนคชั่นดีๆ ใน Fraser มานานเป็นสิบปี แต่ทำไมมาโดนขังอยู่ที่นี่ได้ซะล่ะ? ขาดคนล่ะสิ เพื่อนไม่ฟังสักคนจนต้องมาทำงานสกปรกด้วยตัวเอง แถมใช้งานลูกสาวของ Campbell อีก"
Margaret เถียงกลับว่าห่วงใยและชื่นชม Hypatia จริงๆ เป็นคนที่ใจดีแถมใจแกร่งกล้าก็อยากช่วยสักหน่อยแค่นั้นเอง Helga ต่างหากที่โดน Fraser หลอกใช้งาน ยุยงให้สร้าง Black Ring เพื่อสร้างนักรบอารัม จะได้ส่งไปตายที่สนามรบ คำพูดนั้นทำให้ Helga ตัวสั่นขึ้นมานิดๆ ความทรงจำและบาดแผลทางใจจากอดีตมันฝังลึก Margaret พูดต่อว่า การล้างแค้นไม่ได้ช่วยอะไร คนต้องการความสงบ Margaret ถึงได้เลือกทำแบบนี้ ตอนนี้ DisCity ต้องการสู้เพื่อความสงบสุข
Helga ที่ได้ยินหัวเราะลั่นทันที
"เหอะ อย่ามาพูดตลกไปหน่อยเลย สู้เพื่อความสงบสุขงั้นเหรอ? หลังจาก BR-005 จบไป DisCity จะดันต่อเพื่อเอาชนะเลยก็ได้ แต่เธอไม่ดันต่อ ไม่ใช่เพราะ DisCity ไม่อยากชนะหรือว่าเธอไม่อยากชนะหรอก แต่เพราะเธอทำไม่ได้มากกว่า พวก DisCorps กดดันเธออยู่ ถึงจะได้เกียรติคืนแต่ก็กลับบ้านไม่ได้ มีเหมืองใหม่ที่ฝั่งตะวันตก แต่ทะเลาะกันนานหลายเดือนจนยังไม่เริ่มขุดเลย เธอโดนกดดันจากทุกฝ่าย เธอเลยอยากเข้าถึงเบื้องหลังของ Fraser แล้วขูดรีดในข้ออ้างที่ว่า ‘ผลประโยชน์ร่วมกัน’ ล่ะสิ งูในเงามืดที่เปลี่ยนกลายเป็นนกพิราบที่ถูกปล่อยเพื่อเสรีภาพ ร้องเพลงสวยงามเพื่อลวงโลก"

รอยยิ้มอันแสนสง่างามของ Margaret เริ่มแข็งทื่อ เธอกัดริมฝีปากนิดๆ แต่ Helga ยังไม่หยุดพูด ถ้าทำให้ Farland กับ Fraser แตกแยกกันแล้วได้อะไร? หรือ Farland ก็แค่เหยื่อที่ใช้ล่อปลาใหญ่ล่ะ? แต่ตัว Margaret ตอนนี้ไม่มีพรรคพวกใน WhiteSand ทำอะไรไม่ได้ อิทธิพลที่มีก็แค่ชั่วคราว Margaret สวนกลับว่า พรรคพวกของ Helga ก็ไม่ต่างกัน หาผลประโยชน์เข้าตัวเองอย่างเดียว ไล่ฆ่าคนอื่น แถม Helga ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากเลือกใช้ความรุนแรง รู้จัก Fraser ดี แต่จะไปบอกใครได้? สุดท้ายก็ทำอะไรไม่ได้เหมือนกัน
คำพูดนั้นทำให้ Helga อยากเอื้อมไปหยิบปืนมายิงสุดๆ แต่ก็เป็นวินาทีนี้เองที่ Helga รู้ตัวและยอมรับว่า Margaret พูดถูกที่ว่าตัวเธอไม่เหมาะกับการเป็นนักฆ่าลอบสังหาร
Helga ให้เวลา Margaret ถึงเช้าในการเลือกว่าจะไป Fraser ในฐานะผู้ต้องหา หรือคลานกลับ DisCity พูดจบ Helga เดินออกไป ล็อคกรงขังทันที แต่ Margaret ลุกขึ้นแล้วตะโกนพูดต่อ แม้ว่าขาจะหักข้างหนึ่ง แต่เธอก็ยังยืนด้วยความโซเซ
"จะปฏิเสธข้อเสนอฉันก็ได้ แต่เธอก็รู้ว่าความจริงว่าลำพังคนเดียว เธอเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้หรอก Farland ยังจะถูกหลอกใช้ไปจนกว่าจะล่มสลาย หยุดจำกัดตัวเองได้แล้ว มองโลกให้กว้างขึ้น ประวัติศาสตร์บอกเราแล้วว่า Fraser พึ่งพาไม่ได้แล้ว ทำไมไม่ลองสร้างเส้นทางใหม่ดูล่ะ? หลังจากที่ฉันไม่อยู่แล้ว โชคชะตาของ Farland จะยังคงเดินหน้าต่อไป ติดอยู่ใน WhiteSands ไม่คืบหน้าไปไหน ถูกขูดรีดใช้งานกันไม่รู้กี่คนกี่รุ่นกี่สมัย จะให้อนาคตแบบนั้นเป็นโชคชะตาทางเดียวของพวกเขางั้นเหรอ?!"
เสียงเดินของ Helga และประตูสุดท้ายถูกปิดลงแล้ว Margaret นั่งลงที่เก้าอี้เหมือนเดิม เธอมองไปยังหน้าต่างเล็กๆ บานเดียวของคุกแห่งนี้ นกที่เกาะอยู่ริมหน้าต่างเริ่มขยับราวกับว่าได้รับคำสั่ง แล้วนกตัวนั้นก็กระพือปีกบินออกไป

ทางด้าน Hypatia กำลังขับรถสภาพไม่มีหลังคาหลบหนีด้วยกันกับ Rust พวกเขาแวะพักที่ตลาดระหว่างทางเพื่อตุนสเบียงกับพ่อค้าคนหนึ่ง Hypatia จ่ายราคามากกว่าปกติ พยายามยิ้มซื้อใจ ให้พ่อค้าขนของไปให้ที่รถ ทำให้พ่อค้าเห็นสภาพของ Rust ที่ยับเยินบาดเจ็บสาหัส เมื่อซื้่อของแล้ว Hypatia ขับรถต่อ เหยียบรถสุดแรงแม้จะไม่รู้เลยว่าหนีไปที่ไหนดี Margaret ก็ยังไม่ติดต่อกลับมา
รู้สึกตัวอีกที่ก็มีมอนสเตอร์ทะเลทรายกระโดดมาเกาะที่หลังคารถ Rust รีบคว้าขนมปังยาวๆ แข็งๆ ฟาดใส่ทีเดียว KO ทันที เขาเหงื่อท่วมตัว จัดการมอนสเตอร์แล้วก็นอนฟุบลงไปที่เบาะต่อ แซว Hypatia ว่า ตัวเขานอนหลับไม่ได้เพราะเห็นคนขับรถมัวแต่ครุ่นคิดปรัชญาจนมอนสเตอร์เข้ามาในรถแล้ว ซึ่งไหนๆ Rust ก็ฟื้นแล้ว Hypatia เริ่มถามว่าบาดแผลของ Rust คืออะไรกันแน่? คล้ายๆ Underground แต่ไม่เชิง อยากจะส่ง Rust ไปหาพรรคพวกที่ตอนแรกจะมารับ แต่ Rust ไม่ตกลงด้วยเพราะเดี๋ยว Hypatia ก็คงไปช่วย Margaret คนเดียวอยู่ดี แถมไม่ตอบเรื่องพลัง บอกแค่ว่าเป็นพลังลับสุดยอด ต้องเป็นสายลับในตำนานก่อนถึงจะสามารถเข้าถึงข้อมูลได้
เพิ่มเติม
-Hypatia โกหกพ่อค้าไปว่า Rust เป็นพี่ชาย
-ขนมปังยาวๆ แข็งๆ ขนมปังบาเก็ต STR+10
-เรื่องพลังของ Rust คำตอบของเขาก็ไม่ผิดซะทีเดียว เพราะคนที่มีข้อมูลหลักๆ คือ 9th Agency และ EDGE จากสอบสวนของ Rust

Margaret รีบถามไถ่ทันทีว่าทุกอย่างโอเคดีไหม? หาที่ปลอดภัยได้รึยัง? Hypatia ที่ได้ยินเสียงของ Margaret เริ่มร้องไห้ออกมา พร้อมถามความเป็นอยู่ของ Margaret กลับทันทีโดยไม่ตอบคำถามของอีกฝ่ายแม้แต่ข้อเดียว Margaret ตอบว่าทุกอย่างราบรื่น ต้องขอบคุณข้อมูลของ Hypatia เลย พร้อมกับให้ตำแหน่งสถานที่ปลอดภัยที่จะมีคนของ Margaret รออยู่ คาดหวังให้ Hypatia นำข่าวข้อมูลที่ได้มาไปบอก Hypatia รับปาก Margaret ให้กำลังใจ Hypatia ก่อนจะหันไปคุยกับ Rust แถมบินร่อนไปเกาะหัวของ Rust หวังว่า สายลับในตำนานคงจะปกป้องและนำทาง Hypatia จนจบภารกิจได้ Rust ไม่ตอบกลับอะไรนอกจากรอยยิ้ม
เพิ่มเติม
-ปกตินกของ Margaret จะใช้อารัมเป็นส่วนใหญ่ แต่นกตัวนี้ Margaret ใช้พลังส่วนตัวเยอะมาก มีพลังอารัมผสมน้อยมาก เหมือนใช้เป็นแค่กาวแปะพลังแต่ละส่วนของตัวเองเข้าด้วยกัน จะเรียกนกตัวนี้ว่าโคลนของ Margaret ก็คงได้

Helga กับ Saina มาที่ตลาด ตามหาสายลับไส้ศึกจาก DisCity (Rust กับ Hypatia) แน่นอนว่าได้รับข้อมูลจากพ่อค้าคนที่ Hypatia ซื้อของด้วย
ส่วนทางด้าน Hypatia กับ Rust กำลังมุ่งหน้าไปยังจุดมุ่งหมายที่ Margaret บอกไว้ Rust แซว Hypatia หน่อยๆ เรื่องที่คุยกับ Margaret แล้วกระปรี้กระเปร่าขึ้นมา แต่ Hypatia บ่ายเบี่ยง บอกว่าเพราะได้คำตอบสักทีว่าต้องทำอะไรต่างหาก แต่ใบหน้าของ Hypatia ในตอนนี้มีดูโล่งอกโล่งใจมากเพราะมั่นใจแล้วว่า Margaret ปลอดภัย Hypatia กลัวว่าตัวเธอจะทำทุกอย่างพัง เสียแผนหมด แต่เมื่อทุกอย่างยังดำเนินหน้าได้ เธอก็รีบเร่งรถทันที
แต่ไม่นานนัก Hypatia และ Rust เห็นว่ามีคนแอบตามมา เตรียมพร้อมแล้วเข้าปะทะกันทันที Rust พยายามสู้คนเดียว แต่ Hypatia ที่ขับรถอยู่ก็พยายามช่วย เธอเริ่มสู้กับ Saina แต่ก็พยายามไม่ทำร้ายอีกฝ่าย พยายามพูดอธิบายด้วยเหตุผลว่า ที่ Furor มีมือที่สามอยู่ นั่นคือ Underground ที่สมาคม Luminaris ร่วมมือด้วย อีกทั้งยังไม่มี Hypercube ทุกคนแค่โดนสมาคม Luminaris หลอกใช้ Margaret ก็เตือนแล้วไม่ใช่เหรอ? Saina ที่ได้ยินชื่อ Margaret ฉุนขึ้นมาทันที เกลียด DisCity เข้าไส้ พูดดูถูกทุกอย่าง ก็แค่คนเห็นแก่ตัวอยากเห็นชาว Farlands ไม่ได้ผุดได้เกิดเท่านั้นแหละ Hypatia กับ Margaret ควรตายๆ ไปซะ
Hypatia ที่ได้ยินแบบนั้นก็ฉุนขึ้นมาบ้าง โกรธที่ Margaret โดนทำร้าย Saina จึงฉวยโอกาสนี้ยุยงปลุกปั่นให้ Hypatia โมโหยิ่งกว่าเดิม ทั้งสองคนสู้จนเลือดออก แต่ Hypatia กลับรู้สึกอึ้งกับท่าทีของ Saina ที่สู้ด้วยความโกรธแค้นไม่สนใจชีวิตตัวเอง เหมือนคนคลุ้มคลั่งที่ไม่สนว่าตัวเองจะเป็นยังไงขอแค่ได้ชนะ นกของ Margaret เองก็เข้ามาพยายามช่วย แต่สถานการณ์ไม่ดีเพราะนักรบอารัมเริ่มมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ Hypatia จึงรีบคิดแผนการใหม่ทันที

Hypatia คิดจะขับรถเข้าไปอยู่ในพายุ Tide of Ashes เพราะจุดนี้อยู่ใกล้พื้นที่มาเนียของ BR-005 พายุต่างๆ แปรปรวนจนติดตามยาก Sinner อย่าง Rust และ Hypatia สามารถทนมาเนียในพายุได้มากกว่าคนทั่วไป นักรบอารัมก็ไม่อาจทนได้ด้วยเช่นกัน Hypatia สตาร์ทรถขึ้นมา Rust ที่ได้ยินเสียงเครื่องยนต์ติดก็หาจังหวะกลับมานั่งที่รถทันที เห็นแววตาและทิศทางของรถที่หันไป เขาก็เข้าใจแผนการของ Hypatia ทุกอย่าง แน่นอนว่า Rust ไม่ห้าม อันตรายแต่น่าตื่นเต้นท้าทายดี Rust บอกทิ้งท้ายว่าให้ตั้งใจขับรถและปกป้องหัวใจของตัวเองเอาไว้ให้ดี
Hypatia เหยียบคันเร่งเต็มแรง Saina ยังคงพยายามไล่ตาม แต่สุดท้ายก็ตามเข้าพายุไปไม่ได้ Saina ได้แต่ร้องโมโห Helga เข้ามาห้ามไม่ให้ Saina ตามเข้าไปในพายุมาเนีย แต่ Saina ตอนนี้โมโหจนไม่ฟังใครทั้งนั้น เถียงไม่จบจน Helga ตบหน้า Saina ดังลั่นไปหนึ่งที แล้ว Helga ก็หยิบชุดป้่องกันสองชุดที่มีให้ Saina แล้วบอกว่า
"ถ้าโง่พอจะเข้าไปล่ะ ต่อให้รอดตายกลับมาก็อย่ามาบอกว่าเป็นคนของฉันอีก"
เพิ่มเติม
-ปกป้องหัวใจของตัวเองจากคำพูดของ Rust คือการปกป้องจิตใจ ความรู้สึกของตัว Hypatia เอง เพราะตัวเธอมักจะรู้สึกผิดแบละโทษตัวเอง เป็นเหตุให้มาเนียกลืนกินง่าย


Hypatia ที่ขับรถอยู่ในพายุ มองอะไรไม่เห็น แถมรถเองก็โคลงเคลงจะพังร่อแร่ ลอยไปมาในพายุจนสุดท้ายรถก็พังลง ทำให้ Hypatia และ Rust ลอยไปมากระจัดกระจายกันไปคนละทิศคนละทาง Hypatia รู้สึกตัวอีกทีก็อยู่ในหมอกควันสีเทาอะไรบางอย่าง เธอเริ่มเรียกหา Margaret และ Rust แต่ก็เสียงดังสะท้อนไปทั่ว
"ชู่ว"
Rust ทำเสียงบอกให้ Hypatia เงียบเข้าไว้และนำมือจับไหล่ของเธอ แต่เมื่อ Hypatia หันไปหา ตัว Rust กลับดูเลือนลางราวกับจะถูกหมอกกลืนกิน บนไหล่ของ Rust มีนกพิราบที่ส่องแสงสีขาวอ่อนๆ อยู่ ทำให้บริเวณรอบๆ Rust และ Hypatia มีพื้นที่ไร้หมอกที่ดูปลอดภัย
"ถึงเราจะอยู่ด้วยกันตรงนี้ แต่เราไม่ได้อยู่กันตามลำพังหรอกนะ"
Rust พูดพลางชี้ไปที่เหล่าเงา Apostle ที่เดินไปมารอบๆ อย่างไร้จุดมุ่งหมาย พอไม่มี BR-005 ที่เรียกหาแล้ว พวกมันก็เร่ร่อนไปทั่ว Rust อธิบายว่าพื้นที่รอยแยกนี้ไม่เหมือน Black Ring เพราะมันมีขอบเขตชัดเจน แค่ต้องหาทางไปให้เจอ พยายามอย่ารบกวนคนท้องถิ่นแถวนี้ก็พอ
นกพิราบน้อยของ Margaret คลอเคลียถูแก้มของ Hypatia ส่งพลังมาให้ ทำให้อาการปวดหัวของ Hypatia ที่ปวดมาตั้งแต่เข้าอาณาเขตของมาเนียลดลงไปมาก และแล้วทั้งสามคน(ร่างนก)ก็เริ่มออกเดินหาทางออก ผ่าน Apostle และพื้นที่มากมาย แต่ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ Hypatia ยิ่งรู้สึกเหมือนสติจะเลือนหายไป ความคิดเชื่องช้าไปหมด แม้จะได้พลังของ Margaret ช่วยตลอด แต่มันก็หนักหนาสำหรับเธออยู่ดีจน Hypatia เริ่มเห็นภาพหลอน แม้ว่า Rust และนกพิราบจะคอยหยุดเดินเพื่อให้เวลา Hypatia แต่เธอก็ฝืนเดินต่อเพราะไม่อยากรั้งหรือเป็นตัวถ่วง
เพิ่มเติม
-พลังของ Margaret เหลือน้อยแล้ว Rust เลยรีบทำเวลาอยู่

ทั้งสามคนปีนขึ้นยอดหิน แต่ Hypatia เริ่มไม่ไหวแล้วจึงบอก Rust ไป แค่แล้วคำตอบของ Rust กลับไม่ใช่คำให้กำลังใจตามปกติ กลับเป็นเสียงที่พูดเยาะเย้ยความอ่อนแอของตัว Hypatia เอง รูปร่างของ Rust ที่เธอตามมาตั้งนานแล้วก็เริ่มแปรเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน กลายเป็นมอนสเตอร์ที่เข้าโจมตี Hypatia

กว่า Hypatia จะชนะมาได้ก็บาดเจ็บสาหัส ทั้งกายและใจ ภาพหลอนหนักขึ้นเรื่อยๆ ถ้า Rust ที่ผ่านมาคือภาพลวงตา แล้ว Rust จริงๆ อยู่ที่ไหน? Margaret ล่ะ? Hypatia เริ่มพยายามมองหาทาง แม้ว่าตอนนี้จะไม่มีหมอกสีเทาปกคลุมแล้ว แต่มีรูปร่างมาเนียดำๆ อยู่เป็นจำนวนมาก เมื่อเธอเข้าไปใกล้เงาดำพวกนี้แล้ว เธอถึงเริ่มได้ยินเสียงเงาพวกนี้คุยกันเรื่องการตามหา Hypercube มีหลากหลายอารมณ์มาก แต่นั่นก็ทำให้ Hypatia นึกถึงเหล่าผู้คนที่ยอมเดินเข้าพื้นที่มาเนีย หวังเจอ Hypercube สักก้อน เข้ามาก็ได้แต่ตาย กลายเป็นดวงจิตที่ล่องลอยเร่ร่อนอยู่ในพื้นที่มาเนีย
แต่เงาดวงจิตทุกตนล้วนเดินไปในทิศทางเดียวกัน สัญชาตญาณของ Hypatia กำลังบอกว่าดวงจิตเหล่านี้กำลังเดินเข้าสู่ใจกลางอันแสนมืดมิดของหายนะนี้ แต่ที่นั่นจะมีอะไรอยู่? ความเป็นนักวิจัยของ Hypatia เริ่มต้องการคำตอบ เธอเริ่มเดินตามเข้าไป แต่แล้วภาพซ้อนสมาคม Luminaris ก็เข้าหัวมาเพราะสัญลักษณ์เวทย์ที่หลังคอของเอ ทำให้เธอปวดหัวจนทรุดคุกเข่าลงไป ยิ่งอยู่ในพื้นที่มาเนียด้วยแล้ว สัญลักษณ์เวทย์นี้ยิ่งรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนหัวแทบจะระเบิด Hypatia ได้แต่ภาวนาให้ใครก็ได้มาช่วย นึกถึง Rust และ Margaret
และแล้ว น้ำเสียงที่แสนอ่อนโยนของ Adelaide ก็ดังขึ้น เขาดีใจที่ Hypatia เดินทางมาถึงที่นี่ได้ แถมพร้อมจะอยู่เคียงข้างเสมอ Hypatia งงไม่เข้าใจว่าทำไม Adelaide ถึงมาอยู่ที่นี่ได้ แต่ Adelaide ก็ยังเป็นพี่ชายของเธอ Hypatia จึงยื่นมือออกไป จะกุมมืออีกฝ่ายไว้ แต่ฉุดคิดขึ้นมาได้ว่าจะกุมมือไปเพื่ออะไร? จะยอมลดตัวเองให้ตกต่ำถึงขนาดยอมกลับไปหา Adelaide เลยเหรอ? แต่ไม่ว่าจะเหตุผลไหน Adelaide ตรงหน้าก็ไม่ใช่ตัวจริง

ทันทีที่ Hypatia ปฏิเสธตัวตน Adelaide ได้ นกของ Margaret ที่อยู่ข้างๆ กระพือปีกส่งลำแสงสีขาวอะไรบางอย่างทำลาย Adelaide ตรงหน้าของ Hypatia จนแตกกระจายไปหมด Hypatia เป็นหลุดออกจากภาพลวงตาแล้ว เธอจับนกพิราบแนบอกไว้แน่น นกพิราบสีขาวยังคงยื่นหน้าคลอเคลีย พยายามช่วยสร้างแสงสีขาวขึ้นมาห่อหุ้ม Hypatia ไม่ให้โดนมาเนียควบคุมหลอกหลอนไปมากกว่านี้ จน Hypatia รู้สึกดีขึ้น นกพิราบถึงเริ่มบินต่อ นำทาง Hypatia ให้ตามไปเพื่อออกจากเขตอันตรายและรวมตัวกับ Rust แต่ Hypatia ลังเลเพราะอยากเข้าไปที่ที่เหล่าดวงจิตเดินทางเข้าไป แต่เธอก็ไม่กล้าพูดออกไป กลัวว่าจะเป็นตัวถ่วง ถ้าเข้าไปแล้วจะเป็นไปตามที่คาดหวังไหม?
เมื่อ Hypatia เริ่มลังเล นกพิราบก็เริ่มกระพือปีกรัว บินไปมา พยายามให้ Hypatia ตามไป แต่เมื่อ Hypatia เริ่มก้าวเดิน กลับมานกพิราบอีกตัวโผล่มาที่ด้านหลังของ Hypatia เรื่องนี้ทำให้เธอรู้ว่าตัวเธอยังไม่เป็นอิสระจากภาพลวงตาอะไรทั้งนั้น แต่จะไปทางไหนดีล่ะ? ยิ่ง Hypatia ลังเล นกพิราบก็ยิ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกระจกที่สะท้อนกันไปมา จนกระทั่งนกทุกตัวบินไปในทางของตัวเอง

Hypatia ตัดสินใจวิ่งตามนกตัวหนึ่งไป แต่ทางที่เธอเดินไปกลายเป็นดินอ่อนที่เดินไม่ได้ Hypatia ล้มลงทันที เธอพยายามลุกวิ่งต่อ แต่ก็วิ่งไม่ทัน นกที่นำหน้าไปแล้วจึงบินกลับมาหา ก่อนจะเปลี่ยนรูปร่างกลายเป็น Margaret ที่ยื่นมือมา
แน่นอนว่า Hypatia กุมมือนั้นไว้แน่น เป็นไออุ่นอันแสนอ่อนโยนที่ Hypatia ไม่อยากจะปล่อยมือไป เธอเชื่อว่าคนตรงหน้าคือ Margaret ตัวจริง เพราะน้ำเสียงที่อ่อนโยนเป็นห่วงเป็นใยยังคงเหมือนเดิมไม่มีผิด Margaret พูดปลอบใจ ก่อนจะก้มหน้าลงไปจูบหน้าผาก Hypatia พร้อมกับพูดต่อว่า Hypatia คือคนที่จะนำทางชาว Farland ให้รอดพ้นจากพายุและทรายแน่นอน
เพิ่มเติม
-นกตัวที่ถูกส่งมาหา Hypatia ล่าสุดนั้น มีพลังส่วนตัวของ Margaret สูงมาก ทำให้เหมือนเป็นร่างโคลน Margaret จึงสามารถบิดรูปร่างของนกให้เป็นตัวเองได้

ไม่ว่าสัญลักษณ์ที่หลังคอ Hypatia จะเจ็บแค่ไหน แต่เธอก็ยังคงอดทน กุมมือ Margaret ไว้ไม่ปล่อย แต่แล้ว Margaret ตรงหน้าก็กลายเป็นขนนกปลิวไปทั่วจนหายไป หลงเหลือเพียงแค่เศษอุปกรณ์อารัมที่แตกสลายในมือของ Hypatia เอง เสียงมาเนียเริ่มดังแทรกขึ้นมาทันที กล่าวว่า Hypatia เป็นคนบีบนกจนตายคามือตัวเอง ยิ่งพยายามเท่าไหร่ก็ยิ่งทำลายทุกอย่าง

เสียงของมาเนียปลุกปั่น Hypatia มากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ใช้ข้ออ้าง เสียง และรูปร่างของชาว Furor มาหลอกหลอน จนกระทั่งมาเนียใช้รูปร่างของ Margaret สติของ Hypatia แทบจะระเบิดทันที


จู่ๆ ก็มีอะไรบางอย่างมาปิดตาของ Hypatia เสียงทุกอย่างนิ่งไปหมดราวกับถูกหยุดไว้
"อย่ามองสิ นั่นไม่ใช่ของจริง ปฏิเสธมัน Hypatia เธอทำได้"
เสียงของ Rust ที่แสนคุ้นเคยดังขึ้นมา วินาทีแรก Hypatia ดีใจ วินาทีถัดไป Hypatia สงสัยว่าอีกฝ่ายคือ Rust จริงๆ รึเปล่า? เธอเอ่ยปากถามออกไป แต่แล้วความทรงจำในอดีตก็เริ่มกลับเข้ามา Hypatia ผิดหวังในตัวเองที่ทำให้ทุกคนเดือดร้อน จนเริ่มจะร้องไห้
"ทำไมถึงคิดว่าฉันเป็นผีล่ะเนี่ย? ฉันยังมีชีวิตอยู่ดีน่า เอาล่ะ ตั้งสติสิ ภาพลวงตาจากมาเนียคงไม่กระปรี้กระเปร่าอารมณ์ดีขนาดนี้หรอก เชื่อฟังอาจารย์นะ ลืมตาสิ"
Rust พูดขัดสิ่งที่ Hypatia กำลังโทษตัวเองทันที แล้วค่อยๆ ละมือออกเพื่อให้ Hypatia ได้มองด้วยตาของตัวเองว่าคนตรงหน้าคือ Rust จริงๆ แถมดูร่าเริงมีพลังมากกว่าเดิมทั้งๆ ที่อยู่ในพื้นที่มาเนีย อย่างน้อยๆ เหล่าเงามืดก็ถอยหนีออกห่าง Rust ไปหมด


Hypatia รีบบอก Rust ทันทีว่านกพิราบพังแล้ว มีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นกับ Margaret แน่นอน เธอยกมือที่ก่อนหน้านี้จับนกเอาไว้ให้ Rust ดู แต่บนมือของ Hypatia ในตอนนี้มีแต่รอยไหม้ Hypatia เริ่มโทษตัวเองอีกครั้งที่ทำให้ Margaret ต้องเจออันตราย สุดท้ายแล้วตัวเธอก็ต้องพึ่งพาคนอื่น ทำอะไรเองไม่ได้เลย ชื่อ Campbell ก็แค่ความหยิ่งยโสของตัวเธอเอง Hypatia กุมขอบชายเสื้่อของ Rust ไว้แน่น ขอร้องให้ Rust ชี้นำทาง เธอจะไม่ดื้อรั้นอีกต่อไปแล้ว Rust ฟังมานานก็ได้แต่ถอนหายใจ
"...ฉันอยากพูดปลอบเธอนะ แต่ฉันคงทำไม่ได้แล้วล่ะ Hypatia... ฉันคงพาเธอมาได้แค่นี้"
สิ้นสุดคำพูดของ Rust รอยที่คอของเขาก็เริ่มเปิดกว้าง บิดชูขึ้นสูงเหมือนดอกไม้น่าขยะแขยงที่กำลังเบิกบาน ณ ใจกลางของดอกไม้นั้นเป็นความว่างเปล่าที่วุ่นวาย มีดวงตาสีทอง 1 ดวงที่จ้องมองมาที่ Hypatia ภาษารูนบางอย่างเริ่มปรากฎขึ้น Hypatia ที่เห็นก็จำได้ทันทีว่านี่คือสัญลักษณ์ที่ Adelaide และเหล่าผองเพื่อน(Underground)ที่ไม่ว่าไว้ใจแบ่งปันกันอย่างลับๆ เป็นสัญลักษณ์ที่ทำให้ Hypatia รู้สึกขยะแขยงและหวาดกลัวในเวลาเดียวกัน แต่ Hypatia ตกใจมากกว่าว่า Rust โดนเวทย์ของ Underground เมื่อไหร่ ทำไมทั้ง Rust และ Hypatia ถึงไม่มีใครรู้ตัวเลย นึกย้อนแล้ว Hypatia คิดว่าเกิดจากตอนที่ปะทะกับชาว Underground คนนั้นที่ซากเมือง Furor แน่ๆ
ผิวร่างกายของ Rust เริ่มแปรเปลี่ยนกลายเป็นรอยยิ้มของตัวตนมาเนียบางอย่าง การที่ Rust อยู่ในพื้นที่มาเนียมากนานเกินไปทำให้ร่างกายของเขาเริ่มโดนกลืนกินมากขึ้นเรื่อยๆ Black Ring พยายามที่จะกลืนกินร่าง แต่ Rust ยังพยายามฝืนสู้อยู่ ยิ้มให้ Hypatia ก่อนจะบอกให้ Hypatia เอาชีวิตรอดออกไปหาเพื่อนชายของเขาให้ได้ ฝากบอกเพื่อนชายของเขาให้ไปบอกเพื่อนหญิงว่า… แล้ว Rust ก็หัวเราะเปลี่ยนใจ เกรงว่าถ้าฝากไปบอกอะไร เพื่อนหญิงคนนั้นคงไม่ให้อภัยแน่นอน


Rust จับไหล่ของ Hypatia เบาๆ พยายามพูดปลอบว่า Hypatia ไม่ต้องทำอะไรเลยเพราะไม่ได้ทำอะไรผิด แก้ไขอะไรไม่ได้แล้วด้วย Rust เป็นคนเลือกเอง Rust เริ่มอธิบายว่าร่างกายของเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับ Black Ring และในพื้นที่มาเนียที่หนาแน่นแบบอดีตขอบเขต Black Ring แบบนี้ ร่างกายของเขาเลยมีผลกระทบเยอะ
Rust รู้ว่าเสี่ยงแต่ก็ยังตัดสินใจมา เสี่ยงดวงเหมือนคนบ้า เพราะ Rust เองก็มีสิ่งที่อยากทำ เขาเห็นความเป็นไปได้ที่อาจจะเกิดขึ้นจากสิ่งที่ Hypatia อยากทำ นึกถึงตัวเองในอดีต Rust นึกถึงคำพูดของ Margaret ในตอนเริ่มภารกิจที่รู้ดีว่า Rust ยอมรับภารกิจนี้เพราะความปรารถนาส่วนตัว Rust ยังคงยอมรับ Margaret ในการมองและอ่านคนจริงๆ
Rust บอกให้ Hypatia เดินออกจากปัญหาตรงนี้ดีกว่า มันเป็นปัญหาที่ Hypatia ไม่ควรแบกรับ หาคนที่สามารถชี้นำทางตัว Hypatia ได้ หาคนที่สามารถปกป้อง ดูแล รักษา และนำพา Hypatia ไปในทางที่ใช่ได้ แม้ว่า Hypatia จะไม่เลือกทางที่ถูกต้องก็ตาม สำหรับ Rust แล้ว ตัวเขาและ Hypatia นั้นไม่ต่างกันเลย ดื้อรั้น อยากทำเรื่องที่ยากให้สำเร็จ

จู่ๆ มือ Rust ที่จับไหล่ของ Hypatia อยู่ก็ผลักอีกฝ่ายออกไป และแล้วมาเนียก็เริ่มแตกกระจาย ระเบิดออกมาจากตัวของ Rust เอง รูปร่างของเขาเริ่มบิดเบี้ยว ร่างกายหายไปครึ่งหนึ่ง แต่ Rust ไม่ฝืนต่อต้านเลย เขามองตา Hypatia และยังคงยิ้มให้และเริ่มให้คำแนะนำกับ Hypatia ว่า 1. วิเคราะห์สถานการณ์ทุกอย่างและยอมรับความเป็นไปได้ Hypatia เก่งเรื่องนี้อยู่แล้ว อย่างเช่นตอนนี้ที่ Hypatia ไม่สามารถช่วย Rust ได้แน่นอน
แต่ Hypatia ไม่ยอม เธอยังพยายามวิ่งเข้าหา Rust เพื่อช่วย แต่ยิ่งวิ่งเข้าใกล้ ทั้งสองคนก็เริ่มห่างออกจากกันมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะมาเนีย Rust ยังคงสอนต่อว่า 2. กว่าจะออกที่นี่ไปได้ มาเนียจะหลอกหลอน เปลี่ยนรูปร่างเป็น Rust, Margaret หรือคนสำคัญคนอื่นๆ มาหลอก แต่ถ้าออกจากที่นี่ไปได้ อนาคตก็จะยากลำบาก ผู้คนจะโทษ Hypatia ให้เป็นแพะรับบาปให้ได้ คนที่รักอาจทอดทิ้ง ถ้าปกป้องตัวเองไม่ได้ ก็มีแต่จะต้องทนกัดฟัน ดื้อรั้นให้ถึงที่สุด สักวันหนึ่ง Hypatia จะเข้าใจว่าการได้รับอภัยหรือคำชมนั้นเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว มีเพียงแค่ความล้มเหลวและอ่อนแอที่จะยืนอยู่เคียงข้างเรา แต่สุดท้ายแล้ว ความเจ็บปวดก็แค่ความเจ็บปวด ถ้าทนได้ก็ชินได้เช่นกัน จงดื้อรั้นอดทนต่อไป เพราะท้ายที่สุดแล้ว ไม่มีทางไหนที่ถูกต้อง มีแต่ทางที่เป็นไปได้เท่านั้นแหละ การมีชีวิตอยู่คือนรกรูปแบบหนึ่ง

Rust เห็นใบหน้าของ Hypatia แล้วก็ลังเลหน่อยๆ ว่าจะดีกว่านี้ไหมถ้าผลักไส Hypatia มากกว่านี้ หรือดุมากกว่านี้ หรือฟังคำแนะนำของ Margaret มากกว่านี้ แต่ทำอะไรไปก็เปลี่ยนใจ Hypatia ไม่ได้หรอก ลูกศิษย์ก็เหมือนอาจารย์ไม่มีผิด ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นจริงๆ
มาเนียเริ่มกลืนกิน Rust เข้าไปจนเสียงของเขาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดเริ่มเบาลงเรื่อยๆ แต่ Rust ยังคงพยายามพูดต่อว่าเขาคงสอนได้แค่นี้ ต่อจากนี้หวังว่าโชคที่ไร้สาระจะช่วยได้บ้างนะ เพราะโชคชะตาเล่นตลกเสมอ แต่ Rust ก็เริ่มอวยพรให้ Hypatia แต่ Hypatia ที่ได้ยินนั้นไม่ต้องการโชคลาภหรือคำอวยพรอะไรทั้งนั้น
"ขอให้เธอไปถึงจุดสิ้นสุดของการเดินทางตามดั่งปรารถนานะ..."
คำพูดสุดท้ายของ Rust ดังเหมือนเสียงกระซิบก่อนที่เขาจะหายไป ทิ้ง Hypatia ให้เหลือเพียงตัวคนเดียว

Hypatia เคว้งมาก ไม่รู้จะทำยังไงต่อ มอนสเตอร์ก็ไม่มี ทิศทางก็ไม่เห็น มีแต่ความมืดและความว่างเปล่า แต่เธอก็ต้องเดินต่อไป จนกระทั่งความมืดหายไปหมด Hypatia ถึงพบว่าตัวเองยังอยู่ในซากเหมืองบางอย่าง Hypatia ตัดสินใจเดินไปตามทางของเหล่าดวงจิตที่มุ่งหน้าไป Hypatia เริ่มคิดทันทีว่าค่ามาเนียของ BR-005 ก็ไม่น้อยเลย เพราะเธอรู้ดีว่าผู้คนสังเวยกันไปมากขนาดไหน อารมณ์ผู้คนที่หลากหลายมันมากเพียงพอ แต่ถ้าจุดเริ่มต้นและจุดจบไม่มีเหมือง Hypercube ระหว่างทางก็ไม่มี แปลว่ามาเนียอาจจะรวมตัวกันที่อื่นจนเกิดพื้นที่รอยแยกมาเนียที่อันตราย ซึ่งก็คือพื้นที่ที่เธออยู่ในตอนนี้
Hypatia ยังคงเดินหน้าต่อไปในความมืด แม้จะน่ากลัวแค่ไหน แม้ว่าสัญชาตญาณของเธอจะบอกให้หนีแค่ไหน แต่ Hypatia ยังคงเดินหน้าต่อจนเจอเข้ากับภาพหลอนของ Adelaide พร้อมประกายสีทอง เธอเมินไม่สนใจ เดินหน้าหาเส้นทางด้วยตัวเองต่อ จนกระทั่งเข้ามาถึงจุดที่เหล่าดวงจิตรวมตัวกัน
เหล่าดวงจิตที่รวมตัวกันคือชาว Furor นี่เอง พวกเขาออกมาต้อนรับ Hypatia ด้วยความดีใจ ต้อนรับ Hypatia กลับบ้าน ติดแค่ว่าทุกคนล้วนตายกันไปหมดแล้ว แต่ Hypatia ไม่หนีไปไหน


Hypatia ที่ยังเดินอยู่ในพื้นที่ ได้ยินเสียงเรียกชื่อตัวเองแว่วๆ ก็หันไปหาต้นเสียงแบบงงๆ แต่พอไม่เห็นอะไรเธอก็หันกลับ เดินต่อไป
เพิ่มเติม
-Helga ไม่ชอบที่ Saina เรียก Hypatia ว่าเป็นสายลับจาก DisCity เพราะสำหรับ Helga แล้ว Hypatia ทุ่มเทให้ Furor มากๆ

แต่แทนที่จะฆ่า ชาว Underground กลับชวนให้ Rust กลับบ้าน มีคนพร้อมจะสาบานเพื่อ Rust เหล่านักบวชและท่าน Sage พร้อมรับฟัง Rust เช่นกัน แต่ Rust ปฏิเสธไม่สนใจ ชาว Underground คนนั้นจึงรีบถามทันทีว่า Rust บอกข้อมูลตำแหน่งของ เมืองศักดิ์สิทธิ์ (Holy City) ไปรึเปล่า? ขายความลับของ Shepherd ไปรึเปล่า? แต่แน่นอนว่า Rust ยังไม่ได้บอกตำแหน่งให้ EDGE ไป
ชาว Underground คนนั้นยิ่งมั่นใจว่า Rust ยังสามารถกลับไปอยู่ฝ่าย Underground ได้ เชื่อว่าเรื่อง BR-003 เป็นความผิดพลาดของ Bai Yi ที่หลอก Rust ไป โดนแมงมุม (Langley) จับตัวไปทรมานล้างสมอง จับใส่ร่างกายที่ไม่ใช่ของ Rust ให้เพื่อเปลี่ยนความเชื่อของ Rust ให้เป็นแบบมนุษย์บนดิน พวกเขาหลายคนซาบซึ้งในสิ่งที่ Rust เคยทำไว้ในตอน BR-002 พวกเขาจึงไม่สามารถทิ้ง Rust ได้จริงๆ ชาว Underground จึงฆ่าร่างกายก่าของ Rust ที่ทำงานให้กับ 9th Agency เพื่อทำให้ Langley ไม่สามารถควบคุม Rust ได้อีกต่อไป หนำซ้ำ BR-003 ถูกเปิดเผยตำแหน่งแล้ว ทาง Shepherd จาก Underground และเหล่า Sage ทั้งหลายกำลังเตรียมพร้อม รอจังหวะเพื่อให้ Shepherd แห่ง Underground ได้จุติเหยียบพื้นผิวโลก และชำระล้างโลกใบนี้ให้สะอาด เป็นผู้ถือครอง Shackle แห่งการให้กำเนิด จะนำพาทุกคนสู่การจุติ
เพิ่มเติม
-ในส่วนนี้คือการสอบสวน Rust
-ชาว Underground ที่มาคุยด้วยบอกว่า ตาแก่ Underground คนนั้นความจำไม่ค่อยดีแล้วเพราะอายุเยอะมากๆ แต่ก็ยังเรียกหา Rust อยู่เรื่อยๆ

แต่ Rust รู้ดีว่าถ้ากลับไป ก็ต้องใช้ชีวิตใต้ดินในรูหนู รอคอยวันที่จะได้ถวายชีวิตตัวเองให้ Shepherd แห่ง Underground ก้าวขึ้นสู่การเป็นพระเจ้าเหมือนเดิม Rust จึงไม่ฟังอีกต่อไปและเริ่มโจมตีจนชนะ แต่ก็แลกมากับอาการที่สาหัสจนสติเลือนลาง
ในขณะเดียวกัน Chief พยายามตามหาร่องรอยของ Rust ไปทั่วทุกที่ แต่หลายครั้งเจอแค่ชิ้นก้อนเนื้อของร่างกาย Rust ที่ถูกทิ้งไว้ จนกระทั่งล่าสุดตรวจจับได้ว่าอยู่ที่ the Rust Chief จึงมุ่งหน้าไปที่แถวซาก BR-001 ทันที เข้ามาเจอ Rust ที่กำลังสติเลือนลาง Chief จึงรีบเข้าไปช่วยด้วยการใช้ Shackle กดค่าพลังมาเนียที่สูงเกินไป แต่ Shackle นี้ทำให้ Rust นึกถึง Shepherd ของ Underground ทำให้ Rust ที่เลือนลางเข้าใจว่า Chief คือ Shepherd จาก Underground Rust จึงเริ่มใช้พลังกลืนกินโจมตี Chief อย่างช้าๆ Rust พูดว่าอยากฆ่า Shepherd จาก Underground เพราะจะได้ไม่มี Black Ring อีก Rust จะได้ตายได้เสียที
คำพูดนั้นทำให้ Chief เข้าใจความปรารถนาของ Rust ทันที นั่นทำให้ Chief ที่เกลียดการตายนั้นโมโหมาก ดุว่า Rust ชุดใหญ่ แต่เธอก็ช่วยพา Rust กลับมารักษาตัวอยู่ดี
เพิ่มเติม
-Chief เองก็เป็น Shepherd มีพลังเหมือน Shepherd จาก Underground

พอ Rust ฟื้นขึ้นมาได้ Chief ก็นั่งรออยู่ข้างเตียงผู้ป่วยแล้ว ทั้งสองคุยกันยาวนานเพราะ Chief ไม่พอใจที่ Rust ไม่ให้คุณค่ากับชีวิตตัวเอง ต่อให้ตายแล้วเกิดใหม่ได้ก็เถอะ Rust เลยแซวตลกๆ ว่า รอบหน้ากลับมาด้วยร่างกายผู้หญิงในแบบที่ Chief ชอบก็ได้นะ แต่ Chief ไม่ขำ กลับมาคุยเรื่องเดิม แต่ Rust ยังไม่หยุดเล่นมุกตลกจน Chief โมโหมากจริงๆ ไม่ตอบอะไร จน Rust เองก็รู้สึกได้ถึงอารมณ์ที่โกรธมากของ Chief ผ่าน Shackle ถึงได้พูดขอโทษออกมา พร้อมให้คำสัญญาว่าจะพยายามสู้รักษาชีวิตตัวเอง และจะอยู่สู้เคียงข้าง Chief เพื่อกำจัด Black Ring และพวกผู้คนที่เกี่ยวข้อง
ในคืนนั้น ด้วยพลังของ Shackle ทำให้ Rust ไม่ฝันร้ายจาก Black Ring อีกต่อไป ฝันถึงความทรงจำดีๆ ช่วงเวลาดีๆ กับตาแก่ Underground ที่เลี้ยงดูเขา Rust ตื่นขึ้นมา ได้ยินเสียง Black Ring เบาๆ เขาจึงรู้แล้วว่าต้องทำภารกิจถัดไป เขาเขียนจดหมายทิ้งไว้ให้ Chief พร้อมกับยืมเงินนิดหน่อย ก่อนไปเจอกับ Bai Yi ที่ด้านนอก มีแซวแหย่กันเล็กน้อย พูดถึง 9th Agency และ Langley ก่อนจะเดินทางกลับเข้า Black Ring ใน DisSea
เพิ่มเติม
-Rust หลับสลบไป 1 สัปดาห์
-Rust พูดแหย่ว่าจะกลับมาด้วยร่างกายผู้หญิง ไม่ว่าเราจะเป็น Chief เพศไหนก็ตาม
-Rust บอกว่า Shackle กินได้มากกว่า Black Ring เยอะ ทำให้สามารถฆ่า Rust ได้จริงๆ ไม่ทำให้ดวงจิตของ Rust กลับคืนสู่ Black Ring ได้
-เวลา Rust ตาย Rust ไม่สามารถเลือกได้ว่าจะเกิดตอนไหน บางครั้งอาจจะผ่านไปเป็น 10 ปี
-ความทรงจำที่ Chief เห็นผ่านมาเนียนั้่น จะเป็นความทรงจำที่ Sinner คนๆ นั้นย้ำคิดถึงบ่อยมากที่สุด

วันที่ 25 เดือนกันยายน N.F.115 08:00 ณ พระราชวังทองคำ Fraser 4 ชั่วโมงก่อนที่งานเทศกาล Unity Gala จะเริ่มต้นขึ้น ผู้ประกาศเริ่มพูดเปิดงานต้อนรับนักท่องเที่ยวและประชาชนทุกคนเข้าสู่พื้นที่ ซึ่งงานเทศกาลนี้จะจัดขึ้นเป็นระยะเวลา 10 วัน ตัวแทนจากเมืองต่างๆ จะเข้ามาเพื่อเจรจาเรื่องแคมเปญ Ash และในวันนี้ตัวแทนจาก DisCity ได้มาอยู่ที่งานแห่งนี้แล้ว
แต่เบื้องหลังภายในงานตอนนี้ ทุกคนกำลังยุ่งกับการเตรียมงาน จัดลำดับคิวในการพูดไมค์ สถานการณ์ค่อนข้างวุ่นวายเพราะรัฐสภาคนไม่ครบ ตอบไม่ได้ว่ามากี่คนกันแน่ ถ้าห้องประชุมว่างเกิน คนมาน้อย ผู้ประกาศเองก็ไม่รู้ว่าจะพูดกู้สถานการณ์ได้ยังไง เขาพยายามให้นักเรียนอาสาสมัครและคนที่มีชุดทางการอื่นๆ มานั่งในจุดที่ว่างอยู่ แถมมีการเปลี่ยนแผนลำดับการพูดของตัวแทน DisCity เพื่อทำให้คนจาก DisCity ไม่ทันตั้งตัวเรื่องการเปลี่ยนเวลากระทันหัน
เพิ่มเติม
-กลับเข้าสู่เนื้อเรื่องหลัก

เวลา 9:00 ณ ห้องประชุมสภาของวุฒิสภา Fraser 3 ชั่วโมงก่อนที่งานเทศกาล Unity Gala จะเริ่มต้นขึ้น มีการฉายจอภาพพื้นที่ต่างๆ ของเมือง Fraser ตั้งแต่ พระราชวังทองคำ, หอคอย Sky Tower, ทางเข้าโรงแรมหรู และอื่นๆ อีกมากมาย เป็นการทัวร์พาผู้ชมในห้องให้รู้จักกับเมือง Fraser ก่อนที่การประชุมจะเริ่มต้นขึ้น Valorian (วุฒิสภา Fraser ที่ 3) เห็นการเตรียมพร้อมแล้วพึงพอใจอย่างมาก ต่างจาก Elliot (วุฒิสภา Fraser ที่ 2) ที่ไม่วางใจจนกว่าทุกอย่างจะเสร็จสิ้น
Marcus Drake ที่นั่งอยู่กำลังเล่นกับหมากรุกบนโต๊ะ วางแผนการต่างๆ ในเรื่องความสัมพันธ์ของ Farland, Fraser และ DisCity เพราะตั้งแต่แคมเปญ Ash จบไป เหล่าผู้คนอพยพเริ่มมีการจัดงานไว้อาลัยกันมากขึ้น ความจริงเกี่ยวกับ BR-005 เริ่มถูกเปิดเผย เรื่อง BR-003 เองก็ทำให้ฝ่ายที่รักสันติในสภาเริ่มฮึกเหิมขึ้นมา ต่างจากเหล่าขุนนางที่สนับสนุนเรื่องสงครามกลับมีความเคลื่อนไหวทางการเงินที่น่าสงสัย และคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ที่ทุกอย่างเริ่มเกิดขึ้นหลังจากที่ Margaret ปรากฎตัว
เหล่าตัวแทนของ Farland ต่างก็ดูประหม่ากระวนกระวายกังวล เพราะการทำสงครามนั้นไม่คุ้มค่าแล้ว ความกลัวทำให้ความเชื่อมั่นหายไป ทำให้การเงินของ Fraser ถดถอยลง หายนะที่เกิดจาก BR-005 ก็มีมากขึ้นทำให้ความสามัคคีในพันธมิตร Farland ลดน้อยลง ผู้คนแย่งกันตามหา Hypercube มากขึ้น ให้สมาคม Luminaris ล่อลวงเหล่าผู้นำให้ไปที่ Furor ด้วยคำสัญญา Hypercube ปลอมๆ และตัวแทนของสมาคม Luminaris (Daik) ก็จะถูกผู้ช่วย 2 ของ Margaret ฆ่า ทำให้ผู้นำของ Farland โกรธจนจับกุม Margaret กลับมาที่ Fraser ในฐานะฆาตกร และผู้ช่วย 2 คนนั้นก็ได้ตายไปในพื้นที่รอยแยกอันตรายแล้ว ถ้าตามหาศพเจอก็สามารถโยนความผิดทุกอย่างเกี่ยวกับ BR-005 ใส่คนตายได้
แผนการสุดท้ายคืองานฉลอง Unity Gala นี้ ส่งคนไปปลุกปั่นสาธารณะชน มุ่งเน้นไปที่ชาว Farland เพื่อให้เกลียดจนโกรธ และฝ่าฝืนทหารยามเข้าไปฆ่าตัวแทนของ DisCity เพื่อจุดประกายสงครามครั้งใหม่ระหว่าง Farland และ DisCity ส่วน Fraser ยืนดูอยู่ข้างๆ รอเก็บโกยหาผลประโยชน์ ยิ่ง Margaret เป็น Sinner ด้วย จะได้ทดลองใช้อาวุธลับจาก Sophos จาก Underground
Marcus มั่นใจว่าครั้งนี้จะจับ Margaret ไว้ได้ แผนการทุกอย่างจะลุล่วงสำเร็จ

เวลา 10:00 ณ โรงแรม Fraser 2 ชั่วโมงก่อนที่งานเทศกาล Unity Gala จะเริ่มต้นขึ้น เหล่าตัวแทนจาก Farland เริ่มเงียบ Rael ที่เกลียดงานฉลองมาก ขออยู่ในห้องโรงแรมตัวเองจนช่วงเวลาสุดท้าย แต่แล้วก็มีพนักงานโรงแรมที่มาเดินชนเข้ากับ Rael ทำจดหมายตกพื้น Rael รีบหยิบมาดูทันที พบว่าเป็นจดหมายถึง Jabara ที่คุยเรื่องการแลกเปลี่ยนสินค้าอย่างลับๆ ที่ห้าม Fraser และพันธมิตร Farland รู้เรื่องเด็ดขาด
Jabara ที่กำลังเผากระดาษทำลายหลักฐานสะดุ้งตกใจเพราะ Rael เปิดประตูกระแทกเข้ามาในห้องของ Jabara ทันที รีบคว้าเอกสารในมือของ Jabara ไปอ่าน พบว่าเป็นการซื้อขายลับกับ Nirvana ในเรื่องของอาหาร ราคาแพงไม่เป็นธรรม แจกจ่ายไม่เท่าเทียม Rael โมโหมาก เริ่มมีปากเสียงลงไม้ลงมือ แต่แล้ว Saina ก็เข้ามาสับหลังคอให้ Rael สลบไป Saina หยิบเอกสารมาอ่าน พยายามรีดเค้นความจริงทุกอย่างจาก Jabara ทันที

Marcus เข้ามาคุยทักทาย ซึ่ง Margaret ตอบด้วยน้ำเสียงที่เหนื่อยว่า เดินทางมาทั้งวันด้วยรถย้ายนักโทษ แถมโดนกักขังต่ออีกทั้งวัน จะรู้สึกเหนื่อยก็คงไม่แปลก เธอเอาผมทัดหูตัวเองด้วยความเหนื่อยล้า ยินยอมกับการเป็นแพะรับบาปของ Marcus ด้วยรอยยิ้ม Marcus กล่าวขอบคุณและชื่นชมอย่างประชดประชันในสิ่งที่ Margaret สามารถใช้งานลูกสาวคนสุดท้องของ Campbell (Hypatia) เสาะหาข้อมูลและนำไปให้ DisCity ได้ ถูกจับตามองอย่างหนักแต่ก็ยังสามารถไปโน้มน้าวเหล่าผู้นำ Farland ได้อีก แต่พลาดที่เชื่อมั่นใน Hypatia มากไปจึงล้มเหลว เพราะ Hypatia มีค่าแค่การวิจัย แต่เรื่องนี้ Margaret เถียงสุดใจว่า Hypatia เป็นอัจฉริยะของเด็กรุ่นใหม่ การที่มีค่าแค่ในฐานะนักวิจัยเป็นเรื่องบ้าบอ เธอเลือกที่จะปกป้อง Hypatia เพราะเธอใส่ใจและห่วงใยต่างหาก
Marcus เริ่มกล่าวเสียดายสายเลือดขุนนาง ความสามารถ และปัญญาของ Margaret อยู่ DisCity ไปก็ไม่มีใครสนใจ คนวงในก็เข้าไม่ถึง การเมืองก็ไม่ชนะ Nirvana ก็หักหลัง แถม DisCorps ที่ชอบสงครามก็เริ่มได้ชื่อเสียงอีก สันติภาพที่ Margaret ใฝ่หานั้นหดหายไปเรื่อยๆ Marcus กล่าวชวน Margaret ให้ย้ายไปอยู่ฝ่าย Fraser เพราะตัว Margaret เองก็อยู่ Fraser มานานจนเรียกได้ว่าเป็นชาว Fraser ไปแล้ว มรดกประเพณีของ Fraser ลึกซึ้ง มีศิลปะคุณค่ากว่า DisCity มาก
Margaret แซะและปฏิสเธกลับไปว่า ประเพณีของ Fraser ลึกซึ้งก็จริง แต่สร้างจากเลือดเนื้อของเมืองใน Farland ที่ถูกล่าอาณานิคมไปมากแค่ไหนล่ะ? Margaret ชอบสันติภาพที่เกิดจากการร่วมมือกันจริงๆ ไม่ใช่การหลอกลวงหรือเหยียบย่ำคนอื่นให้สันติ เพราะงั้น สันติภาพของ Fraser มันไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการ เธอไม่ขอเข้าร่วม Fraser
ทางด้าน Marcus เองก็ไม่คาดหวังให้ Margaret ย้ายฝ่ายอยู่แล้ว มีแผนการเตรียมรองรับไว้ ยังไง Margaret ก็พลิกเกมไม่ได้ Marcus อดใจรอดู Margaret ถูกฆ่าไม่ไหวแล้ว

เวลา 12:00 ณ ยอดสูงสุดของพระราชวังทองคำ Fraser ในที่สุดงานฉลอง Unity Gala ก็ได้เริ่มต้นขึ้น ดอกไม้ พลุ ดังสนั่นไปทั่ว ตัวแทนจาก DisCity Margaret Kervoz ถูกแยกออกจากคนอื่นๆ ผู้คนที่เข้าร่วมงานเริ่มซุบซิบกันทันทีที่เห็น Margaret ทางด้าน Saina เองก็อยู่ในคนกลุ่มนั้น Marcus ที่เห็นสีหน้าความเกลียดชังของ Saina ก็ประทับใจมากๆ แต่ Saina กลับยกมีดขึ้นมา ชี้ไปที่ขุนนางชนชั้นสูงของ Fraser แทน เพราะเธอรู้ความจริงแล้วว่าที่ Farland ทรมานกันมากขนาดนี้เป็นเพราะขุนนางของ Fraser
Saina ตะโกนไล่ให้ขุนนาง Fraser ไปตาย แน่นอนว่าเหล่าขุนนางตกใจทันที เพราะคาดหวังให้คนเกลียดโกรธ Margaret ต่างหาก ไม่เป็นไปตามแผน! Saina เริ่มเข้าโจมตีขุนนาง Fraser ทันที ทำให้ทุกอย่างชุลมุนวุ่นวาย Margaret ที่นั่งอยู่ คลี่พัดออกมาปิดบังรอยยิ้มของเธอที่หุบไม่อยู่ Margaret ยิ้มสบตากับ Marcus ที่ตกใจและฉุนเฉียว และแล้ว Saina ก็เข้ามาทำลายโพเดียมจนหักออกเป็นส่วนๆ บทพูดสคริปที่เตรียมไว้ขาดหมด


━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━
ย้อนไปในอดีต(Margaret เล่าเรื่องอดีตของตัวเอง)
Margaret ได้มีโอกาสเดินทางไปทั่วทุกพื้นที่ของ Farland กับคุณพ่อตั้งแต่เด็กๆ ได้เห็นผู้คน วัฒนธรรม จังหวะวิถีชีวิตที่มากมาย ความแตกต่างกันที่หาไม่ได้ที่บ้าน บางคนก็แค่พยายามอยู่รอด บางคนทำงานเพื่อรักษาสิ่งที่มี บางคนอยากเปลี่ยน บางคนอยากได้ความสงบ แม้ว่าหายนะจะเกิดขึ้น แต่ผู้คนก็ไม่เคยหยุดเดินหน้า แบกภาระและความฝันของตัวเองไว้

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━
กลับมาปัจจุบัน
Saina แย่งไมค์จากโพเดียมมาพูด เสียงดังก้องไปทั่วทั้งพระราชวังทองคำ Fraser ว่า ขุนนาง Fraser ร่วมมือกับ Jabara และคนอื่นๆ ขูดรีดชาว Farland จนตาย ขาย Hypercube ให้ Farland แพงกว่าราคาที่ DisCity ขายให้หลายเท่า กักตุนสเบียงแล้วขายราคาแพง ไม่ว่าจะเหล็ก ข้าวสาร อาหารต่างๆ รวมถึงมนุษย์ด้วยอีกต่างหาก
Saina วางเอกสารค้าขายย้อนหลัง 5 ปีที่หน้าของขุนนางแก่ๆ คนหนึ่ง เหล่าขุนนางที่หยิบขึ้นมาอ่านต่างก็หน้าซีด Jabara รีบมาเถียงว่าใครๆ ก็ต้องเอาตัวรอด! แต่ Saina ได้ยินก็โกรธ กระชากคอเสื้อ Jabara ปาดชุดของเขาเปิดออก เผยให้เห็นแหวนเพชรพลอยอัญมณีต่างๆ ข้างใต้ ส่องสะท้อนแสงวาววับไปทั่วห้อง

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━
ย้อนไปในอดีต(Margaret เล่าเรื่องอดีตของตัวเอง)
Margaret เล่าว่า ความแตกต่างนั้น นำไปสู่ความไม่ลงตัวปรองดองแน่นอน ยิ่งในโลกที่มีแต่หายนะความสิ้นหวังแล้ว ทุกคนต่างก็ต้องดิ้นรน ปัญหาความขัดแย้งจึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ Margaret นั้นถนัดเรื่องพูดคุยเจรจา ชอบวิธีการที่อ่อนโยนสง่างามในการหาจุดร่วมกันตรงกลางของทุกฝั่งฝ่าย ไม่ว่า Margaret จะไปที่ไหน เธอก็มักจะสร้างจุดเริ่มต้น ปลูกเมล็ดแห่งสันติภาพเอาไว้เสมอ รดน้ำทีละหน่อยเพื่อที่สักวันหนึ่ง ที่แห่งนั้นจะเกิดความสันติสุขจริงๆ แต่ Margaret ไม่สามารถอยู่ดูแลรดน้ำได้ตลอด เมล็ดแห่งสันติภาพก็ถูกเหยียบย่ำ บ้างก็โดนขุดถอนออกไป

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━
กลับมาปัจจุบัน
ผู้คนในฮอลล์เริ่มโมโห ขุนนางต่างๆ ก็เริ่มลุกเพื่อที่จะหนี แต่ Marcus ยังคงพยายามโน้มน้าว Saina ที่ไม่รู้บุญคุณ ทุกข์ทรมานเพราะ DisCity ได้รับพลังได้อารัมจาก Fraser แต่กลับแว้งมากัดผู้ให้พลังซะเอง Marcus ชี้หน้า Margaret เพื่อให้ Saina ไปโจมตี Margaret แทน แต่ Saima ไม่สนใจ เพราะต่อให้ DisCity ผิด แต่ Fraser ก็ผิดไม่ต่างกัน พี่น้องของเธอตายในแคมเปญ Ash ไปมากมาย เชื่อในคำพูดของ Fraser ยอมหลั่งเลือดเนื้อให้ แต่ทุกอย่างเป็นเพียงคำโกหก เธอไม่ได้เกลียด DisCity แต่เกลียดปีศาจที่เอาขูดรีด Farland ต่างหาก!
ชาว Farland คนอื่นๆ เริ่มตะโกนด้วยความเดือดดาล ทหารยามรีบยกดาบเข้าห้ามปรามประชาชนทันที แต่นั่นยิ่งทำให้ผู้คนโมโหเดือดดาลมากกว่าเดิม ทุกคนเริ่มหยิบมีดหยิบดาบ โจมตี Fraser
ส่วน Margaret ที่ถูกแยกออกห่างได้แต่นั่งมอง ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเหมือนกับอดีตที่เธอเคยเจอไม่มีผิด

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━
ย้อนไปในอดีต(Margaret เล่าเรื่องอดีตของตัวเอง)
Margaret เล่าว่า Farland ชอบที่จะพัดโบกจุดประกายไฟของสงครามให้ติด พวกที่มีอำนาจไม่เคยเสียผลประโยชน์ในเวลาที่คนอื่นตายอยู่แล้ว อยากได้แค่เงินและอำนาจที่สร้างขึ้นได้จากสงครามความขัดแย้งต่างๆ ทั้งๆ ที่ถ้าอยากได้เงินและอำนาจ มีวิธีการที่ดีกว่านี้ตั้งเยอะ แต่เหล่าขุนนางของ Fraser ก็มักจะใช้วิธีที่มักง่ายที่สุด จ่ายด้วยชีวิตของคนอื่น

ในปี N.F. 106 ณ สถานทูต DisCity ที่ Fraser ในตอนนั้น Dravyn ไม่ได้ดำรงตำแหน่งนายกของ DisCity แล้ว Margaret ผู้เป็นคนออกแบบวางแผนงาน Great Expo ทุกอย่าง พยายามอธิบายให้เหล่าหัวหน้าของพันธมิตร Farland เข้าใจ และการที่ Fraser จะยกเลิกแผนลงชื่อเซ็นสนธิสัญญาที่ร่วมกันสร้างมา 5 ปีเพราะเหตุวุ่นวายที่ ‘หอแห่งการชี้นำ’นั้นไม่สมเหตุผล การเข้าสู่สงครามนั้นไม่ใช่เรื่องดี เหตุวุ่นวายนี้เป็นการจัดฉากเพื่อทำลายการร่วมลงนามในสนธิสัญญาครั้งนี้แน่นอน อีกทั้งทางฝั่ง Farland ยังไม่สามารถป้องกันตัวเองจากมาเนียได้ ไม่มีฝ่ายไหนได้ประโยชน์จากการยกเลิกสัญญาเลย Margaret ขอร้องไม่ให้ใช้ความโกรธตัดสินใจ และเสนอให้ส่ง Blackett (Langley) ไปสืบหาความจริงแทนการประกาศสงคราม
แต่แล้ว Black Ring ก็เกิดขึ้นที่ ‘หอแห่งการชี้นำ’ งาน Great Expo ถูกยกเลิก สงคราม Outland กลับมาปะทุอีกครั้งหลังจากที่ Margaret พยายามสงบสงครามด้วยการจัดงาน Great Expo ซึ่งสงครามนี้ลากยาวไปอีก 1 ปี
แม้แต่เพื่อนที่มีวินัยมากที่สุดของ Margaret (หมายถึง Langley) ก็ต้องเดือดร้อนลำบากเพราะแผนการที่โง่เขลาของ Fraser ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ว่า Margaret จะพยายามสร้างรากฐานต่อกรกับแผนการนั้นยังไง Fraser ก็ทำลายมันเสมอ
เพิ่มเติม
-ชื่อเต็มของ Langley หรือหัวหน้าคนปัจจุบันของ 9th Agency คือ Langley Blackett เป็นเพื่อนคนหนึ่งของ Margaret

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━
กลับมาปัจจุบัน
ผู้คนในฮอลล์เริ่มหนีตายกัน Saina พยายามสู้กับทหารยามปกป้องประชาชน แต่จำนวนของทหารยามมันมากเกินไป จนกระทั่ง Helga ยิงสไนเปอร์จากที่ไกลๆ ยิงกลางหน้าผากของทหารยามคนหนึ่งล้มลงไป แล้วหันไปเล็งที่ Margaret ต่อ Helga ไม่เข้าใจเลยว่า Margaret วางแผนอะไรอยู่กันแน่ แต่ Margaret ดูไม่ทุกข์ร้อนอะไร ท่าทีสง่างามเหมือนเคย แถมมองกลับไปหา Helga ผ่านลำกล้องปืน ยิ้มเหมือนปกติ แถมพูดแซวอีกฝ่ายว่า
“สงสัยว่าฉันคิดอะไรอยู่งั้นหรอ? คุณ Helga? ฉันก็คิดถึงเรื่องสันติภาพน่ะสิ จะมีอะไรล่ะ”
Margaret ยังคงรอคอย Hypatia ให้มาถึงอยู่ อีกเพียงไม่นานเท่านั้น ทุกอย่างก็จะถูกเปิดเผย
เพิ่มเติม
- Margaret พูดขอบคุณนก Canary ตัวน้อยที่เป็นอิสระของเธอ (Hypatia) เพราะ Hypatia เป็นคนที่พูดจริงใจเสมอ พูดอะไรใครก็เชื่อได้ไม่ยาก ทำให้เหล่าผู้นำของ Farland ยอมพูดเปิดใจว่าต้องการอะไร Margaret ที่แอบฟังในฐานะนกจึงรู้และวางแผนจากข้อมูลเหล่านั้น
-ความจริงใจของ Hypatia ทำให้เหล่าหัวหน้าของ Farland ร้อนรน อย่าง Jabara ถึงกับติดต่อ Margaret ให้ช่วยเรื่องการค้าขายเพราะ Fraser เริ่มถดถอย แต่ DisCity เริ่มรุ่งเรือง ส่วน Rael แม้จะไม่เชื่อ DisCity เลยแต่เป็นคนหัวร้อน อารมณ์ชั่ววูบบ่อย ชักใยง่าย ส่วน Yokna แค่ต้องการคำตอบ คนชี้นำทางว่าทางไหนคือทางที่ใช่และถูกต้อง พวกเขาก็พร้อมจะก้าวไปทางนั้น
-Helga รู้แผนของ Farland แต่หยุดไว้ไม่ได้ ไม่มีอำนาจแทรกแซงมากพอ

Marcus โมโหมาก เรียกหา ทหารยาม หรือจะ Sophos จาก Underground ก็ได้ ซึ่งทันทีที่พูดถึง Underground เหล่าหุ่นเชิดของ Underground ก็ปรากฎตัวทันที ตั้งใจจะใช้กับ Margaret แต่กลับต้องมาใช้กับกลุ่มคน Farland ซะอย่างนั้น และแล้วการไล่ฆ่าก็เกิดขึ้น
Margaret รอ Hypatia ไม่ไหว จึงเข้ามาขัดขวาง เธอเดินเข้าไปที่ฝูงชน ไม่มีใครหยุดเธอเพราะเหล่าทหารยามมัวยุ่งกับการจัดการประชาชน Margaret ประกาศว่าเธอพร้อมที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อหาทางออกให้กับความวุ่นวายที่เกิดขึ้น หาความสงบสุขที่ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างพึงพอใจ วิธีการของ Fraser จึงเป็นสิ่งที่โหดเหี้ยมที่สุด ทำลายทุกความสงบสุขที่ Margaret เคยสร้างหนำซ้ำยังทำลายความหวังของคนที่มาขอความช่วยเหลืออีกต่างหาก
สำหรับ Margaret แล้ว ไม่ว่าจะต้องใช้มาเนียหรือเล่นงานจุดอ่อนของมนุษย์ ขนปีกนกพิราบไม่จำเป็นต้องขาวสะอาดตลอดเวลา ขอแค่ ณ จุดสิ้นสุดปลายทาง มีความสงบสุขสันติภาพรออยู่


Margaret เริ่มใช้พลังมาเนียระดับ S ของตัวเอง ทำให้ทุกคนในห้องฮอลล์นี้สงบลง นกพิราบสีขาวจำนวนมากเริ่มปรากฎตัว บินทะยานไปทั่วท้องฟ้าของเมือง Fraser ดุจดั่งคำสัญญาทุกคำของ Margaret
"เหอะ พวกขุนนางแห่ง Fraser... ถือตัวสูงส่งกว่าใคร แต่กลับจมปลักอยู่กับความโง่เขลาที่เกินจะเข้าใจซะเอง ถ้าพวกคุณไม่เข้าใจว่าสันติภาพคืออะไร... ฉันจะเป็นคนสอนคุณเอง"
"สันติภาพคือการประนีประนอมที่จำเป็น ยึดเหนี่ยวไว้ด้วยความเชื่อมั่น ความมุ่งมั่นที่บางครั้งถูกควบคุมด้วยเหตุผล ความซื่อสัตย์ที่ถูกรักษาไว้ ความร่วมมือที่ได้รับเกียรติ และมโนธรรมที่ได้รับการเชิดชู มันคือการยื่นมือออกไปช่วยแม้จะมีแรงต่อต้าน เลือกใช้การพูดคุยแม้ในยามที่หนทางนั้นยากลำบาก"
"ขอโทษทีนะ... แนวคิดนี้มันยากเกินจะทำความเข้าใจไปหรือเปล่า? แต่ไม่ต้องกังวลไป แค่ทำตามคำชี้แนะของฉัน ฉันจะนำทางคุณไปสู่ความสามัคคีและปรองดองที่แท้จริงเอง บอกลาเพื่อน Underground ของคุณเถอะ โลกที่สงบสุขไม่ต้องการพวกเขา"


ในตอนนี้ อาวุธในมือของทุกๆ คนหลุดร่วงออกจากมือ ทุกคนยังมีสติแต่ขยับอะไรไม่ได้ ได้แต่จ้องมองไปยัง Margaret ด้วยความหวาดผวา
"ตายจริง... ฉัน‘เผลอ’เปิดเผยนิสัยที่แท้จริงออกมาจนได้ แถมคุมอารมณ์ไม่อยู่อีก ดูไม่เหมาะสมเอาเสียเลย" Margaret พูดออกมาเบาๆ แต่ Marcus หัวเราะออกมา หน้าซีดเซียว
"เหอะ...แกคิดว่าแค่นี้จะชนะเหรอ? ที่นี่คือ Farland ไม่มีใครเชื่อชาว DisCity หรอก..." Marcus ยังคงพยายามต่อต้าน Margaret
"เฮ้อ คุณพูดถูก กลยุทธรอยยิ้มของฉันคงใช้ไม่ได้ผลแล้ว ทันทีที่ตัวแทนแห่งสันติภาพเผยกรงเล็บให้เห็น มันก็ยากที่จะไว้ใจ ฉันแค่อยากช่วยให้ทุกคนเจอกับคำตอบที่สันติเท่านั้นเอง" Margaret ยังคงเล่นคำกับ Marcus ถ่วงยื้อเวลาไว้
Saina เริ่มพูดบ้างว่าคนจาก DisCity จะไปเข้าใจอะไร Margaret ถึงได้พูดตอบกลับว่า การสู้กัน ทะเลาะกัน ฆ่ากันโดยไม่มีที่สิ้นสุด จะหยุดได้ตอนไหน? จะทำให้ผู้คนหายทรมานได้เมื่อไหร่? ทำให้ทุกคนมีความสุขได้เหรอ? แน่นอนว่า Saina ปฏิเสธไม่ได้ พูดอะไรไม่ออก แต่ Margaret ไม่คุยกับ Saina ต่อ เธอหันไปมองรอบๆ ห้อง ก่อนจะพูดออกมาว่า
"...นกน้อยของฉันควรจะกลับมาได้แล้วสิ"
เพิ่มเติม
-‘เผลอ’ แถวบ้านเรียกว่า นี่คือจงใจชัดๆ(ฮา)
-Margaret ห่วง Hypatia มากกก

และแล้ว นกพิราบสีขาวราวกับหิมะก็ปรากฎตัว บินเข้ามาผ่านหน้าต่าง ร่อนมาเกาะนิ้วของ Margaret คลอเคลียนิ้วครู่หนึ่งก่อนจะบินออกไปอีกครั้ง ไปทาง Hypatia ที่กำลังพยายามเดินมาเรื่อยๆ ทุกคน ทุกสายตาในฮอลล์แห่งนี้จับจ้องไปที่ Hypatia ตัวเธอมีแต่มาเนียสีดำที่ปนเปื้อนเกาะตามตัว เลอะหมดทั้งเนื้อตัวและเสื้อผ้า ราวกับว่าเพิ่งคลานออกมาจากส่วนที่ลึกที่สุดของพื้นที่หายนะ Hypatia ยังคงกอดคริสตัลมาเนียไว้แน่นจนทิ่มแทงตัวเองไปหมด แขน ไหล่ มือ แต่ Hypatia ไม่ยอมปล่อย เดินกะเผลกๆ ไปทีละก้าวอย่างช้าๆ แต่ก็ไม่มีใครกล้าขยับหรือทำอะไร ทุกคนตกใจกับสภาพของ Hypatia และสิ่งที่ Hypatia ถืออยู่ และสงสัยว่า Hypatia คือใคร ถืออะไรอยู่?
Saina ตกใจมาก เพราะเธอกับ Helga วนรถหารอบพื้นที่ Tear zone แล้วแต่ก็ไม่เจอ ตัดสินไปแล้วว่าเสียชีวิต Saina จะลุกไปหา แต่มาเนียที่แผ่ออกมาจากตัว Hypatia นั้นรุนแรงมาก แววตาของ Hypatia เหม่อลอย เธอไม่มีแรงหลงเหลือในการสู้กับมาเนีย พูดคุย หรืออธิบายอะไรแล้ว แต่ Saina เห็น ภายใต้มาเนียที่ Hypatia ถืออยู่คือ Hypercube สีฟ้าสว่างใส
Marcus ตกใจ รีบหันไปมอง Margaret ที่ไม่ทุกข์ร้อน พัดตัวเองเบาๆ ยิ้มภูมิใจที่ทุกอย่างเป็นไปตามแผน ในตอนนี้ Hypatia ได้นำความหวังมาให้ชาว Farland แล้ว Hypatia Campbell ที่ไม่มีค่าอะไรนอกจากการเป็นนักวิจัยในสายตาของ Marcus

Marcus รีบสั่งให้แย่งสิ่งที่อยู่ในมือ Hypatia และฆ่า Hypatia ทิ้งทันที ไม่ยอมให้ Hypatia นำ Hypercube ไปให้ Margaret เด็ดขาด Marcus กดปุ่มฉุกเฉินที่ดังแจ้งเตือนในแลปทดลองของสมาคม Luminaris เรียกหา Lana Kantarella (วุฒิสภา Fraser ที่ 5) หญิงสาวในชุดแลปสีขาวเปิดดูถ่ายทอดสดและตอบกลับทันทีด้วยความใจเย็นว่า "ถ้างั้น เปิดใช้งานอาวุธของ Sophos ได้"

ปีศาจนกขนาดยักษ์เริ่มส่งเสียงร้องทันที กระพือปีกบินขึ้นมายังชั้นสูงสุดของพระราชวังทองคำ Fraser จากหอคอย Sky Tower พุ่งตรงเข้าไปหา Hypatia ที่อยู่ในฮอลล์ท่ามกลางผู้คนมากมาย Hypatia รู้สึกได้ถึงภัยอันตรายที่เข้าใกล้ เธอสร้างกำแพงบาเรียอารัมขึ้นมาทันที แต่กำแพงนั้นอ่อนแอ Helga ที่ถือสไนเปอร์ไว้นานเริ่มยิงใส่ปีศาจนกทันที นัดแรก ปีศาจนกกระตุกค้าง นัดสองยิงปีก แต่สิ่งที่ไหลออกมาไม่ใช่เลือด แต่เป็นคริสตัลที่คล้ายคลึงกับอารัม นัดสามยิงใบหน้า แม้จะไม่ทะลุ แต่ก็ทำให้ใบหน้าของปีศาจนกแตกเหมือนกระจกแก้ว ปีกที่ถูกยิงบินไม่ได้แล้ว ปีศาจนกหันไปมอง Helga ที่ยิงทันที
เพิ่มเติม
-Helga ก็โดนพลังของ Margaret ไป ทำให้ต้องฝืนถือสไนเปอร์มาก ใช้พลังมหาศาลในการถือสไนเปอร์ไม่ให้สั่น

"ชาว Farland ทั้งหลาย พวกแกไร้ความสามารถจนต้องปล่อยให้เด็กผู้หญิงคนหนึ่งเสี่ยงชีวิตให้เลยเหรอ?! ไปสู้มันสิ!"
Helga พูดประกาศเสียงดัง ชาว Farland เข้าใจทันทีว่า Fraser ตั้งใจจะแย่ง Hypercube แถมสั่งฆ่า Hypatia ด้วย เพราะฉะนั้นแล้วต้องปกป้อง Hypatia ไว้ให้ได้ ยอมโดนมาเนียที่ปนเปื้อนจากตัว Hypatia เพื่อเอาตัวเองมาบังปกป้องโดยไม่สนใจ Saina เองก็ปกป้อง Hypatia ด้วยสุดแรง ทุกคนพยายามสู้กับปีศาจนกแม้ว่าจะเปล่าประโยชน์ โจมตีไม่เข้าเลยแม้แต่น้อย

Margaret ที่เฝ้ามองอยู่ได้แต่ยิ้ม เธอปิดพัดของตัวเองลง หยุดใช้พลังเพื่อให้ทุกคนหยิบอาวุธต่อสู้ได้ Helga เล็งสไนเปอร์ใหม่ พยายามใช้พลังความสามารถทั้งหมดที่มีในการเล็งปีศาจนกที่บินอยู่ เหมือนกับภารกิจที่เธอเคยทำในอดีต เธอยังคงลังเลว่าเชื่อ Hypatia ได้จริงเหรอ? เสียงมาเนียในหัวก็ยิ่งปลุกปั่นว่าถ้าเชื่ออีกก็พลาดอีก แต่ Helga ไม่ฟัง ตัดสินใจยิงโดยไม่ลังเลทันที
กระสุนนัดนั้นของ Helga ทำปีศาจนกร่วงทันที มันกรีดร้องโหยหวน ร่วงหล่นสู่โดมกระจกแก้วของหอคอย Sky Tower อย่างน่าอนาถ ปีศาจนกตะเกียกตะกายหนีหายไปไกล แต่ทุกคนที่พยายามปกป้อง Hypatia ได้แต่อึ้งที่พวกเขาปกป้องเด็กสาวคนนี้เอาไว้ได้ พวกเขาเริ่มตะโกนเฉลิมฉลอง Yokna เองก็ปลื้มปริ่มที่ในที่สุด Farland ก็จะมีเหมือง Hypercube เป็นของตัวเอง

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━
ย้อนไปในอดีต (Hypatia ที่ค้นพบ Hypercube)
ตลอดระยะทางที่ Hypatia ก้าวเดิน เธอมองอะไรไม่เห็นเลยจากมาเนีย แม้จะยังพอมีเงาผู้คนด้านหน้าบ้าง แต่เห็นไม่นานก็หายไปราวกับเป็นภาพลวงตา เธอได้ยินแต่เสียงของเหล่าขุนนาง Fraser ที่ดูถูก ดุว่าเธอที่ทรยศเลือกเข้าข้าง DisCity แต่เธอชินชากับคำพูดเหล่านี้แล้ว

ไม่นานนัก เธอก็เริ่มได้ยินเสียงของชาว Farland รวมถึง Helga ที่มองดูอยู่ไม่ห่าง เป็นวินาทีนี้เอง ที่เธอได้เห็นว่าเธอมีสมบัติล้ำค่าที่สุดอยู่ในมือ ของขวัญที่ไร้ค่าจากชาว Furor ได้แปรเปลี่ยนกลายเป็นผลึกเพชรสีฟ้าใสอันทรงคุณค่า ของขวัญจากอดีตที่ไม่อาจลืมเลือน ของขวัญที่สามารถเปลี่ยนชีวิตของชาว Farland ได้

Helga มาหา Hypatia ตามข้อมูลที่ Margaret ให้ไว้ จับ Hypatia ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ รีบเร่งเครื่องพา Hypatia ไปส่งที่งานฉลองให้ทันในพิธีเปิดงาน
ในระหว่างที่ขับมอเตอร์ไซค์ Helga เล่าความเป็นอยู่ของ Farland ว่าที่นี่คือดินแดนไร้อนาคต เคยชินกับการใช้ชีวิตในเงาของใครคนอื่น เดินตามหลังใครบางคน เมื่อมีนครหลวง ชาว Farland ก็เชื่อฟัง แต่หลังจากนครหลวงล่มสลายไป ชาว Farland จึงไปพึ่ง Fraser เคยหันไปขอความช่วยเหลือ DisCity แต่ DisCity ไม่เคยเหลียวแลสนใจ ก็เลยเป็นที่มาว่าทำไมถึงรวมตัวกันก่อตั้งพันธมิตร Farland ขึ้นมา ไม่มีประสบการณ์ด้านการเจรจาหรือการเมือง แต่เรียนรู้ได้ ไปๆ มาๆ Helga ก็ได้กลายเป็นหัวหน้า นั่นทำให้ Helga ได้เห็นว่า ชาว Farland ไม่เคยมีทางเลือกเลย ไม่มี Hypercube แบบ DisCity หรือความร่ำรวยแบบ Fraser พอเจอกับหายนะก็ทำได้แค่รอความตาย หรืออ้อนวอนอธิษฐานให้ใครสักคนสงสารมากพอที่จะมาช่วย ยอมข้ามน้ำข้ามไฟ พร้อมลงนรกโดยไม่คิดชีวิตเพื่อผู้มีพระคุณที่ยื่นมือมาช่วยเหลือ การถูกเอารัดเอาเปรียบคือข้อได้เปรียบ การย้ายฝ่ายกลับกลอกไปมากลายเป็นวิธีเอาตัวรอด

สำหรับ Helga แล้ว Hypatia เป็นลูกขุนนาง ไม่เหมือนกับชาว Farland หรอก ไม่จำเป็นต้องช่วยขนาดนี้ แต่ Hypatia ไม่เห็นด้วย คนทุกคนมีค่าเท่ากันอย่างเท่าเทียม เมื่อเธอคิดแบบนั้นได้แล้ว Hypatia เริ่มมีความมุ่งมั่น รีบวิ่งและก้าวเดิน ไม่สนใจความเจ็บปวดที่หลังคอแม้แต่น้อย

จนในที่สุด Hypatia ก็มาถึงจุดปลายทาง Margaret ยืนรออ้าแขนออกต้อนรับ Hypatia ด้วยรอยยิ้ม
"ยินดีต้อนรับกลับนะ Hypatia เธอสร้างปาฏิหารย์แล้ว ฉันรู้มาตลอด...ว่าเธอทำได้แน่"
Hypatia ฟุ่บเข้าไปในอ้อมกอดนั้น รู้สึกได้ถึงไออุ่นอันแสนอ่อนโยน ความเจ็บปวดและภาระที่แบกรับไว้อย่างหนักอึ้ง แทบจะละลายหายไปทุกอย่าง ทุกครั้งที่เส้นทางมืดหม่น Margaret มักจะเป็นคนชี้นำทางให้ Hypatia เสมอ แต่ Hypatia ควรทำในสิ่งที่ถูกต้อง เธอเริ่มพูดออกไป
"คุณ Margaret..."

Hypatia กอด Margaret ไว้แน่น พูดกระซิบออกมาเบาๆ ข้างหูของ Margaret ว่า
"ทั้งหมดนี้คือแผนการของคุณใช่ไหมคะ? ตั้งแต่วินาทีที่คุณเข้าหาฉัน... คุณวางแผนไว้หมดแล้ว คุณตั้งใจใช้ฉันเพื่อผลักพันธมิตร Farland ให้หลุดพ้นจาก Fraser เพื่อเข้าร่วม DisCity ใช่ไหมคะ?"
ท่ามกลางเสียงเฉลิมฉลองของผู้คนจาก Farland แต่เสียงของ Hypatia ดังชัดเจนในพื้นที่เล็กๆ ระหว่างผิวของหญิงสาวสองคนนี้ Margaret ไม่ตอบอะไร แต่ Hypatia หยิบอุปกรณ์นกอารัมที่แตกหักออกมาจากชุดตัวเอง แล้วถอดชิ้นส่วนออก เผยให้เห็นส่วนประกอบที่ใช้แอบติดตามดักฟัง ทั้งสองคนไม่พูดอะไรกัน แต่ Margaret กำพัดในมือแน่นขึ้น พูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนและตั้งใจ
"ผลลัพธ์ในตอนนี้มันดีที่สุดแล้วไม่ใช่เหรอ? ดูใบหน้าของพวกเขาสิ นึกถึงสิ่งที่พวกเขาต้องการมากที่สุด... Hypatia ฉันมีจุดยืนของฉันก็จริง แต่ฉันสัญญาว่าจะไม่มีวันทำร้ายเธอเด็ดขาด เธอ...ไว้ใจฉัน ใช่ไหม?"

Hypatia ปล่อยกอดนั้น เดินถอยออกไปหนึ่งก้าว เธอมองไปยัง Margaret ตรงหน้าที่ชี้นำ แนะแนว และทำให้ตัวเธอเป็นคนใหม่ Margaret สำหรับ Hypatia นั้นเป็นคนที่อ่อนโยนและเปล่งประกาย อาจจะมีฉุนเฉียวบ้าง แต่เป็นคนที่มุ่งมั่นในการตามหาความสงบสุขจริงๆ ทำให้ทุกคนรอบข้างมีความหวัง จุดประกายกำลังใจ มันไม่ใช่การแสดงหรือหิวกระหายอำนาจเลย Hypatia รู้ใจของ Margaret ดี แววตาของ Margaret ที่เศร้าและงุนงงจากการที่ Hypatia ปล่อยอ้อมกอดในตอนนี้ก็เป็นของจริงเช่นเดียวกัน แต่การโน้มน้าว นำทางเพื่อหลอกใช้งานก็เป็นของจริง ความห่วงใยและการดูแลเองก็เป็นของจริงเหมือนกัน
"ขอบคุณค่ะ... ที่พยายามเชื่อมโยงเมืองที่แตกแยกเข้าด้วยกัน ด้วยความจริงใจที่อยากทำให้ทุกที่เกิดความสงบสุข ชี้นำเปิดทางใหม่ที่เป็นไปได้ในวันที่โลกมืดหม่นไร้หนทาง สำหรับคนที่อ่อนแอและดื้อรั้นอย่างฉันแล้ว... คุณยังคงยื่นมือมาช่วยเหลือ นำทางฉันด้วยความจริงใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในวันที่ฉันหลงทาง คุณคือคนที่พาฉันออกจากความมืดนั้น สำหรับเรื่องนั้น... ฉันจะรู้สึกซาบซึ้งและขอบคุณตลอดไป แต่เส้นทางต่อจากนี้ ฉันต้องเดินด้วยตัวเอง ต่อจากนี้... ให้ฉันได้เลือกเส้นทางของตัวเองนะคะ"
Hypercube ในมือของ Hypatia ยังคงส่องสว่าง ตอนนี้ Hypatia มีความมุ่งมั่นเป้าหมายใหม่แล้ว

"แล้ว...เธอจะไปไหนล่ะ?"
Margaret ถามออกมาเบาๆ เธอรู้ดีว่า Hypatia ไม่มีทางเปลี่ยนใจ แต่ในเมื่อไม่มีคนชี้นำทาง Hypatia จะไปไหน? แต่ Hypatia ไม่ตอบ เธอเดินผ่าน Margaret ขึ้นไปที่โพเดียมใกล้ๆ เพื่อจับไมค์ ภาพความยากลำบากซ้อนทับเข้ามาในความคิดของเธอ และเธอก็ได้พูดออกไป
"ประชาชนแห่ง Farland... ฉันคือ Hypatia นี่คือ... Hypercube ที่ฉันได้มาจากส่วนลึกของพื้นที่หายนะ ฉันขอโทษที่ฉันนำออกมาได้เพียงแค่นี้ แต่ระหว่างการเดินทางในครั้งนี้ ฉันได้ยินความหวัง อนาคตที่พวกคุณคาดหวัง เหมืองจาก BR-005 ที่แท้จริง เพื่อโอกาสในการมีพลัง โอกาสในการมีอิสระภาพ ฉันรู้คำตอบที่พวกคุณต้องการฟังจากฉัน ฉันคงต้องขอโทษด้วย... แต่ฉันคงยังไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนได้"
สีหน้าของผู้คนในฮอลล์จากตอนแรกเฉลิมฉลอง แปรเปลี่ยนกลายเป็นความไม่แน่ใจ แต่ทุกคนจับจ้องไปที่ Hypatia

"...ฉันมาจากตระกูล Campbell เป็นขุนนางของ Fraser ที่ไม่เคยยากลำบาก ได้ไปวิจัยอารัมที่ Furor แต่ฉันก็พลาดที่ไม่สามารถปกป้องพวกเขาที่ช่วยเหลือฉันได้ พลาดที่ไม่สามารถหยุดยั้งแผนการชั่วร้ายได้ พลาดที่ไม่สามารถช่วยชีวิตผู้คนที่ตายจากไปเพราะ BR-005 ฉันอ่อนแอมาตลอด มองไม่เห็นเป้าหมายที่แท้จริง ตัดสินใจพลาดเสมอจนมันสายเกินไป ได้แต่มองหายนะเกิดขึ้นตรงหน้า ขนาดอารัมที่ฉันเป็นคนวิจัย ฉันกลับไม่สามารถควบคุมได้เลยว่ามันถูกนำไปใช้งานยังไง กลายเป็นบาดแผลบนร่างกายของนักรบอารัม กลายเป็นอาวุธที่ใช้ทำร้ายผู้อื่น ขนาดเสี่ยงตายเข้าไปในใจกลางของพื้่นที่ tear zone... ฉันกลับนำ Hypercube กลับออกมาได้เพียงแค่นี้ ฉันคงสัญญาไม่ได้ว่าจะเจอมากกว่านี้ สัญญาไม่ได้ว่าจะทำให้พันธมิตร Farland เป็นอิสระจากอำนาจภายนอก สัญญาไม่ได้ว่าจะนำพา Farland ให้รอดพ้นจากทุกภัยที่เข้ามา”
“แต่…จากทุกความผิดพลาด ฉันเสียใจที่ฉันกลัวการทำทุกอย่างคนเดียว ต้องพึ่งคนอื่นตลอด โดนชักจูงง่าย เพราะเส้นทางเบื้องหน้ามันดูน่ากลัว ฉันไม่ไว้ใจตัวเองว่าจะทำได้ ฉันเลยหาคนชี้นำ แต่แล้วก็หลงทางซะเอง จะ Fraser หรือ DisCity ใครจริงใจ? ทางไหนคือทางที่ถูกต้อง? ฉันไม่รู้หรอก ตอบไม่ได้และพวกเองก็คงตอบไม่ได้ โลกใบนี้ต่างจากการวิจัยวิทยาศาสตร์ ทุกความจริงบนโลกใบนี้ถูกบดบังด้วยแผนการและผลประโยชน์... มันไม่มีคำตอบที่บริสุทธิ์หรือเชื่อถือได้จริง ๆ หรอก และพวกเราก็คงไม่โชคดีตลอดไป พวกเราต้องเดินต่อไปไม่ว่าโลกจะมืดแค่ไหน แต่ฉันยังคงเดินต่อไปเพราะฉันมีผู้คนที่ฉันอยากปกป้อง สิ่งที่ฉันจะไม่มีวันทอดทิ้ง บ้านเกิด ความมุ่งมั่น คนที่ฉันรัก ความหวัง ถึงแม้ว่าฉันจะยังไม่แข็งแกร่งมากพอ แต่ฉันก็จะใช้ความรู้อันแสนน้อยนิดที่ฉันมีปกป้องพวกมัน แม้จะไม่มีแสงนำทาง ฉันจะก็จะหาทางไปด้วยตัวของฉันเอง"
เสียงของ Hypatia สั่นสู้มากๆ เธอพยายามควบคุมตัวเองให้พูดออกไปให้ชัดเจนมากที่สุด

ผู้คนในฮอลล์เริ่มพูดคุยกันกระซิบกระซาบ ชาว Farland ต้องการรู้ว่า Hypatia จะทิ้งพวกเขาไปเหรอ? ถ้าพวกเขาไม่มีผู้นำ ไม่มีใครสนับสนุน สุดท้ายแล้วพวกเขาก็จะไม่รอด ต่อให้มี Hypercube แต่ก็จะถูกแย่งไปจนหมด และทุกอย่างก็จะวนกลับไปเป็นแบบเดิม เห็นว่าทูตแห่งสันติภาพจาก DisCity ก็ใจดีนี่นา DisCity จะไม่ช่วยเหรอ?
Hypatia ได้แต่คิดในใจ อยากให้ Margaret ตั้งใจดูสิ่งที่ Hypatia จะตัดสินใจทำต่อจากนี้ให้ดี อยากขอบคุณ Margaret ที่ชี้นำทาง เป็นแสงสว่างให้กับ Hypatia จนตัวเธอมายืนในจุดๆ นี้ได้ เธอจะไม่มีวันทำให้ Margaret ผิดหวัง
Hypatia ปลดเข็มกลัดตระกูล Campbell ออกแล้วโยนทิ้งออกนอกพระราชวังไป พร้อมประกาศว่า ตัวเธอไม่ใช่ลูกสาวของ Campbell หรือผู้มีชีวิตรอดของ Farland เป็นแค่ Hypatia นักวิจัยอารัมคนหนึ่ง ที่เป็นคนๆ หนึ่งเหมือนทุกคน ไม่สามารถเป็นผู้นำให้ใครได้ แต่จะพยายามเดินหน้าเต็มที่ ตามหาความหวัง ก้าวข้ามความยากลำบาก ปกป้องบ้านเกิด ทุกคนที่มีชีวิตรอดในดินแดนแห่งความยากไร้จนถึงตอนนี้ ต่างก็มีพลังความสามารถในแบบของตัวเอง แล้ว Hypatia ก็เชิญชวนชาว Farland ทุกคนให้ร่วมเดินทางไปกับเธอ แม้ว่าอนาคตจะไม่แน่นอน แต่อย่างน้อยๆ ทุกคนจะมีกันและกัน
แน่นอนว่าทุกคนส่งเสียงเข้าร่วม Margaret เห็นและได้ยินแบบนั้นก็เริ่มคิดวางแผนถัดไป ตอนนี้พันธมิตร Farland มีผู้นำคนใหม่แล้ว ในฐานะพนักงานการทูต Outland เธอต้องไปผูกมิตรไมตรีด้วย แต่ลึกๆ ในใจของเธอก็ภูมิใจที่ Hypatia สามารถยืนด้วยลำแข้งของตัวเองได้

นักวิจัยอารัมในสมาคม Luminaris ต่างก็ตกใจกลัวที่มีสิ่งมีชีวิตแบบนั้นซ่อนอยู่ในสำนักงานใหญ่ของพวกเขา แต่พวกเขาไม่สามารถควบคุมปีศาจนกนั้นได้เลยแม้จะเป็นอุปกรณ์อารัมก็ตาม เพราะเวทย์ของ Sophos แต่นั่นก็ยิ่งเป็นปริศนาเพราะ Sophos ควรจะช่วยเหลืออยู่ข้างพวกเขา แต่อุปกรณ์นั้นกลับทำลายงานฉลอง Unity Gala แถมฆ่าผู้อาวุโสชนชั้นสูงของ Fraser ไปหลายคน พวกเขาจึงรีบติดต่อผู้อำนวยการทันที
ทางด้าน Lana Kantarella (วุฒิสภา Fraser ที่ 5) กำลังอยู่ในห้องแลป มองดูหมอกควันสีดำที่ถูกจองจำลอยไปมา เป็นพลังงานที่ใกล้เคียงกับ Black Ring มากๆ โทรศัพท์ในกระเป๋าเสื้อของเธอดังมานานหลายนาทีแล้วกว่าเธอจะยอมรับสาย เธอแจ้งว่า รู้สิ่งที่เกิดขึ้น และทุกอย่างยังคงดำเนินตามคำแนะนำของ Sophos นักรบอารัมที่เตรียมไว้เริ่มปฏิบัติตามแผนการแล้ว แต่นักวิจัยสมาคม Luminaris ยังไม่วางใจ เพราะต่อให้กำจัดปีศาจนกไปได้ แต่ชื่อเสียงเสียหายหมดแล้ว Lana จึงบ่นว่าตอนนี้สมาคมเป็นแค่ของเล่นที่ Adelaide ส่งมอบให้ Hypatia ไปแล้วเหรอ?
Lana เคยให้คำสั่ง ส่งคนไปไล่ล่าชายคนหนึ่งซึ่งเป็นศัตรูตลอดกาลของ Sophos เป็นผู้ทรยศ Sophos (หมายถึง Rust) ซึ่งกำจัดเขาได้แล้ว เขาก็จะกลับมาใหม่ที่ Black Ring เพราะงั้น พวกเขาจะได้รับการตอบแทนอย่างสาสม พวกคุณจะได้นั่ง The Ark ที่ Sophos สร้างอยู่เพื่อเดินทางไปยังดินแดนอันบริสุทธิ์ที่สุดปลายทางแน่นอน
ทันทีที่เธอพูดจบ เธอก็ทำลายโทรศัพท์ตัวเองทิ้งเพื่อไม่ให้พวกเขาติดต่ออีก ทุกอย่างที่พูดไปนั้นเป็นเพียงคำโกหกที่ Lana ใช้หลอกนักวิจัยให้เชื่อ การจะได้เข้าถึงศาสตร์ของ Sophos ขึ้นเรือ The ark นั้น เป็นไปได้ยากเพราะมีที่นั่งบนเรือน้อย มีเพียงแค่ผู้ที่คู่ควรเท่านั้นที่จะได้ข้ามทะเลไปยังอีกฟาก สามัญชนทั่วไป แค่ได้ตายเพื่อความเชื่อนี้ก็เป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพวกเขาแล้ว
เพิ่มเติม
-เรือ The ark น่าจะอ้างอิงถึง เรือ Ark ของ Noah (Noah’s Ark)

อีกฟากหนึ่งของห้องแลป มีชาว Underground คนหนึ่งยืนอยู่ หัวใจของ Lana พองโตทันที เธอยิ้มกว้าง รีบเดินเข้าไปหา ครั้งหนึ่ง Sophos เคยเลือก Adelaide Campbell แต่ในตอนนี้ เธอจะเป็นผู้ถูกเลือกแน่นอน!
แต่เมื่อเข้าไปใกล้ ชาว Underground คนนั้นกลับไม่ได้มีท่าทีที่สง่างาม แต่เขากลับตัวสั่น เขาพยายามพูดอะไรบางอย่างแต่ Lana ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย จนกระทั่งชาว Underground คนนั้นพยายามขยับมาหา Lana แต่ตัวเขาก็ค่อยๆ ละลายกลายเป็นกองน้ำสีดำบนพื้น และแล้วที่ด้านหลัง ชายคนหนึ่งก็ปรากฎตัวออกมา (Rust) Lana รับไม่ได้ที่ชายตรงหน้ามีต้นตอเดียวกันกับ Sophos เมื่อผ้าพันแผลต่างๆ บนใบหน้าของชายตรงหน้าหลุดรุ่ย ใบหน้าที่ Lana แสนเกลียดชังก็ปรากฎ
"สวัสดีครับ คุณผู้หญิง ฉันอยากจะมายืมวัตถุดิบอะไรนิดหน่อยจากสมาคมของคุณน่ะ พอจะสะดวกไหม? หรือว่าคุณอยากได้... หมาล่าเนื้อของ Underground ล่ะ? " ชายตรงหน้าถามออกมาอย่างอารมณ์ดี
"ทำไมถึงเป็นแก?!" Lana ตะโกนออกมาอย่างไม่พอใจ
เพิ่มเติม
-สำหรับ Lana แล้ว ในโลกแห่งวันสิ้นโลกนี้ ผู้คนคือลูกแกะบูชายัญ ส่วนอำนาจ ชื่อเสียง และความปรารถนาล้วนเป็นเพียงแค่ภาพมายา ผู้คนที่หลงใหลสิ่งเหล่านี้ก็เป็นเพียงแค่คนตาบอดที่ติดอยู่ในเวลาค่ำคืนที่ไม่มีรุ่งอรุณ มีเพียงแค่ความจริงเท่านั้นที่เป็นนิรันดร์ และ Sophos คือคนที่ก้าวข้ามผ่ามความมืดยามกลางคืนไปแล้ว คู่ควรแก่การติดตาม
-ในด่านสู้ Lana จะพูดดุว่า Rust ว่าเป็นคนทรยศ ภาชนะที่ Sophos สร้างไว้จะไม่มีวันพังได้ั แถมฆ่า Rust ไปแล้วหลานครั้ง เธอมั่นใจสุดๆ แต่ยิ่ง Rust จัดการมอนสเตอร์ได้มากขึ้นเรื่อยๆ Lana จะเริ่มอ้อนวอน ขอร้องไม่ให้ Rust ลงมือทำเพราะเธออยากจะขึ้น the Ark มากจริงๆ แถม Sophos ก็ให้คำสัญญาเธอไว้แล้วด้วย


Rust ทำลายฐานของสมาคมจนเสียงกรีดร้องของผู้คนหายไปหมด และแล้ว Rust ก็ยอมรับสายโทรศัพท์จาก Chief ที่โทรมาสักที
"...อ่า ฮัลโหล? มีสัญญาณแล้วล่ะ นกพิราบแห่งสันติภาพสร้างเครือข่ายติดต่อได้ไวจริงๆ ทำงานได้ยอดเยี่ยม ไม่ต้องห่วง ฉันยังไม่ตายหรอก หลังจาก ‘การสอบสวน’ พวกนั้น เธอบอกฉันเองนะ ว่าให้ฉันให้คุณค่ากับชีวิตของฉัน ฉันเลยปากกัดเท้าถีบหนีความตายมาแล้วมากกว่าหนึ่งครั้งเชียวนะ ฉันพยายามตั้งขนาดนี้ ชมฉันสักหน่อยไม่ได้เหรอ?"
คนในสายโทรศัพท์เริ่มตะโกนด้วยความโมโหทันที Rust เลยเก็บโทรศัพท์ไปแล้วหัวเราะนิดๆ ที่ Chief ยังเป็นคนที่ตรงไปตรงมาเหมือนเดิม Rust รู้อยู่แล้วว่าพูดแบบนั้นจะทำให้ Chief โกรธ แต่ Rust ก็ต้องขอบคุณ Chief ที่ทำให้เขามีกำลังใจคลานออกมาจากความมืดมิดของมาเนีย Rust นึกถึง Hypatia ที่ดื้อรั้น แล้วเขาก็ยิ้มอีกครั้ง ยกโทรศัพท์กลับขึ้นมาฟังเสียง Chief ใหม่
"เฮ้อ ฉุนเฉียวขนาดนี้… ฉันคงไม่กล้ากลับไปรายงานจนกว่าเธอจะหายหัวร้อนน้า… ล้อเล่น แต่ฉันเพิ่งเจออะไรน่าสนใจที่สมาคมด้วยล่ะ แผนคงต้องเปลี่ยนสักหน่อย ฉันจะแวะออกนอกแผนการนิดนึง ไม่รู้เหมือนกันว่าจะกินเวลานานแค่ไหน แต่เธอน่าจะเข้าใจนะ เพราะนอกจากเธอแล้ว เรายังมีเพื่อนอีกคนที่ต้องการข้อมูลนี้ด่วนๆ เลย... "
เพิ่มเติม
-ในเนื้อเรื่องจะไม่บอกซะทีเดียวว่า Chief โทรมา แต่จะใบ้ๆ เพราะใช้คำว่า การสอบสวน (interrogation) เพราะงั้น นี่แปลว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังเนื้อเรื่องสอบสวนของ Rust

Rust ไล่อ่านเอกสารลับของสมาคม Luminaris และได้เห็นสิ่งที่พวกเขาเก็บกู้กลับมาจากซาก Black Ring Furor มัะนเป็นกล่องสีดำๆ มี Hypercube ตกผลึกอยู่นิดหน่อย เป็นสิ่งที่ไม่ถูก Black Ring กลืนกิน และข้างๆ กันนั้น มีเครื่องประดับสีเงินรูปขวานเล็กๆ และดาบเขี้ยวอยู่ เป็นตราสัญลักษณ์ของแก๊งอันตพาลในตำนานที่ถูกส่งต่อมา 2 รุ่นแล้ว การที่พบเจอเครื่องประดับนี้แปลว่า ผู้นำคนล่าสุดที่ถือครองเครื่องประดับนี้(Horo)ยังไม่กลายเป็น Corruptor แต่หายเข้าไปใน Black Ring นี่เป็นข่าวที่ดีที่สุดของ Rust แล้ว และเป็นจุดเริ่มต้นของการเริ่มภารกิจใหม่เช่นเดียวกัน
"ก่อนเราจะวางสาย เธอเปิดข่าวเย็นของ Fraser ดูหน่อยสิ พวกเขาถ่ายทอดสดความโกลาหลของสมาคม Luminaris รึยัง? ยอดเยี่ยมเลย คิดซะว่านี่คือหนังสายลับระทึกขวัญเรื่องล่าสุดที่กำลังเข้าฉายก็แล้วกัน ลูกศิษย์ที่แสนเก่งของฉันไม่ได้หยิบสคริปไปด้วย เพราะงั้น ฉันขอฉายเดี่ยวแสดงสดเองเลยแล้วกัน ไม่ว่าจะการลอบฆ่า แฝงตัว หรือรวบรวมข้อมูล ทุกอย่างครบแล้ว ทีนี้เราจะทำให้หนังมันสนุกกว่าเดิมได้ยังไง?"
Chief คิดอยู่นานสองนาน จนตอบกลับไปว่า
"ฉันนึกว่าหนังสายลับระทึกขวัญทุกเรื่องจะจบด้วยฉากระเบิดซะอีก?"
Rust ได้ยินก็หัวเราะเบาๆ ก่อนจะตอบกลับ
"ได้เลยครับ คุณผู้หญิง"
เพิ่มเติม
-แก๊งที่ว่าคือแก๊ง Legion ของ Zoya และ Horo
-ถ้าเล่น Chief ผู้ชาย บทจะไม่เหมือนกัน

Rust ยกมือขึ้น หันไปทางกล้องถ่ายทอดสด แล้วดีดนิ้ว ด้านหลัง Rust ระเบิดดั้งบึ้มทันที ปลายเสื้อคลุมไหม้หน่อยๆ แต่ Rust ก็ไม่หันกลับไปมอง เพราะเขารู้ดีว่าตอนนี้เขาหล่อเท่มากแค่ไหน เขายิ้มให้กล้อง ก่อนจะโค้งคำนับให้ผู้ชมทางบ้าน
"จะมีวิธีไหนที่พิเศษไปกว่าโชว์พลุดอกไม้ไฟเพื่อเธอคนเดียวแบบนี้อีกล่ะ?"
เมือง Fraser ในตอนนี้ตกอยู่ในความวุ่นวาย การถ่ายทอดสดงาน Unity Gala ที่ทำให้ทุกคนบนโลกเห็นนั้น กลายเป็นการถ่ายทอดสดความวุ่นวายที่เกิดขึ้น เปลวไฟที่ลุกไหม้ เสียงผู้คนชาว Farland ที่โห่ร้อง ดังกึกก้องไปทั่วจนรากฐานของเมืองเก่าแก่ที่มีแต่ขุนนางเก่านี้ต้องสั่นคลอน
"ไม่จำเป็นต้องมีนัดเจอกันแล้วนะ… เพื่อนๆ ของเราจาก Farland รับมือกันเองได้ดีเลย มาฉลองให้กับชัยชนะของพวกเขากันดีกว่า"

วันที่ 25 เดือนกันยายน N.F.115 เวลายามเย็น เมือง Fraser ตกอยู่ในความวุ่นวายโกลาหล ด้วยการนำทางของนกพิราบ ทหาร Fraser บุกเข้าบ้านของ Marcus Drake เพื่อจับกุมข้อหาต้องสงสัยว่าก่ออาชญากรรมสงคราม แต่ Marcus ไม่ยอม ยิงตอบโต้ เหล่าทหารเลยบุกเข้าด้วยการระเบิดทาง Marcus นั่งอยู่ที่โต๊ะของตัวเอง ส่วนคนที่มาจับกุมพร้อมเหล่าทหารนั้นคือ Raphael Herbert (วุฒิสภา Fraser ที่ 10) ผู้ซึ่งสนับสนุนสงครามมากที่สุด
Marcus เห็นดังนั้นก็หัวเราะ เพราะสองคนนี้คือไส้ศึกที่แทรกซึมเข้า DisCity แต่ Raphael กลับเป็นคนที่ทรยศอยู่ฝ่าย DisCity จริงๆ ซะอย่างงั้น Marcus ล้วงกระเป๋าเสื้อตัวเอง แต่ Raphael ชิงยิงฆ่า Marcus ก่อน Raphael ทำลายหลักฐานทุกอย่าง ปรับแต่งซีนให้ Marcus นั่งอยู่ในเก้าอี้ตัวเองเยี่ยงราชา มองดูแผนที่ของ Fraser ที่ยิ่งใหญ่
"ทุกอย่างเพื่อสันติภาพ" Raphael กล่าวก่อนจะออกจากสถานที่แห่งนี้ไป
ภายหลังมีรายงานว่า วุฒิสมาชิก Fraser พวกเหยี่ยวสงคราม Markus Drake ถูกพบว่าเสียชีวิตในแมนชั่นของตัวเอง สาเหตุคือการฆ่าตัวตาย ใกล้ๆ มีข้อความเขียนระบุไว้ว่า ปลิดชีพตัวเองเพราะผิดหวังที่แผน Unity Gala ล้มเหลว
และ 5 วันถัดมา Raphael Herbert ถูกพบศพที่สระน้ำในสวนดอกไม้ของเขา ถูกยิงเป็นจำนวนมาก คาดว่าเป็นการลอบสังหาร ความตายของคนเหล่านี้ทำให้ชนชั้นสูงของ Fraser ตกอยู่ในสถานการณ์วุ่นวายนานหลายเดือน

ณ ห้องขังที่รัดกุมที่สุดสำหรับอาชญการอันตรายของ DisCity Adelaide เปิดดูข่าว Outland บนโทรทัศน์ ดู Hypatia ที่ขึ้นพูดปราศรัยบนโพเดียมในงาน Unity Gala เขาเปิดวนซ้่ำไปมาตั้งแต่กลางวันจนตกกลางคืน ในฐานะพี่ชายคนโตสุดของตระกูล Campbell แล้ว เขายิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ เขาภูมิใจที่น้องสาวสามารถเดินไปได้ไกลกว่าตัวเขา
เพิ่มเติม
-ตรงนี้ยืนยันอีกครั้งว่า Adelaide คือ Sage แห่งความยากไร้ (Famine Sage) ของ Underground

ในขณะเดียวกัน Margaret กำลังนั่งพิงกระจกรถ มือโบกพัดช้าๆ อย่างไม่พอใจ เมินเฉยต่อคำพูดของ Schorl ที่ลอยอยู่ตรงหน้า
"ขอบคุณสำหรับการทุ่มเททำงานของคุณ ท่านเอกอัครราชทูต ฉันจะขอทำหน้าที่คุ้มกันท่านกลับไปยังนครรัฐตลอดช่วงการเดินทางที่เหลือต่อจากนี้เอง"
"เหอะ... ฉันเพิ่งจะประสบความสำเร็จทางการทูตอย่างที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน ทั้งช่วยยับยั้งสงคราม ฟื้นฟูความสัมพันธ์กับพันธมิตร Farland... เนี่ยเหรอ ช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการเรียกตัวทูตผู้มีความสามารถคนนี้กลับเป็นการด่วน...? ดูท่า EDGE จะไม่ชอบผลลัพธ์ที่ได้นะ ไม่พอใจกันขนาดนั้นเลยเหรอ?" Margaret ตอบกลับด้วยสีหน้าที่ไม่พอใจ
"ใช่ พวกเขาไม่เชื่อว่าคุณที่มากความสามารถจะล้มเหลวในการเจรจาให้ Farland ยอมสละสิทธิในการพัฒนาเหมืองของ BR-005 แย่ยิ่งกว่านั้น คุณยอมให้พวกเขาพบเจอ Hypercube ก่อน ทำให้อำนาจการผูกขาดของ DisCity ลดลงอย่างมาก ด้วยเหตุนี้ ต่อให้ Fraser ไม่แทรกแซง พวกเราก็ไม่สามารถควบคุมราคาของ Hypercube ได้เพราะพันธมิตร Farland มีอำนาจต่อรอง Nirvana ไม่พอใจมากๆ และต้องการคำอธิบาย" Schorl ตอบ
เพิ่มเติม
-สรุป DisCity ก็อยากผูกขาดตลาด Hypercube จริงๆ

"ก็จริง แต่ฉันก็ไม่ชอบที่ต้องไปอธิบายพวกเขาอยู่ดี โดยเฉพาะพวกโง่เง่า Nirvana ที่ไม่ทำอะไรนอกจากเป็นภารตัวถ่วงพาคนอื่นตกต่ำกันหมด" Margaret ตอบด้วยรอยยิ้ม
"คุณไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรกับพวกเขา" Schorl ตอบกลับ
"หือ?" Margaret ที่ได้ยินก็สงสัยจนรอยยิ้มหายไป
"ทันทีที่คุณเดินทางกลับถึง DisCity ทางด้าน MBCC จะเป็นฝ่ายควบคุมการสืบสวนโดยทันที โดยใช้ข้ออ้างเรื่องการติดตามความเคลื่อนไหวของ Sinner และทาง MBCC จะเป็นคนรวบรวมข้อมูลและยื่นรายงานนั้นด้วยตัวเอง Nirvana ไว้วางใจพวกเขาอย่างมาก และจะไม่ก้าวก่าย MBCC เพื่อเอาผิดคุณ... ส่วนเรื่องบทลงโทษที่ Chief เสนอมานั้น... สมาชิกที่เหลือของ EDGE จะไม่มีการคัดค้านใดๆ เพิ่มเติม มาตรการลงโทษในรูปแบบนี้เพียงพอ"
Schorl อธิบายต่อทุกอย่างจนกระจ่าง แต่ Margaret กลับจ้องมองไปที่ Schorl จากลักษณะการพูดแล้ว เธอเห็นเป็น EDGE-01 เพราะในตอนที่เขามอบภารกิจที่แท้จริงนี้ให้เธอ เขาคงคำนวนว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นแบบนี้ไว้แล้ว การตัดสินใจสุดท้ายนี้ทำไปเพราะซาบซึ้งในการเสียสละของ Margaret จริงๆ หรือ EDGE-01 จะไม่สนใจ Margaret เลย ถ้าหาก Margaret ทำผลงานออกมาอย่างไร้ที่ติ บรรลุทุกเป้าหมายไม่ได้? แต่ไม่ว่าจะยังไง แผนของตาจิ้งจอกเฒ่า(EDGE-01)ก็ตรงไปในทิศทางเดียวกันกับสิ่งที่นกพิราบแห่งสันติภาพ(Margaret)ต้องการ เธอเลยไม่ใส่ใจรายละเอียดมากขนาดนั้น
Margaret หันไปสนใจดินแดนแห้งแล้งด้านนอกต่อเหมือนเดิม ปล่อยให้ความหวังอยู่ในดินแดนที่มันถือกำเนิดขึ้นมาดีกว่า ให้เมล็ดพันธุ์แห่งความสงบสุขได้เกิดและโตในบ้านเกิดของตัวเองก็ไม่แย่นักหรอก อย่างน้อยๆ ก็เข้าใกล้เป้าหมายที่เธออยากให้โลกสงบสุข
เพิ่มเติม
-Margaret เรียก EDGE-01 ว่าจิ้งจอกเฒ่า

แต่คิดแล้ว Margaret ก็อดโมโหขึ้นมาไม่ได้ เธอโบกพัดของตัวเองเร็วขึ้น ลมเย็นเริ่มตีแก้มที่แดงระรื่อไปด้วยความเดือดดาลของเธอ
"ก็ดี ฉันอดใจรอที่จะได้เจอ Chief อันแสนโด่งดังไม่ไหวแล้ว ฉันละอยากรู้จริงๆ ว่า Chief ไปพูดอะไรกับ Hypa ตัวน้อยของฉัน ถึงได้ประทับใจขนาดนี้... แทบจะเล่ารายละเอียดให้ฟังซะทุกอย่าง"
"หืม? ฉันนึกว่าภาพโดยรวมทุกอย่างเป็นไปตามแผนของเธอซะอีก" Schorl ตอบอย่างประหลาดใจ
"หึ ไม่เลยสักนิด แผนการเดิมของฉันน่ะ นก canary ตัวน้อยต้องกลับมากับฉันต่างหาก เด็กที่มีความสามารถขนาดนี้หายากจะตาย ฉันไม่ยอมปล่อยให้หลุดมือไปง่ายๆ หรอก แต่... จะทำไงได้ล่ะ? เธอเจอเส้นทางของตัวเอง กางปีกออกบินไปสู่ท้องฟ้าที่แสนกว้างไกลแล้ว"
Margaret พูดพลางมองท้องฟ้าที่นอกหน้าต่างรถ

Hypatia เก็บของที่บ้าน Campbell กับ Helga รับปากว่าจะไม่กลับมา แต่คงกลับมาหาสมาคม Luminaris เพื่อฟื้นฟูแก้ไข แต่ต้องไปเป็นคนกลางช่วยระหว่าง Fraser และ Farland เสียก่อน Yokna เองก็มาด้วย พร้อมเรือเหาะใหม่ที่เธอภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก Yokna บอกว่า เธอได้คนที่ชื่อว่า Sibilla ที่เป็นชาว Furor มาด้วย เจอที่กลางทะเลทราย ซึ่ง Sibilla บอกว่า รถคาราวานขนส่งของ Nirvana ต้องมาส่งเธอที่ Fraser แต่โดนทิ้งกลางทางเพราะเหตุวุ่นวายในงาน Unity Gala
Hypatia ที่ได้ยินแบบนั้นก็ดีใจยิ้มออกมา ก่อนจะออกเดินทาง
เพิ่มเติม
-จบตรงนี้ MV ฉากปิดจะฉายเพลงจบของเนื้อเรื่องบท The Thorny Roads to Dawn
-จบตรงนี้แล้ว สามารถอ่านเนื้อเรื่องสอบสวน Margaret เพื่ออรรถรสได้
-เนื้อเรื่องของ Sibilla อ่านเพิ่มเติมได้ที่ N3-N4 (จิ้ม)

Chief ประสบเจอกลุ่มการประท้วงด้านการเมือง แบ่งแยกไม่พอใจเรื่องชาว Outland ที่มาอยู่ที่ DisCity เหตุการณ์นี้ทำให้อารมณ์ปะทุร้อนขึ้นเรื่อยๆ จน Chief ลงจากรถที่นั่งอยู่เพื่อเข้าไปห้ามปราม ไม่อยากให้อารมณ์พุ่งพล่านมากจนอาจจะทำให้เกิดการแพร่ตัวของมาเนียได้ แต่แล้ว Margaret ก็ได้เข้ามาช่วยควบคุมสถานการณ์จนสงบได้ ทำให้ Chief ได้รู้จัก Margaret อย่างเป็นทางการ
ตั้งแต่รู้จัก จนถึงห้องสอบสวน Margaret พยายามคุยทำให้ Chief ไว้ใจ Chief เองก็พยายามถามพยายามแหย่เอาข้อมูลต่างๆ ซึ่ง Chief ในตอนนี้ก็ยังรู้สึกว่า Margaret ก็ไว้ใจได้ เป็นคนที่ดี มีอุดมการณ์ที่ดีคนหนึ่ง แต่พอสอบสวนจบ กล้องบันทึกกลับเสียในช่วงครึ่งหลัง แถมระบบแจ้งเตือนก็ไม่ดังจน Nightinglae ยังรู้สึกผิดปกติ Chief ที่ได้ตรึง Shackle แล้วจึงเริ่มติดตามอารมณ์ ความเคลื่อนไหวต่างๆ ของ Margaret ทันที ทำให้รู้ว่า ท้ายที่สุดแล้ว Margaret ก็แค่ต้องการควบคุมชีวิตคนอื่น ถึงแม้ว่าเป้าหมายจะเหมือนกัน แต่ Chief ยอมรับวิธีการนี้ไม่ได้ จึงไม่ยอมตกเป็นหนึ่งในคนที่ถูก Margaret ชักใยเด็ดขาด
สุดท้ายแล้ว Margaret ก็ได้แต่บ่นกับคนที่คุยโทรศัพท์ด้วย ว่าทั้งเด็กสาว Campbell และ SHP-13 ที่แสนพิเศษของนายเนี่ย ไม่ยอมทำตามแผนการของ Margaret เลยสักคน คนในสายโทรศัพท์จึงบอกว่า
"เด็กๆ ก็แบบนี้แหละ โตไว คาดเดายาก แต่เพราะแบบนั้นแหละ ความเป็นไปได้ของพวกเขาจึงไม่มีที่สิ้นสุด ในตอนที่พวกเราเลือกพวกเขาให้มาอยู่ในแผนการของเรา นั่นคือคุณสมบัติที่เราต้องการตั้งแต่แรกแล้ว อีกอย่าง พวกเขาก็ยังไม่ได้ทำผิดจากความคาดหมายเราไปมากขนาดนั้น"
Margaret หัวเราะออกมาเบาๆ เห็นด้วยกับคำพูดนั้น แต่ยังโบกพัดรัวเร็วเหมือนเดิม ทั้งสองคนนี้พร้อมจะดำเนินตามแผนการต่อไป
เพิ่มเติม
-ในส่วนนี้มาจากการสอบสวน Margaret
-Nightingale เป็นคนขับรถให้ Chief
-ช่วงเวลานี้คือเป็นสงครามเย็นของ DisCity และ Outland ด้วย ทำให้ชาว DisCity โดยกำเนิดหลายคนพยายามขับไล่ผู้อพยพ
-Chief เคยได้อ่านรายงานและข้อมูลของ Margaret มาแล้ว แต่แค่ไม่รู้หน้าตา พอเห็นพลัง และวิธีการใช้พลังโน้มน้าวก็เลยรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร
-Margaret ถูกสงสัยว่าหักหลัง DisCity เพราะยอมปล่อยให้เหมืองของ BR-005 ตกไปเป็นของ Farland โดยที่ DisCity ไม่มีอำนาจในการควบคุมแม้แต่น้อย ขัดคำสั่งดั้งเดิม
-ในห้องสอบสวน Chief กับ Margaret พูดถึง Langley บ่อยมากกกก ทั้งดีและไม่ดี เหมือนมานินทาเพื่อน/หัวหน้า
-คนที่ Margaret คุยด้วยในตอนท้ายสุด คิดว่าเป็น EDGE-01 เพราะความสนิทสนมกันบนรถในเนื้อเรื่องหลัก รวมถึง ในเซิร์ฟจีน ก่อนที่จะมีการแก้ไขเกิดขึ้น มีขึ้นชื่อชัดเจนว่า Margaret คือ EDGE-10 และกำลังคุยกับ EDGE-01 อยู่

บทส่งท้ายเนื้อเรื่อง N8
ในอนาคตอันแสนไกล ในวันที่สงบสุข ณ MBCC Schorl ได้รายงานให้ Chief ฟังว่า พันธมิตร Farland ยังคงเป็นองค์กรที่เกาะกลุ่มกันอย่างหลวมๆ และพัฒนาอยู่เรื่อยๆ ก็การพัฒนาแถบแร่ BR-005 คืบหน้าอย่างมาก แถมการวิจัยอารัมเริ่มจะนำหน้าสิ่งที่ Fraser เคยทำไว้แล้ว หลังจากที่หลุดจากการควบคุมของ Fraser แถมได้ทูต Margaret มาสร้างรากฐานทางการเมืองไว้ให้ Paradeisos จึงตัดสินว่าคู่ควรที่จะผูกมิตรไมตรีไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการต่อกนกับหายนะ และแบ่งปันช่วยกันผลิต Hypercube ตัวแทนจากพันธมิตร Farland ได้เดินทางมาถึง DisCity แล้ว มีเป้าหมายในการแลกเปลี่ยนความรู้กับสถาบันวิจัย Ring และ Nirvana แต่หนึ่งในตัวแทนที่เป็น Sinner ได้ระบุเจาะจงว่าขอเข้าพบเจอ Chief แห่ง MBCC แน่นอนว่า Chief ตอบตกลง
พันธมิตร Farland ได้ตั้งแคมป์พักอาศัยด้านนอกเมือง Chief ที่เดินทางมาเข้าพบก็ได้เห็นหญิงสาวผมสีบลอนด์ ดวงตาสองสี ยืนอยู่ด้านหน้ากลุ่มตัวแทน ใส่ชุดคลุมของ WhiteSands ซึ่ง Chief เห็นแล้วก็นึกถึง Hella เพราะ Hypatia นั้นดูแก่กว่า Hella ไม่กี่ปีเอง แต่ทั้งๆ ที่เจอกันครั้งแรก Chief กลับรู้สึกคุ้นเคยกับคนตรงหน้า Hypatia เดินเข้ามาหา Chief ด้วยรอยยิ้มที่เจิดจ้าราวกับพระอาทิตย์ พร้อมยื่นมือมา
"ในที่สุดเราก็ได้พบกันนะ Chief ยินดีที่ได้พบค่ะ ฉัน Hypatia นักวิจัยอารัมที่อยู่กับพันธมิตร Farland"
![]() |

